Masukการรีโนเวทบ้านไม้ใต้ถุนสูงเริ่มขึ้นหลังจากที่ปุณณวิชญ์ให้ทีมวิศวกรและสถาปนิกมาดูบ้านจากนั้นเขาก็เสนอแบบกับเมษา เมื่อพี่สาวและหลานสาวตกตงตามแบบที่เสนอ ชายหนุ่มก็ให้ทีมงานเข้ามาทำทันที ระหว่างนี้เขาให้เมษาและพิจิกาไปพักที่บ้านเช่าในตัวเมืองใกล้ๆ กับโรงเรียนที่พิจิกาเรียนอยู่ ส่วนปุณณวิชญ์นั้นก็มาตรวจดูงานเป็นระยะๆ
“พี่วิชญ์รีบกลับไหมคะ” ตรีทิพย์เดินถือแบบเข้ามา
“ไม่รีบ ตรีมีอะไรหรือเปล่า”
“พอดีตรีจะให้พี่วิชญ์ช่วยดูแบบให้หน่อยค่ะ ตรีว่าจะรอพี่ตุลย์ แต่จนป่านนี้ยังไม่เข้ามาเลย สงสัยวันนี้คงไม่เข้ามาแน่”
ชายหนุ่มหยิบแบบแปลนหอพักขนาด 40 ห้องที่บริษัทกำลังเตรียมนำเสมอลูกค้าขึ้นมาดูอย่างละเอียด หลังจากที่ครั้งที่แล้วเสนอแบบไปแล้วแต่ลูกค้าให้กลับมาแก้ไขอีกบางส่วน
“เรียบร้อยดีนะ นัดคุยอีกครั้งเมื่อไหร่ บางทีพี่อาจเข้าไปด้วย”
“วันอังคารหน้าค่ะ พี่วิชญ์ว่างก็ดีนะคะ เพราะลูกค้าบ่นว่าอยากเจอพี่วิชญ์อยู่เหมือนกัน” ลูกค้าท่านนี้เป็นลูกค้าเก่าที่เคยร่วมงานกันมาหลายโครงการแล้วเขาเลยอยากหาเวลาไปคุยด้วยตัวเองหลังจากที่ให้ตุลาเป็นตัวแทนในครั้งที่แล้ว
ชายหนุ่มกำลังเตรียมตัวกลับบ้านที่อัมพวาเนื่องจากตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขาได้แต่ให้โฟร์แมนถ่ายรูปมาให้ดูเท่านั้น เขาอยากไปดูแลหน้างานด้วยตัวเองเพราะอยากให้บ้านออกมาถูกใจมากที่สุด ชายหนุ่มไม่ลืมที่จะแวะไปรับหลานสาวที่บ้านเช่า
“ไปด้วยกันไหมคะแม่” พิจิกานั่งรอน้าชายที่หน้าบ้านเอ่ยชวนอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“แม่พึ่งแวะไปดูเมื่อวาน หนูดีไปดูกับน้าวิชญ์เถอะจ้ะ”
“แม่คะ หนูดีขอไปหาพี่โอปด้วยได้ไหมนะคะ”
“ได้สิ แต่อย่าลืมถามน้าวิชญ์ด้วยว่ารีบกลับหรือเปล่า”
“ค่ะแม่”
รถออดี้ Q5 สีขาวขับมาจอดหน้าบ้านเช่าหลังเล็กในตลาด พิจิกาชะเง้อคอยาวมองไปตามถนนเพราะเลยเวลานัดของน้าชายมาสักพักแล้ว
“หนูดี” ปุณณวิชญ์ลดกระจกลงเรียกเด็กสาวให้เดินมาขึ้นรถ
“สวัสดีค่ะน้าวิชญ์” เด็กสาวยกมือไหว้น้าชาย แม้จะสนิทสนมกันมากขึ้นแต่เธอก็ยกมือไหว้ทุกครั้งที่เจอกับน้าชาย
“เป็นไงรอนานไหม” เขาถามเมื่อเธอขึ้นมานั่งข้างๆ เขา
“ไม่นานค่ะ แต่น้าวิชญ์เอารถใครมาคะเนี้ยหรูเชียว หนูดีแทบไม่กล้าขยับตัวเลย” เธอนั่งตัวลีบทำเอาเขาอดหัวเราะไม่ได้
“รถน้าเอง”
“แล้วคนนั้นล่ะคะ” เด็กสาวหมายถึงฮอนด้าซีวิคที่เธอเคยนั่งเมื่อตอนย้ายมาอยู่ที่นี่
“นั่นก็ใช่ แต่คันนี้มันเร็วกว่า น้าว่าบางที่หนูดีน่าจะอยากกลับดูบ้านเร็วๆ” เขาตอบแบบติดตลก แต่ที่จริงแล้วคันเดิมที่เคยใช้ตอนนี้เขาเอาไปสีใหม่ แม้จะมีรถคันนี้แล้วแต่คันเก่าก็เป็นรถคันแรกที่เขาเก็บเงินซื้อจากเต้นรถมือสอง เขาอยากเก็บไว้เตือนความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเขาเองก็ไม่ได้มีพร้อมทุกอย่างเหมือนกับวันนี้
พิจิกามองดูบ้านของตัวเองที่ตอนนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมองแทบไม่เห็นเค้าโครงเดิม ชั้นล่างที่เคยเป็นใต้ถุน ก็ถูกดัดแปลงเป็นห้องกระจกใส ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งดัดแปลงเป็นห้องครัว ส่วนชั้นบนที่เคยเป็นไม้เก่าๆ ตอนนี้เหลือแต่โครงบ้าน สังกะสีเดิมที่มุงหลังคาถูกก็รื้อออกจนหมด
“มันจะเหมือนในรูปใช่ไหมคะ” เธอหันมาถามน้าชายเพราะเริ่มไม่แน่ใจ
“เหมือนสิ แต่ตอนนี้มันยังไม่เสร็จ หนูดีเลยยังมองไม่ออก”
เด็กสาวเดินดูรอบๆ บ้าน ระหว่างนั้นชายหนุ่มถือแคตตาล็อกสีทาสำหรับภายในตรงมาที่เธอ
“นี่เป็นสีทาภายในทั้งหมด น้าให้หนูดีเลือกสีในห้องนอนเอง ส่วนด้านนอกตัวบ้านก็ตามที่เราเคยคุยกันไว้”
หลังจากเลือกสีห้องนอนของตัวเองได้แล้วก่อนกลับเธอขอไปหากัลยณัฏฐ์เขาจึงขอตามไปด้วย
ปุณณวิชญ์เดินตามหลานสาวมายังโอบรักโฮมสเตย์ที่เขาเองพึ่งเคยมาครั้งแรก เขาบริเวณโถงกว้างที่ถูกจัดเป็นห้องรับแขก ตอนนี้มีเพียงหญิงสาวสูงวัยกำลังนั่งดูรายการทีวีอยู่เพียงลำพัง
“สวัสดีค่ะครู”
“สวัสดีครับน้ากัลยา” ชายหนุ่มยกมือไหว้ผู้สูงวัยที่หันมาพอดี คงเพราะพื้นโอบรักโฮมสเตย์เป็นพื้นไม้เวลาเดินจึงเกิดเสียงดังบ้าง
“อ้าว! วิชญ์ หนูดี หายไปกันนานเลย นึกยังไงวันนี้มาที่นี่ได้ แล้วบ้านที่ไปอยู่สะดวกสบายดีไหม น้าบอกให้มาพักด้วยกันก็ไม่ยอม” ครั้งที่เมษามาแจ้งให้ครูกัลยาทราบว่าจะไปเช่าบ้านอยู่ในตลาดนั้น กัลยาและนำให้มาพักอยู่ด้วยกันที่บ้าน แต่เขาเกรงใจจึงขอไปเช่าบ้านในตลาดดีกว่า เพราะใกล้กับโรงเรียนที่พิจิกาเรียนอยู่
“ก็สะดวกดีครับ หนูดีเดินไปโรงเรียนได้สบายเลย ใกล้นิดเดียว”
“คุณน้าผู้ชายไม่อยู่เหรอครับ ผมยังไม่เคยเจอเลย” วันที่จัดงานวันเกิดของหลานสาวเขาไม่มีโอกาสเจอกับสามีของกัลยา พออีกวันเขาไปที่บ้านเพื่อแจ้งว่าจะย้ายไปเช่าบ้านในตลาดก็ยังไม่เจอ วันนี้เขาคิดว่ายังไงต้องได้มาสวัสดีทักทายแต่ก็ผิดจากที่คาดไว้
“ไม่อยู่จ้ะ บ่ายๆ วันอาทิตย์แขกส่วนใหญ่จะเช็คเอาท์กันหมด น้าเค้าเลยเข้าไปดูงานในสวนจ้ะ”
พิจากาเห็นว่าผู้ใหญ่ทั้งสองคุยกับได้สักพักแล้วก็ถามขึ้น
“พี่โอปล่ะคะ” เมื่อมองไปทั่วจนแน่ใจแล้วเด็กสาวก็ถามถึงคนที่เขาตั้งใจมาหาแต่แรก
“อยู่ที่บ้านจ้ะ หนูดีจะกลับเลยหรือแวะไปหาก่อนล่ะลูก” เธอถามทั้งๆ ที่พอจะรู้คำตอบ เพราะตั้งแต่ย้ายไปบ้านเช่านี่ก็ 2 สัปดาห์แล้วที่เด็กสาวไม่ได้แวะมาช่วยงานที่โอบรักโฮมสเตย์เลย
“หนูดีจะไปหาพี่โอปแล้วก็จะกลับเลยค่ะ อาทิตย์หน้าหนูดีคงไม่ได้มาเพราะที่โรงเรียนมีติวพิเศษค่ะ”
“ตั้งใจเรียนนะลูก ปีหน้าก็ม. 4 แล้ว คิดไว้หรือยังว่าจะเรียนต่อที่ไหน”
“ยังเลยค่ะ เอาไว้หนูดีว่าจะมาปรึกษาครูกับพี่โอปอีกที”
“ได้สิจ้ะ แต่ครั้งหน้าจะเข้ามาต้องบอกก่อนนะ ครูว่าจะทำคุกกี้ไปให้แม่หนูทานกับกาแฟด้วย มารอบนี้แขกเหมาไปหมดเลย ทั้งที่นี่และที่ร้านในตลาด” กัลยาหมายถึงคุกกี้ที่เธออบไว้ให้แขกทานกับกาแฟและวางขายที่ร้านขายของฝากของเธอที่ตลาดน้ำ และมีลูกค้าบางคนติดใจซื้อกลับบ้านกันไปจนหมด
“ค่ะ” “ครับ” สองน้าหลานรับคำ ก่อนยกมือไหว้แล้วพากันเดินออกไป
เมื่อพ้นประตูพิจิกาก็รีบวิ่งตัวปลิวไปยังบ้านอีกหลังของกัลยาที่อยู่ห่างไปไม่มากนัก โดยมีชายหนุ่มเดินตามไปอย่างช้าๆ
“พี่โอป พี่โอป” เด็กสาวตะโกนเรียกพี่สาวคนสนิท แม้จะจะคุยกันผ่านไลน์ทุกวันแต่ก็ไม่เหมือนกันได้มาเจอกันจริงๆ พิจิกาดีใจไม่น้อยที่วันนี้ได้มาหากัลยณัฏฐ์หลังจากที่ไม่เจอกันมาหลายวัน
หญิงสาวเดินออกมาจากบ้านด้วยสีหน้ายินดีที่พิจิกาแวะมาหา เธอไม่ค่อยมีเพื่อนมากนัก พอเด็กสาวย้ายไปในตลาดแม้จะไม่ไกลจากบ้านมากเธอเองก็รู้สึกเหงา เพราะยังไม่มีโอกาสเจอกันเลย ชายหนุ่มมองภาพตรงหน้าที่หลานสาววิ่งไปสวมกอดหญิงสาวแล้วก็อดอมยิ้มให้กับความสนิทสนมของทั้งสองคนไม่ได้
วันนี้กัลยณัฏฐ์ใส่กางเกงขาสั้นอวดขายาวเรียว แม้เธอจะเป็นหญิงสาวที่ไม่สูงมาก แต่ก็ไม่ได้เตี้ยจนเกินไป รูปร่างเธอสมส่วน ยิ่งใส่เสื้อยืดตัวเล็กรัดรูปแบบนี้ทำให้เน้นสัดส่วนให้เด่นชัดมากขึ้น ปุณณวิชญ์เผลอมองอย่างเพลินตา
“สวัสดีค่ะน้าวิชญ์” เสียงเธอปลุกให้เขาออกจากความคิด ก่อนที่จะยกมือรับไหว้ อันที่จริงเขาไม่ชอบเลยที่เธอทักทายเขาแบบนี้ เขาอยากบอกเธอว่าครั้งต่อไปถ้าเจอกันไม่ต้องยกมือไหว้ แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกับเธอตามลำพังเลย
หญิงสาวเอ่ยชวนเขาเข้ามาในบ้าน ที่ตอนนี้พิจิกาเดินนำเข้าไปก่อนแล้ว พอไปถึงเด็กสาวก็ยกแก้วน้ำมาวางบนโต๊ะเล็กหน้าโซฟาอย่างคุ้นเคย โดยที่เจ้าของบ้านแทบไม่ต้องบอก
ระหว่างที่สองสาวต่างวัยกำลังคุยกันอย่างสนุกเขาก็ถือโอกาสนี้สำรวจไปรอบๆ ห้องรับแขก ที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย พิจิกาเคยเล่าให้ฟังว่าหญิงสาวพักอยู่ที่นี่คนเดียวเสียเป็นส่วนใหญ่ บิดามารดาของเธอนั้นมักจะนอนไปค้างที่โฮมสเตย์
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำมาดื่ม แล้วก็เหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งกางอยู่บนโต๊ะ เขาพลิกหน้าปกขึ้นมาดู ‘คู่มือเตรียมสอบครูผู้ช่วย’ ถัดไปก็มีหนังสืออีกกองโตวางซ้อนกันอยู่ ชายหนุ่มเอียงคออ่านสันหนังสือ ก็พบว่าเป็นหนังสือคล้ายๆ กัน แล้วเขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปสันหนังสือไว้
พิจิกากับน้าชายกลับไปแล้วกัลยณัฏฐ์นั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียวเงียบๆ เธอตั้งใจว่าปีนี้จะต้องสอบบรรจุเป็นข้าราชการครูให้ได้ เพราะยิ่งปล่อยเวลาผ่านไปความรู้ที่เธอสั่งสมมาตลอดขณะที่ยังเรียนอยู่ อาจจะสู้กับรุ่นน้องพี่พึ่งเรียนจบในปีการศึกษานี้ไม่ได้ ในแต่ละปีคนสอบก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับจำนวนนักศึกษาที่จบในแต่ละปีแล้วการรับเข้าบรรจุช่างเป็นสัดส่วนที่น้อยนิดเสียเหลือเกิน เธอเองก็ต้องเหนื่อยกว่าเดิมหลายเท่าตัวเพราะมีทั้งงานสอนที่มีทุกวัน วันละหลายชั่วโมง ตอนเย็นก็ต้องตรวจการบ้าน เสร็จแล้วก็ต้องวางแผนการสอน พอใกล้สอบก็ต้องร่วมกับคุณครูอีก 2 ท่านในการออกข้อสอบ ทั้งสอบเก็บคะแนน สอบกลางภาค และสอบปลายภาค ชั้นเรียนที่เธอสอนเป็นระดับชั้น ม.5 ซึ่งเป็นชั้นที่กำลังเป็นวัยรุ่น ในแต่ละวันเธอแทบจะหมดแรงในการสอนทำให้ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ไปช่วยงานที่โอบรักโฮมสเตย์เลย แต่มารดาของเธอก็เข้าใจดี เพราะเธอเองก็เคยเป็นครูมาก่อน
กัลยณัฏฐ์เงียบหายไปตั้งแต่เช้าวันจันทร์ เขารีบตื่นแต่เช้าเพื่อจะมาส่งเธอและอยากเจอเพื่อนของเธอด้วยแต่พอมาถึงน้ากัลยาก็บอกว่าเพื่อนเธอมารับไปตั้งแต่เช้าปุณณวิชญ์ทำงานอยู่ที่บ้านตามที่หญิงสาวขอร้อง เขาแวะไปคุยกับมารดาของแฟนสาวทุกวัน เพราะกลัวเธอจะเหงา“เหงามากไหม” กัลยาถามชายหนุ่มที่นั่งมองเรือสัญจรไปมาอยู่หน้าระเบียง ชายหนุ่มพึ่งจะรดน้ำต้นไม่เสร็จ ยิ่งมองต้นพิทูเนียในกระถางเขาก็ยิ่งคิดถึงเจ้าของ“ครับน้า ปอไม่ติดต่อมาเลย” ใบหน้าเศร้าสร้อยของชายหนุ่มทำให้เธอยิ้มดีใจที่ลูกสาวได้พบเจอคนดีๆ อย่างเขา ระหว่างที่กัลยณัฏฐ์ไม่อยู่ชายหนุ่มจะแวะมาเธอทุกวัน บางวันก็มาทานอาหารเย็นด้วยอย่างวันนี้เขาก็มานั่งเล่นที่โอบรักโฮมเสตย์ตั้งแต่เช้า“เดี๋ยววันศุกร์ก็คงได้เจอกัน น้าเองก็ไม่เคยห่างกันนานแบบนี้มาก่อน แต่ก็ต้องอดทน” “ครับ” เขาตอบแบบหงอยๆ แล้วนั่งอยู่ที่เดิมจนพระอาทิตย์เริ่มแตะขอบฟ้า ท้องน้ำเบื้องหน้ากลายเป็นสีส้ม ก่อนจะค่อยๆ หายไปกับความมืดยามค่ำคืนเช้าวันศุกร์ปุณณวิชญ์ตื่นแต่เช้าเพราะวันนี้แล้วที่กัลยณัฏฐ์จะกลับมา เขานั่งทำงานอย่างกระสับกระส่ายรอเวลาที่เธอจะโทรหา จนเลยเวลาอาหารกลางวันไปแล้ว ชา
กว่าสัปดาห์ที่ปุณณวิชญ์นอนอยู่ที่โรงพยาบาล กัลยณัฏฐ์เฝ้าดูแลไม่ห่าง และระหว่างนี้เธอก็ได้มีโอกาสช่วยเขาจัดการกับไฟล์เอกสารต่างๆ ที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบ เธออาศัยช่วงที่เขาทานยาแล้วนอนพักในตอนบ่าย จัดเรียงข้อมูลที่อยู่ในโน้ตบุ๊กของเขา ชายหนุ่มดูจะพอใจเป็นย่างมากเพราะช่วยให้เขาทำงานได้เร็วขึ้น และการที่ไม่ต้องอยู่เฉยๆ ทำให้เธอจะลืมเรื่องร้ายๆ ที่ผ่านมาได้อย่างรวดเร็วคงเพราะมีเขาอยู่ใกล้ๆ กลางคืนเธอก็นอนเป็นเพื่อนเขาทุกคืน และจะกลับไปบ้านบ้างในตอนเย็นที่พี่สาวของเขามาเยี่ยมโดยมีพิจิกานั่งรถไปด้วยทุกครั้ง เพราะชายหนุ่มยังไม่ยอมให้เธอไปไหนมาไหนคนเดียว วันนี้เขาได้รับอนุญาตให้กลับไปพักที่บ้านได้เพราะแผลหายดีแล้ว โดยเธอเป็นคนพาขากลับมาที่บ้าน“คืนนี้พี่นอนไม่หลับแน่เลย” ปุณณวิชญ์พูดในระหว่างที่เธอกำลังช่วยเขาจัดโต๊ะทำงาน “ไม่ได้แปลกที่เสียหน่อยจะนอนไม่หลับได้ยังไงคะ”“ก็คืนนี้พี่ต้องนอนคนเดียวนี่ครับ คงเหงาน่าดูเลย”“ให้หนูดีมานอนด้วยไหมคะ เผื่อมีอะไรจะได้เรียกใช้ได้”“ไม่เอาหรอก ใครมานอนด้วยก็ไม่เหมือนมีปอมานอนด้วย”“พี่วิชญ์พูดแบบนี้ ถ้าเกิดคนอื่นมาได้ยินปอเสียหายแย่เลยนะคะ” กัลยณัฏฐ์ต่อว่า
มุกไหมนั่งมองตัวเองในกระจกภายในห้องนอนของบ้านไม้สักหนังใหญ่ ตั้งแต่เธอมาอยู่กับพ่อเลี้ยงมงคล หญิงสาวมีความสุขมาก พ่อเลี้ยงเอาใจเธอทุกอย่าง ทุกคืนเขามานอนที่ห้องของเธอและไม่เคยสนใจภรรยาของเขาอีกเลย เวลาไปงานเลี้ยงหรือไปติดต่อธุรกิจต่างๆ เขาก็จะพามุกไหมไปด้วยทุกครั้งจนใครๆ ก็ต่างก็พากันเอาอกเอาใจเธอในฐานะคนรักคนใหม่ของพ่อเลี้ยงมงคล เธอมีชีวิตหรูหราชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ก็เข้าร้านเสริมสวย ช้อปปิ้ง แต่งตัว พ่อเลี้ยงเองก็ไม่เคยว่าอะไรเธอเลยสักนิด แต่เขามีข้อแม้ว่าไม่ให้เธอไปยุ่งเกี่ยวกับเขมิกาภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น “พ่อเลี้ยงไปไหนเหรอป้าชื่น” มุกไหมตื่นนอนมาตอนเกือบเที่ยงถามขึ้น “ป้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เห็นรีบขับรถอออกไปหลังจากที่รับโทรศัพท์” ป้าชื่นตอบโดยไม่มองหน้าหญิงสาวเลยเพราะนางไม่พอใจที่หญิงสาวมาแย่งความรักไปจากนายหญิงของนาง มุกไหมไม่สนใจว่านางจะปฏิบัติกับเธอยังไง เพราะเธอมีแค่พ่อเลี้ยงก็พอแล้ว หญิงสาวนั่งจิบกาแฟอยู่ที่ระเบียงก็เห็นว่าป้าชื่นนั่งรถคนงานออกไปจากไร่ หญิงสาวไม่สนใจเพราะคนที่คอยรับใช้เธอในบ้านหลังนี้คือชบาคนเดียว “คุณมุกคะ
พอหญิงสาวออกไปได้สักครู่ปุณณวิชญ์ก็เรียกตรีทิพย์เข้ามาถามเรื่องงานทันที“ไม่พักผ่อนก่อนเหรอคะพี่ เรื่องงานเอาไว้ทีหลังก็ได้งานไม่ได้หนักหนาอะไร”“พี่อยากรีบตรวจเอกสารให้เสร็จระหว่างที่นอนอยู่ที่นี่ เพราะถ้าออกจากโรงพยาบาลแล้วพี่คงต้องคอยรับส่งปอพี่ไม่กล้าไว้ใจให้อยู่ที่โรงเรียนคนเดียวอีกแล้ว”“ก็ดีนะคะ แต่ทำไมน้องปอถึงโชคร้ายอย่างนี้ก็ไม่รู้ ครั้งก่อนก็คุณมุกใหม่ครั้งนี้ก็อยากจะมาเจอคนใกล้ตัวจับไปอีก”“นั่นแหละสิพี่ใจหายหมดเลยตั้งแต่รู้เรื่อง นี่ก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องจะจบลงจริงๆ หรือเปล่าเพราะคดีเก่าก็ยังจับตัวมุกไหมไม่ได้เลย”“นั่นสิค่ะ ตรีให้เครื่องช็อตไฟฟ้ากับสเปรย์พริกไทยน้องไว้แล้ว ช่วงไหนน้องปอว่าตรีว่างจะชวนไปเรียนศิลปะป้องกันตัวสักหน่อย ตรีเองก็อยากเรียนอยู่ด้วย”“ก็ดีเหมือนกันนะ ตรีลองไปหาที่เรียนดู เรื่องค่าใช้จ่ายพี่จะจัดการทั้งสองคนเลย”“ใจดีที่สุดเลยนะคะ ชวนหนูดีไปด้วยอีกคนดีไหมคะ”“ดีเลย พี่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงมาก อย่างน้อยก็ป้องกันตัวเองได้บ้าง” เขาเอ่ยจากใจจริง“แล้วตอนนี้พี่เจ็บตรงไหนอยู่หรือเปล่า”“ก็ยังเจ็บแผลอยู่ ขยับตัวมากไม่ค่อยได้”“อย่างนั้นก็นอนเล่นอยู่บนเตียงส
เสียงปืนที่ได้ยินในที่เกิดเหตุนัดแรกนั้นเป็นเสียงปืนที่คนร้ายยิงปุณณวิชญ์ส่วนอีกสองนัดที่เหลือเป็นเสียงจากปืนของขุนพลที่ยิงไปยังคนร้ายเขาไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุเพราะถ้าเขาไม่ยิง คนร้ายก็คงจะยิงปุณณวิชญ์ซ้ำอีกเป็นแน่ ส่วนปราณีเมื่อเห็นร่างของแฟนหนุ่มโดนยิงจนร่วงไปกองกับพื้นก็กรี๊ดร้องอย่างคนเสียสติแล้วเป็นลมไป ตอนนี้กำลังอยู่ในความดูแลของทางโรงพยาบาลไปก่อนขุนพลมาแจ้งข่าวเรื่องคนร้ายกับกัลยณัฏฐ์หญิงสาวต้องไปให้ปากคำเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ระหว่างที่รอปุณณวิชญ์ฟื้น หญิงสาวรู้ว่าปราณีก็อยู่ที่โรงพยาบาลแต่เธอเลือกที่จะไม่ไปเยี่ยม ไม่ใช่เพราะเธอใจดำหรือโกรธ แต่เพราะเธอกลัวว่าจะใจอ่อนจนทำให้ไม่กล้าเอาผิดเธอ“ผมแค่แจ้งให้ทราบเท่านั้นครับ ส่วนเรื่องคดีก็คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของตำรวจเจ้าของคดี” ขุนพลบอกหญิงสาว“ค่ะ ขอบคุณมากๆ นะคะ” เธอยกมือไหว้และขอบคุณขุนพล“ไม่เป็นไรครับ ถ้านายวิชญ์ฟื้นแล้วรบกวนบอกผมด้วยนะครับ” ขุนพลบอกแล้วขอตัวกลับภายในห้องพักผู้ป่วยตอนนี้มีเมษาและกัลยณัฏฐ์นั่งรอให้ชายหนุ่มฟื้น ส่วนกัลยาและพิจิกากลับไปก่อนแล้ว เมษาให้ลูกสาวไปนอนที่บ้านของกัลยา ส่วนเธอจะรอกว่าน้องชายคนเดียวจ
เสียงปืนที่ได้ยินในที่เกิดเหตุนัดแรกนั้นเป็นเสียงปืนที่คนร้ายยิงปุณณวิชญ์ส่วนอีกสองนัดที่เหลือเป็นเสียงจากปืนของขุนพลที่ยิงไปยังคนร้ายเขาไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุเพราะถ้าเขาไม่ยิง คนร้ายก็คงจะยิงปุณณวิชญ์ซ้ำอีกเป็นแน่ ส่วนปราณีเมื่อเห็นร่างของแฟนหนุ่มโดนยิงจนร่วงไปกองกับพื้นก็กรี๊ดร้องอย่างคนเสียสติแล้วเป็นลมไป ตอนนี้กำลังอยู่ในความดูแลของทางโรงพยาบาลไปก่อนขุนพลมาแจ้งข่าวเรื่องคนร้ายกับกัลยณัฏฐ์หญิงสาวต้องไปให้ปากคำเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ระหว่างที่รอปุณณวิชญ์ฟื้น หญิงสาวรู้ว่าปราณีก็อยู่ที่โรงพยาบาลแต่เธอเลือกที่จะไม่ไปเยี่ยม ไม่ใช่เพราะเธอใจดำหรือโกรธ แต่เพราะเธอกลัวว่าจะใจอ่อนจนทำให้ไม่กล้าเอาผิดเธอ“ผมแค่แจ้งให้ทราบเท่านั้นครับ ส่วนเรื่องคดีก็คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของตำรวจเจ้าของคดี” ขุนพลบอกหญิงสาว“ค่ะ ขอบคุณมากๆ นะคะ” เธอยกมือไหว้และขอบคุณขุนพล“ไม่เป็นไรครับ ถ้านายวิชญ์ฟื้นแล้วรบกวนบอกผมด้วยนะครับ” ขุนพลบอกแล้วขอตัวกลับภายในห้องพักผู้ป่วยตอนนี้มีเมษาและกัลยณัฏฐ์นั่งรอให้ชายหนุ่มฟื้น ส่วนกัลยาและพิจิกากลับไปก่อนแล้ว เมษาให้ลูกสาวไปนอนที่บ้านของกัลยา ส่วนเธอจะรอกว่าน้องชายคนเดียวจ
ปุณณวิชญ์ตื่นนอนแต่เช้าแม้จะนอนดึกแต่ก็รู้สึกสดชื่นกว่าทุกๆ วัน พอออกมาจากห้องพักก็เห็นแขกผู้เข้าพักท่านอื่นกำลังใส่บาตรกันอยู่ชายหนุ่มจึงเดินเลี่ยงไปอีกทาง“ใส่บาตรไหมคะ” เสียงหวานดังไล่หลังเขามา“ผมไม่ได้เตรียมของมาเลย” เขาหันไปยังเจ้าของเสียง ใบหน้าสวยหวานนั้นดูสดชื่นกว่าเมื่อวานมาก“นี่ค่ะ แม่
ปุณณวิชญ์ขับรถมายังร้านอาหารที่เธอบอกให้มารับ ร้านนี้เป็นร้านอาหารที่มีทั้งนั่งรับประทานเป็นโต๊ะ หรือถ้าเป็นหมู่คณะก็มีห้องแยกเป็นส่วนตัว ชายหนุ่มดูป้ายหน้าร้านเมื่อทราบว่าเธอและเพื่อนครูอยู่ห้องไหนเขาก็เลือกนั่งบริเวณที่เห็นประตูทางออก ชายหนุ่มสั่งอาหารทานเล่นมาสามอย่างกับน้ำมะพร้าวปั่นอีกหนึ่งแก้
ชายหนุ่มมาที่บ้านของตัวเองตั้งแต่เช้าเพื่อเขียนโน้ตทิ้งไว้ให้สิงหนาทเพราะวันนี้เขาจะไม่เข้ามาอีกแล้ว จากนั้นก็จัดของในรถที่กระจัดกระจายให้เข้าที่เพียงไม่นานหญิงสาวตัวเล็กก็เดินเข้ามา วันนี้เธอสวมกางเกงพละและเสื้อสีฟ้าคอปก ที่มีตราประจำโรงเรียนอยู่ที่กระเป๋าบนอกเสื้อด้านซ้าย ผมที่สั้นตอนนี้เริ่มยาวข
ปุณณวิชญ์ขับรถออกจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่เช้าเพราะวันนี้มีนัดคุยกับอาธร เมื่อขับผ่านมาถึงหน้าโรงเรียนก็เห็นขบวนพาเหรดกีฬาสี มีนักเรียนบางส่วนเดินเข้าไปในรั้วโรงเรียนบ้างแล้ว ด้านหน้ารถติดยาวหลายร้อยเมตรชายหนุ่มจอดรถแล้วนั่งรอให้ขบวนผ่านไปช้าๆ สีสุดท้ายที่กำลังจะถึงรั้วโรงเรียนเป็นขบวนของนักกีฬาสีฟ้า นั







