LOGINหลังจากเข้าเฝ้าที่ตำหนักทรงอักษรแล้ว ขบวนเสด็จขององค์หญิงสามก็เคลื่อนผ่านอุทยานหลวงด้วยใบหน้าที่เชิดรั้น นางนำชายงามทั้งสามมุ่งตรงไปยังตำหนักของ หวงกุ้ยเฟยผู้เป็นมารดา เพื่อไปรับตัวน้องชายมาทำพิธีฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสายตาเคลือบแคลงของเหล่าข้ารับใช้ที่มองว่าองค์หญิงสามกำลังพาชายบำเรอไปอวดพระมารดามากกว่า
“นี่หรือ ที่ปรึกษาที่เจ้าจะให้มาช่วยงาน” หลี่เวินอวี้ถามบุตรีด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่แฝงด้วยความกังวล
“เพคะเสด็จแม่ ใต้เท้าทั้งสามต่างก้มีฝีมือและชำนาญในด้านที่แตกต่างกัน ช่วยเหลือน้องสี่ให้กลายเป็นองค์ชายที่เพียบพร้อมและมีความสามารถได้แน่นอนเพคะ” นางกล่าวแล้วยิ้มแย้มหันไปมองที่ปรึกษาทั้งสาม แสดงท่าทีคลั่งรักจนนางกำนัลในตำหนักถึงกับก้มหน้าไม่อยากมองพฤติกรรมที่น่าอายนั้น
“ดูเจ้าสิจริงจังเสียที่ไหน ข้ออ้างเสียมากกว่า แม่เลิ้ยงเจ้ามาคิดว่าแม่ไม่รู้หรืออย่างไรว่าเจ้าคิดเอาน้องชายเป็นข้ออ้าง”
คำพูดของหวงกุ้ยเฟยนั้นยิ่งตอกย้ำความไม่เอาไหนขององค์หญิงสามให้แก่เหล่านางกำนัลและขันทีรับใช้ที่อยู่ในตำหนัก แต่หญิงสาวก็หาใส่ใจไม่ นางต้องการให้เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว
“โธ่ เสด็จแม่ ลูกพูดจริงนะเพคะ ถึงได้พาใต้เท้าทั้งสามมาเข้าเฝ้าและรับตัวน้องสี่ไปศึกษาที่ตำหนักของหม่อมฉัน”
“ไม่ไป ข้าจะอยู่กับเสด็จแม่” ซ่งเล่อคังวัยเจ็ดชันษารีบโวยวาย มือกอดหุ่นไม้แน่น
“ที่ตำหนักข้ามีขนมดอกซิ่ว และน้ำตาลปั้น เจ้าไม่ไปก็อยู่ที่นี่เถอะ” นางพูดหลอกล่อด้วยน้ำเสียงที่ทำให้น้องชายเริ่มลังเล
“พี่หญิง ข้าไปก็ได้”
“ไปกันเถอะ” นางจูงมือน้องชายเดินกลับไปพร้อมกับที่ปรึกษารูปงาม
สายลับที่แฝงตัวมาสืบข่าว นำเรื่องนี้ไปทูลฮองเฮา เพื่อยืนยันว่าเรื่องการศึกษาของวองค์ชายสี่นั้นเป็นข้ออ้างเพื่อหาความสำราญขององค์หญิงสามไม่ผิดแน่
เมื่อฮองเฮาได้รับการรายงานนั้น นางก็โบกพระหัตถ์เล็กน้อย
“ถอนตัวออกมาจากตำหนักของหวงกุ้ยเฟย ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องจับตาดูสามแม่ลูกนั้นต่อแล้ว พวกไร้ประโยชน์นั่นรอให้ลูกข้าเป็นรัชทายาท ตำแหน่งมั่นคงแล้ว ค่อยหาทางกำจัดพวกนางไปให้พ้นหูพ้นตา” ทรงตรัสด้วยน้ำเสียงที่เรียบเรื่อย
ภายในห้องโถงที่ปิดมิดชิด เด็กชายวัยเจ็ดขวบยืนกอดหุ่นไม้แน่น ใบหน้ากลมป้อมฉายแววต่อต้าน
“พี่หญิง ข้าไม่อยากอ่านตำราขงจื่อ ข้าไม่อยากเรียนเรื่องปากท้องชาวบ้าน มันน่าเบื่อ ข้าอยากเล่นหุ่นไม้กับเสด็จแม่มากกว่า”
ซ่งซือหนิงย่อตัวลงตรงหน้าพระอนุชา มือเรียวคว้าหุ่นไม้ในมือเด็กน้อยมาถือไว้ แววตาที่เคยฉ่ำหวานบัดนี้กลับดุดันและจริงจังจนซ่งเล่อคังถึงกับชะงัก
“เล่อคัง เจ้าคิดว่าหุ่นไม้นี่จะช่วยปกป้องเสด็จแม่ได้หรือ” น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่บาดลึก
“เจ้าเห็นหรือไม่ว่าในวังหลังแห่งนี้ เสด็จแม่ต้องอดทนกับสายตาดูแคลนของฮองเฮาเพียงใด หากเจ้ายังเอาแต่เล่นไปวันๆ ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง ไม่ไขว่คว้าอำนาจมาไว้ในมือ วันหนึ่งเมื่อเสด็จพ่อไม่อยู่แล้ว เจ้ากับเสด็จแม่จะเหลือที่ยืนตรงไหน เจ้าอยากเห็นเสด็จแม่ต้องไปอยู่วัดร้างหรือถูกประทานผ้าขาวเพียงเพราะเจ้าไม่เอาไหนอย่างนั้นหรือ”
องค์ชายน้อยดวงตาไหวระริก น้ำตาเริ่มคลอหน่วยด้วยความกลัว
“ข้า... ข้าไม่อยากให้เสด็จแม่เป็นอะไร”
“ถ้าอย่างนั้นก็จงทิ้งหุ่นไม้โง่ๆ นี่เสีย” ซ่งซือหนิง วางหุ่นไม้ลงบนโต๊ะ
“เรียนรู้ทุกอย่างจากอาจารย์ทั้งสองที่ข้าหามาให้ ใต้เท้าจางอวิ๋นเซียวจะสอนให้เจ้าฉลาดทันคน และใต้เท้าไป๋เมิ่งเทา จะสอนให้เจ้ารู้วิธีจัดการบ้านเมือง จงจำไว้เล่อคังเจ้าต้องเก่งกว่าพี่ชายทุกคน เพื่อที่เจ้าจะได้เป็นโล่ปกป้องข้าและเสด็จแม่ได้จริงๆ”
เด็กน้อยเม้มปากแน่น ความรักที่มีต่อมารดาและพี่สาวเอาชนะความเอาแต่ใจได้ในที่สุด เขาปาดน้ำตาแล้วหันไปคุกเข่าคำนับบุรุษทั้งสองที่ยืนรออยู่
“ศิษย์ จะตั้งใจเรียน อาจารย์จาง อาจารย์ไป๋”
จางอวิ๋นเซียวและไป๋เมิ่งเทาลอบสบตากันด้วยความชื่นชมในวิธีกำราบน้องชายของซ่งซือหนิง นางช่างโหดเหี้ยมและมีเมตตาในเวลาเดียวกัน
“ดีมากพ่ะย่ะค่ะองค์ชายสี่” จางอวิ๋นเซียว ก้าวเข้ามาพร้อมม้วนตำราด้วยรอยยิ้มลุ่มลึก
“ถ้าอย่างนั้น วันนี้เรามาเริ่มกันที่ปรัชญาการครองใจคนเป็นอันดับแรก”
ขณะที่ภายในห้องเริ่มมีการเรียนการสอนอย่างเคร่งครัด ซ่งซือหนิงเดินออกมาที่ระเบียง พยักหน้าให้สือซื่ออันที่ยืนคุมเชิงอยู่ภายนอกเป็นสัญญาณว่า แผนการสร้างรัชทายาทกำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว
**********************
แผ่นดินสงบสุขไร้กังวล หน้าที่ในราชสำนักถูกปลดเปลื้อง ยามค่ำคืนอันยาวนานนี้จึงกลายเป็นเวลาที่องค์หญิงใหญ่จะหาความสำราญให้แก่ตนเองร่างอรชรลุกขึ้นจากสระน้ำหยก ผิวพรรณของนางขึ้นสีระเรื่อชวนมองจากความอุ่นของน้ำ มีเพียงผ้าไหมบางเบาผืนเดียวห่อหุ้มร่างกายทว่ากลับเน้นย้ำสัดส่วนโค้งเว้าเย้ายวนตา นางก้าวเดินอย่างเชื่องช้ามายังเตียงหลังใหญ่ ก่อนจะทอดกายลงนั่งเอนหลังพิงหมอน พลางปรายสายตาคู่หงส์มองสามหนุ่มที่บัดนี้เข้าสู่วัยสามสิบต้นๆ ที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้า“พวกท่านพี่เหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว ให้ข้าปรนนิบัติเถิด” เสียงหวานล้ำแฝงความยั่วเย้าทำเอาใจของบุรุษทั้งสามกระตุกไหวต่อหน้าคนอื่นนางคือองค์หญิงใหญ่ผู้มีอำนาจ แต่เมื่ออยู่ตามลำพังกับที่ปรึกษาผู้ทรงอำนาจทั้งสาม นางคือภรรยาของพวกเขา“พวกข้าต่างหากที่ต้องปรนนิบัติน้องหญิง” จางอวิ๋นเซียวก้าวเข้ามาหา ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของราชครูหนุ่มฉายแววรักใคร่ลึกซึ้งเกินพรรณนา เขาทรุดกายลงนั่งข้างเตียงก่อนจะช้อนฝ่ามือเรียวงามของนางขึ้นมาประทับจูบอย่างแผ่วเบา“หนิงเอ๋อร์... มือคู่นี้ของเจ้าแบกรับสิ่ง
ยามนี้เป็นเวลาห้าปีเต็มแล้วนับตั้งแต่องค์หญิงใหญ่ นางก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นำพาแคว้นต้าซ่งก้าวเข้าสู่ยุคสมัยอันรุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์ ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข คลังหลวงเนืองแน่น และไร้ซึ่งวี่แววของศึกสงครามใดๆ มารบกวนฮ่องเต้น้อยซ่งเล่อคังในวัยสิบแปดชันษา เติบใหญ่ขึ้นเป็นโอรสสวรรค์ผู้ทรงปัญญา สุขุม และเปี่ยมด้วยความเที่ยงธรรม ยามนี้พระองค์สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยมีพี่สาวอย่างซ่งซือหนิงคอยอยู่เบื้องหลัง ทรงประกาศยกเลิกม่านไม้ไผ่ทองคำ และคืนอำนาจสิทธิ์ขาดให้แก่พระอนุชาอย่างสง่างามทว่าขุนนางทั้งราชสำนักและราษฎรทั่วหล้าต่างรู้ดีแก่ใจว่า บุคคลที่อยู่เหนือบัลลังก์มังกร และเป็นจิตวิญญาณที่แท้จริงของแผ่นดินนี้ ก็คือสตรีผู้เลอโฉมผู้นี้ไม่แปรเปลี่ยนส่วนทางด้านทิศเหนือ เป่ยเหยียนชินอ๋องยังคงทำหน้าที่ปกครองดินแดนชายแดนอย่างสงบ ทุกๆ ครึ่งปีเขาจะต้องส่งฎีกาแสดงความจงรักภักดีอย่างนอบน้อมที่สุดเข้ามาในวังหลวง พร้อมกับขบวนเครื่องบรรณาการเพื่อแลกกับยาประทังพิษกู่จากองค์หญิงใหญ่ เขามิกล้ามีความคิดกบฏหรือทรยศหักหลังอีกเลยแม้เพียงเ
กาลเวลาผันผ่านเข้าสู่รัชศกเทียนอี้ที่ยี่สิบแปด ฤดูหนาวปีนี้มาเยือนเมืองหลวงเร็วกว่าทุกปี พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในราชสำนักแคว้นต้าซ่งภายในตำหนักเฉียนชิงอันอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรขมปร่า ฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟยในวัยห้าสิบเอ็ดชันษา มีพระวรกายที่ซูบผอมและอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด พระชนมายุที่มากขึ้น ตรากตรำพระวรกายในราชกิจมานานหลายสิบปี ทำให้พระอาการประชวรเรื้อรังเริ่มรุมเร้าจนมิอาจทรงงานได้อย่างเต็มที่ แววตาของโอรสสวรรค์ยามนี้เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและปลงตกต่อกิเลสทั้งปวงข้างพระวรกายมีหลี่ฮองเฮาคอยประคองถ้วยยาและปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด นางทอดสายตามองพระสวามีด้วยความเห็นใจ ก่อนจะเอ่ยแนะนำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแฝงความห่วงใย“ฝ่าบาท ยามนี้แผ่นดินสงบ ขุนนางก็มีความสามารถช่วยงานราชสำนักอย่างราบรื่น ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข องค์รัชทายาทก็เติบใหญ่ทรงปัญญาพอที่จะแบกรับใต้หล้าได้แล้ว พระวรกายของพระองค์สำคัญที่สุด เหตุใดมิปล่อยวางราชกิจ แล้วเสด็จไปประทับพักผ่อน ณ ตำหนักฤดูร้อนชานเมืองหลวงเพื่อใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างสงบเล่าเพคะ” นางกล่าวด้วยน้ำ
กาลเวลาผันผ่านไปอีกปี พร้อมกับการขยับหมากบนกระดานอำนาจอันเหนือชั้นขององค์หญิงสาม แผนการที่นางเคยวางไว้เพื่อผลักดันยอดที่ปรึกษาอีกสองคนให้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด บัดนี้บรรลุผลสำเร็จลุล่วงอย่างงดงาม ไร้ซึ่งข้อครหาใดๆทางด้านฝ่ายบู๊แม่ทัพสือซื่ออันที่ถูกส่งขึ้นเหนือไปปราบกลุ่มกบฏ ได้แสดงความแข็งแกร่งในสนามรบอย่างเกรียงไกร เขาใช้เวลาไม่นานในการกวาดล้างศัตรูจนราบคาบ ซ้ำยังวางระบบป้องกันชายแดนใหม่จนมั่นคงดั่งปราการเหล็ก ผลงานศึกนี้บีบให้เสนาธิการเฒ่าที่ฝักใฝ่สกุลเฉินและขุนพลอาวุโสขั้วอำนาจเก่าต้องยอมสยบยามที่เขาเลื่อนทัพกลับเข้าสู่เมืองหลวง ฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟยจึงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเขาขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งแคว้นต้าซ่ง กุมตราพยัคฆ์สั่งการกองทัพทั้งหมดไว้ในอุ้งมืออย่างชอบธรรม ทหารทุกนายพร้อมหลั่งเลือดเพื่อเขา และเขาพร้อมสะบัดดาบเพื่อองค์หญิงสามในขณะเดียวกันไป๋เมิ่งเทาก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในกรมคลัง สืบทอดอำนาจการบริหารการคลังและภาษีทั้งหมดต่อจากบิดาได้อย่างเบ็ดเสร็จ มิหนำซ้ำแผนการจัดตั้งหน่วยตรวจการพิเศษที่องค์หญิงสามทูลเสนอ ก็ได้รับการอนุม
ในค่ำคืนนี้ จางอวิ๋นเซียวต้องอยู่เฝ้าเวรและจัดเตรียมฎีกาชุดแรกในตำหนักบูรพาเพื่อเตรียมตัวรับตำแหน่งข้างกายรัชทายาทอย่างเป็นทางการ ยามนี้ในตำหนักเฟิ่งหลัวจึงเหลือเพียงเงาร่างของยอดบุรุษอีกสองคนที่พึ่งก้าวข้ามผ่านประตูเข้ามาแม่ทัพน้อยสือซื่ออัน ในชุดลำลองสีดำสนิท รูปร่างสูงใหญ่กำยำแฝงไปด้วยไอสังหารของบุรุษเหล็กผู้ผ่านศึก และ ไป๋เมิ่งเทาในชุดสีครามเข้มที่แทบจะกลืนหายไปกับความมืดของค่ำคืนทั้งสองมองสตรีเลอโฉมตรงหน้า หลังจากถูกเรียกตัวมาในห้องอักษรกลางดึก ทว่าสายตาที่ทอดมองนางกลับมิใช่สายตาที่มองเจ้านาย หากแต่เป็นสายตาของบุรุษที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความปรารถนาอันแรงกล้า“แผนอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”รอยยิ้มงดงามปานล่มเมืองผุดพรายบนใบหน้า แสงเทียนสาดสะท้อนดวงตาคู่หงส์ให้ดูระยิบระยับชวนหลงใหล นางยื่นม้วนแผนการบนโต๊ะให้แก่บุรุษทั้งสองได้อ่านสือซื่ออันก้าวเข้ามาใกล้ กลิ่นอายบุรุษเพศอันดุดันแผ่ซ่านจนองค์หญิงสามสัมผัสได้ มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับดาบรับม้วนกระดาษไปคลี่ดูอย่างละเอียด ในขณะที่ไป๋เมิ่งเทาก้าวเข้ามาขนาบอีกข้างหนึ่ง นัยน์ตาสีเข้มกวาดมองข
ซ่งซือหนิงก้าวเดินไปมาอย่างช้าๆ เสื้อคลุมผ้าไหมสีม่วงเข้มปักลายหงส์ลากไปกับพื้น นัยน์ตาคู่หงส์จ้องมองรายชื่อขุนนาง ทหาร และเสนาบดีขั้วต่างๆ ที่ถูกเขียนเชื่อมโยงกันยามนี้จางอวิ๋นเซียวได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่ปรึกษาเอกประจำตำหนักบูรพา คุมรากฐานทางปัญญาและการปกครองฝ่ายบุ๋นเคียงข้างองค์รัชทายาทซ่งเล่อคังเป็นที่เรียบร้อย อนาคตตำแหน่งราชครูแห่งแผ่นดินย่อมอยู่เพียงเอื้อมมือ ทว่าซ่งซือหนิงรู้ดีว่าแผ่นดินที่มั่นคง มิอาจค้ำจุนไว้ได้ด้วยพู่กันเพียงด้ามเดียว นางจำเป็นต้องผลักดันยอดบุรุษอีกสองคนให้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในสายงานของตน เพื่อสร้างระบบสามขั้วอำนาจค้ำบัลลังก์ให้แก่น้องชายของนางอย่างเบ็ดเสร็จสายตาของนางเลื่อนไปตกอยู่ที่ชื่อแรก สือซื่ออัน“ซื่ออัน...” ซ่งซือหนิงพึมพำแผ่วเบาตลอดสองปีหลังจากวังหลังสงบสุข เขามีชื่อเสียงจากการกวาดล้างกบฏและกุมกำลังทหารรักษาพระองค์อันแข็งแกร่ง ทว่าในโครงสร้างกองทัพใหญ่ของแคว้นต้าซ่ง บารมีของเขายังคงถูกทับและคานอำนาจอยู่ลึกๆ โดยเสนาธิการเฒ่าที่ภักดีต่อสกุลเฉิน ขุนพลอาวุโสผู้เปรียบเสมือนจิ้งจอกเฒ่าในสนามรบที่คอยขัดแข้งขั
ไป๋เมิ่งเทาก้าวเข้ามาในตำหนักเฟิ่งหลัวด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดกว่าปกติ เมื่อเห็นว่าภายในห้องบรรทมมีเพียงซ่งซือหนิงและนางกำนัลคนสนิทที่ไว้วางใจ เขาจึงรีบคุกเข่าลงถวายรายงานทันที“ทูลองค์หญิง สิ่งที่กระหม่อมไปตรวจสอบมานั้น ร้ายแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้มากพ่ะย่ะค่ะ” เขาเริ่มด้วยน้ำเสี
ในอุทยานหลวง ซ่งซือหนิงนั่งเอนกายอย่างเกียจคร้านในศาลาริมน้ำ ท่าทางดูผ่อนคลายประหนึ่งสตรีที่ใช้ชีวิตไปกับความรื่นรมย์วันต่อวัน ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของสนมจางเฟย และองค์หญิงเจ็ด บุตรuวัยสิบหกชันษา“แหม องค์หญิงสามช่างมีความสุขเสียจริงนะเพคะ” จางเ
บรรยากาศภายในตำหนักเฟิ่งหลัววันนี้ดูเงียบสงบเป็นพิเศษ ซ่งซือหนิงนั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก จิบชาพลางทอดสายตามองดูจางอวิ๋นเซียวที่กำลังสอนซ่งเล่อคัง คัดลายมือและอธิบายหลักปรัชญาอย่างใจเย็นอยู่ห่างๆภาพของพี่สาวที่เฝ้าดูน้องชายเรียนหนังสือช่างดูอบอุ่นและธรรมดา หากแต่เบื้องหลังนั้นคือการห
เช้าวันต่อมา ข่าวคาวจากตำหนักเฟิ่งหลัวก็กลายเป็นพายุลูกใหญ่ที่พัดถล่มไปทั่ววังหลัง เมื่อข่าวลือที่หลุดลอดออกมาจากปากนางกำนัลและขันทีเวรยามระบุว่า ค่ำคืนที่ผ่านมาองค์หญิงสามมิได้เรียกหาที่ปรึกษาเพียงคนเดียวดังเช่นทุกครั้ง ทว่ากลับมีทั้งจางอวิ๋นเซียวและไป๋เมิ่งเทา ก้าวเข้าสู่ห้องบรรทมพร้อมกัน และไม่ม







