로그인ยังไม่ทันที่นางจะได้สำรวจแผลนั้นให้ชัดเจน เปาเป่าก็สะดุ้งสุดตัวดั่งถูกไฟลวก ร่างเล็กสะบัดมือออกจากการจับกุมของลีลี่อย่างลนลาน นัยน์ตาคู่เล็กส่องประกายความหวาดกลัวอย่างที่สุดออกมา
“อย่าเสียมารยาทกับท่านแม่”
เด็กน้อยหมุนตัววิ่งพรวดพราดออกจากห้องหอไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่หันกลับมามองด้านหลังแม้แต่น้อย
"เปาเป่า" ลีลี่ร้องเรียก ทำท่าจะก้าวเท้าตามไป
"ปล่อยนางไปเถอะ..."
น้ำเสียงอบอุ่นและอ่อนโยนของไท่จือหมิงเฉิงดังก้องขึ้น เขาก้าวเข้ามาแตะไหล่ของลีลี่เบาๆ ด้วยสัมผัสทะนุถนอม ถอนหายใจยาวพลางแย้มยิ้มเศร้าสร้อยอย่างน่าสงสาร
"นางคงกำลังงอนข้าอยู่ตามประสาเด็ก... คิดว่าข้าแต่งท่านแม่คนใหม่เข้ามาแล้วจะลืมเลือนท่านแม่ของนาง เจ้าอย่าได้ถือสานางเลยนะ"
หมิงเฉิงประสานสายตากับลีลี่ด้วยสายตาที่บ่งบอกว่ารักเต็มเปี่ยม มือหนาเอื้อมไปกุมมือบางของลีลี่ไว้อย่างทะนุถนอม
"เอาไว้พรุ่งนี้ ข้าจะค่อยๆ พูดคุยกับนาง ให้นางมาพบและรวมถึงคารวะเจ้าและให้นางเรียกเจ้าว่า ท่านแม่ อย่างถูกต้องนะ ลีลี่ของข้า"
ลีลี่สบสายตาอันแสนดีและเปี่ยมด้วยเมตตาของไท่จือตรงหน้า นางจึงค่อยๆ คลายคิ้วที่ขมวดลง พยักหน้ารับคำอย่างอ่อนหวานและว่าง่าย
“เราสองคนวันนี้เป้นคืนเข้าหอ เจ้าจะสนใจเรื่องอื่นทำไมกัน”
หมิงเฉิงทอดสายตามองจางลีลี่ด้วยความหลงใหล นัยน์ตาคมกริบวาววับไปด้วยความตื่นเต้นที่ยากจะปิดบัง เขาค่อยๆ ขยับกายเข้ามาประชิด ยื่นมือหนาไปหมายจะรวบร่างบางเข้าสู่อ้อมกอดเพื่อโถมตัวลงบนแท่นนอน ให้สมใจ
"ไท่จือเพคะ...เอ่อเอ่อ" ลีลี่รีบยกมือขึ้นดันอกแกร่งไว้เบาๆ ใบหน้าหวานเอียงอายพลางสวมบทบาทสาวน้อยผู้บริสุทธิ์และเหนียมอายได้อย่างสมบูรณ์แบบ
"หม่อมฉัน... รู้สึกวิงเวียนศีรษะและอ่อนเพลียเหลือเกินเพคะ อาจเป็นเพราะพิษไข้เมื่อวันก่อนยังไม่หายดี ท่านพ่อเองก็พูดเสมอว่าควรจะให้หายดีกว่านี้ค่อยแต่งแต่ว่า …งานแต่งงานรอไม่ได้"
เอาบิดามาอ้างพลางอ้าปากกว้างเมื่อคิดว่าลีลี่เอ๊ยลีลี่ยังจะลังเลอะไรอีกผู้ชายที่แสนดีเพียบพร้อมเพียงนี้ หรือว่้าเป้นเพราะภาพเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นติดตาไม่จางหายไป
“เอ่อ ความจริงแล้วพรุ่งนี้ก็ยังไม่สายคืนนี้ลีลี่คิดว่ามันดึกเกินไปแล้วและ…ไท่จือก็ทรงเมามาย”
หมิงเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าแววตาเหี้ยมเกี้ยมลึกๆ พลันฉายวูบ เขาไม่คิดจะยินยอมพร้อมใจหยุดเพียงเท่านี้ มือหนากำลังจะออกแรงบีบไหล่บางเพื่อกดร่างของนางลงบนฟูกกว้าง
ปัง ปัง ปัง
"ไท่จือพ่ะย่ะค่ะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ"
เสียงเคาะประตูหน้าห้องหอดังขัดจังหวะขึ้นอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงตะโกนลนลานขององครักษ์เวรยามด้านนอก
"มีคนร้ายแอบแฝงตัวเข้ามาในตำหนักบูรพาและวิ่งมุ่งตรงมาทางนี้พ่ะย่ะค่ะข้างในห้องมีสิ่งผิดปกติหรือไม่"
ชั่วอึดใจ ใบหน้าหล่อเหลาของไท่จือหมิงเฉิงบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด เขากัดฟันแน่นจนสันนูน ผละออกจากตัวลีลี่แล้วก้าวฉับๆ ตรงไปเปิดประตูห้องหอออกทันที
เพี๊ยะ
ฝ่ามือหนาฟาดเข้าที่ใบหน้าขององครักษ์ผู้มารายงานอย่างรุนแรงจนร่างถลาไปกับพื้น มุมปากมีเลือดสดไหลซึม นัยน์ตาของไท่จือวาววับด้วยความอาฆาตและดุดันดั่งสัตว์ร้ายเค้นเสียงพูดลอดไรฟัน
"เจ้าพวกขยะ แค่คนร้ายคนเดียวยังปล่อยให้เพ่นพ่านเข้ามาถึงหน้าห้องหอข้าได้ ไปจับตัวมาแล้วฆ่ามันเสีย" เขากระซิบเสียงลอดฟันอย่างเหี้ยมเกี้ยม ก่อนจะปรับสีหน้าและก้าวถอยหลังกลับเข้ามาด้านในห้องอย่างรวดเร็ว
จางลีลี่ที่นั่งรออยู่บนแท่นนอนรีบเงยหน้าขึ้นมอง ทำสีหน้าตื่นตระหนกตกใจ
"เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะไท่จือ"
หมิงเฉิงหันกลับมาประดับรอยยิ้มอบอุ่นละมุนละไมบนใบหน้า นัยน์ตาทอแววอ่อนโยนดั่งสายน้ำ ไร้ซึ่งความเหี้ยมโหดเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิงราวกับเป็นคนละคน
"มีคนร้ายหลุดเข้ามาน่ะบริเวณตำหนักบูรพา... องครักษ์เกรงว่าข้ากับเจ้าจะไม่ปลอดภัย ก็เลยรีบมารายงาน"
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแฝงความห่วงใย
"ข้ากลัวเจ้าจะขวัญเสีย จึงกำชับให้พวกเขาจัดกำลังลาดตระเวนรอบห้องหออย่างแข็งขันที่สุด... อ้อ เจ้าจะว่าอย่างไรหรือไม่ หากพวกเขาต้องมาเหน็ดเหนื่อยอารักขาพวกเราอย่างยากลำบากในคืนนี้ ข้าจึงอยากจะขอแบ่งขนมมงคลและน้ำชาของเราไปมอบให้พวกเขาได้ประทังความหิวบ้าง"
ลีลี่ยิ้มรับแววตาเอียงอาย พยักหน้ารับคำอย่างอ่อนหวาน
"ไท่จือช่างมีน้ำใจยิ่งนักเพคะ..."
ท่ามกลางม่านมืดและความเงียบสงบยามค่ำคืน ร่างสูงในชุดดำของคนร้ายผู้ถูกไล่ล่าวิ่งกระหืดกระหอบเลาะผ่านกำแพงวังหลวง มุ่งตรงไปยังตำหนักเก่าอันซบเซาและมืดมิดขององค์ชายแปดเหวินเฉิง
พรึ่บ
บานประตูไม้เก่าถูกผลักออกอย่างรีบร้อน คนร้ายทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้าเหวินเฉิงที่กำลังนั่งตรวจกองสมุนไพรอยู่ สองมือที่สั่นเทายกขึ้นประสานกันแน่น นัยน์ตาฉายแววอ้อนวอนสุดชีวิต
"องค์ชาย... ได้โปรด... ได้โปรดให้ที่หลบภัยแก่ข้าด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
ฮองเฮาลุกขึ้นจากที่นั่งทันที “บังอาจ ใครปล่อยหญิงผู้นี้เข้ามาในท้องพระโรง”องครักษ์รีบเข้ามา แต่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องหญิงสาวที่กำลังกอดบิดาอยู่ ชายวัยกลางคนกลับไม่สนใจเสียงร้องของคนรอบข้าง เขาเอาแต่กอดบุตรสาวแน่น น้ำตาไหลพราก“ลูกพ่อ...ใครทำอะไรเจ้า บอกพ่อมาฮืออออเจ้าตายไปแล้วอย่างนั้นหรือ”อวี้เอ๋อร์ค่อยๆ หันหน้าไปทางฮองเฮา ริมฝีปากซีดสั่นระริก “ท่านพ่อ ข้าถูกขังอยู่ในห้องลับหลายวัน ถูกไท่จือทรมาน จนตาย”ฮองเฮาทรงตวาด หมิงเฉิงกระตุกอยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอนางกำนัลคนนั้นเต็มทน“เหลวไหล” “ข้าไม่เคยพบหญิงผู้นี้มาก่อน” หมิงเฉิงตวาดขึ้นอีกคน“ข้าคืออวี้เอ่อร์จะบอกว่าจำข้าไม่ได้ได้อย่างไร” อวี้เอ๋อร์ร้องไห้ “คืนที่พวกเขาพาข้าไปยังบ่อน้ำร้าง ข้าจำได้ว่าเขาพูดว่าเป็นพระบัญชาของฮองเฮาและไท่จือห้ามปล่อยให้ข้ามีชีวิตกลับไปเด็ดขาด”“เจ้ากล้าดีอย่างไร” ฮองเฮาทรงโกรธจนเสียงสั่น “ฝ่าบาท อย่าทรงเชื่อคำพูดของวิญญาณร้ายผู้นี้ นี่ต้องเป็นแผนของใครบางคนที่ต้องการใส่ร้ายหม่อมฉัน”ฮ่องเต้ฉีเฉิงทรงลุกขึ้นจากที่นั่ง สีหน้าเคร่งขรึมอย่างยิ่ง “พอได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนหรือผี คำกล่าวหานี้ต้องได้รับการตรวจสอบ
ไม่มีผู้ใดกล้าตอบพระองค์มองชายที่คุกเข่าอยู่ “เจ้ามีหลักฐานหรือไม่ว่าลูกสาวเคยเป็นนางกำนัลในตำหนักฮองเฮา”“มีพ่ะย่ะค่ะ” ชายผู้นั้นรีบหยิบผ้าห่อเล็กๆ ออกจากอกเสื้อ แล้วนำออกมาอย่างทะนุถนอม “นี่เป็นป้ายประจำตัวนางกำนัลของลูกสาวกระหม่อม มีชื่อของนางอยู่บนป้าย อีกทั้งยังมีจดหมายที่นางเคยส่งกลับบ้านก่อนจะหายตัวไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”ขันทีรับของไปถวาย ฮ่องเต้ทอดพระเนตรป้ายประจำตัวและจดหมายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสถามหัวหน้าขันทีประจำท้องพระโรง “ไปเชิญฮองเฮามาที่นี่ ข้าต้องการฟังคำอธิบายจากพระนางด้วยตนเอง”คำรับสั่งนั้นทำให้หมิงเฉิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลขยับสายตาเล็กน้อย เขาเหลือบมองชายชราผู้นั้นด้วยสีหน้าอ่านยาก ขณะที่ขุนนางฝ่ายฮองเฮาหลายคนเริ่มมีท่าทีไม่สบายใจไม่นาน ฮองเฮาก็เสด็จมาถึงท้องพระโรง พระนางทรงกวาดสายตามองเหล่าขุนนาง ก่อนจะหยุดสายตาที่ชายวัยกลางคนซึ่งคุกเข่าอยู่กลางห้อง“ฝ่าบาททรงเรียกหม่อมฉันมาด้วยเรื่องใดเพคะ”ฮ่องเต้ทรงยกป้ายประจำตัวนางกำนัลขึ้น “ชายผู้นี้กล่าวว่าบุตรสาวของเขาเคยเป็นนางกำนัลในตำหนักของเจ้า แต่หายตัวไปนานกว่าหนึ่งปีแล้ว เขาไปสอบถามหลายครั้งกลับไม่ได้รับคำตอบ ทั้งยังถู
หมิงเฉิงวางตะเกียบลง “สิ่งผิดปกติอะไร”“เขาอ้างว่าเห็นหญิงสาวใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด นั่งร้องไห้อยู่ริมบ่อ พอเข้าไปถามก็...ก็เห็นใบหน้าของนางเป็นผีพ่ะย่ะค่ะ”หมิงเฉิงหรี่ตามอง “แล้วเจ้าก็เชื่อเรื่องไร้สาระเช่นนี้ด้วยหรือ”“กระหม่อมไม่กล้าเชื่อโดยไม่มีหลักฐานพ่ะย่ะค่ะ แต่เมื่อคืนองครักษ์ผู้นั้นตกใจจนพูดไม่รู้เรื่อง ทั้งยังมีไข้ขึ้นตลอดคืน ตอนนี้ยังนอนตัวสั่นอยู่ในห้องพักพูดว่ามีผีที่ตำหนักบูรพา”หมิงเฉิงแค่นหัวเราะ “คนขี้ขลาดเห็นเงาต้นไม้ก็คิดว่าเป็นผีได้ สั่งให้เขาหุบปาก หากใครแพร่ข่าวนี้ออกไปอีก ให้ลงโทษตามกฎของตำหนักบูรพา”“พ่ะย่ะค่ะ” กลืนน้ำลายลงคอช้าๆ โทษของตำหนักบูรพาหากไม่หุบปากก็คือการตัดลิ้นแม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่หมิงเฉิงกลับนึกถึงบ่อน้ำร้างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เขาจ้องตั่วเค่ออยู่นานก่อนจะสั่งเสียงต่ำ “ส่งคนไปตรวจดูบ่ออีกครั้ง อย่าให้ใครรู้ว่าเป็นคำสั่งของข้า และห้ามแตะต้องสิ่งใดโดยพลการ”ตั่วเค่อรับคำแล้วรีบถอยออกไปทว่าสองวันต่อมา ข่าวลือที่เพิ่งถูกกดไว้กลับปะทุขึ้นหนักกว่าเดิมคราวนี้ผู้พบเห็นไม่ใช่องครักษ์เพียงคนเดียว หากเป็นคนงานที่นำฟืนไปส่งยังเรือนเก็บของเก่า พวกเขาเ
องครักษ์ทั้งสองหันไปมองบ่อร้างพร้อมกัน สุนัขยังคงตะกุยขอบบ่ออย่างบ้าคลั่ง เล็บของมันครูดกับหินจนเกิดเสียงแหลมบาดหู องครักษ์คนหนึ่งเผลอก้าวเข้าไปใกล้ แต่เพียงชั่วครู่ก็รีบชะงัก ก่อนหันไปสบตาสหายด้วยแววตาเคร่งเครียด“ไม่ต้องดูอะไรทั้งนั้น รีบพาคนออกไป”ทั้งคู่ไม่กล้าเสียเวลาอีก คนหนึ่งจับแขนชายชรา ส่วนอีกคนกระชากโซ่พยายามลากสุนัขออกจากบ่อ เจ้าสุนัขขืนตัวสุดแรง เห่ากรรโชกพร้อมหันกลับไปมองบ่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ถูกลากไปไกลหลายก้าว มันก็ยังส่งเสียงครางต่ำๆ ในลำคอราวกับไม่ยอมละทิ้งสิ่งที่พบ“เบาหน่อย อย่าดึงมันแรงนัก” ชายชราร้องบอก พลางใช้ไม้เท้าคลำพื้นตามแรงที่ถูกพาไป “มันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนะ”“หุบปากแล้วเดินไปเสีย หากยังไม่อยากถูกจับโยนออกนอกกำแพง”องครักษ์พาชายชรากับสุนัขออกทางประตูด้านข้างอย่างเร่งรีบ ก่อนที่ผู้ใดในตำหนักจะทันสังเกตเห็นความวุ่นวาย เมื่อแน่ใจว่าคนทั้งสองออกไปพ้นเขตแล้ว องครักษ์คนหนึ่งก็หันกลับมามองบ่อร้างอีกครั้ง ส่วนอีกคนรีบเดินไปตรวจตราทางเดินเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่“เจ้าก็เห็นใช่หรือไม่ว่ามันผิดปกติ” คนที่อยู่ข้างบ่อถามเสียงต่ำสหายไม่ตอบใ
“เหรียญทองนี้ดูเหมือนเหรียญที่ใช้จ่ายภายในวังบางแห่ง แต่เจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามันเกี่ยวข้องกับใคร”หมิงเฉิงก้มหน้าลงราวกับไม่อยากกล่าวถึงผู้ที่ตนกำลังสงสัย “ลูกตรวจสอบกับบัญชีเบิกจ่ายภายในแล้ว พบว่าเหรียญทองลักษณะนี้เคยถูกเบิกจากคลังของตำหนักเหินห่าว ซึ่งเป็นตำหนักที่จัดสรรให้เหวินเฉิงพำนักพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้กลับไม่ได้แสดงท่าทีเชื่อในทันที พระองค์วางเหรียญทองลงบนโต๊ะ แล้วหันมามองบุตรชายคนโตอย่างพินิจพิเคราะห์“เจ้ากำลังจะบอกว่า คนที่ลอบทำร้ายเจ้าคือคนของเหวินเฉิงอย่างนั้นหรือ”“ลูกยังไม่กล้าสรุปเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” หมิงเฉิงตอบอย่างนอบน้อม “แต่เหรียญทองนี้เป็นหลักฐานที่ไม่อาจมองข้ามได้ ลูกจึงจำเป็นต้องนำเรื่องมาทูลให้เสด็จพ่อทรงทราบ”ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว “หมิงเฉิง เจ้าลองคิดให้ดี เหวินเฉิงซ่องสุมกำลังพลตั้งแต่เมื่อใดกัน จึงมีคนของตนเองออกไปลอบทำร้ายไท่จือได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาแทบไม่ออกจากตำหนัก วันๆ เอาแต่อ่านตำราและศึกษาสมุนไพร เจ้ายังไม่เคยนำหลักฐานว่าเขามีกำลังคนอยู่ในมือมาถวายเรา แล้ววันนี้กลับมีคนของเขาลอบทำร้ายเจ้าเสียแล้วหรือ”คำถามนั้นทำให้หมิงเฉิงต้องก้มหน้าต่ำกว่าเดิม เขาเตรียมค
รอยยิ้มบนใบหน้าลีลี่ค่อยๆ จางลง นางมองเขาอย่างเงียบงันเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดเหวินเฉิงไม่ได้ตำหนินางด้วยน้ำเสียงดุดัน เพียงก้มมองมือที่พันผ้าไว้แล้วกล่าวต่อ “ข้ารู้ว่าเจ้ามีเหตุผลของตัวเอง ข้าก็รู้ว่าเจ้าคงไม่ยอมปล่อยให้หมิงเฉิงทำร้ายคนอื่นโดยไม่ตอบโต้ แต่เจ้ายังมีแผลที่สีข้างอยู่ และตอนนี้ก็ทำมือเจ็บเพิ่มอีก หากเมื่อคืนมีคนมามากกว่านั้น หรือหมิงเฉิงไม่เสียหลักเพราะความโกรธ เจ้าคิดหรือว่าเจ้าจะออกมาได้ง่ายๆ หรือนั่นคือตำหนักบูรพา”ลีลี่หลุบตาลง “ข้าคิดว่าเขาคงไม่ทันระวังตัว...”“นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าเป็นห่วง” เขาตอบ “แผนที่ดีไม่ควรฝากชีวิตไว้กับการที่ศัตรูประมาทเพียงอย่างเดียว เจ้าเอาชนะเขาได้ครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าครั้งหน้าจะเป็นเช่นเดิม”นางเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะพึมพำ “ข้ารู้ว่าตัวเองทำผิดแล้ว”เหวินเฉิงมองใบหน้าที่เริ่มสลดของนาง แล้วรอยยิ้มอ่อนโยนก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เขายกมือแตะศีรษะนางเบาๆ อย่างที่ตั้งใจจะทำตั้งแต่แรก“รู้ว่าผิด คราวหลังก็อย่าทำอีก ข้าไม่ได้ดุเจ้าเพราะห่วงจะเอาชนะหมิงเฉิงไม่ได้ แต่เพราะข้าเป็นห่วงเจ้า”ลีลี่เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาไหววูบเล็







