Se connecterตอนที่ 13 แอบหึง
จ้าวหย่งคัง แอบซ่อนตัวอยู่บนหลังคา คล้ายราวกับตนเป็นโจรราคะ เขาแอบดูลูก ๆ และภรรยาในยามวิกาล เห็นพวกเขานอนหลับและตอนเช้าตื่นขึ้นมา ก็ฝึกฝนและดูเหมือนจะมีวินัยไม่น้อย เขายกยิ้มขึ้นมา เมื่อเห็นว่าลูกชายนั้นเก่งกาจเพียงใด ลูกสาวที่ดูแสนบอบบางก็เก่งกาจฝีมือดูเหมือนจะรุดหน้ากว่าหย่งเล่ออยู่มาก
ฟางหรงเองก็กำลังฝึกฝนวรยุทธ์ที่ขึ้นสนิมฝุ่นเกาะเกรอะกรังไปหมด ตอนนี้ฝีมือของนางแม้จะดูมั่นคงแต่ก็คงยังขาดคู่ต่อสู้ จู่ ๆ ญาติผู้น้องก็ทะยานเข้าไป เป็นคู่ฝึกซ้อมให้ภรรยาของเขา
หย่งคังนึกแค้นใจนัก อยากกระโจนออกไปเสียเหลือเกิน และไม่ถึงอึดใจหนึ่ง มีชายวัยกลางคนยืนรอภรรยาของเขาอย่างนอบน้อม เขาไม่เคยเห็นชายคนนี้มาก่อน แต่ทว่ามีบางสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เมื่อลูกสาวและลูกชายของเขากำลังยิ้มแย้มให้กับชายคนนั้น
“อาจารย์ใหญ่ วันนี้ข้าเป็นเกียรติยิ่งนักที่ได้ต้อนรับท่าน” หย่งเล่อพูดจาเป็นการเป็นงานมีหลักการนัก
ฟางหลินยอบกายลงอย่างงดงาม “เชิญท่านอาจารย์ใหญ่เข้าข้างในก่อนเจ้าค่ะ”
ฟางหรงหน้ามุ่ยเดินมาหยุดเบื้องหน้าชายคนนี้ “นึกอย่างไรถึงได้มาหาข้าที่นี่” น้ำเสียงห้วน ๆ กล่าวขึ้นมา มิได้รักษาน้ำใจหรือสีหน้าของอีกฝ่ายที่เป็นถึงท่านอาจารย์ใหญ่ในสำนักศึกษาหลวงแม้แต่น้อย
“ก็เพิ่งจะรู้ว่าเจ้าได้หย่ากับเขาแล้วนะสิ” เมิ่งอวี้หาน คือท่านอาจารย์ใหญ่ และเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์เจียงและนางก็เป็นมารดาของไป๋ฟางหรง
“ข่าวเร็วดีนักนะ” นางแค่นหัวเราะ “ข้ากลายเป็นหม้ายแล้ว” แววตานั่นดูหดหู่ลงเล็กน้อย
“เป็นหม้ายแล้วอย่างไร เจ้ายังสาวยังสวย” อวี้หานชมเปรอะ ใบหน้าของเขาที่ดูสุขุมสำหรับลูกศิษย์ได้มลายหายไปทันใด แย้มยิ้มเอ็นดูนางเหมือนเมื่อก่อนเก่าที่รู้จักกัน เด็กสาวที่ร่าเริงน่ารักคนนั้นหายไปแล้ว
หย่งคังได้ยินเต็มสองรูหู ชายคนนั้นกล่าวชมภรรยาเขาอย่างหน้าตาเฉยและนางก็ไม่เห็นจะเขินอายสักนิด ยังยืนให้เขาชื่นชมความงามอยู่ได้ ในอกของเขากำลังเดือดดาลมากโข สีหน้านั่นกำลังแดงก่ำเต็มไปด้วยความหงุดหงิดงุ่นง่านใจ
“อย่ามาปากหวานเลย เข้าข้างในก่อนเถอะ” ฟางหรงเชื้อเชิญกล่าวกระทบเขาเข้าให้ อวี้หานต่อหน้าของนางแล้ว เขาก็ยังเป็นชายหนุ่มที่อ่อนโยนนัก มักจะสุขุมและเย็นชากับบรรดาสตรีทั้งหลาย แต่สำหรับฟางหรงแล้ว นางคือศิษย์น้องที่เขาเอ็นดู
“พี่สะใภ้ เช่นนั้นข้าขอตัวนะ” มู่ฉวนคิดว่าพวกเขาต้องการความเป็นส่วนตัว จึงขอออกไปเสียก่อน
“อย่าเพิ่งไปสิ เชิญท่านเข้าไปด้วยกัน ดื่มน้ำชาดับกระหายแล้วค่อยไปก็ได้นี่เจ้าคะ” ฟางหรงเชิญชวนเขาอีกคน เพราะไม่อยากให้ใครต่อใครมองนางในแง่ร้ายอีก
“จะดีหรือขอรับ” มู่ฉวนขมวดคิ้ว แต่ก็ชอบใจนัก นั่นเพราะว่าพี่สะใภ้เขาเก่งกาจไปเสียทุกเรื่อง
“ท่านอาเชิญข้างในเถิดขอรับ” หย่งเล่อจับแขนของท่านอามู่ฉวนเอาไว้ ฟางหลินเข้าไปข้างในแล้ว เมื่อครู่ลูกแมวของนาง เจ้าไป๋น้อยนั่นวิ่งออกมาจากห้องอีกเหมือนเดิมช่างซุกซนเสียเหลือเกิน
“ศิษย์พี่มีอะไรก็พูดมาเถอะ ในนี้มีแต่คนกันเองเจ้าค่ะ” ฟางหรงเดินเข้ามาถึงห้องโถงใหญ่ เห็นสีหน้าของอวี้หาน พอจะเดาได้ว่าน่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นมา
“เรื่องงานประลอง ข้าอยากให้เจ้าลงร่วมด้วย” มันเป็นเพียงแค่ข้ออ้างเท่านั้น แท้จริงแล้วมีเบื้องหลังอยู่เกรงว่าจะทำให้นางไม่สบายใจ
“แน่นอนข้าย่อมลงร่วมอยู่แล้ว” ฟางหรงรินน้ำชาให้ชายหนุ่มทั้งสอง
“การประลองแม้จะดูเรียบง่าย แต่แคว้นฉู่จะมาไม้ไหนเราไม่รู้ ยังมีพวกเด็ก ๆ ที่ลงแข่งขัน คนฝ่ายนั้นก็ยกกันมาเยอะพอสมควร ยังมีการล่าสัตว์อีก สิ่งที่ข้ากังวลก็คือ” อวี้หานครุ่นคิดอยู่พอสมควร ว่าจะพูดดีหรือไม่ เกรงว่าเด็ก ๆ ทั้งสองจะโดดเด่นและเป็นที่สะดุดตา หากคนพวกนั้นรู้ว่าเป็นลูกแฝดของแม่ทัพจ้าว ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดเรื่องขึ้นมาก็ได้
“ไม่ต้องกังวลใจมากจนเกิดไป ทหารของข้ามิใช่อ่อนหัด ท่านอาจารย์ใหญ่อย่าได้วุ่นวายเป็นห่วงครอบครัวคนอื่นนัก แทนที่จะเอาใจใส่เรื่องการศึกษา กลับมาสนใจสตรีที่ออกเรือนแล้ว และนางก็เป็นภรรยาของข้า”
จ้าวหย่งคังสีหน้าบึ้งตึงพอสมควร แผ่กลิ่นอายชวนอึดอัดออกมา เพราะมิชอบใจนักมีบุรุษเข้าออกจวนของภรรยา จึงได้เกิดอาการที่เรียกว่าไหน้ำส้มแตกเข้าให้
ฟางหรงไม่สนใจ “ศิษย์พี่อย่าสนใจเสียงนกเสียงกาแถวนี้เลย เอาไว้วันงานข้าจะกำชับลูก ๆ ข้าเป็นอย่างดี”
“นั่นสิ เรื่องเช่นนี้รบกวนท่านอาจารย์เมิ่งแล้ว” หลิวมู่ฉวนรีบร้อน เกรงว่าญาติผู้พี่จะอาละวาด เดี๋ยวจะทำให้พี่สะใภ้กรุ่นโกรธจนพาลพาหลาน ๆ หนีไปจะทำอย่างไร
“เอาล่ะ ข้ามาพูดแค่นี้ ข้ากลับล่ะนะ” เมิ่งอวี้หานหยัดกายลุกขึ้นเต็มความสูง “อ้อ ข้าลืมเรื่องสำคัญไป ข้าคิดถึงเจ้าเสมอและรอเจ้าอยู่”
“เจ้าค่ะ ข้าก็เช่นกัน ศิษย์พี่เดินทางกลับดี ๆ นะเจ้าคะ” ฟางหรงลุกขึ้นยืนส่งแขก หลิวมู่ฉวนคล้ายว่าลากเมิ่งอวี้หานให้ออกไป
คล้อยหลังพวกเขาทั้งคู่จากไปแล้ว จ้าวหย่งคังเดินมาหยุดเบื้องหน้าของนางเอาไว้ เขากางแขนออก สีหน้าของชายหนุ่มไม่พอใจมากโขแม้จะดูบูดบึ้งนั่น ไม่ได้ทำให้อดีตภรรยาดีใจสักนิด
ใบหน้าของอดีตคนรักของชายหนุ่มมีแต่ความเย็นชา ในสายตาของนางมีแต่ความว่างเปล่า ไม่แม้กระทั่งดวงตาแห่งความรักเหมือนเมื่อครั้งก่อน “ถอยไป” น้ำเสียงเย็นชาว่าทาดูช่างห่างเหินนัก
จ้าวหย่งคังรู้สึกเหน็บหนาวขึ้นมาทันที สายตาเย็นชาเยียบเย็นจนเขาสะท้านไปทั้งกาย เอื้อมมือขึ้นมาดหมายว่าจะกอบกุมมือของนางอีกครั้ง “หรงเอ๋อร์ ที่ผ่านมาเป็นข้าผิดเอง”
“สายไปแล้ว ความรักของข้ามันได้ตายไปแล้ว ตายพร้อมกับสตรีที่โง่งมตาบอด ยอมทุกอย่างสุดท้ายแล้ว นางก็เจ็บปวดเจียนตาย” ฟางหรงเดินเบี่ยงไปอีกทาง
จ้าวหย่งคังหน้าชาไปหลายส่วน เขาเดินตามแผ่นหลังอันบอบบาง ที่ครั้งหนึ่งเคยปรามาสเอาไว้ว่านางเสแสร้งเรียกร้องให้เขาสงสาร บัดนี้ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะเขาเองทั้งสิ้นกระทำผิดไป “หรงเอ๋อร์ ได้โปรดฟังข้าอธิบายสักครั้งเถอะ”
ความเจ็บปวดราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้ามาอย่างจัง เมื่อนางไม่หยุดหันมามอง มีเพียงแค่แผ่นหลังที่กำลังลาลับไปแล้ว คล้ายว่าร่างกายอ่อนปวกเปียกจึงทำให้เขาทรุดกายลงนั่งหมดสภาพ ท่านแม่ทัพที่ทุกคนเกรงขาม แม้แต่ภรรยาเพียงคนเดียวก็ไม่อาจยื้อยุดให้นางกลับมาเหมือนดังเดิม
กระบอกตาของชายหนุ่มร้อนผ่าว จู่ ๆ หยาดน้ำตาค่อย ๆ ไหลลงมาอย่างช้า ๆ ฟางหลินแอบดูบิดาอยู่นานแล้ว มีหรือนางจะใจแข็งไม่ช่วยเหลือได้
สองเท้าเล็ก ๆ เดินมาพร้อมกับอุ้มลูกแมวเจ้าไป๋น้อยเอาไว้ มือป้อม ๆ เกลี่ยน้ำตาของบิดาออก หย่งคังคล้ายได้สติ เงยหน้ามองดรุณีน้อย นางแย้มยิ้มอย่างน่ารัก
“ท่านพ่อเป็นวีรบุรุษ ยอดนักรบผู้เก่งกาจ ท่านแม่พูดให้ฟังเสมอว่าท่านพ่อเป็นคนมากด้วยความสามารถ แต่เหตุใด ตอนนี้จึงไม่เหลือแล้วความองอาจนั่น” ฟางหลินแม้จะอายุไม่มาก ความคิดอ่านเกินตัวยิ่ง ถูกปลูกฝังให้คิดก่อนพูดเสมอ และนางก็ถูกท่านยายเคี่ยวกรำฝึกฝนตั้งแต่สามหนาว
“หลินเอ๋อร์ ให้อภัยพ่อแล้วรึ” หย่งคังดีใจนัก อยากจะโอบกอดเด็กน้อยเข้ามาแนบอกเสียเหลือเกิน เพียงแค่ยื่นมือออกไป นางก็ถอยหลังไปหลายก้าว นางยังคงห่างเหินกับเขา เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาได้กระทำมันเองทั้งหมด
“กาลเวลาจะพิสูจน์เท่านั้น หากท่านพ่อยังรักท่านแม่ ก็จงใช้ใจพิสูจน์ พวกข้าเองก็ไม่คิดจะมีบิดาใหม่ หากแต่ท่านพ่อยังหลงคารมของสตรีคนนั้น ชาตินี้ท่านพ่อก็อย่าหวังว่าท่านแม่จะคืนดี” ฟางหลินระบายยิ้มอ่อน เห็นท่านพ่อหยุดร้องไห้ก็เบาใจนัก เล่นทำเอาหัวใจดวงน้อย ๆ ของนางเจ็บแปลบนักเชียว
“พ่อจะทำทุกอย่างเพื่อให้พวกเราได้อยู่ด้วยกัน ขอเวลาพ่อหน่อยนะ พ่อคิดว่าจะพิชิตใจของแม่เจ้าได้ในไม่ช้า” จ้าวหย่งคังสีหน้าแน่วแน่ขึ้นมาก
หย่งเล่อคิดกลั่นแกล้งบั่นทอนจิตใจของบิดาสักเล็กน้อย “อย่าทระนงตนไปนักเลย ท่านแม่ ยามดื้อดึงไม่เหมือนใครทั้งสิ้น คิดว่าท่านพ่อคงจะใช้เวลาอีกนาน อาจจะทั้งชีวิตก็เป็นได้นะขอรับ”
ตอนพิเศษ ท่านอ๋องและมู่หลันอู๋เมิ่งซาน ท่านอ๋องรูปงาม นามก็เพราะวันนี้เป็นวันมงคล ดังนั้นในพระตำหนักจึงได้ครึกครื้นนัก ปกติแล้ว ท่านอ๋องมิชอบความครื้นเครงเช่นนี้ หากแต่ว่าวันนี้กำลังจะมีภรรยาเสียที เมื่อเช้าขบวนรับเจ้าสาว มีสินสมรสมอบให้นางยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตารถม้าคันใหญ่โตโอ่อ่า งดงามและหรูหราอย่างไม่เคยมีมาก่อน เรื่องสมรสครั้งนี้เล่าลือว่า เดิมทีนั้นเป็นคุณหนูหลิวเดินหน้าไปขอหมั้นหมาย หากแต่วันแต่งงานกลับเป็นท่านอ๋องส่งขบวนสินสมรสมากมาย เหล่าชาวบ้านพากันยืนดูสองข้างทาง มองตั้งนานก็ยังไม่เห็นปลายขบวนเสียทีสตรีนางหนึ่งเห็นขบวนยาวเหยียดเช่นนี้ นึกอิจฉายิ่งนัก สตรีนางหนึ่งก็หน้าตาบูดบึ้ง เกิดมาก็เพิ่งจะรู้ว่า ท่านอ๋องเป็นคนแสนดีเช่นนี้ เหล่าหญิงสาวพากันเสียดายนักหนา บางคนก็อยากจะเป็นสตรีผู้โชคดี แต่ทว่าท่านอ๋องประกาศกร้าวก่อนแต่งงาน ตำหนักของเขาจะไม่มีสตรีอื่นใดนอกจากหลิวมู่หลันเท่านั้นพิธีในช่วงเช้าเป็นไปอย่างเรียบร้อย ก็เหลือเพียงแค่พิธีเข้าหอของเขาเท่านั้น ตัวของท่านอ๋องปกติมักเย็นชา สีหน้าเรียบเฉย ไม่เคยแย้มยิ้มพูดคุยกับผู้ใดมากความ หากแต่วันนี้เป็นวันมงคลทำให้อู๋เมิ่งซานแย้ม
ตอนพิเศษ ห้องนอนของแม่ทัพจ้าวแสงเทียนสว่างไสววูบวาบอยู่ไม่น้อยนัก หน้าต่างถูกเปิดเอาไว้เพื่อรับสายลมที่พัดผ่านเข้ามา บรรยากาศในห้องนอน ช่างดูอบอวลไปด้วยความรัก เมื่อแม่ทัพจ้าว ค่อย ๆ บรรจงจุมพิตภรรยาที่หน้าผากมน ก่อนจะเลื่อนมาจุมพิตเป็นดวงตาทั้งสองข้างอย่างเท่าเทียมกัน จากนั้นก็ทาบทับลงริมฝีปากนุ่มนิ่มของนางฝ่ามือหนาคลึงเคล้าซาลาเปานุ่มมือ ช่างทำให้ฟางหรงเริ่มไม่เป็นตัวของตนเอง ใบหน้าของนางเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา เมื่อถูกปลายลิ้นอุ่นร้อนหยอกเย้านางเข้าให้ นางรู้สึกราวกับจะขาดใจ เมื่อปลายลิ้นร้ายกาจหยอกเย้า กระหวัดรัดรึงร้อนแรงสลับกับอ่อนโยนหวานหอมฝ่ามือหนายังคงหยอกเย้าเต้างาม ก่อนจะค่อย ๆ แบะสาบเสื้อของนางออก เผยให้เห็นเนินอวบอิ่ม เสียงหวานของภรรยาเริ่มร้องครางแว่วหวานออกมาเบา ๆ ก็ยิ่งกระตุ้นให้ผู้เป็นสามีเร่งปรนเปรอดึดดูดลิ้นร้อนเล็ก ๆ ของนางอื้อ เสียงหวานร้องอื้ออ้าไม่เป็นภาษา ฝ่ามือเรียวของนางสวมกอดเข้าที่ต้นคอของสามี ยอดถันงดงามเผยต่อสายตาของชายหนุ่ม เขาปลดสายคาดเอวและเสื้อของนางออกทีละชิ้น ทีละชิ้น จนเรือนร่างเปลือยเปล่าปรากฏต่อสายตาของเขาฝ่ามือหนาลูบไล้เรียวขาของนาง สัมผัสตรงไ
ตอนที่ 55 สำนึกผิดองค์ชายรองเฉิงจิ่งเจี้ยน ไม่ได้มีจิตใจโหดเหี้ยมตั้งแต่กำเนิด องค์ชายรองผู้นี้ทำทุกอย่างลงไปก็เพราะเรียกร้องให้บิดา หรือฮ่องเต้แคว้นเฉิงสนพระทัยเขาบ้าง นั่นเพราะกำเนิดจากพระสนมขั้นผิน ชีวิตในวังล้วนแล้วแต่ต้องแย่งชิงอำนาจมีท่านอาชินอ๋องเป็นที่พึ่ง คล้ายกับว่าเป็นบิดาอีกคน ความคิดอันตื้นเขินจึงทำให้องค์ชายรอง ทำเรื่องชั่วช้าไม่อาจให้อภัย เมื่อถูกจ้าวฟางหลินสอนสั่ง ใบหน้านั้นมีบาดแผล แต่แววตาของเขากำลังสำนึกผิดหาได้แค้นเคืองนางไม่เขาเข้ามาในห้องนี้อีกครั้ง เห็นเด็กชายคนที่ถูกพิษเล่นงานฟื้นขึ้นมา พลันใบหน้าที่ห่อเหี่ยว แต่ทว่าหล่อเหลาแย้มยิ้มขึ้นอย่างดีใจ เขาคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้น ทำให้เหล่าผู้คนมากมายที่อยู่ในห้อง ต่างหันมองเป็นตาเดียวกัน“คุณชายจ้าว ในที่สุดก็ฟื้นแล้ว ข้าเฉิงจิ่งเจี้ยน ทำผิดคิดร้าย หวังลอบสังหารท่านแม่ทัพจ้าว ชาตินี้มีความผิดติดตัว ขอคำนับคุณชายจ้าวเป็นการขอโทษ”“สายเลือดมังกรสูงส่งถึงขั้นโขกหัวให้หลานชายข้า น่าหัวเราะสิ้นดี” เจียงจินจู นั่งจิบชาอย่างสบายใจ เหยียดยิ้มอีกฝ่ายเข้าให้ “โชคดีที่หลานข้าไม่ถึงแก่ชีวิต หากเขาเป็นอะไรขึ้นมา ชีวิตเจ้าย่อมส
ตอนที่ 54 ถอนพิษในที่สุดจ้าวหย่งเล่อก็ได้รับยาถอนพิษ แต่ก็ต้องแลกกับตัวประกัน นั่นก็คือองค์ชายรองเฉิงจิ่งเจี้ยน ทว่าผู้ที่นำยารักษามาให้นั้นเป็นท่านอาของเขา เป็นท่านอ๋องแคว้นเฉิง รูปงามไม่เบา อายุเพิ่งจะยี่สิบแปดใบหน้าของเขาดูหล่อเหลานัก และยังเป็นคนจิตใจดีมีเมตตาอีกด้วย ผิดกับองค์ชายรองอย่างลิบลับท่านอ๋องผู้นี้มิได้รู้มาก่อนว่าหลานชายของเขาได้แอบขโมยยาพิษมา แต่ทว่าเพื่อรักษาอาการต้องพิษร้ายแรงนี้ เขาจึงได้เดินทางมาด้วยตนเอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครที่ถูกพิษของแมงมุมดำเป็นเพียงแค่เด็กน้อยใบหน้าน่ารักคนหนึ่งท่านอ๋องถึงกับโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ “รู้หรือไม่ที่เจ้าทำมันหมายถึงอันใด มันจะกลายเป็นสงครามระหว่างแคว้น ช่างไม่มีหัวคิด คอยดูกลับไปข้าจะรายงานเรื่องทั้งหมดเอง” ท่านอ๋องผู้นี้ค่อนข้างรักความสงบ แต่ทว่าเขาชื่นชอบการรักษาและยังเป็นผู้คิดค้นพิษร้ายแรงเอาไว้อีกด้วยนั่นก็เพราะเกรงว่าสักวันหนึ่ง ฮ่องเต้ซึ่งเป็นพี่ชายอาจจะได้รับพิษร้าย และไม่มีหนทางการรักษา ด้วยเพราะแคว้นเฉิงไม่ค่อยสงบ คลื่นลมในราชสำนักก่อตัวขึ้นไม่เว้นวัน คาดว่าองค์ชายรองที่มาสร้างเรื่องที่แคว้นอู๋จะต้องมีขุนนางบางคนหนุนหลังเป็
ตอนที่ 53 ฟางหลินปากหวานองค์ชายรองเฉิงจิ่งเจี้ยน ยกมือกอบกุมลำคอที่ร้อนผ่าว ราวกับถูกเพลิงแผดเผาเข้าให้ ดวงตาของเขาเถลือกถลนและท่าทางลนลานนัก เขานั่งลงบนพื้น เกาะปลายเท้าของหญิงสูงวัย ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำราวกับมีโลหิตอยู่ในกระบอกตาทั้งสองข้าง“ข้าบอกแล้ว บอกแล้ว” น้ำเสียงกล่าวขึ้นปนความหวาดกลัวจับใจ ใบหน้าขององค์รองช่างดูตื่นตระหนกกับเรื่องที่ตนเองประสบพบเจอ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครกล้าทำร้ายเขาเช่นนี้มาก่อน “ข้าขโมยมาจากท่านอาของข้า”“ยาถอนพิษอยู่ไหน อยู่กับใคร” เจียงจินจูตวาดเสียงดังกล่าวถาม นางยกมือขึ้นเท้าเอวทั้งสองข้าง คล้ายดั่งแจกันหยกมีหู สีหน้าของนางบิดเบี้ยวไม่พอใจมากโข พร้อมจะลงมือสังหารองค์ชายรองคนนี้ให้สิ้นชีวิตภายในพริบตา หากเขาเล่นตุกติก นางไม่ปล่อยให้มีชีวิตรอดกลับไปแน่“อยู่กับท่านอา ข้าไม่ได้เอามาด้วย ข้าก็แค่ขโมยมาเท่านั้น ไม่คิดว่ามันจะร้ายแรงขนาดนี้” จิ่งเจี้ยนรีบร้อนกล่าวขึ้นมา ใบหน้าปูดบวมแดงช้ำอยู่ไม่น้อย อีกทั้งเมื่อครู่ยังถูกสตรีผู้นี้นำยาพิษให้เขากินอีกด้วย “ข้าไม่ได้โกหกแน่นอน” เขากล่าวหนักแน่น แววตาอ้อนวอนอย่างสุดซึ้ง“ถอนพิษให้ข้าก่อน ข้ายังไม่อยากตาย”
ตอนที่ 52 ท่านยายเล่นงานแม่ทัพจ้าวนำทหารกลุ่มหนึ่งไปล้อมที่จวนตระกูลถังเอาไว้ เขาส่งรายงานเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านทางม้าเร็วไปก่อนหน้านี้ก็หลายวันแล้ว คิดเสียว่าจะเดินทางกลับเมืองหลวงหลังจากสะสางภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งยวดนั้นจบลง แต่เรื่องราวมิได้ง่ายปานนั้นเมื่อแม่ทัพจ้าวมาถึงจวนตระกูลถัง ก็ไม่พบชายชราคนนั้นแล้ว เห็นทีว่าเขาคงหนีไปได้ไม่ไกลนัก ยังมีอีกกลุ่มที่กำลังซุ่มโจมตีแม่ทัพจ้าวอยู่ในจวนตระกูลถัง ยังไม่ทันไร ชายชุดดำราวสักยี่สิบคนก็ทะยานลงมา ในมือพวกเขาถืออาวุธไว้ทุกคนแม่ทัพจ้าว สวมชุดดำหน้ากากสีดำอำพรางใบหน้าของตนเองเอาไว้ มีสายคาดหน้าผากเป็นสีขาว พวกพ้องของแม่ทัพจ้าว แต่งกายเช่นเดียวกัน ไม่ถึงอึดใจ จวนตระกูลถังก็เจิ่งนองไปด้วยโลหิตไหลเป็นทางเปรอะเปื้อนไม่น้อยนักส่วนลานกว้างกลางเมืองนั้น ผู้ที่ปลอมตัวเป็นแม่ทัพจ้าว เขาถูกปลดออกจากการพันธนาการแล้ว เขายืนเต็มความสูง บิดกายไปมาคล้ายว่ายืดเส้นยืดสายเสีย แววตาของเขาวาวโรจน์ขึ้นมาทันใด กระบี่คมกริบมันวาววับ ยามสะท้อนกับแสงของพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้วอยู่ในมือของตนหลิวมู่ฉวนดึงหน้ากากเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง “ยินดีด้วย พวกเจ้าถูกหล







