تسجيل الدخولตอนที่ 34 ร่ำลา
ท่านลุงประมุขแห่งหุบเขาไป๋หรง แอบไปสำรวจเส้นทางของการล่าสัตว์ในวันพรุ่งนี้ เขาจับกระต่ายป่ามาได้ด้วยมือเปล่า เห็นว่ามันน่ารักดี เหมาะกับหลานสาวของตนยิ่งนัก สีหน้าเบิกบานขึ้นมาทันใด รีบทะยานกายมาในจวนของหลานสาวอย่างว่องไว ใช้เวลาจากป่าใหญ่นั่นไม่นานก็มาถึง
เขากระโดดลงมาพรึ่บเดียวเท่านั้น ยืนอยู่เบื้องหน้าหลานสาว แม่หนูน้อยเอียงคอเล็กน้อยสงสัยท่านตาเจ้าสำนัก นางขมวดคิ้ว ในอ้อมกอดยังมีเจ้าไป๋น้อยขนสีขาว ลูกแมวตาแป๋วดิ้นจะลงให้ได้ เพราะได้กลิ่นอันใดแปลก ๆ คงจะชวนให้มันล่าเหยื่อกระมัง
ท่านลุงซ่อนเจ้ากระต่ายแสนน่ารักเอาไว้ข้างหลัง ด้วยความสงสัย แม่หนูน้อยฟางหลินรีบเดินมาหาทันใด “ท่านตาซ่อนอันใดเอาไว้เจ้าคะ” น้ำเสียงหวานใส ดุจกระดิ่งแว่วหวานระคนเอ็นดูไม่น้อย นางรีบเหลือบมองไม่หยุดหย่อน
ท่านตาเห็นเช่นนั้นก็เบี่ยงซ้ายที ขวาที หยอกเย้ากับหลานสาวตัวเล็ก จนในที่สุด ฟางหลินเด็กน้อยจอมเจ้าเล่ห์ แอบค้อนวงใหญ่ใส่ท่านตา นางหันหลังให้ แง่งอนเล็กน้อยไม่จริงจังสักนิด และยังแอบเหลือบมองท่านตาว่าจะทำเช่นไรดี
“หลินเอ๋อร์ หลานตาโกรธกันแล้วรึ” ท่านตาเจียงจื่อเทาไม่รู้เลยว่าแม่หนูน้อยหลานสาวคนนี้มีความร้ายกาจมากเพียงใด
เจ้าไป๋น้อยนั่นกระโดดออกจากอ้อมกอดเพราะได้กลิ่นสัตว์แปลกปลอมเข้าให้ จมูกมันไวยิ่งนักแม้จะเป็นแมวสีขาวขนฟูฟ่อง แต่มันก็นับวันทั้งดื้อทั้งซนไม่เชื่อฟังคำพูดของใครทั้งสิ้น มันวนเวียนพันขาของท่านตา ร้องทักทายหลายหน
เจ้ากระต่ายตัวน้อยมองเห็นตัวขาว ๆ เหมือนกัน มันรู้สึกไม่สบายใจ ดิ้นหนีเข้าให้ จนสุดท้าย ท่านตาจึงได้มอบให้หลานสาว “ตาเอาเจ้านี่มามอบให้เจ้า เห็นมันน่ารักดี” ชายชรายื่นให้
ฟางหลินเห็นเข้า ตาลุกวาวทันใด “ท่านตา มันน่ารักมาก ๆ” ดีใจกระโดดโลดเต้นเสียยกใหญ่ เจ้าแมวตัวสีขาว เงยหน้ามองหลายครั้งหลายหน นางเห็นเข้าจากนั้นอุ้มเจ้ากระต่ายน้อยตาใส ๆ นี่ยื่นให้เจ้าไป๋น้อยดู
“ต่อไปนี้เป็นเพื่อนกันนะ ห้ามตีกันเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่” มันคงจะฟังรู้เรื่องกระมัง ด้วยเพราะเห็นมันร้องทักเข้าให้ ฟางหลินดีใจเป็นที่สุด สีหน้าเบิกบานเป็นไหน ๆ ไม่ทันไรบิดาก็เดินเข้ามา นางเห็นสีหน้าของท่านพ่อเหมือนคนมีความทุกข์
“ท่านพ่อ เป็นอะไรไปเจ้าคะ” นางไม่รู้ตัวว่า จะไม่ได้พบบิดาอีกน่าจะหลายเดือนหลังจากนี้
จ้าวหย่งคัง นั่งทับส้นเท้า “มาให้พ่อกอดเจ้าสักครั้ง วันนี้พ่อจะเดินทางไปแดนเหนือ” มันเป็นเรื่องกะทันหันนัก แม้จะรู้สึกวูบโหวงแปลบ ๆ บ้างในบางครั้ง สีหน้าของเขาดูเศร้าสลดเสียใจนัก
“ทำไมเร็วขนาดนี้เล่าเจ้าคะ” นางยังกอดเจ้ากระต่ายน้อยเอาไว้ มิได้ปล่อยมันไปเดินเล่น ส่วนเจ้าไป๋น้อยนั่นวิ่งหนีไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ท่านตาเจียงจื่อเทา มองออกว่าแม่ทัพจ้าวหลานเขยคงมีเรื่องให้กลัดกลุ้มและกังวลใจอยู่มากโข
“มีเรื่องด่วนเข้ามา” คำตอบสั้น ๆ แม้ดวงตาคมกริบจะดูแดงก่ำอยู่นัก เขากลั้นความเสียใจเอาไว้ มิอยากห่างจากลูกและภรรยา ด้วยเพราะยังไม่ได้ทำหน้าที่บิดาที่ดี สามีที่ดีให้พวกเขาทั้งสาม จู่ ๆ ก็มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น ต้องทำให้เดินทางอย่างเร่งด่วน
ฝ่ามือหนาจับจูงลูกสาวเดินเข้าไปข้างในเรือนใหญ่ เจียงจื่อเทาถอนหายใจเฮือกใหญ่นึกสงสารระคนเห็นใจยิ่งนัก พวกเขาเพิ่งจะอยู่ด้วยกันได้ไม่นาน ต้องมีเหตุให้จากลากันอีกแล้ว
“เมื่อไหร่แคว้นอู๋จะสงบเสียทีนะ ต้องโทษเจ้าฮ่องเต้สมองสุนัขนั่น” ชายชราหัวเสียเข้าให้ หากย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะไม่ช่วยเหลือเหมือนครั้งนั้นอย่างเด็ดขาด
แม้คำพูดของเขาจะพูดอยู่เพียงแค่ในพื้นที่นี้เท่านั้น ผู้คนในวังหลวงไม่รู้จะรู้สึกอันใดหรือไม่ นับวันเอาแต่เสวยสุขอยู่บนความเหนื่อยของเหล่าทหาร ต้องปกป้องชายแดนส่วนสำคัญเอาไว้ พื้นที่ใดถูกรุกราน พื้นที่นั้นย่อมเสียงอันตรายอยู่มากโข
แดนเหนือติดกับชนเผ่าที่รุกรานเข้ามา ยังมีพวกโจรป่าแอบแฝง ภัยร้ายรอบตัว อีกอย่างเหตุการณ์ลอบสังหารที่เกิดขึ้นมา เหมือนคนพวกนั้นกำลังคิดแผนบางอย่างไว้เป็นแน่ คงคิดจะกำจัดแม่ทัพแดนเหนือ และแดนใต้ ยังมีแม่ทัพอีกสองหัวเมืองใหญ่อีกด้วย
หย่งคังเดินเข้ามาถึงห้องรับรองใหญ่ด้านหน้า พบเห็นหยางซื่อและภรรยาของตนกำลังพูดคุยกันอยู่ หยางซื่อลุกขึ้นยอบกายลงอย่างอ่อนช้อย “คารวะท่านแม่ทัพจ้าวเจ้าค่ะ”
“เชิญตามสบายเถิด” เขากล่าวเรียบ ๆ มองดูภรรยาตั้งแต่ที่ก้าวเข้ามาแล้ว หัวใจดวงนี้มันแปลบปลาบขึ้นมาทันใด “ฮูหยิน” คำพูดนี้เขาไม่เคยพูดเลยก็ว่าได้
“ท่านพี่ มีอันใด เหตุใดสีหน้าของท่านคล้ายกับว่าอมทุกข์เช่นนี้” ฟางหรงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“คือว่าข้าจะต้องเดินทางไปแดนเหนือวันนี้ ข้าจึงมาบอกลาเจ้า” หัวใจของเขามันวูบโหวงนัก เอื้อมมือกอบกุมมือของนางเอาไว้ ดวงตาคมกริบมองใบหน้าของภรรยา ราวกับว่าจะไม่ได้พบใบหน้านี้อีกตลอดกาล เหตุใดเขาจึงรู้สึกเหมือนว่า เขาจะได้พบหน้าครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะ
“กะทันหันเช่นนี้เลยหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยถามขึ้นมา ฟางหลินออกไปข้างนอกพร้อมกับหยางซื่อ ส่วนท่านตานั้นไปพักผ่อนอยู่ในศาลาข้าง ๆ จวน ปล่อยให้สามีภรรยาได้พูดคุยร่ำลากันเสีย
“อีกอย่าง เดินทางครั้งนี้ ข้านำถังม่านชิงกลับไปด้วย เพราะว่าท่านลุงถังเป็นบิดาของนาง เขาทำงานกับข้ามาหลายปีแล้ว และข้าอยากบอกกับเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย แม้ว่าข้าเคยผิดต่อเจ้ามาครั้งหนึ่งแล้ว จะไม่ผิดต่อเจ้าอีกเป็นครั้งที่สอง”
“ข้าไม่ใช่ไม่เชื่อใจท่าน แต่ที่ผ่านมา เป็นท่านละเลยข้ามาตลอด” แม้จะรู้สึกดีกับเขาขึ้นมา “แต่ความรู้สึกทั้งรักทั้งหลงเหมือนก่อน มันไม่เกิดขึ้นมาอีกแล้วในตอนนี้ หากถามว่าข้ารักท่านหรือไม่ ตอนนี้ข้ายังตอบท่านได้ไม่เต็มปาก”
ฝ่ามือหนายังคงกอบกุมมือของนางเอาไว้ กระชับเอวของนางเข้า เขาซบใบหน้าเกยไหล่ของนาง โอบกอดเอาไว้ด้วยหัวใจอันห่อเหี่ยว “ข้าขอโอกาสกับเจ้าอีกครั้ง แค่ครั้งเดียว”
“ข้าให้ท่านอยู่นี่อย่างไรเล่า เหตุใดจึงคล้ายว่างอแงนัก” เขาไม่เข้มแข็งเหมือนเดิมอีกแล้ว ครั้งนั้นเขาจากนางไปในวันรุ่งเช้า ไม่เอ่ยแม้แต่คำร่ำลา ความรู้สึกนั่นมันยังฝังลึกอยู่ในใจของนาง แต่ตอนนี้นางเลือกที่จะมอบความสุขให้ลูก ๆ ทั้งสอง
เรื่องอะไรที่เลวร้ายมานั้น นางไม่เก็บมาแง่งอนอีกแล้ว เพราะหัวใจดวงนี้ของนาง ยังคงเป็นของเขาตั้งแต่วันที่พบหน้ากันครั้งแรก และจนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นของเขาเช่นเดิม แต่รักน้อยลง ห่วงน้อยลงก็แค่นั้น
จ้าวหย่งคังผละออกจากภรรยา แววตาของเขามองดูดวงหน้าของภรรยา ก่อนจะจรดริมฝีปากประทับหน้าผากของนาง “ข้าสัญญาว่าจะเป็นสามีของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว” กล่าวจบเขาจูงมือของนาง เดินไปยังห้องพักผ่อนของแม่ยาย
“ยังจะกล้าเสนอหน้ามาอีกรึ ไอ้ลูกเขยชั่ว” ทันทีที่เห็น นางก็ตวาดใส่ทันใด “คุกเข่า” น้ำเสียงเหี้ยมกล่าวขึ้นมา จากนั้นนางยื่นบางอย่างให้ลูกเขย แม้จะไม่พอใจสักเท่าไหร่ก็ตามที “รักษาชีวิตของเจ้าให้ดี อย่ารีบด่วนตายไปเสียก่อน” ถึงจะปากร้าย แต่นางก็หาได้ใจคอโหดเหี้ยมอำมหิตไม่
“ขอรับ ข้าจะอยู่เพื่อดูแลลูก ๆ และภรรยาของข้า จากนี้ไป ข้ารบกวนท่านแม่ดูแลพวกเขาแทนข้า กลับจากแดนเหนือเมื่อไหร่ ข้าจะไปรับพวกเขากลับมาอยู่ด้วยกัน”
หย่งคังรับปากท่านแม่ยายทันควัน เห็น ๆ อยู่ว่าถึงนางจะปากร้าย แต่ก็มอบของรักษาชีวิตเอาไว้ นั่นคงจะเป็นยารักษาอาการบาดเจ็บและพิษต่าง ๆ กระมัง ด้วยเพราะเป็นขวด จากหยกลวดลายเดียวกันกับขวดที่ท่านลุงเจียงจื่อเทามอบให้
“ท่านพ่อ รักษาดูแลสุขภาพให้ดีด้วยนะขอรับ” จ้าวหย่งเล่อ ดูอาวรณ์บิดามากกว่าใครทั้งสิ้น นั่นเพราะเขาชื่นชมบิดามากกว่าใคร ๆ ถึงแม้จะชอบกลั่นแกล้ง พูดจาขัดคอหรือว่าร้ายบิดา แต่เขาเองอยากเป็นแม่ทัพเหมือนกับบิดาคิดจะปกป้องแว่นแคว้นให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข สืบทอดชั่วลูกหลาน
“พี่ชาย รถม้าพร้อมแล้วไปกันเถอะ พี่สะใภ้รักษาตัวด้วย ท่านป้าเจียงดูแลสุขภาพด้วยนะขอรับ” หลิวมู่ฉวน จัดการธุระและจัดเตรียมของสำหรับเดินทาง
เหล่าทหารที่พักอยู่เรือนพักด้านหลัง ต่างก็เตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว และออกเดินทางล่วงหน้าไปแล้วด้วย รั้งท้ายเห็นจะเป็นแค่เขากับญาติผู้พี่ การเดินทางกะทันหันอย่างเร่งรีบนั้น แบ่งกันออกเดินทาง ไม่เป็นกลุ่มใหญ่ เกรงว่าจะมีคนร้ายแฝงตัวอยู่
“ท่านอาฉวนขอรับ ข้าฝากท่านดูแลท่านพ่อด้วยนะขอรับ หากมีสตรีนางใดคิดอยากได้เป็นสามี ข้าขอให้ท่านอาฉวนจัดการสตรีนางนั้น และส่งข่าวมาให้พวกเรารับรู้ด้วย” จ้าวหย่งเล่อกล่าวขึ้นมา ด้วยเพราะเกรงว่าหากลับหลังไปแล้ว ท่านพ่อถูกสาวงามยั่วยวนขึ้นมา พวกเขาจะเป็นกำพร้าแน่ ๆ
เขามั่นใจท่านพ่อ แต่ไม่มั่นใจสตรีพวกนั้น นั่นก็เพราะบิดาของเขาหล่อเหลาถึงเพียงนี้ สตรีนางใดเห็นก็อยากครอบครอง ด้วยเพราะเขาถอดแบบความหล่อมาจากบิดาตั้งหลายส่วน
ท่านอาจารย์หญิงยังออกปากชมว่าเขานั้นหากเติบโตขึ้นมา คงจะมีบรรดาสตรีโยนผ้าเช็ดหน้าให้มากมายเป็นแน่ คิดแล้วก็กลัดกลุ้มใจในความหล่อของตนนัก
เกิดมาหล่อช่างลำบากจริง ๆ
“เจ้าตัวแสบ พ่อไม่มีวันทอดทิ้งพวกเจ้าอีกครั้งเป็นอันขาด พ่อสัญญาและรับปาก หากผิดคำสัญญาขอให้ไม่ตายดี”
ตอนพิเศษ ท่านอ๋องและมู่หลันอู๋เมิ่งซาน ท่านอ๋องรูปงาม นามก็เพราะวันนี้เป็นวันมงคล ดังนั้นในพระตำหนักจึงได้ครึกครื้นนัก ปกติแล้ว ท่านอ๋องมิชอบความครื้นเครงเช่นนี้ หากแต่ว่าวันนี้กำลังจะมีภรรยาเสียที เมื่อเช้าขบวนรับเจ้าสาว มีสินสมรสมอบให้นางยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตารถม้าคันใหญ่โตโอ่อ่า งดงามและหรูหราอย่างไม่เคยมีมาก่อน เรื่องสมรสครั้งนี้เล่าลือว่า เดิมทีนั้นเป็นคุณหนูหลิวเดินหน้าไปขอหมั้นหมาย หากแต่วันแต่งงานกลับเป็นท่านอ๋องส่งขบวนสินสมรสมากมาย เหล่าชาวบ้านพากันยืนดูสองข้างทาง มองตั้งนานก็ยังไม่เห็นปลายขบวนเสียทีสตรีนางหนึ่งเห็นขบวนยาวเหยียดเช่นนี้ นึกอิจฉายิ่งนัก สตรีนางหนึ่งก็หน้าตาบูดบึ้ง เกิดมาก็เพิ่งจะรู้ว่า ท่านอ๋องเป็นคนแสนดีเช่นนี้ เหล่าหญิงสาวพากันเสียดายนักหนา บางคนก็อยากจะเป็นสตรีผู้โชคดี แต่ทว่าท่านอ๋องประกาศกร้าวก่อนแต่งงาน ตำหนักของเขาจะไม่มีสตรีอื่นใดนอกจากหลิวมู่หลันเท่านั้นพิธีในช่วงเช้าเป็นไปอย่างเรียบร้อย ก็เหลือเพียงแค่พิธีเข้าหอของเขาเท่านั้น ตัวของท่านอ๋องปกติมักเย็นชา สีหน้าเรียบเฉย ไม่เคยแย้มยิ้มพูดคุยกับผู้ใดมากความ หากแต่วันนี้เป็นวันมงคลทำให้อู๋เมิ่งซานแย้ม
ตอนพิเศษ ห้องนอนของแม่ทัพจ้าวแสงเทียนสว่างไสววูบวาบอยู่ไม่น้อยนัก หน้าต่างถูกเปิดเอาไว้เพื่อรับสายลมที่พัดผ่านเข้ามา บรรยากาศในห้องนอน ช่างดูอบอวลไปด้วยความรัก เมื่อแม่ทัพจ้าว ค่อย ๆ บรรจงจุมพิตภรรยาที่หน้าผากมน ก่อนจะเลื่อนมาจุมพิตเป็นดวงตาทั้งสองข้างอย่างเท่าเทียมกัน จากนั้นก็ทาบทับลงริมฝีปากนุ่มนิ่มของนางฝ่ามือหนาคลึงเคล้าซาลาเปานุ่มมือ ช่างทำให้ฟางหรงเริ่มไม่เป็นตัวของตนเอง ใบหน้าของนางเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา เมื่อถูกปลายลิ้นอุ่นร้อนหยอกเย้านางเข้าให้ นางรู้สึกราวกับจะขาดใจ เมื่อปลายลิ้นร้ายกาจหยอกเย้า กระหวัดรัดรึงร้อนแรงสลับกับอ่อนโยนหวานหอมฝ่ามือหนายังคงหยอกเย้าเต้างาม ก่อนจะค่อย ๆ แบะสาบเสื้อของนางออก เผยให้เห็นเนินอวบอิ่ม เสียงหวานของภรรยาเริ่มร้องครางแว่วหวานออกมาเบา ๆ ก็ยิ่งกระตุ้นให้ผู้เป็นสามีเร่งปรนเปรอดึดดูดลิ้นร้อนเล็ก ๆ ของนางอื้อ เสียงหวานร้องอื้ออ้าไม่เป็นภาษา ฝ่ามือเรียวของนางสวมกอดเข้าที่ต้นคอของสามี ยอดถันงดงามเผยต่อสายตาของชายหนุ่ม เขาปลดสายคาดเอวและเสื้อของนางออกทีละชิ้น ทีละชิ้น จนเรือนร่างเปลือยเปล่าปรากฏต่อสายตาของเขาฝ่ามือหนาลูบไล้เรียวขาของนาง สัมผัสตรงไ
ตอนที่ 55 สำนึกผิดองค์ชายรองเฉิงจิ่งเจี้ยน ไม่ได้มีจิตใจโหดเหี้ยมตั้งแต่กำเนิด องค์ชายรองผู้นี้ทำทุกอย่างลงไปก็เพราะเรียกร้องให้บิดา หรือฮ่องเต้แคว้นเฉิงสนพระทัยเขาบ้าง นั่นเพราะกำเนิดจากพระสนมขั้นผิน ชีวิตในวังล้วนแล้วแต่ต้องแย่งชิงอำนาจมีท่านอาชินอ๋องเป็นที่พึ่ง คล้ายกับว่าเป็นบิดาอีกคน ความคิดอันตื้นเขินจึงทำให้องค์ชายรอง ทำเรื่องชั่วช้าไม่อาจให้อภัย เมื่อถูกจ้าวฟางหลินสอนสั่ง ใบหน้านั้นมีบาดแผล แต่แววตาของเขากำลังสำนึกผิดหาได้แค้นเคืองนางไม่เขาเข้ามาในห้องนี้อีกครั้ง เห็นเด็กชายคนที่ถูกพิษเล่นงานฟื้นขึ้นมา พลันใบหน้าที่ห่อเหี่ยว แต่ทว่าหล่อเหลาแย้มยิ้มขึ้นอย่างดีใจ เขาคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้น ทำให้เหล่าผู้คนมากมายที่อยู่ในห้อง ต่างหันมองเป็นตาเดียวกัน“คุณชายจ้าว ในที่สุดก็ฟื้นแล้ว ข้าเฉิงจิ่งเจี้ยน ทำผิดคิดร้าย หวังลอบสังหารท่านแม่ทัพจ้าว ชาตินี้มีความผิดติดตัว ขอคำนับคุณชายจ้าวเป็นการขอโทษ”“สายเลือดมังกรสูงส่งถึงขั้นโขกหัวให้หลานชายข้า น่าหัวเราะสิ้นดี” เจียงจินจู นั่งจิบชาอย่างสบายใจ เหยียดยิ้มอีกฝ่ายเข้าให้ “โชคดีที่หลานข้าไม่ถึงแก่ชีวิต หากเขาเป็นอะไรขึ้นมา ชีวิตเจ้าย่อมส
ตอนที่ 54 ถอนพิษในที่สุดจ้าวหย่งเล่อก็ได้รับยาถอนพิษ แต่ก็ต้องแลกกับตัวประกัน นั่นก็คือองค์ชายรองเฉิงจิ่งเจี้ยน ทว่าผู้ที่นำยารักษามาให้นั้นเป็นท่านอาของเขา เป็นท่านอ๋องแคว้นเฉิง รูปงามไม่เบา อายุเพิ่งจะยี่สิบแปดใบหน้าของเขาดูหล่อเหลานัก และยังเป็นคนจิตใจดีมีเมตตาอีกด้วย ผิดกับองค์ชายรองอย่างลิบลับท่านอ๋องผู้นี้มิได้รู้มาก่อนว่าหลานชายของเขาได้แอบขโมยยาพิษมา แต่ทว่าเพื่อรักษาอาการต้องพิษร้ายแรงนี้ เขาจึงได้เดินทางมาด้วยตนเอง เมื่อเห็นว่าเป็นใครที่ถูกพิษของแมงมุมดำเป็นเพียงแค่เด็กน้อยใบหน้าน่ารักคนหนึ่งท่านอ๋องถึงกับโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ “รู้หรือไม่ที่เจ้าทำมันหมายถึงอันใด มันจะกลายเป็นสงครามระหว่างแคว้น ช่างไม่มีหัวคิด คอยดูกลับไปข้าจะรายงานเรื่องทั้งหมดเอง” ท่านอ๋องผู้นี้ค่อนข้างรักความสงบ แต่ทว่าเขาชื่นชอบการรักษาและยังเป็นผู้คิดค้นพิษร้ายแรงเอาไว้อีกด้วยนั่นก็เพราะเกรงว่าสักวันหนึ่ง ฮ่องเต้ซึ่งเป็นพี่ชายอาจจะได้รับพิษร้าย และไม่มีหนทางการรักษา ด้วยเพราะแคว้นเฉิงไม่ค่อยสงบ คลื่นลมในราชสำนักก่อตัวขึ้นไม่เว้นวัน คาดว่าองค์ชายรองที่มาสร้างเรื่องที่แคว้นอู๋จะต้องมีขุนนางบางคนหนุนหลังเป็
ตอนที่ 53 ฟางหลินปากหวานองค์ชายรองเฉิงจิ่งเจี้ยน ยกมือกอบกุมลำคอที่ร้อนผ่าว ราวกับถูกเพลิงแผดเผาเข้าให้ ดวงตาของเขาเถลือกถลนและท่าทางลนลานนัก เขานั่งลงบนพื้น เกาะปลายเท้าของหญิงสูงวัย ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำราวกับมีโลหิตอยู่ในกระบอกตาทั้งสองข้าง“ข้าบอกแล้ว บอกแล้ว” น้ำเสียงกล่าวขึ้นปนความหวาดกลัวจับใจ ใบหน้าขององค์รองช่างดูตื่นตระหนกกับเรื่องที่ตนเองประสบพบเจอ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครกล้าทำร้ายเขาเช่นนี้มาก่อน “ข้าขโมยมาจากท่านอาของข้า”“ยาถอนพิษอยู่ไหน อยู่กับใคร” เจียงจินจูตวาดเสียงดังกล่าวถาม นางยกมือขึ้นเท้าเอวทั้งสองข้าง คล้ายดั่งแจกันหยกมีหู สีหน้าของนางบิดเบี้ยวไม่พอใจมากโข พร้อมจะลงมือสังหารองค์ชายรองคนนี้ให้สิ้นชีวิตภายในพริบตา หากเขาเล่นตุกติก นางไม่ปล่อยให้มีชีวิตรอดกลับไปแน่“อยู่กับท่านอา ข้าไม่ได้เอามาด้วย ข้าก็แค่ขโมยมาเท่านั้น ไม่คิดว่ามันจะร้ายแรงขนาดนี้” จิ่งเจี้ยนรีบร้อนกล่าวขึ้นมา ใบหน้าปูดบวมแดงช้ำอยู่ไม่น้อย อีกทั้งเมื่อครู่ยังถูกสตรีผู้นี้นำยาพิษให้เขากินอีกด้วย “ข้าไม่ได้โกหกแน่นอน” เขากล่าวหนักแน่น แววตาอ้อนวอนอย่างสุดซึ้ง“ถอนพิษให้ข้าก่อน ข้ายังไม่อยากตาย”
ตอนที่ 52 ท่านยายเล่นงานแม่ทัพจ้าวนำทหารกลุ่มหนึ่งไปล้อมที่จวนตระกูลถังเอาไว้ เขาส่งรายงานเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านทางม้าเร็วไปก่อนหน้านี้ก็หลายวันแล้ว คิดเสียว่าจะเดินทางกลับเมืองหลวงหลังจากสะสางภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งยวดนั้นจบลง แต่เรื่องราวมิได้ง่ายปานนั้นเมื่อแม่ทัพจ้าวมาถึงจวนตระกูลถัง ก็ไม่พบชายชราคนนั้นแล้ว เห็นทีว่าเขาคงหนีไปได้ไม่ไกลนัก ยังมีอีกกลุ่มที่กำลังซุ่มโจมตีแม่ทัพจ้าวอยู่ในจวนตระกูลถัง ยังไม่ทันไร ชายชุดดำราวสักยี่สิบคนก็ทะยานลงมา ในมือพวกเขาถืออาวุธไว้ทุกคนแม่ทัพจ้าว สวมชุดดำหน้ากากสีดำอำพรางใบหน้าของตนเองเอาไว้ มีสายคาดหน้าผากเป็นสีขาว พวกพ้องของแม่ทัพจ้าว แต่งกายเช่นเดียวกัน ไม่ถึงอึดใจ จวนตระกูลถังก็เจิ่งนองไปด้วยโลหิตไหลเป็นทางเปรอะเปื้อนไม่น้อยนักส่วนลานกว้างกลางเมืองนั้น ผู้ที่ปลอมตัวเป็นแม่ทัพจ้าว เขาถูกปลดออกจากการพันธนาการแล้ว เขายืนเต็มความสูง บิดกายไปมาคล้ายว่ายืดเส้นยืดสายเสีย แววตาของเขาวาวโรจน์ขึ้นมาทันใด กระบี่คมกริบมันวาววับ ยามสะท้อนกับแสงของพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้วอยู่ในมือของตนหลิวมู่ฉวนดึงหน้ากากเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง “ยินดีด้วย พวกเจ้าถูกหล







