LOGINรถเอสยูวีสีดำทะมึนพุ่งทะยานฝ่าความมืดมาบนถนนกรวดเส้นเล็กที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ไม่มีเสาไฟฟ้า มีเพียงแสงไฟจากหน้ารถส่องนำทางทำให้บรรยากาศโดยรอบดูเปล่าเปลี่ยวน่ากลัว อีกทั้งความขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อของถนนก็ทำให้หม่อมราชวงศ์ฟ้าพราวที่นั่งมาในรถตัวโยกจนหัวสั่นหัวคลอน
“ทางเข้าไร่คุณกันดารขนาดนี้เลยเหรอ” หญิงสาวถามเสียงเบาพลางเหลือบตามองซ้ายทีขวาทีอย่างหวาดระแวง เธอไม่ได้กลัวความลำบากหรือกลัวผีแต่พวกโจรผู้ร้ายที่อาจจะซุ่มดักอยู่ข้างทางมากกว่า
“เปลี่ยนใจตอนนี้ผมก็ไม่พากลับวังแล้วนะ คุณหญิงต้องอยู่ที่นี่ เป็นเมียไอ้ดินชาวไร่คนนี้”
“ไม่ต้องเรียกฉันว่าคุณหญิงแล้ว”
“ทำไม” ภูริดลหันหน้ามามองหญิงสาวข้างกายผ่านความมืดด้วยความสงสัย ปกติชนชั้นสูงมักจะเจ้ายศเจ้าอย่าง ชอบให้คนเรียกแบบให้เกียรติเต็มยศ แปลกที่ผู้หญิงคนนี้ไม่ชอบ
“ตอนนี้ฉันไม่ใช่หม่อมราชวงศ์ฟ้าพราว ดุษฎีรังสรรค์แล้ว แต่เป็นนางฟ้าพราว พสุนธราไพศาล” สถานะของเธอเปลี่ยนไปตั้งแต่จรดปากกาเซ็นชื่อในทะเบียนสมรสกับเขาแล้ว ถึงแม้ว่าตามกฎหมาย หม่อมราชวงศ์ฝ่ายหญิงเมื่อแต่งงานกับสามัญชนไม่จำเป็นต้องลาออกจากฐานันดรศักดิ์ก็ตาม แต่สำหรับฟ้าพราวทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ในเมื่อเธอแต่งงานกับหนุ่มชาวไร่แล้วเธอก็อยากทำตัวให้กลมกลืนกับ ‘สามี’ และคนงานในไร่
“ถ้าไม่ให้เรียกว่าคุณหญิงแล้วจะให้เรียกว่าอะไร”
“แล้วแต่คุณ”
“งั้นเรียก ‘เมียจ๋า’ ก็แล้วกัน” เขาแกล้งกวนประสาท
“ไม่เอา”
“ไหนบอกว่าแล้วแต่ผมไง”
“เรียกแบบนี้ ใครได้ยินเข้าฉันอายเขาตายเลย”
“เป็นเมียผมมันน่าอายตรงไหน” ชายหนุ่มถามเสียงขุ่น แผลเก่าในใจถูกสะกิดจนเลือดซิบ
“ฉันไม่ได้อายที่เป็นภรรยาคุณ...”
“เมีย!” หนุ่มชาวไร่พูดแทรกเสียงแข็ง “ไม่ต้องมาใช้คำว่า ‘สามี-ภรรยา’ กับผม พูดคำว่า ‘ผัว-เมีย’ แบบชาวบ้านทั่วไป ผื่นคงไม่ขึ้นปากหรอกมั้ง”
“คนเถื่อน” ความจริงเธออยากด่าเขาว่า ‘คนถ่อย’ ด้วยซ้ำ แต่ก็กระดากปากเพราะปกติเธอไม่พูดคำหยาบ “ฉันไม่เถียงกับคุณแล้ว ฉันเหนื่อย” ฟ้าพราวยกมือยอมแพ้ เธอเถียงกับเขามาตลอดทางตั้งแต่ออกจากกรุงเทพ จนถึงทางเข้าไร่บนดอยที่เชียงรายนี่ แต่เมื่อแอบชำเลืองมองเสี้ยวหน้าของสามีแล้วเห็นว่าเขายังทำหน้าบึ้งตึงเหมือนไม่พอใจอยู่จึงต้องอธิบายเพิ่มเติมให้เขาเข้าใจ “ฉันไม่ได้อายที่เป็นภรรยาของคุณจริงๆ นะ แต่ฉันอายถ้าคุณจะเรียกฉันแบบนั้นต่อหน้าอื่น”
“ทำไมต้องอาย”
“เวลาคุณพูดคำนี้ ไม่รู้สึกขนลุกบ้างเหรอ” ฟ้าพราวย้อนถามพลางยกมือขึ้นลูบสองแขนของตัวเองราวกับขนลุกขึ้นมาจริงๆ
“ถ้าอยู่กันสองคนก็เรียกได้...?”
“แล้วแต่คุณสิ”
คำตอบของฟ้าพราวทำให้ใบหน้าบึ้งตึงของภูริดลคลายลงเล็กน้อย
“ชื่อฟ้าใช่มั้ย”
“ใช่”
“ฟ้า...ดิน” เขาพึมพำกับตัวเองแผ่วเบาแล้วแค่นหัวเราะคล้ายเยาะหยันตัวเอง “ไม่อยากเชื่อว่าชาวไร่ชั้นต่ำอย่างผมจะได้ดอกฟ้าอย่างคุณหญิงมาเป็นเมีย”
ฟ้าพราวจับความรู้สึกเจ็บปวดกับอะไรบางอย่างในน้ำเสียงของเขาได้ เธอมองเสี้ยวหน้าคมคร้ามผ่านความมืดสลัวอย่างครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลราวกับต้องการปลอบประโลม “คุณรู้อะไรมั้ย”
“รู้อะไร”
“ไม่มีใครกดเราให้ต่ำได้ ถ้าเราไม่กดตัวเองลง”
ภูริดลนิ่งเงียบ กำพวงมาลัยรถแน่นจนแทบจะแหลกคามือ ความทรงจำในวัยเด็กที่มีแต่คนตราหน้าเขาว่าเป็นคนชั้นต่ำวิ่งวนอยู่ในหัว มันคือฝันร้ายที่เขาอยากลืมทว่ามันกลับฝังแน่นอยู่ในใจจนยากที่จะลบเลือน
“ผู้ดีอย่างคุณหญิงก็พูดได้สิ” เขาแค่นเสียงในลำคอ และยังคงเรียกเธอว่า ‘คุณหญิง’ ตามเดิมด้วยความชินปาก
“ฉันไม่รู้ว่าคุณเคยผ่านเรื่องเลวร้ายอะไรมา แต่ต่อไปอย่าดูถูกตัวเองแบบนี้อีกนะ คนเราจะสูงหรือต่ำ ขึ้นอยู่กับการกระทำ ไม่ใช่ชาติกำเนิด ฐานะหรืออาชีพ”
“สั่งสอนเก่ง” เขาประชด “จะมาเป็นเมียหรือเป็นแม่กันแน่”
“ถ้าเลือกได้ฉันก็ไม่อยากเป็นทั้งสองอย่าง”
“แต่ผมอยากเป็นผัวคุณหญิงจนตัวสั่นไปหมดแล้วเนี่ย” หนุ่มชาวไร่สลัดโหมดเศร้าทิ้งไปแล้วสวมบทคนเถื่อนตามเดิมเพื่อกลบเกลื่อนรอยแผลในใจ
“หยาบคายอีกแล้วนะ” ว่าแล้วก็ยื่นมือไปหยิกที่หลังมือของคนที่กำพวงมาลัยรถอยู่อย่างแรง
“โอ้ย!” คนถูกหยิกแกล้งร้องเสียงดัง ทั้งที่ความจริงแล้วเจ็บน้อยกว่ามดกัดอีก “แค่นี้ถึงกับต้องทำร้ายร่างกายผัวเลยเหรอ”
ฟ้าพราวกลอกตามองบนกับคำว่า ‘ผัว’ ที่ได้ยินเกินร้อยครั้งตั้งแต่นั่งรถออกจากกรุงเทพฯ มาด้วยกันจนกระทั่งถึงเชียงราย ไม่รู้จะย้ำอะไรนักหนา “เมื่อไหร่จะถึงสักที ฉันเมื่อยไปหมดแล้วนะ ง่วงด้วย”
“ใกล้ถึงแล้ว” ตอบพลางเหลือบมองเวลาที่คอนโซลหน้ารถเห็นว่าเป็นเวลาเกือบตีสองแล้ว ไม่แปลกที่ภรรยาป้ายแดงของเขาจะง่วง แต่อย่าคิดว่าถึงบ้านแล้วจะได้นอน คืนนี้เป็นคืนเข้าหอ เขาไม่ปล่อยให้เจ้าสาวของเขาหลับง่ายๆ แน่นอน
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







