LOGINฟ้าพราวเงยหน้าขึ้นมองเขาตากลับ ผู้ชายอะไรอึดเป็นบ้า
“ชาวไร่ คนใช้แรงงานอย่างผมก็อึดแบบนี้แหละ” เขาบอกเหมือนรู้ความคิดเธอ
“คุณมีผู้หญิงแอบซุกไว้ในไร่หรือเปล่า” อยู่ๆ ฟ้าพราวก็ถามขึ้นมา เธอแน่ใจว่าผู้ชายหื่นจัดกลัดมันแบบภูริดลจะต้องมีผู้หญิงเอาไว้ปลดปล่อยอารมณ์ดิบตามธรรมชาติแบบผู้ชายทั่วไปแน่นอน
“ถามทำไม”
“หื่นขนาดนี้ ต้องมีผู้หญิงเยอะแน่ๆ มีกี่คน บอกมา”
“จะรู้ให้มันได้อะไรขึ้นมา”
“แปลว่ามี” เธอจ้องหน้าเขา คาดคั้นจะเอาคำตอบให้ได้
ภูริดลไม่ตอบ แต่รั้งตัวหญิงสาวกลับเข้ามายืนใต้ฝักบัวแล้วล้างฟองครีมอาบน้ำออกจากตัวเธอและล้างให้ตัวเองไปพร้อมกัน
“มีใช่มั้ย ตอบมาเดี๋ยวนี้นะ” ฟ้าพราวจับต้นแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเขย่าเบาๆ อย่างเอาเรื่อง
“อย่าทำตัวน่ารำคาญ คุณหญิงเป็นเมียแต่ง มีทะเบียนสมรส จะกลัวอะไร”
“ฉันไม่ได้กลัว แต่ฉันไม่โอเคที่คุณจะนอนกับผู้หญิงไปทั่วทั้งที่แต่งงานกับฉันแล้ว”
“ผมไม่ได้สำส่อนขนาดนั้นหรอกนะ” บอกเสียงเรียบแล้วเดินไปหยิบผ้าขนหนูผืนใหญ่มาพันรอบกายภรรยาแล้วอุ้มเธอออกไปจากห้องน้ำ แต่เมื่อเห็นเธอยังจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่องอยู่จึงยอมสารภาพ “ผมยอมรับก็ได้ว่า ‘มี’ แต่มันก็เป็นเรื่องก่อนที่เราจะแต่งงานกัน คุณหญิงจะมาวีนผมไม่ได้”
“ตอนนี้เราแต่งงานกันแล้ว คุณจะเลิกกับผู้หญิงคนนั้นได้หรือเปล่า”
ภูริดลไม่ตอบ เขาเพียงใช้ผ้าขนหนูซับหยาดน้ำที่เกาะพราวอยู่บนเรือนร่างของภรรยาเสร็จแล้วใช้ผ้าผืนเดียวกันเช็ดให้ตัวเอง จากนั้นเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า เลือกชุดนอนสายเดี่ยวผ้านุ่มลื่นสีแดงสดมาสวมให้หญิงสาวที่ยืนอยู่ปลายเตียง ในขณะที่ตัวเองยังเปลือยกายอยู่
“เลิกสนุกกับคนอื่นแล้วมาสนุกกับฉันแค่คนเดียวได้มั้ย” ฟ้าพราวเงยหน้าขึ้นสบตากับร่างสูงตรงหน้า ขอร้องเขาด้วยแววตาแสนเศร้า
“มันก็ขึ้นอยู่กับคุณหญิงว่าจะทำให้ผมมีความสุขมากพอจนไม่อยากไปหาความสุขจากผู้หญิงอื่นหรือเปล่า” เขาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบอย่างไม่แคร์ความรู้สึกคนฟังเลยสักนิด
“ทำไมต้องขึ้นอยู่กับฉันคนเดียว ทั้งเรื่องหม่อมก้อย แล้วก็เรื่องผู้หญิงคนนี้ ทำไมคุณไม่พยายามปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อฉันบ้าง”
“ในเมื่อคุณหญิงอยากเป็นเมียผม คุณหญิงก็ต้องรับสิ่งที่ผมเป็นให้ได้ ส่วนผมไม่ได้อยากเป็นผัวคุณหญิง แล้วทำไมผมจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคุณหญิงด้วย” ว่าแล้วก็เดินไปหยิบเสื้อยืดกับกางเกงขาวยาวผ้าฝ้ายในตู้เสื้อผ้าออกมาสวมแล้วเดินออกไปนอกห้องนอน ทิ้งให้ฟ้าพราวยืนน้ำตาซึมอยู่คนเดียว
ดึกมากแล้วแต่ฟ้าพราวนอนไม่หลับ จึงเข้ามาหาที่รักซึ่งอยู่ในห้องที่ติดกับห้องนอนของเธอกับภูริดล ห้องนี้มีขนาดเล็กกว่าห้องนอนของเธอเล็กน้อย ดูจากสภาพน่าจะเป็นห้องนอนแขกที่ถูกใช้เป็นห้องเก็บของ เฟอร์นิเจอร์เช่น เตียงนอน ตู้โชว์และเก้าอี้โยกริมหน้าต่างมีผ้าคลุมกันฝุ่น มีกล่องกระดาษวางซ้อนกันอยู่สองสามใบ แสดงว่าไม่มีใครมาเยี่ยมเจ้าของบ้านนานแล้ว
แน่ละ...ปากร้ายแถมใจร้ายขนาดนั้นใครจะอยากอยู่ใกล้!
“ว่าไงที่รัก อยู่ห้องนี้โอเคมั้ย” ฟ้าพราวนั่งลงบนพื้นข้างที่นอนของเจ้าแมวอ้วนแล้วลูบหัวมันด้วยความเอ็นดู ที่รักดีใจมากที่เจ้านายมาหารีบกระโดดขึ้นไปนั่งบนตักนุ่มแล้วร้องเมี้ยวๆ อย่างออดอ้อน “อ้าว...แล้วนั่นไปรื้ออะไรของคุณดินออกมาเล่น”
ฟ้าพราวเดินไปยังจุดที่มีกล่องเล็กๆ ใบหนึ่งล้มคว่ำอยู่บนพื้น เธอพลิกหน้ากล่องขึ้นมาแล้วเก็บของเพื่อจะใส่กลับเข้าไปในกล่องตามเดิม แต่สังเกตเห็นว่าเป็นตัวอย่างของชำร่วยและการ์ดแต่งงาน และมีรูปพรีเวดดิ้งขนาดโปสการ์ดอีกหลายใบ
“คุณดินกับหม่อมก้อย” หญิงสาวพึมพำแผ่วเบาพลางมองรูปถ่ายในมืออย่างพิจารณา รูปถ่ายพรีเวดดิ้งเป็นธีมเจ้าหญิงและเจ้าชายถ่ายในสถานที่คล้ายปราสาทราชวังในเทพนิยาย
ฟ้าพราวแทบจะไม่สนใจคนเป็นเจ้าสาวเลย สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของภูริดล ในรูปเขาสวมชุดทักซิโดสีขาวดูหล่อมากอย่างกับเป็นเจ้าชายจริงๆ ผมดกหนาสีดำสนิทถูกจัดทรงอย่างเนี้ยบกริบ ใบหน้าสะอาดสะอ้านไม่มีหนวดเคราสักเส้น เขาดูดีมากจนหญิงสาวไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมเขามีผู้หญิงเยอะ แต่การที่เขายังเก็บของพวกนี้ไว้ ทั้งที่เวลาผ่านไปปีกว่าแล้วก็แสดงว่าเขายังลืมอดีตไม่ได้จริงๆ
“ทำอะไร!” ภูริดลถามด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างแล้วเดินเข้ามากระชากรูปจากมือของฟ้าพราวไปยัดใส่กล่องเก็บไว้ตามเดิม แล้วโยนมันไว้บนหลังตู้โชว์ที่มีความสูงประมาณหน้าอกของเขา
“อย่าเสียงดังสิ เดี๋ยวที่รักตกใจ” ฟ้าพราวต่อว่าแล้วลากแขนสามีออกไปนั่งคุยกันที่ระเบียงหน้าบ้าน เวลาประมาณสามทุ่มกว่าในช่วงเวลาปลายปีแบบนี้อากาศบนดอยค่อนข้างเย็น เวลาลมพัดวูบมาที หญิงสาวที่ใส่ชุดนอนสายเดี่ยวแบบกระโปรงสั้นเหนือเข่าถึงกับต้องยกมือขึ้นกอดตัวเอง
“ทีหลังอย่ามาจุ้นจ้านกับเรื่องส่วนตัวของผมอีก”
“ฉันก็ไม่อยากยุ่งนักหรอก แต่มันบังเอิญเห็นเองจะให้ทำยังไง” ฟ้าพราวตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ พยายามบอกตัวเองว่าเรื่องของกวินตราหรือหม่อมก้อยมันเป็นอดีตไปแล้ว แต่เรื่องของผู้หญิงอีกคนของเขาที่เธอยังไม่รู้ว่าเป็นใครนั่นต่างหากที่สำคัญกว่า คิดแล้วก็กลุ้ม นอกจากกวินตาแล้วยังมีม่านไหม แถมยังมีผู้หญิงปริศนาโผล่มาอีกคน “ตกลงคุณมีผู้หญิงทั้งหมดสามคนใช่มั้ย”
“ไม่ต้องสนใจหรอกว่าผมจะมีผู้หญิงกี่คน แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ทำให้ผัวมีความสุขที่สุดเท่านั้นก็พอแล้ว” ภูริดลบอกพลางขยับตัวเข้ามาสวมกอดเธอจากทางด้านหลัง ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบยาหลอดเล็กๆ ออกมาบีบใส่ปลายนิ้วแล้วเก็บหลอดยาใส่กระเป๋ากางเกงตามเดิม
“เห็นแก่ตัวที่สุด” ฟ้าพราวบ่นอุบอิบแล้วทิ้งตัวกระแทกแผงอกกว้าง และด้วยความที่เธอตัวเล็กกว่าเขามาก ทำให้ร่างบอบบางแทบจมหายไปในอ้อมกอดของเขา “ไหนบอกว่าไม่อยากเป็นสามีฉัน แล้วเรื่องอะไรมาบอกให้ฉันทำหน้าที่ภรรยาให้ดีที่สุด”
ภูริดลใช้ความเงียบแทนคำตอบ สักวันหนึ่งเขาอาจจะรักเธอได้ แต่คงไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่นอน เขาผ่านประสบการณ์ที่เลวร้ายมามาก การจะให้เขารักและเชื่อใจผู้หญิงคนใหม่อีกครั้งเป็นเรื่องยากและคงต้องใช้เวลานานพอสมควร
“อ้าขาออก”
“หือ?”
“อ้าขาออก!” เขาพูดย้ำพลางสอดมือเข้าไปใต้ชายกระโปรงชุดนอนแล้วสอดปลายนิ้วที่แต้มยาเอาไว้เข้าไปตรงรอยแยกตรงกลางหว่างขาเธอ
“จะทำอะไร” หญิงสาวถามเสียงแผ่ว อย่าบอกนะว่าเขาหื่นอีกแล้ว
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







