Home / รักโบราณ / ไม่สิ้นวาสนา / คุณหนูเป่าตายแล้ว

Share

คุณหนูเป่าตายแล้ว

last update publish date: 2026-07-30 12:48:56

นางหยิบรากไม้แห้งขึ้นมาทีละชิ้น ชิ้นแรกนางนำมาจรดที่ปลายจมูก สูดดมกลิ่นลึกซึ้ง กลิ่นหอมฉุนละมุนแฝงความอบอุ่นแยกไว้ฝั่งซ้าย

ชิ้นต่อมา นางสูดกลิ่นแล้วกลับพบกลิ่นเหม็นเขียวเอียน ๆ คล้ายพืชเน่าโชยออกมาจาง ๆ เพื่อความแน่ใจ นางใช้เล็บจิกเนื้อไม้แห้งเล็กน้อยแล้วแตะที่ปลายลิ้น รสชาติขมขื่น ๆ แฝงความชาหนึบแล่นพล่านขึ้นมาทันที นางรีบบ้วนน้ำลายทิ้งลงกระบอกไม้ไผ่ข้างกาย ชิ้นนี้คือรากพิษแยกไว้ฝั่งขวา

เวลาล่วงเลยผ่านไปจากชั่วยามเป็นหลายชั่วยาม ลมด้านนอกพัดกระโชกจนตัวเรือนไม้ไผ่สั่นไหว แต่สมาธิของหญิงสาวกลับไม่สั่นคลอนตาม นางยังคงหยิบ ดม และแตะชิมยาทุกชิ้นอย่างเชื่องช้าทว่าแม่นยำและสม่ำเสมอ

กลางดึกสงัด ประตูห้องนอนของเฉียวฟงแง้มออกเล็กน้อย ชายชราลอบมองฝ่าความมืดออกมา เดิมทีเขาคิดว่าจะได้เห็นเด็กสาวจากเมืองหลวงนั่งร้องไห้ถอดใจเพราะความยากลำบาก แต่ภาพที่เห็นกลับเป็นเพียงแผ่นหลังนิ่งสนิทที่ยังคงนั่งคัดแยกยาอยู่ใต้แสงตะเกียงอย่างสุขุม ไม่มีอาการลนลานหรือเหนื่อยหน่ายให้เห็นแม้แต่น้อย แววตาของเฉียวฟงสั่นไหววูบหนึ่งด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะปิดประตูกลับเข้าห้องไปเงียบ ๆ

กระทั่งแสงแรกของวันใหม่ส่องเข้ามาทางหน้าต่าง

เฉียวฟงเดินออกจากห้องมา เขาเห็นเป่าลี่เซียนนั่งสัปหงกเล็กน้อยบนม้านั่ง แต่บนโต๊ะกลับจัดระเบียบไว้อย่างดี กองสมุนไพรแบ่งออกเป็นสองฝั่งชัดเจนไม่มีปะปน

ชายชราก้าวเข้าไปหยิบสมุนไพรจากทั้งสองกองขึ้นมาดมและตรวจดูอย่างละเอียด ชิ้นแล้วชิ้นเล่าจนกระทั่งครบชิ้นสุดท้าย ผลลัพธ์คือถูกต้องทั้งหมดไม่มีรากพิษปนอยู่ฝั่งยาบำรุงแม้แต่ชิ้นเดียว

"ตื่นได้แล้ว"

 เสียงแหบแห้งของหมอเฉียวฟงปลุกให้นางสะดุ้งตื่น

เป่าลี่เซียนรีบขยับตัวลุกขึ้นยืนประสานมือ 

"อาจารย์ ศิษย์แยกเสร็จแล้วเจ้าค่ะ"

เฉียวฟงไม่ได้เอ่ยปากชมตรง ๆ เขาเพียงแต่เอามือไพล่หลัง เดินไปที่หีบไม้เก่าแก่ในมุมห้อง ก่อนจะหยิบตำราปกสีน้ำเงินครามเล่มหนาที่เย็บด้วยด้ายดิบออกมาเล่มหนึ่ง แล้วนำมาวางลงบนโต๊ะตรงหน้าของนาง

"นี่คือคัมภีร์จำแนกพิษและสมุนไพรเก้าสิบเก้าชนิดที่ข้าเขียนขึ้นเอง งานบ้านในวันนี้เลื่อนไปทำตอนบ่าย ช่วงเช้าเจ้าจงอ่านและท่องจำตำราเล่มนี้ให้ขึ้นใจ"

 เฉียวฟงเอ่ยเสียงเรียบ แววตาเต็มไปด้วยความยอมรับอย่างแท้จริง

เป่าลี่เซียนมองตำราเล่มนั้นด้วยดวงตาเป็นประกาย คลี่ยิ้มกว้างออกมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่มาถึงที่นี่ รู้ว่าตนเองได้ก้าวผ่านบททดสอบสำคัญ และได้รับการยอมรับเป็นศิษย์สืบทอดวิชาของหมอเทวดาแห่งตงซานอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว

"ขอบคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ ศิษย์จะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง"

ขณะเดียวกันทางทิศตะวันตกแคว้นต้าเฉิงกำลังมีเรื่องน่าเป็นห่วงเกิดขึ้น ทางการเร่งจัดการปัญหาโรคระบาดของหมู่บ้านที่มีราษฎรจำนวนมากกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ข่าวโรคระบาดร้ายแรงแพร่กระจายอย่างรวดเร็วทำเอาเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายตื่นตระหนก สิ่งที่ไม่คาดคิดยิ่งกว่าคือรายงานลับฉบับหนึ่งที่ส่งตรงมาจากสายสืบภาคสนามของฝั่งตะวันตกของต้าเฉิง

​กู้เฉิง องครักษ์คนสนิทก้าวเข้ามาในห้องทำงานด้วยฝ่าเท้าที่หนักอึ้ง ใบหน้าซีดเผือด ไร้ซึ่งแววทะเล้นอย่างเคย เขารีบปิดประตูลงกลอนแน่นหนา ก่อนจะทรุดเข่าลงเบื้องหน้าเซียวเหวินรุ่ยที่กำลังนั่งคุมสถานการณ์

​"เรียนใต้เท้า สายสืบที่ข้าน้อยส่งไปทางทิศตะวันตกมีรายงานเรื่องด่วนที่สุดขอรับ" 

กู้เฉิงเอ่ยเสียงสั่น

 "ในหมู่บ้านที่เกิดโรคระบาด ต้นตอของเชื้อมาจากหญิงสาวเร่ร่อนคนหนึ่ง นางเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อสองวันก่อนขอรับ"

​เซียวเหวินรุ่ยขมวดคิ้ว วางพู่กันลงทันที

 "หญิงเร่ร่อนแล้วอย่างไร เหตุใดต้องรายงานเป็นเรื่องด่วน"

​"สายสืบของเราสงสัยในปูมหลังของนางจึงตามสืบจากชาวบ้านที่รอดชีวิตขอรับ ชาวบ้านบอกว่านางอพยพมาตัวคนเดียว ไร้ญาติขาดมิตร ยังชีพด้วยการเก็บของป่าและสมุนไพรมาขาย แต่อยู่ ๆ ก็ล้มป่วยด้วยโรคร้ายแรงและแพร่เชื้อให้คนในหมู่บ้านตายไปเป็นสิบคนในเวลาอันสั้น" 

กู้เฉิงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนเอ่ยประโยคที่ทำให้หัวใจของคนฟังแทบหยุดเต้น

 "ที่สำคัญ ชาวบ้านบอกว่านางอายุราวสิบเก้าปี ผิวพรรณดีผิดกับชาวบ้านทั่วไป กิริยาท่าทางมีการศึกษา และนางเคยบอกคนอื่นว่าเป็นกำพร้า พ่อแม่ตายหมดในสงครามชายแดน ไม่รู้ว่าเดินทางมาจากที่ใดขอรับ"

"เจ้าว่าอย่างไรนะ!"

 เซียวเหวินรุ่ยผุดลุกขึ้นยืนจนโต๊ะทำงานสะเทือน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนกสุดขีด

 "แล้วศพของนางเล่า! พวกเจ้าได้ตรวจดูหรือไม่ว่าในตัวนางมีสิ่งใดติดตัวอยู่ไหม"

"ดูไม่ได้เลยขอรับใต้เท้า"

 กู้เฉิงก้มหน้าต่ำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

 "โรคนี้ร้ายแรงและติดต่อง่ายมาก ชาวบ้านหวาดกลัวกันมาก ทันทีที่นางสิ้นใจ พวกเขาจึงร่วมมือกันลากศพนางไปเผาทิ้งทันทีรวมถึงข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดเพื่อตัดตอนโรคระบาด สายสืบของเราไปถึงช้าไปเพียงก้าวเดียว จึงไม่มีหลักฐานหลงเหลืออยู่เลย แต่จากการสอบถามรูปพรรณสัณฐานและประวัติอย่างละเอียด สายสืบคนนั้นรับประกันว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็น...คุณหนูเป่าขอรับ"

​สิ้นคำรายงานขององครักษ์คนสนิท ราวกับโลกทั้งใบของเซียวเหวินรุ่ยพังทลายลงมาตรงหน้า ขาทั้งสองข้างของเขาหมดแรงเอาดื้อ ๆ ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งกระแทกกับเก้าอี้อย่างคนไร้สติ สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ

​"ทิ้งหลักฐานทั้งหมดแล้วหรือ เผาร่างจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน"

​เสียงทุ้มพึมพำแผ่วเบาดั่งคนละเมอ น้ำตาที่เคยสะกดกลั้นไว้ไหลทะลักอาบแก้มทั้งสองข้างอย่างไร้ทิศทาง ชายหนุ่มยกมือขึ้นกุมหน้าอกข้างซ้าย ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายจนแทบหายใจไม่ออก ความหวังริบหรี่ที่เขาเพียรจุดประกายเพื่อตามหานางบัดนี้มอดดับลงด้วยความความตายอันโหดร้าย ยิ่งคิดว่านางต้องเผชิญกับโรคร้ายเพียงลำพังในหมู่บ้านที่ห่างไกล โดยที่เขาไม่เคยไปอยู่เคียงข้าง หัวใจของเขาก็เหมือนถูกกรีดซ้ำ ๆ จนแหลกเหลว

เขาร้องไห้ออกมาอย่างสิ้นหวังและอ้างว้างที่สุดในชีวิต ยามนี้เขาเข้าใจแล้วว่าการสูญเสียสิ่งล้ำค่าที่สุดไปโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะเอ่ยคำลา มันร้าวรานใจเพียงใด

ขณะที่หยาดน้ำตาหลั่งรินและความมืดมิดกัดกินหัวใจ ภาพความทรงจำในอดีตยามเยาว์วัยพลันผุดขึ้นมาเป็นมโนภาพชัดเจน

ตอนนั้นเขาอายุได้ราวสิบเอ็ดขวบ เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังได้รับสมรสพระราชทานจากฝ่าบาท เป็นช่วงเวลาที่เขาต้องคร่ำเคร่งเล่าเรียนอย่างหนักภายใต้ความกดดันของจงหย่งโหวผู้เป็นบิดา ในวันประกาศผลสอบของสำนักศึกษา เขาสอบได้อันดับที่สามของรุ่น ซึ่งนับว่าเก่งกาจมากแล้วสำหรับเด็กในวัยเดียวกัน ทว่าเมื่อกลับมาถึงจวน บิดากลับตบโต๊ะดุด่าเขาอย่างรุนแรง หาว่าเขาเกียจคร้านและทำให้ตระกูลเซียวต้องขายหน้าที่ไม่ใช่อันดับหนึ่ง

เซียวเหวินรุ่ยในวัยเด็กทนรับความกดดันไม่ไหว เขาแอบวิ่งหนีมานั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ตัวคนเดียวที่ม้านั่งใต้ต้นหลิวของอุทยานจวนโหว คำปรามาสของผู้เป็นบิดาสะเทือนใจจนคิดว่าตนเองเป็นคนไร้ความสามารถ

ในขณะที่เขากำลังโดดเดี่ยวและมืดแปดด้าน เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ คู่หนึ่งก็ดังขึ้น เป่าลี่เซียนในวัยเยาว์ที่ติดตามบิดามารดามาเยี่ยมเยียนจวนโหว เดินตามหาเขาจนเจอ เด็กหญิงตัวน้อยก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้า ทรุดตัวลงนั่งลงข้าง ๆ บนม้านั่ง ตัวของนางเล็กกว่าเขาเล็กน้อย แต่นางกลับขยับเข้ามาใกล้ เอื้อมมือป้อม ๆ ออกไปตบที่ไหล่ของเขาเบา ๆ สามครั้งด้วยท่าทางเลียนแบบผู้ใหญ่

"พี่เหวินรุ่ย ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ"

น้ำเสียงเจื้อยแจ้วแฝงความอบอุ่นและจริงใจเอ่ยปลอบโยน

 "ท่านพ่อของท่านดุร้ายยิ่งนัก แต่เซียนเอ๋อร์รู้ว่าพี่เหวินรุ่ยเก่งที่สุดแล้ว ต่อไปหากไม่มีใครชื่นชมท่าน ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ เซียนเอ๋อร์จะอยู่กับท่านเอง จะคอยปกป้องและอยู่ข้าง ๆ ท่านชั่วชีวิตเลย"

คำพูดไร้เดียงสากับสัมผัสที่ไหล่สามครั้งในวันนั้น เป็นดั่งโอสถทิพย์ชโลมใจเขาให้ยืนหยัดขึ้นมาได้ และทำให้เขาปักใจรักนางตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เซียวเหวินรุ่ยยังคงนั่งคุดคู้อยู่หลังโต๊ะทำงาน เสียงสะอื้นไห้อย่างทรมานดังระงมไปทั่วห้องโถงที่เงียบสงัด เขากำป้ายหยกแน่นจนเจ็บฝ่ามือ

‘ลี่เซียน เจ้าบอกว่าจะอยู่ข้างข้าชั่วชีวิต เหตุใดเจ้าจึงผิดสัญญา เหตุใดจึงทิ้งข้าไว้ลำพังเช่นนี้’ 

ชายหนุ่มคร่ำครวญในใจด้วยความเศร้าใจที่สุดที่มาสูญเสียคนรักและความหวังเดียวในชีวิตไปอย่างไม่มีวันหวนคืน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ไม่สิ้นวาสนา   เสมียนหน้าโง่

    ยามอิ๋นทั่วทั้งมณฑลเหวินเฉิงยังคงจมดิ่งอยู่ใต้ความมืดมิดและลมหนาวเย็นเยือก ทว่าภายในห้องครัวเล็ก ๆ ของสองแม่ลูกสกุลเฉียว กลับมีแสงตะเกียงน้ำมันดวงน้อยส่องสว่างโชยไอร้อน กลิ่นหอมละมุนของน้ำถั่วเหลืองต้มสุกโชยอบอวลไปทั่วบริเวณ"เฉียวเอ๋อร์ เจ้าแน่ใจหรือว่าสัญญาที่เจ้าทำกับทางการเมื่อกลางวัน จะไม่ทำเดือดร้อนทีหลังน่ะลูก"สตรีวัยกลางคนผู้มีใบหน้าซูบเซียวเอ่ยถามด้วยความกังวล มือผอมบางคอยช่วยตักถั่วเหลืองที่แช่น้ำจนนิ่มใส่ลงในช่องหินโม่ขนาดย่อม"ท่านแม่วางใจเถิดเจ้าค่ะ" เฉียวเอ๋อร์ขยับแขนเรียวออกแรงหมุนแกนไม้โม่หินอย่างแข็งขัน ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดเหงื่อแววตาเปล่งประกายความมั่นใจเต็มเปี่ยม "เสมียนหน้าขาวคนนั้นท่าทางซื่อบื้อจะตายไป คิดเลขก็ไม่เป็น ข้าคำนวณดูแล้ว ค่าธรรมเนียมตั้งแผงลอยตั้งสองตำลึงเงิน แต่เขาให้เราส่งเต้าหู้แค่ห้าก้อนต่อวันมาหักหนี้ ต้นทุนถั่วเหลืองไม่กี่อีแปะ ส่งไม่กี่วันก็หมดหนี้หลวงแล้วเจ้าค่ะ ทางการขาดทุนย่อยยับ ส่วนพวกเรากำไรเห็น ๆ"นางหัวเราะร่าชอบใจ สะบัดหน้าชมตัวเองในใจว่าช่างเป็นอัจฉริยะทางการเงินยิ่งนัก โดยหารู้ไม่ว่าสัญญาที่ประทับตราไปเมื่อกลางวันนั้น ถูกเส

  • ไม่สิ้นวาสนา   ฉลาดกว่าเห็น ๆ

    ภายในจวนตระกูลเป่าที่เพิ่งได้รับการคืนเกียรติยศ บรรยากาศยามเช้าเต็มไปด้วยความอาลัย รถม้าคันใหญ่ของจวนจงหย่งโหวจอดเตรียมพร้อมอยู่ด้านหน้า เป่าลี่เซียนในชุดเดินทางรัดกุมที่ดูสง่างาม หันไปกุมมือเหี่ยวชราของพ่อบ้านเหอเอาไว้แน่น"ท่านลุงเหอ ลำบากท่านแล้ว จวนตระกูลเป่าคงต้องฝากท่านช่วยดูแลรักษาแทนข้าด้วยนะเจ้าคะ""คุณหนูโปรดวางใจเถิดขอรับ" พ่อบ้านเหอน้ำตาคลอเบ้า ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "บ่าวจะดูแลจวนแห่งนี้ให้สะอาดสะอ้าน รอคุณหนูกลับมาเยือนเมืองหลวงอีกครั้ง ขอให้คุณหนูและใต้เท้าเซียวเดินทางปลอดภัยนะขอรับ"เซียวเหวินรุ่ยบีบไหล่พ่อบ้านชราเบา ๆ แทนคำสัญญาว่าจะดูแลเป่าลี่เซียนให้ดีที่สุด จากนั้นทั้งคู่จึงขึ้นรถม้า มุ่งหน้าไปยังจวนจงหย่งโหวเพื่อลาจงหย่งโหวและโหวฮูหยิน ซึ่งยามนี้ทัศนคติเปลี่ยนไปราวหน้ามือเป็นหลังมือ โหวฮูหยินถึงกับมอบปิ่นหยกและของบำรุงตระเตรียมใส่รถม้าให้อย่างล้นหลาม พลางกำชับให้ทั้งคู่รีบมีทายาทและส่งข่าวมาบอก เมื่อร่ำลาบุพการีเรียบร้อยแล้ว ขบวนรถม้าจึงเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่มณฑลเหวินเฉิงมณฑลเหวินเฉิงเหวินเฉิงกลับมาเจริญรุ่งเรืองและเป็นระเบียบเรียบร้อยข

  • ไม่สิ้นวาสนา   กอบกู้เกียรติยศ

    บ่าวรับใช้ด้านนอกรีบยกอ่างน้ำอุ่นและเครื่องแต่งกายเข้ามาปรนนิบัติอย่างนอบน้อม ยามนี้เป่าลี่เซียนสลัดคราบหมอหญิงชาวบ้าน สวมใส่ชุดฮูหยินเอกตระกูลขุนนางตามจารีตประเพณีโบราณอย่างเต็มยศ ตัวชุดเป็นผ้าไหมสีแดงมงคลทอสลับดิ้นทองขลิบชายด้วยผ้าต่วนสีเขียวเข้มอันเป็นสัญลักษณ์ของภรรยาหลวง ตัวเสื้อปักลวดลายใบบัวและนกยูงคู่มงคล บ่งบอกถึงความร่มเย็นเป็นสุขและเกียรติยศ เสื้อคลุมตัวนอกยาวคลุมสะโพก มวยผมดกดำเกล้าขึ้นประดับด้วยปิ่นระย้าทองคำและไข่มุกเม็ดโตสลักลายดอกโบตั๋น ใบหน้างดงามสะคราญตาจนเซียวเหวินรุ่ยที่แต่งกายในชุดขุนนางเต็มยศสีแดงเข้มถึงกับยืนมองตาค้างด้วยความลุ่มหลง ชายหนุ่มก้าวเข้ามาจับจูงมือบางของนาง พากันเยื้องย่างออกจากเรือนหอมุ่งตรงไปยังห้องโถงหลักภายในห้องโถงกว้างใหญ่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบ จงหย่งโหวและโหวฮูหยินสวมชุดผ้าไหมสีม่วงเข้มและน้ำเงินครามอันหรูหรา นั่งประจำตำแหน่งประธานบนเก้าอี้สลักลาย ด้านข้างมีซ่งไห่และหวังซิ่งในชุดผ้าเนื้อดีที่จวนโหวจัดเตรียมให้ นั่งร่วมเป็นพยานฝั่งเจ้าสาว พร้อมด้วยด้วยพ่อบ้านเหอที่ยืนคุมบ่าวไพร่ดูแลความเรียบร้อย"บัดนี้ได้ฤกษ์มงคล คารวะน้ำชาบิดามารดา" เสี

  • ไม่สิ้นวาสนา   เข้าหอ nc18+

    แสงเทียนมงคลสีแดงชาดส่องสว่างอยู่ภายในห้องหออันกว้างใหญ่ กลิ่นอายหอมสะอาดของกำยานดอกไม้มงคลอบอวลไปทั่วทุกมุมห้อง เป่าลี่เซียนนั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงกว้างที่ปูด้วยฟูกผ้าไหมสีแดงมงคล สองมือกุมประสานกันแน่นอยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าผืนบาง ใจดวงน้อยเต้นระทึกเป็นจังหวะรัวเร็ว เมื่อได้ยินเสียงผลักบานประตูและฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเดินเข้ามาภายในเรือนเซียวเหวินรุ่ยในชุดเจ้าบ่าวสีแดงเพลิงก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้าฮูหยินของตน ชายหนุ่มหยิบไม้คานมงคลทำจากไม้จันทน์ทองคำขึ้นมา ก่อนจะใช้ปลายไม้ค่อย ๆ สอดช้อนใต้ชายผ้าคลุมหน้าสีแดงสด แล้วเลิกขึ้นช้า ๆ อย่างทะนุถนอมเมื่อผ้าคลุมหน้าพ้นผ่าน ใบหน้าหวานที่แต่งแต้มด้วยชาดสีสดก็ปรากฏสู่สายตา ดวงตาคู่สวยฉ่ำปรือเงยขึ้นสบสายตาคมกริบของสามีด้วยความขัดเขิน แววตาของเซียวเหวินรุ่ยในยามนี้เข้มขึ้นดูลุ่มหลงจนยากจะถอนตัว ชายหนุ่มวางไม้คานลงแล้วทรุดกายลงนั่งเคียงข้าง เอื้อมมือไปหยิบจอกสุรามงคลสองใบที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ส่งให้นางจอกหนึ่ง ส่วนตนเองถือไว้จอกหนึ่ง"เซียนเอ๋อร์ ดื่มสุราคล้องแขนเถิด จากนี้ไปเจ้ากับข้าจะเป็นหนึ่งเดียวกันชั่วชีวิต"ท่อนแขนแกร่งสอดประสานคล้องเ

  • ไม่สิ้นวาสนา   วันมงคลสมรส

    เซียวเหวินรุ่ยกลับเข้ามาภายในเรือนหลักของจวนจงหย่งโหว ชายหนุ่มไม่รอช้า มุ่งตรงไปยังห้องโถงกลางที่ซึ่งบิดาและมารดากำลังนั่งหารือกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยแจ้งกำหนดการด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่เด็ดขาด"ท่านพ่อ ท่านแม่ อีกสามวันจะถึงวันมงคลสมรสแล้ว ลูกมาเรียนแจ้งให้ท่านเตรียมตัวขอรับ""อะไรนะ! อีกสามวัน" โหวฮูหยินอุทานแผ่วเบา ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าฉายแววไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด "รุ่ยเอ๋อร์ เจ้าจะรีบร้อนเกินไปแล้ว งานมงคลของจวนโหวทั้งที ทั้งขบวนสินสอด การตกแต่งเรือนหอ แจกจ่ายเทียบเชิญขุนนางใหญ่อีก เวลาเพียงสามวันจะเตรียมทันได้อย่างไร ซ้ำร้าย เรื่องสตรีผู้นั้น แม่ยังมิได้...""ท่านแม่ขอรับ เรื่องนี้ลูกได้กราบทูลและถวายรายงานต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาทแล้ว" เซียวเหวินรุ่ยเอ่ยขัดขึ้นเสียงทุ้มแฝงด้วยความกดดัน "ผลงานความดีความชอบของเป่าลี่เซียนที่มณฑลเหวินเฉิงมีมากมาย นางใช้ความรู้ความสามารถระงับโรคระบาดร้ายแรง ช่วยชีวิตราษฎร การที่นางควบคุมสถานการณ์ได้รวดเร็วเช่นนั้น เท่ากับช่วยรักษาชีวิตของลูก และส่งเสริมเกียรติยศในหน้าที่การงานของลูกต่อราชสำนั

  • ไม่สิ้นวาสนา   กลับจวนตระกูลเป่า

    หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเข้าเฝ้าและได้รับราชโองการยืนยันงานมงคลสมรสเป็นที่เรียบร้อย เซียวเหวินรุ่ยก็ไม่รั้งรอให้เป่าลี่เซียนต้องทนอึดอัดใจอยู่ในจวนโหวที่บุพการีของเขายังคงมีความขุ่นมัว ชายหนุ่มสั่งการให้จัดขบวนรถม้า นำพานางพร้อมด้วยครอบครัวตระกูลซ่ง มุ่งหน้าตรงไปยัง จวนตระกูลเป่าทันทีจวนตระกูลเป่าในยามนี้ แม้จะดูเงียบเหงาไปบ้างเพราะขาดเจ้านายผู้นำทัพมานาน แต่จวนเก่าแห่งนี้ยังดูสะอาดสะอ้านและสงบเงียบ เมื่อเป่าลี่เซียนก้าวเท้าผ่านประตูใหญ่เข้ามา พ่อบ้านเหอ ชายชราผู้ซื่อสัตย์ที่คอยเฝ้าดูแลจวนรกร้างนี้ด้วยความหวังอันริบหรี่มาโดยตลอดพลันเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นร่างระหงที่คุ้นตา ชายชราถึงกับเบิกตากว้าง ไม้กวาดในมือร่วงหล่นลงพื้นโดยไม่รู้ตัว"คุณหนู ท่านกลับมาแล้วจริง ๆ หรือขอรับ" พ่อบ้านเหอฝูซอยเท้าก้าวเข้ามาหา ร่างกายสั่นเทาด้วยความปิติ ชายชราเอื้อมมือเหี่ยวย่นเข้าจับมือบางของนางไว้แน่น น้ำตาแห่งความตื้นตันไหลอาบแก้ม "โถ คุณหนู ข้าทั้งคิดถึง ทั้งเป็นห่วงท่านยิ่งนัก คิดว่าชีวิตนี้จะไม่ได้พบท่านอีกแล้ว"เป่าลี่เซียนน้ำตาคลอเบ้า นางบีบมือพ่อบ้านเหอเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม "ท่านลุง ข้ากลับมาแล้

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status