بيت / รักโบราณ / ไม่สิ้นวาสนา / ท่านผู้ว่าการเปลี่ยนไป

مشاركة

ท่านผู้ว่าการเปลี่ยนไป

last update تاريخ النشر: 2026-07-30 12:49:37

ในทุก ๆ วันเป่าลี่เซียนยังคงติดตามอาจารย์เฉียวฟงไปรักษาคนป่วยเป็นกิจวัตร บางครั้งค้างแรมเป็นเดือนในพื้นที่ห่างไกล เมื่อกลับบ้านนางก็ขยันทำงานบ้านและดูแลอาจารย์ที่ร่างกายถดถอยลงทุกวันอย่างไม่ย่อท้อ

นางได้รับความไว้วางใจจากอาจารย์ให้ออกไปรักษาคนป่วยเพียงลำพังเป็นครั้งคราว เนื่องจากร่างกายของเขาเริ่มอ่อนล้าลง ฝีมือการแพทย์ของนางพัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนน่าทึ่ง นั่นเพราะเกิดจากความมุ่งมั่นของนางเอง นับเป็นสิ่งที่หมอเฉียวฟงภาคภูมิใจที่สุด

"ข้าได้ถ่ายทอดวิชาการแพทย์ให้เจ้าจนหมดแล้ว เจ้าหัวไวไม่เบา จำสูตรจากตำราจนแม่นยำแล้วยังมีแนวทางการรักษาเป็นของตัวเองอีก เห็นอย่างนี้แล้วข้าก็เบาใจ"

เฉียวฟงกล่าวกับนางในวันหนึ่งขณะที่ทั้งสองคนเดินเล่นอยู่ถนนบริเวณหน้าบ้าน

"ท่านอาจารย์ชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะศิษย์ยังต้องเรียนรู้อีกมาก"

นางพูดถ่อมตัวเสียงเบา เขาจึงพูดความในใจที่ไม่เคยคิดจะบอกใครให้นางฟัง

"ที่ข้าไม่ยอมรับศิษย์ เพราะครั้งหนึ่งข้าสูญเสียคนที่เก่งและดีที่สุดไปจนไม่คิดว่าจะมีใครเทียบเขาได้"

เขาหยุดฝีเท้าทอดมองสายตาออกไปเบื้องหน้ากำลังหวนระลึกถึงอดีตที่งดงาม

"เด็กหนุ่มคนนั้นเป็นหลานชายที่ข้ารักและฝากความหวังให้สืบทอดวิชาเต็มเปี่ยม ข้าทุ่มเทถ่ายทอดวิชาการแพทย์สมุนไพรให้จนหมด แต่แล้วโชคชะตาก็พรากเขาไปจากข้า"

ชายชราเว้นจังหวะก่อนถอนหายใจยาว เป่าลี่เซียนที่ตั้งใจฟังอดสะท้านในใจไม่ได้

"เขาโดนสัตว์ร้ายกัดและตายในทันที นับจากนั้นมาข้าตั้งใจว่าจะไม่รับใครเป็นศิษย์อีก จนมาเจอเจ้า"

"ท่านอาจารย์"

"แต่ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจสัจธรรมดีกว่าเมื่อก่อนมาก หากมีสิ่งใดเปลี่ยนไปข้าย่อมยอมรับได้"

เขาพูดเหมือนคนที่ปล่อยวางได้หมดจด หันมาพยักหน้าให้นางและเดินนำหน้า

"ศิษย์จะติดตามอาจารย์ตลอดไป ไม่ทำให้ท่านผิดหวังเจ้าค่ะ"

นางพูดแน่วแน่มั่นคง หมอเฉียวฟงหยุดฝีเท้าก่อนยิ้มบางและเดินต่อไป

หลังจากที่หัวใจแหลกสลายจนแทบไม่เหลือชิ้นดีเพราะข่าวเรื่องความตายของเป่าลี่เซียน เซียวเหวินรุ่ยก็แปรเปลี่ยนความปวดร้าวทั้งหมดให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนในการทำงาน ชายหนุ่มละทิ้งความอ่อนแอไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงผู้ว่าการมณฑลเหวินเฉิงผู้บ้างานและเย็นชา

เวลาผ่านไปครึ่งปี จากขุนนางหนุ่มที่เคยสุขุมลุ่มลึก ยามนี้เซียวเหวินรุ่ยกลับยิ่งนิ่งขรึมและเฉียบขาดจนน่ากลัว บรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาในที่ว่าการต่างพากันก้มหัวตัวสั่นยามที่ต้องเข้ามารายงานราชการ เพราะหากมีสิ่งใดผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ดวงตาเคยเรียบเฉยจะวาวโรจน์และตวัดมองด้วยสายตาดุดัน แผ่รังสีแห่งอำนาจกดดันจนคนมองแทบหยุดหายใจ เขาโหมงานหนักตั้งแต่เช้ามืดจนดึกดื่น ราวกับต้องการใช้กองฎีกาและหนังสือราชการเหล่านั้นมาทับถมความทรงจำที่สุดทรมานให้เลือนหายไป

เมื่อถึงยามค่ำคืนที่ความวุ่นวายในที่ว่าการสงบลง ความเหงาและความคิดถึงกลับยิ่งกัดกินหัวใจ

ที่ศาลาริมสระน้ำนอกเรือนพักของที่ว่าการ บุรุษในชุดขุนนางสีเข้มหลุดลุ่ยเล็กน้อย เซียวเหวินรุ่ยสลัดคราบใต้เท้าผู้ดุดันน่าเกรงขามในยามกลางวัน เหลือเพียงชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยวและแหลกสลายคนหนึ่ง

มือหนึ่งถือจอกสุรา อีกมือหนึ่งทอดวางบนเข่าอย่างเลื่อนลอย สายตาเหม่อลอยทอดมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย บรรยากาศรอบตัวเงียบเหงาและเยือกเย็น ความทุกข์ระทมที่อัดแน่นภายในใจไม่เคยได้รับการเยียวยาจากสิ่งใดเลย

เขายกสุรารสแรงขึ้นดื่มอึกใหญ่ ปล่อยให้ความร้อนรุ่มของน้ำเมาแล่นผ่านลำคอลงไปเพื่อหวังจะดับความเย็นชาในใจ ยามที่สายลมพัดผ่านมาพัดพาเอาใบไม้ร่วงหล่นลงบนผิวน้ำ หัวใจของบุรุษก็ดิ่งวูบลงไปสู่ความมืดมิดอีกครั้ง

มือหนาเลื่อนเข้าไปในอกเสื้อ ลูบไล้ป้ายหยกชิ้นเล็กที่ยังคงพกติดตัวไว้แน่น

'ลี่เซียน ข้าทำให้เหวินเฉิงสงบเรียบร้อยได้ด้วยสองมือของข้า แต่เหตุใด ข้ากลับไม่เคยรักษาเจ้าเอาไว้ได้เลย'

ชายหนุ่มแค่นยิ้มหยันให้แก่โชคชะตาอันโหดร้าย ก่อนจะเทสุราลงบนพื้นดินหนึ่งจอก เหมือนจะส่งผ่านความระทมทุกข์นี้ไปถึงสตรีที่เขาคิดว่าล่วงลับไปแล้ว โดยที่ไม่รู้เลยว่าในเวลาเดียวกันนั้น นางกำลังเติบโตอย่างงดงามและเข้มแข็งอยู่ภายใต้แสงจันทร์ดวงเดียวกัน

ข่าวเรื่องสภาวะย่ำแย่และการโหมงานหนักจนคล้ายคนไร้สติของผู้ว่าการเหวินเฉิงแพร่งพรายไปถึงเมืองหลวงเซิ่งจิงและส่งตรงเข้าสู่รั้วจวนจงหย่งโหว บรรยากาศภายในจวนที่เคยสงบสุขพลันอึดอัดขึ้นมาทันตา

ในห้องโถงใหญ่ จงหย่งโหวเซียวหย่งคังนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ ใบหน้าที่เคยดุดันและถือดีในยามนี้กลับฉายแววกังวลอย่างไม่อาจปกปิด มือที่จับถ้วยชาสั่นจนน้ำชากระเพื่อมไหว เมื่อได้รับรายงานว่าบุตรชายคนเดียวกลายเป็นคนนิ่งขรึม ดุดัน และใช้ชีวิตอยู่กับกองงานรวมถึงดื่มหนักยามค่ำคืนราวกับคนตรอมใจ บ่งบอกชัดเจนว่าเซียวเหวินรุ่ยกำลังเผชิญกับมรสุมในใจที่สาหัสเพียงใด

"โถ เหวินรุ่ยของแม่"

โหวฮูหยินผู้ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ นางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับหางตาด้วยความสะเทือนใจ หัวใจของผู้เป็นมารดาแทบแตกสลายเมื่อคิดถึงสภาพของบุตรชายที่ต้องโดดเดี่ยวอยู่ห่างไกล 

"เขาโหมงานหนักขนาดนั้น ร่างกายจะทนทานได้อย่างไร ตั้งแต่เกิดเรื่องตระกูลเป่าพ่ายศึกและคดีความครั้งนั้น เขาก็ไม่เคยยิ้มอีกเลย นี่เขาคิดจะทรมานตัวเองไปถึงเมื่อไหร่กัน"

จงหย่งโหวถอนหายใจยาว เสียงทุ้มต่ำแฝงความรู้สึกผิดที่อัดแน่นอยู่เต็มอก

"ทั้งหมดเป็นเพราะข้า หากวันนั้นข้าไม่บีบคั้นเขา ไม่เย็นชาใส่ลี่เซียนจนนางต้องช้ำใจหนีหายไป เหวินรุ่ยก็คงไม่ต้องกลายเป็นคนอมทุกข์เช่นนี้"

ผู้เป็นบิดาเอ่ยพึมพำ แววตาสลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทิฐิและเกียรติยศที่เคยพยายามปกป้อง ยามนี้กลับกลายเป็นศรพิษที่ย้อนกลับมาทำร้ายบุตรชายแท้ ๆ ของตนจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน

ความเงียบงันระคนเป็นห่วงของพ่อแม่ปกคลุมไปทั่วจวนโหว ผู้อาวุโสได้แต่เฝ้ามองด้วยใจที่กระวนกระวาย หวังเพียงว่าวันหนึ่ง บาดแผลลึกในใจของเซียวเหวินรุ่ยจะได้รับการเยียวยา 

ท่ามกลางแสงสลัวในห้องทำงานที่ว่าการมณฑล บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดจนหายใจไม่ทั่วท้อง แผ่นหลังของเซียวเหวินรุ่ยยังคงเหยียดตรงอยู่หลังโต๊ะทำงาน กองฎีกาและรายงานราชการตั้งสุมไว้สูงลิบลิ่ว บ่งบอกถึงความบ้างานที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน

เหตุการณ์โรคระบาดระลอกสองที่ฝั่งตะวันตกกลับมาอีกครั้งและแผ่ขยายไปหลายหมู่บ้าน

เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของกู้เฉิงดังขึ้นพร้อมกับการก้าวเข้ามาในห้อง ใบหน้าขององครักษ์คนสนิทเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและหนักใจ เขาประสานมือรายงานเสียงต่ำ

"ใต้เท้า เรื่องการจัดสรรเสบียงและยารักษาโรคที่จะส่งไปควบคุมพื้นที่โรคระบาดทางทิศตะวันตก เกิดปัญหาใหญ่แล้วขอรับ เจ้าหน้าที่ฝ่ายคลังทำงานผิดพลาดอย่างร้ายแรง ตัวเลขในบัญชีไม่ตรงกับจำนวนของจริง เสบียงและยาขาดไปถึงสามในสิบส่วน ทั้งยังล่าช้ากว่ากำหนดไปแล้วสองวันขอรับ"

"ปัง!"

เสียงทุบโต๊ะไม้ดังสนั่นจนแท่นฝนหมึกและพู่กันกระเด็นกระดอน เซียวเหวินรุ่ยผุดลุกขึ้นยืน แววตาคมกริบวาบขึ้นด้วยความโกรธจัด คล้ายกับมีเปลวไฟปะทุอยู่ในดวงตาคู่ที่เคยเย็นชาคู่นั้น รังสีอำนาจและกลิ่นอายสังหารรุนแรงแผ่กระจายออกมาจนกู้เฉิงยังต้องก้มหน้าลงต่ำ

"กล้าทำงานพลาดงั้นหรือ" 

เสียงทุ้มตวาดกร้าว ดุดันและทรงพลังจนคนฟังสะเทือน

 "ชีวิตของชาวบ้านที่ล้มตายด้วยโรคร้ายไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ พวกเขากินภาษีราษฎร แต่กลับทำงานสะเพร่าเป็นเด็กอมมือ สองวันที่ล่าช้าไป หมายถึงชีวิตคนอีกกี่สิบกี่ร้อยคน"

เจ้าหน้าที่ฝ่ายคลังสองคนที่เดินตามกู้เฉิงเข้ามาเพื่อขอรับโทษ ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปหมอบราบกับพื้น ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ

"ใต้เท้าโปรดเมตตาด้วยขอรับ พวกข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจ"

"เงียบ!" 

เซียวเหวินรุ่ยตวัดเสียงตัดบทเด็ดขาด ไร้ซึ่งความปรานี

 "ในมณฑลเหวินเฉิงของข้า ไม่ต้องการคนไร้ความสามารถที่ทำงานด้วยความสะเพร่า กู้เฉิง! สั่งปลดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ขังคุกรอการสอบสวนวินัย ส่วนตำแหน่งที่ว่างลง ให้โยกย้ายคนที่พร้อมทำงานเข้าไปแทนทันที ข้าต้องการให้ขบวนเสบียงและยาออกเดินทางภายในคืนนี้ หากรุ่งเช้าข้ายังเห็นว่าขบวนเดินทางไม่ได้ หัวของพวกเจ้าทุกคนต้องหลุดจากบ่า!"

"รับบัญชาขอรับใต้เท้า!"

 กู้เฉิงรีบสั่งการให้ทหารลากตัวเจ้าหน้าที่ที่นั่งหน้าซีดเผือดออกไปจากห้องทันที

เมื่อความวุ่นวายสิ้นสุดลง ห้องทำงานกลับคืนสู่ความเงียบงันอึดอัดอีกครั้ง เซียวเหวินรุ่ยทรุดตัวลงนั่งช้า ๆ ใบหน้าที่เคยหล่อเหลายามนี้บึ้งตึงและเคร่งเครียดจนคิ้วขมวดมุ่นแทบไม่เคยคลาย บรรยากาศรอบกายเขาเต็มไปด้วยความกดดันรุนแรงจนไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนกล้าแม้แต่จะเดินผ่านหน้าห้องยามค่ำคืน

เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความผิดพลาดของคนอื่นยิ่งย้ำเตือนให้เขาคิดถึงความผิดพลาดของตัวเองในอดีต ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดร้าว ยิ่งสะเทือนใจก็ยิ่งแปรเปลี่ยนมันเป็นความดุดันและเฉียบขาดในการปกครอง ราวกับว่าความเข้มงวดนี้จะช่วยชดเชยความล้มเหลวในการปกป้องสตรีที่ตนรักได้

 

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ไม่สิ้นวาสนา   เสมียนหน้าโง่

    ยามอิ๋นทั่วทั้งมณฑลเหวินเฉิงยังคงจมดิ่งอยู่ใต้ความมืดมิดและลมหนาวเย็นเยือก ทว่าภายในห้องครัวเล็ก ๆ ของสองแม่ลูกสกุลเฉียว กลับมีแสงตะเกียงน้ำมันดวงน้อยส่องสว่างโชยไอร้อน กลิ่นหอมละมุนของน้ำถั่วเหลืองต้มสุกโชยอบอวลไปทั่วบริเวณ"เฉียวเอ๋อร์ เจ้าแน่ใจหรือว่าสัญญาที่เจ้าทำกับทางการเมื่อกลางวัน จะไม่ทำเดือดร้อนทีหลังน่ะลูก"สตรีวัยกลางคนผู้มีใบหน้าซูบเซียวเอ่ยถามด้วยความกังวล มือผอมบางคอยช่วยตักถั่วเหลืองที่แช่น้ำจนนิ่มใส่ลงในช่องหินโม่ขนาดย่อม"ท่านแม่วางใจเถิดเจ้าค่ะ" เฉียวเอ๋อร์ขยับแขนเรียวออกแรงหมุนแกนไม้โม่หินอย่างแข็งขัน ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดเหงื่อแววตาเปล่งประกายความมั่นใจเต็มเปี่ยม "เสมียนหน้าขาวคนนั้นท่าทางซื่อบื้อจะตายไป คิดเลขก็ไม่เป็น ข้าคำนวณดูแล้ว ค่าธรรมเนียมตั้งแผงลอยตั้งสองตำลึงเงิน แต่เขาให้เราส่งเต้าหู้แค่ห้าก้อนต่อวันมาหักหนี้ ต้นทุนถั่วเหลืองไม่กี่อีแปะ ส่งไม่กี่วันก็หมดหนี้หลวงแล้วเจ้าค่ะ ทางการขาดทุนย่อยยับ ส่วนพวกเรากำไรเห็น ๆ"นางหัวเราะร่าชอบใจ สะบัดหน้าชมตัวเองในใจว่าช่างเป็นอัจฉริยะทางการเงินยิ่งนัก โดยหารู้ไม่ว่าสัญญาที่ประทับตราไปเมื่อกลางวันนั้น ถูกเส

  • ไม่สิ้นวาสนา   ฉลาดกว่าเห็น ๆ

    ภายในจวนตระกูลเป่าที่เพิ่งได้รับการคืนเกียรติยศ บรรยากาศยามเช้าเต็มไปด้วยความอาลัย รถม้าคันใหญ่ของจวนจงหย่งโหวจอดเตรียมพร้อมอยู่ด้านหน้า เป่าลี่เซียนในชุดเดินทางรัดกุมที่ดูสง่างาม หันไปกุมมือเหี่ยวชราของพ่อบ้านเหอเอาไว้แน่น"ท่านลุงเหอ ลำบากท่านแล้ว จวนตระกูลเป่าคงต้องฝากท่านช่วยดูแลรักษาแทนข้าด้วยนะเจ้าคะ""คุณหนูโปรดวางใจเถิดขอรับ" พ่อบ้านเหอน้ำตาคลอเบ้า ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "บ่าวจะดูแลจวนแห่งนี้ให้สะอาดสะอ้าน รอคุณหนูกลับมาเยือนเมืองหลวงอีกครั้ง ขอให้คุณหนูและใต้เท้าเซียวเดินทางปลอดภัยนะขอรับ"เซียวเหวินรุ่ยบีบไหล่พ่อบ้านชราเบา ๆ แทนคำสัญญาว่าจะดูแลเป่าลี่เซียนให้ดีที่สุด จากนั้นทั้งคู่จึงขึ้นรถม้า มุ่งหน้าไปยังจวนจงหย่งโหวเพื่อลาจงหย่งโหวและโหวฮูหยิน ซึ่งยามนี้ทัศนคติเปลี่ยนไปราวหน้ามือเป็นหลังมือ โหวฮูหยินถึงกับมอบปิ่นหยกและของบำรุงตระเตรียมใส่รถม้าให้อย่างล้นหลาม พลางกำชับให้ทั้งคู่รีบมีทายาทและส่งข่าวมาบอก เมื่อร่ำลาบุพการีเรียบร้อยแล้ว ขบวนรถม้าจึงเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่มณฑลเหวินเฉิงมณฑลเหวินเฉิงเหวินเฉิงกลับมาเจริญรุ่งเรืองและเป็นระเบียบเรียบร้อยข

  • ไม่สิ้นวาสนา   กอบกู้เกียรติยศ

    บ่าวรับใช้ด้านนอกรีบยกอ่างน้ำอุ่นและเครื่องแต่งกายเข้ามาปรนนิบัติอย่างนอบน้อม ยามนี้เป่าลี่เซียนสลัดคราบหมอหญิงชาวบ้าน สวมใส่ชุดฮูหยินเอกตระกูลขุนนางตามจารีตประเพณีโบราณอย่างเต็มยศ ตัวชุดเป็นผ้าไหมสีแดงมงคลทอสลับดิ้นทองขลิบชายด้วยผ้าต่วนสีเขียวเข้มอันเป็นสัญลักษณ์ของภรรยาหลวง ตัวเสื้อปักลวดลายใบบัวและนกยูงคู่มงคล บ่งบอกถึงความร่มเย็นเป็นสุขและเกียรติยศ เสื้อคลุมตัวนอกยาวคลุมสะโพก มวยผมดกดำเกล้าขึ้นประดับด้วยปิ่นระย้าทองคำและไข่มุกเม็ดโตสลักลายดอกโบตั๋น ใบหน้างดงามสะคราญตาจนเซียวเหวินรุ่ยที่แต่งกายในชุดขุนนางเต็มยศสีแดงเข้มถึงกับยืนมองตาค้างด้วยความลุ่มหลง ชายหนุ่มก้าวเข้ามาจับจูงมือบางของนาง พากันเยื้องย่างออกจากเรือนหอมุ่งตรงไปยังห้องโถงหลักภายในห้องโถงกว้างใหญ่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบ จงหย่งโหวและโหวฮูหยินสวมชุดผ้าไหมสีม่วงเข้มและน้ำเงินครามอันหรูหรา นั่งประจำตำแหน่งประธานบนเก้าอี้สลักลาย ด้านข้างมีซ่งไห่และหวังซิ่งในชุดผ้าเนื้อดีที่จวนโหวจัดเตรียมให้ นั่งร่วมเป็นพยานฝั่งเจ้าสาว พร้อมด้วยด้วยพ่อบ้านเหอที่ยืนคุมบ่าวไพร่ดูแลความเรียบร้อย"บัดนี้ได้ฤกษ์มงคล คารวะน้ำชาบิดามารดา" เสี

  • ไม่สิ้นวาสนา   เข้าหอ nc18+

    แสงเทียนมงคลสีแดงชาดส่องสว่างอยู่ภายในห้องหออันกว้างใหญ่ กลิ่นอายหอมสะอาดของกำยานดอกไม้มงคลอบอวลไปทั่วทุกมุมห้อง เป่าลี่เซียนนั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงกว้างที่ปูด้วยฟูกผ้าไหมสีแดงมงคล สองมือกุมประสานกันแน่นอยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าผืนบาง ใจดวงน้อยเต้นระทึกเป็นจังหวะรัวเร็ว เมื่อได้ยินเสียงผลักบานประตูและฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเดินเข้ามาภายในเรือนเซียวเหวินรุ่ยในชุดเจ้าบ่าวสีแดงเพลิงก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้าฮูหยินของตน ชายหนุ่มหยิบไม้คานมงคลทำจากไม้จันทน์ทองคำขึ้นมา ก่อนจะใช้ปลายไม้ค่อย ๆ สอดช้อนใต้ชายผ้าคลุมหน้าสีแดงสด แล้วเลิกขึ้นช้า ๆ อย่างทะนุถนอมเมื่อผ้าคลุมหน้าพ้นผ่าน ใบหน้าหวานที่แต่งแต้มด้วยชาดสีสดก็ปรากฏสู่สายตา ดวงตาคู่สวยฉ่ำปรือเงยขึ้นสบสายตาคมกริบของสามีด้วยความขัดเขิน แววตาของเซียวเหวินรุ่ยในยามนี้เข้มขึ้นดูลุ่มหลงจนยากจะถอนตัว ชายหนุ่มวางไม้คานลงแล้วทรุดกายลงนั่งเคียงข้าง เอื้อมมือไปหยิบจอกสุรามงคลสองใบที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ส่งให้นางจอกหนึ่ง ส่วนตนเองถือไว้จอกหนึ่ง"เซียนเอ๋อร์ ดื่มสุราคล้องแขนเถิด จากนี้ไปเจ้ากับข้าจะเป็นหนึ่งเดียวกันชั่วชีวิต"ท่อนแขนแกร่งสอดประสานคล้องเ

  • ไม่สิ้นวาสนา   วันมงคลสมรส

    เซียวเหวินรุ่ยกลับเข้ามาภายในเรือนหลักของจวนจงหย่งโหว ชายหนุ่มไม่รอช้า มุ่งตรงไปยังห้องโถงกลางที่ซึ่งบิดาและมารดากำลังนั่งหารือกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยแจ้งกำหนดการด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่เด็ดขาด"ท่านพ่อ ท่านแม่ อีกสามวันจะถึงวันมงคลสมรสแล้ว ลูกมาเรียนแจ้งให้ท่านเตรียมตัวขอรับ""อะไรนะ! อีกสามวัน" โหวฮูหยินอุทานแผ่วเบา ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าฉายแววไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด "รุ่ยเอ๋อร์ เจ้าจะรีบร้อนเกินไปแล้ว งานมงคลของจวนโหวทั้งที ทั้งขบวนสินสอด การตกแต่งเรือนหอ แจกจ่ายเทียบเชิญขุนนางใหญ่อีก เวลาเพียงสามวันจะเตรียมทันได้อย่างไร ซ้ำร้าย เรื่องสตรีผู้นั้น แม่ยังมิได้...""ท่านแม่ขอรับ เรื่องนี้ลูกได้กราบทูลและถวายรายงานต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาทแล้ว" เซียวเหวินรุ่ยเอ่ยขัดขึ้นเสียงทุ้มแฝงด้วยความกดดัน "ผลงานความดีความชอบของเป่าลี่เซียนที่มณฑลเหวินเฉิงมีมากมาย นางใช้ความรู้ความสามารถระงับโรคระบาดร้ายแรง ช่วยชีวิตราษฎร การที่นางควบคุมสถานการณ์ได้รวดเร็วเช่นนั้น เท่ากับช่วยรักษาชีวิตของลูก และส่งเสริมเกียรติยศในหน้าที่การงานของลูกต่อราชสำนั

  • ไม่สิ้นวาสนา   กลับจวนตระกูลเป่า

    หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเข้าเฝ้าและได้รับราชโองการยืนยันงานมงคลสมรสเป็นที่เรียบร้อย เซียวเหวินรุ่ยก็ไม่รั้งรอให้เป่าลี่เซียนต้องทนอึดอัดใจอยู่ในจวนโหวที่บุพการีของเขายังคงมีความขุ่นมัว ชายหนุ่มสั่งการให้จัดขบวนรถม้า นำพานางพร้อมด้วยครอบครัวตระกูลซ่ง มุ่งหน้าตรงไปยัง จวนตระกูลเป่าทันทีจวนตระกูลเป่าในยามนี้ แม้จะดูเงียบเหงาไปบ้างเพราะขาดเจ้านายผู้นำทัพมานาน แต่จวนเก่าแห่งนี้ยังดูสะอาดสะอ้านและสงบเงียบ เมื่อเป่าลี่เซียนก้าวเท้าผ่านประตูใหญ่เข้ามา พ่อบ้านเหอ ชายชราผู้ซื่อสัตย์ที่คอยเฝ้าดูแลจวนรกร้างนี้ด้วยความหวังอันริบหรี่มาโดยตลอดพลันเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นร่างระหงที่คุ้นตา ชายชราถึงกับเบิกตากว้าง ไม้กวาดในมือร่วงหล่นลงพื้นโดยไม่รู้ตัว"คุณหนู ท่านกลับมาแล้วจริง ๆ หรือขอรับ" พ่อบ้านเหอฝูซอยเท้าก้าวเข้ามาหา ร่างกายสั่นเทาด้วยความปิติ ชายชราเอื้อมมือเหี่ยวย่นเข้าจับมือบางของนางไว้แน่น น้ำตาแห่งความตื้นตันไหลอาบแก้ม "โถ คุณหนู ข้าทั้งคิดถึง ทั้งเป็นห่วงท่านยิ่งนัก คิดว่าชีวิตนี้จะไม่ได้พบท่านอีกแล้ว"เป่าลี่เซียนน้ำตาคลอเบ้า นางบีบมือพ่อบ้านเหอเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม "ท่านลุง ข้ากลับมาแล้

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status