LOGIN-ˋˏ ༻❁✿❀༺ ˎˊ-
“เจ้าบอกข้ามาให้ดี... ว่าเกิดอะไรขึ้น หลงจงเจี๋ย!” แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่เค้นเสียงออกมาอย่างยากเย็น พลางชี้มือหนา ๆ ที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นมาทางอีกคนในห้องปิดเงียบ
“ท่านพ่อ...”
จงเจี๋ยที่นั่งคุกเข่าตัวสั่นเทาในสภาพที่เปียกโชก อาภรณ์ที่จัดแต่งอย่างประณีตในยามเช้านั้น ไม่เหลือความดีงามแม้เพียงน้อยนิดให้เห็น ชายหนุ่มก้มหน้าลงอย่างอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ
ปั่ก!!
มือหนาตบแขนเก้าอี้ไม้สักลายสวย
“ข้าไม่เชื่อสักน้อยว่าเจ้าจะไปช่วยใครได้! วัน ๆ ก็มีแต่ก่อเรื่องเท่านั้น สารภาพกับข้ามาเสียดี ๆ ข้าจะได้ช่วยหาทาง รอด ให้เจ้าได้ทัน” น้ำเสียงของหลงเฉาหานกดต่ำลง แววตาของเขาจริงจังกว่าที่เคย แต่กระนั้นหนุ่มตัวบางก็ไม่อาจเข้าใจเนื้อความของมัน
ความเงียบก่อตัวในห้องกว้าง ลมหายใจอันร้อนรุ่มของแม่ทัพใหญ่ทอดถอนอย่างแรง เสียจนคนที่ก้มหัวหดเป็นเต่าต้องสะดุ้ง
“ข้าขอถามเจ้าให้แน่ใจหน่อยว่า เหตุการณ์นี้... เป็นการช่วยชีวิตจริง ๆ แน่หรือ? ไม่ใช่ว่าเจ้าทำนางตกน้ำ....จนศีรษะกระแทกหิน....และสลบไปเช่นนี้?!” หลงเฉาหานพูดความในใจออกมาอีกครั้ง เมื่อความไว้ใจต่อบุตรคนนี้นั้นเป็นศูนย์
“...อึก...”
จงเจี๋ยขยับลูกตาล่อกแล่กอย่างคนกลัวความผิด เมื่อก้นที่ถูกโบยเมื่อคืนวานยังคงเจ็บไม่หาย
แล้วเขาจะต้องมาถูกลงโทษซ้ำอีกอย่างนั้นน่ะหรือ
แต่ถ้าเขาโกหกออกไป นางผู้นั้นก็ต้องตื่นมาเฉลยความจริงอยู่แล้วหรือไม่
แม้บิดาจะเดาไม่ผิด แต่คนฟังยังคงคิดหาทางรอดที่จับต้องได้... โดยหวังแต่เพียงประวิงเวลาถูกโบยให้ได้สักน้อยนิด
“นางสะดุดหญ้าเปียกลื่นตกลงไปเองขอรับท่านพ่อ!” จงเจี๋ยเอ่ยหนักแน่น และเงยหน้าขึ้น จ้องไปยังนัยน์ตาที่ฉายแววดุร้ายเช่นเสือ
ในความเงียบงัน...
ทั้งคู่กลั้นหายใจ
แม่ทัพหลงลุกขึ้นจากเก้าอี้ ชายอาภรณ์หรูหรานั้นสะบัดเบา ๆ มันกรุยกรายเมื่อเดินมายังบุตรชาย และมือใหญ่ก็แตะไหล่สั่น ๆ ลงไป
“นางน่ะคือ องค์หญิงเสวี่ยเซียน องค์หญิงน้อยที่น่าทะนุถนอมของ ฮ่องเต้เจิ้งเหริน ข้าจะบอกเจ้า เพราะว่าเจ้าต้องรู้ไว้ว่า ตอนนี้ ระหว่าง ‘ความดีความชอบ’ กับ ‘ความผิดมหันต์’ มีแค่เส้นบาง ๆ กั้นอยู่เท่านั้น เจ้าควรแน่ใจว่า มันเป็นฝั่งไหนกันแน่ที่ทำลงไป”
ชายรูปร่างสูงใหญ่โน้มตัวลงเพื่อจ้องหน้าลูกชายใกล้ ๆ ราวกับอ่านข้อมูลในดวงตาคม
จงเจี๋ยกลืนน้ำลายดัง เอือก...
ว่าอะไรนะ?
‘สตรีผู้นั่น...คือ...องค์หญิงงั้นรึ’
สิ่งที่รับรู้ใหม่นั้นยุ่งยากเกินที่จะตั้งรับไหว เขาจึงพยักหน้าไปอีกครั้ง
“ข้าช่วยนาง!”
เสียงแข็งยังยืนยันออกไป
-
-
-
-
-
-
หลังจากนั้นพักใหญ่ ร่างสูงโปร่งยืนแข็งทื่ออยู่มุมหนึ่งภายในห้องที่เปิดโล่งใกล้สวนของจวน ภายในห้องนั้นว่างเปล่า เพราะทั้งแม่ทัพ และบรรดาเมีย ๆ รวมถึงฝั่งตระกูลซั่งกวานก็ต่างเข้าไปรอดูอาการของหญิงสาวผู้นั้น
-
“ข้าจะประหารเจ้า... ให้หมดทั้งตระกูล... หลงจงเจี๋ย...”
-
คำก่อนสลบของเซียนเซียนนั้นดังก้องในหัวของจงเจี๋ย อย่างเอาออกไม่ได้
‘ประหาร’ งั้นหรือ.. เพราะนางเป็นองค์หญิงจึงพูดเช่นนั้นออกมาได้ง่าย ๆ แต่เขานี่ ที่รู้สึกหายใจไม่ออกขึ้นมา ราวกับจะตายในไม่ช้า
แล้วเขาจะทำอย่างไรให้รอดจากข้อหา ‘กระโดดถีบองค์หญิงขาคู่’ กัน...
แม้ว่าเขาจะไม่ดีเพียงไร... หรือต้องการสาปส่งคนไหนตระกูลเพียงไหน
แต่ว่า... ก็เป็นเรื่องเกินกว่าเหตุ ที่เขาจะทำคนทั้งตระกูลถูกประหารจนหมดทั้งโคตร
ถ้านางตาย เขาก็ตาย
ถ้านางรอด ดูเหมือนว่าเขาจะต้องตายอยู่ดี!
“....พุทโธ...”
ร่างกายรู้สึกเย็นยะเยียบจากภายใน ขณะนั้นก็ได้แต่เงี่ยหูฟังเสียงพวกผู้ใหญ่คุยกันอย่างเคร่งเครียด ดังมาจากภายในห้อง
“รอมาสามชั่วยามแล้วก็ไม่ฟื้น... แล้วข้าจะตามหมอที่ดีที่สุดมาที่นี่อีกแรง” เสียงที่หนึ่งเป็นเสียงทุ้มของ ซั่งกวานโยวอวี้ ตาแท้ ๆ ขององค์หญิงเสวี่ยเซียนที่ดูร้อนอกร้อนใจกว่าใคร
“หมอของเราก็ถือว่าเก่งที่สุดใน จางเจียกู่ แล้ว ไม่ต้องลำบากพวกท่านก็ได้ อุบัติเหตุเกิดในจวนของเรา เราจะดูแลนางสุดความสามารถ” อีกเสียงคือ ท่านหญิงฝานเยว่ - มารดาของพวกพี่ ๆ เมียเอกของท่านพ่อ
“มิเป็นไร เราจะตามหมอหลวงมาให้” เสียงซั่งกวานโยวอวี้สรุปอย่างเอาแต่ใจ
ทันใดนั้นเอง! เสียงของสาวใช้ก็ดังขึ้นมา
“คุณหนูเซียนเซียนฟื้นแล้วเจ้าค่ะ!”
เสียงหวานนั้นเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ ซึ่งเป็นคำอันน่ากลัวสำหรับจงเจี๋ย!
ร่างสูงจึงทรุดลงที่พื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง ไร้กำลังในทุกอนูของร่างกาย
-
-
-
-
-
-
ภายในห้องนอนสำหรับรับรองแขก ที่ถูกจัดอย่างพิถีพิถันตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ร่างของเซียนเซียนยังคงนอนราบไร้แรงเหนือเตียงไม้ขัดเงา แม้นางเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่สู่ชุดที่แห้งแล้ว แต่ผืนพรมแดงด้านหน้าของเตียงไม้ยังคงเปียกชื้นจากน้ำที่หยดเป็นทางก่อนหน้านี้
“เซียนเซียน... หลานเป็นอย่างไรบ้าง” ซั่งกวานฮูหยินก้าวเข้าไปนั่งลงริมเตียง และดึงมือของร่างบางมากุมไว้
แต่กระนั้น... ผู้เป็นหลานกลับตอบสนองด้วยการหดมือเข้าหาตัวในความเงียบ
ซั่งกวานฮูหยินตาเบิกโพลงขึ้นเล็กน้อย และเอียงคอมองด้วยความสงสัย
ท่ามกลางการเฝ้ามองของคนในห้องรับรอง เซียนเซียนที่มีผ้าพันอยู่รอบศีรษะลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า มือบางที่มีแผลถลอกยกมือขึ้นแตะที่ศีรษะ แล้วริมฝีปากสีกลีบกุหลาบนั้นก็ขยับเบา ๆ
“ท่าน... คือใครเจ้าคะ...?”
เสียงหวานเอ่ยนิ่งเรียบในความเงียบสงัด มันได้ยินชัดในห้องกว้างที่เปิดโล่ง หมอทหารและเหล่าคนใช้ในห้องต่างแสดงสีหน้าหวาดหวั่นใจ
“หมายความอย่างไรรึ... เซียนเซียน....” ซั่งกวานฮูหยินถามเพื่อความแน่ใจ นางหันไปมองสามีและคนรอบกาย ราวกับวอนขอให้ใครสักคนอธิบายในเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ก่อนที่จะได้มีใครให้คำตอบกับนางได้นั้น เซียนเซียนก็เอ่ยขึ้นมาอีกหน
“เซียนเซียน... นั่นชื่อของข้างั้นหรือเจ้าคะ” เซียนเซียนทวนถาม
แม้นางจะดูสงบนิ่ง แต่แววตานั้นก็แสดงความว่างเปล่าออกมาให้เห็น ทุกคนในที่แห่งนั้น ทั้งแม่ทัพหลง ท่านหญิงฝานเยว่ ซั่งกวานโยวอี้ และซั่งกวานฮูหยินต่างหัวใจหล่นวาบ
เซียนเซียนกวาดสายตามองไปคนรอบ ๆ กายตน ไล่ทีละคน จากซ้ายไปขวา และมองไปมาอีกหลาย ๆ ครั้ง ราวกับค้นหาบางอย่างที่จะทำให้รู้สึกมั่นคงขึ้นมาได้
แต่ไม่ว่าจะไล่ดูซ้ำกี่ครา ก็ไม่มีใครสักคนที่คุ้นตาเลยสักที
นางคือใคร... เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้...
“คุณหนูสูญเสียความทรงจำขอรับท่านแม่ทัพ... ท่านซั่งกวาน... อาจพบได้ยากหน่อย แต่เป็นไปได้หากศีรษะกระแทกอย่างแรง ข้าเคยอ่านเจอในตำรา แต่ก็ไม่เคยรักษาอาการเช่นนี้...”
หมอทหารอึกอักหลังจากวินิจฉัย “อาจใช้เวลาแรมเดือน เป็นปี หรือเป็นเช่นนี้ตลอดไป ข้าเองก็บอกไม่ได้”
เซียนเซียนยังคงมีท่าทีเหม่อลอย ในขณะที่หมอทหารเอ่ยถึงอาการ
“แล้วเราจะต้องรักษาอย่างไรในตอนนี้” แม่ทัพหลงเสียงกดต่ำ มือหยาบของเขากำแน่น
เป็นอย่างที่ซั่งกานโยวอี้ว่า... เรื่องเกิดในจวนของเขา หากฮ่องเต้จะเอาผิด เขาก็ไม่อาจเว้นโทษตายได้เลย และเรื่องเช่นนี้เขาจะพูดอย่างไรกับครอบครัว ในเมื่อเขาเป็นคนเดียวที่กุมความลับเรื่องที่เซียนเซียนเป็นองค์หญิงเอาไว้เพียงคนเดียว
ถ้าหากจะผิด...ก็ผิดที่เขาไม่เคยบอกครอบครัวให้รับรู้ความเสี่ยงนี้
“ไม่มีวิธีรักษาที่แน่ชัดขอรับ...!”
หมอทหารกัดฟันพูด
“ตระกูลหลงต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น ทำไมนางเป็นเช่นนี้!”
ซั่งกวานโยวอี้เหมือนเสียสติ ชายแก่ที่อยู่ในอาภรณ์หรูหราเดินกระเผกเข้าไปหาร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพหลง และคว้าคอเสื้อของเขาอย่างลืมวัย
“ใจเย็น ๆ โยวอี้! เซียนเซียนจะตกใจเอา อย่างไร...นี่คืออุบัติเหตุ และบุตรชายของเขาก็ช่วยหลานของเราขึ้นมาจากน้ำด้วย”
ซั่งกวานฮูหยินปรามการกระทำอันผลีผลาม ก่อนนางจะค่อย ๆ เอื้อมมือไปแตะพวงแก้มหลานสาวอย่างรู้สึกเจ็บปวด
“...ช่วยเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่เจ้าคะ ว่าเกิดอะไรขึ้น...”
เซียนเซียนพูดแทรกขึ้นในวงแห่งความเครียด อาจเป็นนางเพียงคนเดียวที่สงบที่สุดในยามนี้ แม้จะสับสนบ้าง แต่ความว่างเปล่าของสมองนั้น ก็อยากได้ข้อมูลอะไรสักอย่างเพื่อทำให้ตนรู้สึกดีขึ้น
“เซียนเซียน... หลานตกลงไปในสระของจวนแม่ทัพ หัวกระแทก... ที่นี่คือจวนแม่ทัพที่เรามางานเลี้ยงด้วยกัน ข้าซั่งกวานถัง…เป็นยายเจ้า”
ซั่งกวานฮูหยินบีบมือบาง ๆ แน่น และเริ่มพูดในสิ่งที่พอจะทำได้
-
-
-
-
-
-
หน้าห้องขณะเดียวกันนั้น
จงเจี๋ยที่นั่งอยู่ที่พื้นเบื้องล่างหูดับไปสักพักอย่างไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้ว
“จงเจี๋ยลูก... ดื่มน้ำชาไหมลูก” ซิงเม่ยนั่งยอง ๆ หน้าชายหนุ่ม อาภรณ์ยาว ๆ สีหม่นคลุมขาเรียวเอาไว้ แม้นางจะอยู่ในวัยสี่สิบกว่า ๆ แต่ก็ยังดูเหมือนเด็กจากท่าที มือบางที่ยังคงดูนุ่มนวลแม้มีริ้วรอยนั้นยื่นถ้วยหยกมาจ่อหน้าเขา
“..อ้ะ! ท่านแม่”
จงเจี๋ยสะดุ้งเมื่อถ้วยหยกแตะที่จมูกคม
“เห็นว่าเซียนเซียนฟื้นแล้ว เจ้าจะเข้าไปดูนางหน่อยหรือไม่ พวกพี่ ๆ เข้าไปหมดแล้ว อย่างน้อยก็เข้าไปตามมารยาท” ผู้เป็นแม่เลื่อนถ้วยไปแตะริมฝีปากชายหนุ่ม
แต่จงเจี๋ยก็ดันมันออก
“ท่านแม่! ท่านต้องหนีไปจากที่นี่”
ชายหนุ่มจับไหล่บางของมารดาด้วยสองมือ และจ้องมองนางด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
แต่นางก็หัวเราะออกมา
“ฮึ... พูดเรื่องอะไรของเจ้า เข้าไปเถอะ อย่ามัวแต่พร่ำเพ้อ วันนี้ลูกข้าไม่ก่อเรื่อง แต่ทำความดี รอฟังคำชมจากท่านพ่อดีกว่า” ซิงเม่ยส่ายศีรษะและลุกขึ้นยืน นางใช้พัดสีเรียบขึ้นมาพัดกายเบา ๆ ก่อนจะไปนั่งลงที่ชุดเก้าอี้รับแขกกลางโถง แล้วสะบัดพัดหันมาชี้ลูกชายที่ยังไม่รีบขยับตัว
“อะ เอ่อ...ข้าลุกแล้ว” คุณชายสามผงะเมื่อมารดาดุด้วยสายตา คำชมจากหลงเฉาหานงั้นหรือ?
จะเป็นเช่นนั้นแน่หรือ...
แม้เหงื่อซึมออกมา แต่เขาก็รู้ตัวว่าต้องเข้าไป
-
-
-
-
-
-
หลังเซียนเซียนได้ฟังข้อมูลมากมายจากท่านยาย นางก็เพียงแต่ให้มันผ่านหู และปล่อยมันไปราวกับมันเป็นแค่สายลมพัดผ่าน นางไม่อาจเข้าใจ เมื่อสมองนั้นไม่มีแม้เพียงเศษเสี้ยวความทรงจำใดของในสิ่งที่ได้ยิน
สิ่งเดียวที่พอจะรู้สึกคุ้นบ้าง... มีเพียง... ชื่อของชายที่ช่วยชีวิตนางเท่านั้น
หลงจงเจี๋ย... ชื่อนี้อาจมีความสำคัญบางอย่างกับนางหรือไม่
ขณะนั้นฝีเท้าของใครบางคนก็ดังขึ้นจากปลายทางหลังบานประตู
“คุณชายจงเจี๋ยมาแล้วเจ้าค่ะ!” เสียงสาวใช้เอ่ยแจ้ง และผลักบานไม้เข้ามา เซียนเซียนบีบมือยายแท้ ๆ ที่นั่งข้างอยู่นาง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น.... หัวใจของนางเต้นระรัวขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“ข้ามาแล้ว” เสียงหล่อของชายแปลกหน้าที่เดินเข้ามาคล้ายมีดที่แหลมคมบาดเข้ากลางใจ นางเงยหน้าสำรวจใบหน้าขาวผ่อง
จมูกเป็นคมสัน คิ้วหนาวาดเป็นเส้นสวย และริมฝีปากสีชมพูตรงหน้านั้น ทำให้หัวใจนั้นบีบแน่น ราวกับว่านางได้ค้นพบแสงสว่างที่ผุดขึ้นในอุโมงค์ที่ไร้ทางออก
‘ทำไมข้าถึงรู้สึกบีบในอกเมื่อเห็นหน้าเขากัน’
“เขา...” เซียนเซียนถามตัวเองราวกับพยายามค้นหาข้อมูลในลิ้นชัก
เขาอาจจะเป็นเบาะแสเดียวสำหรับความทรงจำที่หายไปก็เป็นได้...
แต่ก่อนที่หญิงสาวจะได้พูดอะไรออกไป ก็ต้องสะดุ้งเหนือเตียงกว้าง เมื่อบุคคลที่ชื่อจงเจี๋ยคุกเข่าลงต่อหน้านางราวกับขอความรัก
“ขออภัยที่ล่วงเกินคุณหนูเซียนเซียน! ข้าขอรับผิดชอบทุกอย่าง” ร่างสูงกระแทกหัวเข่าลงพื้น ท่ามกลางความนิ่งงันของทุกคน
เซียนเซียนอึ้งไปเล็กน้อย
ขณะนั้นซั่งกวานโยวอี้ผู้เป็นตาของหญิงสาวก็เดินเข้ามาแตะไหล่ชายหนุ่มตรงหน้านาง
“ไม่ต้องกังวล ถึงเจ้าจะแตะเนื้อต้องตัวนาง แต่ก็เพราะช่วยชีวิต” ซั่งกวานโยวอี้พูดในสิ่งที่ทำให้จงเจี๋ยสับสนเล็กน้อย แต่ก็หันมองเซียนเซียนด้วยแววตาสงสัย
“นี่แหละจ้ะ... คนที่ช่วยชีวิตหลาน ขอบคุณเขาเถิด มิเช่นนั้นเจ้าคงไม่หายใจไปแล้ว” ผู้เป็นยายพยักหน้าให้กับหญิงสาวที่มีแววตาสั่นเครือ
หืม...
“ขอบคุณเจ้ามาก...หลงจงเจี๋ย” เซียนเซียนพยักหน้าน้อย ๆ ให้กับจงเจี๋ย ด้วยความรู้สึกประหม่า จงเจี๋ยไม่อยากจะเชื่อหู ว่าสิ่งที่ได้ยินจากคนร้ายกาจอย่างนางไม่ใช่คำด่าทอ แต่เป็นคำขอบคุณเสียงหวานงั้นหรือ
ใบหน้าสวยนั้นมองมายังเขาด้วยดวงตาใสแป๋ว จนเขาต้องกลืนน้ำลายด้วยความหวาดกลัว
“ท่านแม่ทัพ ท่านซั่งกวาน จากนี้ก็ให้คุณหนูพักผ่อนก่อน แล้วค่อยดูตามอาการไป ข้าจะสั่งยาที่เน้นการบำรุงให้ อย่างไร อาการ ‘ความจำเสื่อม’ อาจจะต้องใช้เวลา”
หมอทหารประจำจวนเอ่ยสรุปงาน และไขความกระจ่างทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้กับจงเจี๋ยในเสี้ยววินาที
“ความจำเสื่อมงั้นหรือ!?”
เสียงของจงเจี๋ยขาดช่วง
และคำสารภาพบาปของเขาก็ถูกกลืนลงไปในลำคอแห้งผาด
องค์หญิงเสวี่ยเซียน หรือเซียนเซียน ที่เคยเป็นคู่อริของเขาไม่มีความทรงจำใด ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ตกน้ำอีกต่อไป
นั่นหมายความว่าคอของเขาจะยังคงอยู่
และชั่วโคตรของเขาจะยังมีชีวิตต่อไป!
หลังเงากำแพงวังกว้างใหญ่ที่สะท้อนเหนือผิวน้ำ ว่าราชบุตรเขยผู้ไม่แน่ใจว่าจะหลุดจากตำแหน่งเมื่อไหร่ และไม่รู้เลยว่างานอภิเษกกับองค์หญิงนั้นจะมีต่อไปหรือไม่ กำลังนั่งอ้อยอิ่งอยู่ริมบึง หลงเจียง ใกล้กับประตูอู่ อย่างรู้สึกเหมือนอกหักอยู่เพียงลำพัง อีกไม่นาน... เขาจะออกจากกำแพงวังไป แต่ขณะนี้นั้นยังอยู่ในช่วงขาไร้เรี่ยวแรง และหมดอาลัยตายอยาก. เมื่อสองชั่วยามก่อน เขาได้พบกับ จางซินหยาง บุรุษผู้มีไมตรีกับเซียนเซียนก่อนที่นางจะความจำเสื่อม ที่ศาลาในเขตพระราชฐานชั้นใน “ได้ยินนางกำนัลเล่าลือว่า เจ้าเดินหมากรุกเก่งที่สุดในวังหลวง แม้แต่ฮ่องเต้เจิ้งเหรินก็ต้องสยบให้กับวิถีการเ
เซียนเซียนลุกขึ้นจากแท่นบรรทมช้า ๆ ในห้องที่มืดสลัว นางเดินไปจุดเทียนเบื้องข้างแท่นบรรทม ก่อนจะค่อย ๆ เสด็จช้า ๆ ออกจากห้อง พระหัตถ์บางผลักบานประตูไม้สลักเปิดออก ก่อนมู่อินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงหน้าห้องบรรทมจะสะดุ้งน้อย ๆ “ยามไฮ่แล้ว... ทรงไม่บรรทมหรือเพคะ” มู่อินที่นั่งท่วงท่าผ่อนคลายยืดหลังตรงช้า ๆ “ข้านอนไม่หลับ เลยจะไปห้องพระอักษร หาหนังสืออ่านเล่นเสียหน่อย” ร่างบางตอบนางกำนัล ก่อนจะเสด็จหันนำไปก่อน นางกำนัลเห็นเช่นนั้นจึงรีบลุกขึ้นตาม เพื่อไปถวายการปรนนิบัติ มู่อินค่อย ๆ จุดไฟบนเชิงเทียนตั้งพื้นตามจุดต่าง ๆ ในห้องทรงอักษรให้สว่างไสว ขณะองค์หญิงผู้งามสง่านั้นเยื้องย่างไปที่ชั้นหนังสือไม้สลักสูงตระหง่าน พระหัตถ์เลือกหนังสือที่เรียงรายบนนั้น ก่อนนางจะหยุดชะงัก ....เมื่อทอดพระเนตรไปเห็
“ออกไป! หลงจงเจี๋ย” สุรเสียงหวานดุกว่าครั้งไหน แม้เป็นเพียงคำสั้น ๆ แต่กลับทำให้หัวใจของอีกคนที่อยู่ภายในห้องบีบรัดจนหายใจไม่ออก ดวงตาเรียวคมกะพริบปริบ ๆ วงแขนแกร่งค่อย ๆ ทอดถอนออกจากร่างบางช้า ๆ “เจ้าเป็นอย่างไร หายใจปรกติหรือไม่ เจ็บแผลไหม” เสียงร่างสูงอ่อนโยน แต่กลับไม่ได้ดูห่วงใยในสายพระเนตรของอีกฝ่าย องค์หญิงส่ายพระพักตร์ด้วยความสับสน ก่อนจะตรัสออกมาอีกครั้ง “ออกไป... ก่อนข้าจะเรียกให้ทหารมาจับเจ้า...” สุรเสียงนั้นแหบแห้ง และแผ่วเบา แต่กลับชัดเจนต่ออีกฝ่าย ความกลัวของร่างสูง....จู่ ๆ ก็กล
ยามสายของวันใหม่ภายในตำหนัก ฮู่เมิ่ง นั้น อากาศเย็นอย่างประหลาด เมื่อสายลมเหนือพัดพาเอาอุณหภูมิที่ต่ำลงมาเยือนอย่างช้า ๆ ลมอ่อนนั้นพัดเอากิ่งไม้ของต้นเม่ยฮวากระทบกันจนเกิดเสียง ใบและดอกของมันเริ่มร่วงหล่นลง ราวกับบอกว่าฤดูใบไม้ร่วงได้จะมาเยือนในอีกไม่นาน ธารน้ำไหลใสเบื้องหน้าตำหนักสงบนิ่ง มันสะท้อนภาพผืนฟ้าสีอ่อนที่เงียบเหงา ไม่มีเสียงนกร้อง หรือเสียงหัวเราะของนางกำนัลคนใด มีเพียงเสียงผ้าสีดำขลิบเงินที่กระทบกันเบา ๆ ทุกครั้งที่เหล่านางกำนัลเหล่านั้นขยับกาย ทุกคนในตำหนัก ฮู่เมิ่ง ล้วนอยู่ใน...อาภรณ์ไว้ทุกข์... รวมถึงทุกคนทั่วทั้งวังหลวง... “ยินดีที่ได้รู้จัก... ท่านจางซินหยาง ได้ยินชื่อท่านมานาน แต่ไม่เคยได้พูดคุยทำความรู้จักเป็นกิจจะ ถือว่าข้ามีบุญแล้วในวันนี้” เจิงหู่คารวะบุรุษใบหน้าสวยในอาภรณ์เนื้อละเอียดอย่างสำรวมท่าที เกราะของเขากระเพื่อมน้อย ๆ แต่กลับดังกว่าทุกทีในบรรยากาศที่เงียบฉี่ “ได้รู้จักบุตรของแม่ทัพใหญ่อย่างท่านก็เป็นเกียรติ” จางซินหยางประสานมือแสดงความเคารพกลับตามมารยาท บุรุษทั้งสองจิบชากันอย
“ใยฝ่าบาทจึงมาหาหม่อมฉันได้ในคืนนี้ หม่อมฉันนึกเสียแต่ว่าพระองค์จะทรงวุ่นวายอยู่กับคดีของเสวี่ยเซียนจนไม่มาหาหม่อมฉันแล้ว” ฮ่องเฮาลวี่เวยทรงอุ้มกะละมังทองเหลืองสำหรับชำระพระหัตถ์ วางที่โต๊ะไม้สลักใกล้พระแท่นบรรทม พระนางจุ่มซับพระพักตร์ลงในน้ำอุ่น ก่อนยกขึ้นบิดอย่างเบาพระหัตถ์ “เจ้าไปเยี่ยมเสวี่ยเซียนบ้างหรือยัง....” ฮ่องเต้เจิ้งเหรินที่ประทับอยู่ที่แท่นบรรทมพ่นลมหายใจเบา ๆ ที่พระนาสิก ทรงถอดฉลองพระองค์ตัวนอกสุดออกและรับซับพระพักตร์มาไว้ ฮองเฮาลวี่เวยหลุบสายพระเนตรต่ำ และแย้มสรวลบาง ๆ “หม่อมฉันคิดว่าจะไปในวันพรุ่ง เพราะนางกำนัลบอกว่าองค์หญิงยังไม่ฟื้น เกรงว่าไปเยี่ยมยามนี้จะรบกวนการฟื้นตัวของนางเพคะ” ผู้เป็นพระอัครชายาเขามาประทับข้าง ๆ สวามี นางก้ม
และแล้วบุคคลที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนี้ก็กลับมาอยู่ตรงหน้าของนางจนได้ นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สบตากับเขาที่ก้าวเข้ามาเบื้องหน้า “ทะ...ท่านว่าที่ราชบุตรเขย เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่” อิ่นลู่อึกอัก และค่อย ๆ ก้าวถอยหลังขณะที่อีกฝ่ายก้าวเข้ามา จนถอยชิดโต๊ะเบื้องหลัง ใช่แล้ว... เขาควรจะอยู่ในคุกไม่ใช่หรือ “ตกใจทำไม กลัวอะไรอยู่รึ?” จงเจี๋ยเอียงคอน้อย ๆ ใบหน้าของเขาดูกวนนิ่ง ๆ แสนอ่านยาก อิ่นลู่หน้าซีดลงไปเล็กน้อยเมื่อเห็นกล่องในมือของเขา... และอาภรณ์สีม่วงที่อยู่ในอีกมือ “...อึก....” &n
เช้าตรู่ของวันใหม่ ขณะที่จงเจี๋ยยังนอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มนั้น ก็เห็นนางกำนัลเข้ามาเตรียมน้ำสำหรับล้างหน้าให้กับเขา เขาเลื่อนมือขึ้นมาถูจมูกโด่งคมน้อย ๆ ด้วยความรู้สึกระคายจมูก “ต
"แค่เข้าพิธีอภิเษก...กับเจ้า... กับคนที่ข้าชอบ และอยู่ด้วยกันตลอดไปกระมัง” นางยิ้มออกมาบาง ๆ ก่อนจะสบตาอีกฝ่ายอย่างมีความหมาย จงเจี๋ยเผลอกลั้นหายใ
รถม้าสีดำค่อย ๆ เคลื่อนผ่านประตูอู่สูงตระหง่านของราชวังต้องห้าม ใต้แสงยามเย็นนั้น แสงอุ่นเคลือบหลังคาของประตูเมืองจนเปล่งประกายราวเปลวเพ
ใต้ต้นบ๊วยที่ไร้ดอกระหว่างตำหนัก ฮู่เมิ่ง และ หลางเซียว จงเจี๋ยยืนรอคอยการกลับมาของร่างบางอย่างเงียบงันหลังไปเปลี่ยนชุดให้แห้งดีแล้ว ซึ่งทันทีได้ยินเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ขององค







