Se connecter"ฮัลโหล"
"ว่า?" "เย็นชาสุดๆ" "แบร่" "หึ ออกมาแล้ว?" "ค่ะ อยู่กับตริติณ น้องโฟ" "ครับ" ใครจะเชื่อว่ามาเฟียผู้เคร่งขรึมที่อายุใกล้เข้าเลขสามอย่างผม จะมีอารมณ์มานั่งวิดิโอคอลคุยกับสาวสวยเหมือนวัยรุ่นที่เพิ่งจีบกันแบบนี้ แค่ได้หน้าสวยๆ เชิดใส่ดูน่ามันเขี้ยว มุมปากของผมก็สามารถยกยิ้มขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย จนไอ้ชาลกับไอ้ชาลีที่นั่งอยู่ด้านหน้าพากันขมวดคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อเหลือบมองผมผ่านกระจก แปลกตรงไหนวะ? ที่จริงงานวันนี้ผมอยากเป็นคนไปรับเธอด้วยตัวเอง เพราะอยากเดินควงเธอเข้างานประกาศให้ทุกคนรู้ว่าอย่าได้กล้าเข้ามายุ่งผู้หญิงของผม แต่ติดตรงที่เธอต้องไปแต่งหน้าทำผมเป็นเพื่อนผู้หญิงของแฝดตัวเอง เลยอยากจะเดินทางไปพร้อมกันที่เดียว ผมเลยต้องเดินเข้างานคนเดียวเหมือนเช่นทุกปี อาจจะต่างตรงที่ปีนี้ไม่ได้ยืนเบื่อเหมือนที่ผ่านมา "คุณภูผา เจอกันอีกแล้วนะคะ" "..." "มิวสิค พรีเซนเตอร์ที่คุณภูผาเลือกปีที่แล้วไงคะ" "ครับ ทีมงานเลือกครับ" ปกติผมประหยัดคำพูดกับคนแปลกหน้ามากโดยเฉพาะกับผู้หญิง และยิ่งเป็นดารานางแบบด้วยแล้ว ผมยิ่งระวังตัวมากเป็นพิเศษเพราะไม่อยากเป็นข่าวหรือมีภาพหลุดออกไปจนไม่หลงเหลือความเป็นส่วนตัว แต่เพื่อไม่ให้คนที่เข้ามาทักทายเข้าใจผิด ผมจึงจำเป็นต้องอธิบายเพื่อให้เธอเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้อง นางแบบที่มาเป็นพรีเซนเตอร์รถยนต์ให้บริษัท PH ล้วนแต่มาจากการคัดเลือกของทีมงานที่ผมมอบหมายให้ดูแลเรื่องโฆษณาและภาพลักษณ์ของบริษัททั้งสิ้น ผมมีหน้าที่ลงน้ำหมึกอนุมัติค่าใช้จ่ายที่มันสมเหตุสมผลก็เท่านั้น ซึ่งคำตอบของผมก็ทำเอารอยยิ้มของคนที่เข้ามาทักทายเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ทำทีเป็นยกแก้วไวน์ในมือขึ้นมาจิบปรายตาไปทางอื่นมองหาใครอีกคนที่ไม่แน่ใจว่าเดินทางมาถึงหรือยัง แต่เป็นผมที่ไม่ทันระวังตัว ด้วยไม่คิดว่าผู้หญิงตรงหน้าจะกล้าเข้ามาใกล้ในระยะประชั้นชิด เธอทำทีเป็นเบี่ยงตัวเข้าหาผมเอื้อมไปหยิบแก้วไวน์จากพนักงานที่กำลังจะเดินผ่านทางด้านหลัง จนกลิ่นน้ำหอมที่เธออาบมาลอยฟุ้งไปทั่วเหมือนมีเธอมายืนเกาะแขนอย่างนั้น "นายครับ นายหญิงครับ" "สองนาฬิกาครับ" จนกระทั่งเหมือนสายฟ้าฟาดลงมาเมื่อไอ้ชาลีที่ยืนอยู่ไม่ไกลเดินเข้ามากระซิบให้ได้ยินเพียงผม เพิ่งเข้าใจความหมายของ 'จังหวะนรก' ก็ตอนนี้ ผมเลยรีบหันไปมองตามเข็มนาฬิกาที่ลูกน้องบอก ทันได้เห็นตากลมโตใช้หางตามองกันอย่างเฉือดเฉือน ก่อนจะหันกลับไปคุยกับคู่ควงของพี่ชายเธอ เดินไปอีกทาง ความหวังที่ขอให้เธออย่าเข้าใจผิด ผมคงต้องเลิกหวังแล้วเปลี่ยนเป็นอธิบายให้เธอฟังแทน แต่ทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่ใจคิด ในโลกธุรกิจเพียงแค่มีเงินอะไรที่ดูยากก็สามารถทำให้เป็นเรื่องง่ายในพริบตา พอเป็นเรื่องของหัวใจแล้วทำอะไรก็ดูติดขัดไปเสียหมด เพราะมีองค์ประกอบและตัวละครเข้ามามากมายจนบางครั้งยากเกินกว่าที่ผมจะสามารถควบคุมได้ อย่างครั้งนี้ที่ผมกำลังพาตัวเองเดินเข้าไปทักทายคนในแวดวงเดียวกันอย่างตริติณในฐานะผู้ร่วมจัดงานครั้งนี้ เพื่อที่จะได้ยืนใกล้เธอและถือโอกาสยืนบังแผ่นหลังสวยที่ชวนสายตาผู้ชายในงานหันมาสนใจ แต่ขาที่ว่ายาวแล้วยังก้าวไม่ทันคนที่อยู่ใกล้กว่าอย่างคุณพิช ประธานบริษัทที่คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์มานานหลายปีและยังเป็นคนคุ้นเคยทั้งทางผมและตริติณเพราะเคยร่วมงานกันอยู่บ่อยครั้งในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา แต่ที่ทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดจนอยากเข้าไปพาเธอออกจากงานซัะตอนนี้ ก็เพราะผู้ชายที่ชื่อพายโผล่เข้ามาร่วมวงด้วย แถมยังขอชนแก้วกับเธอยืนคุยกันอย่างสนิทสนมจนไม่มีช่องว่างให้ผมเข้าไปยืนแทรกได้ ทำผมยืนขบกรามแน่นระงับอารมณ์ที่กำลังครุกรุ่นไม่ให้ทำลายบรรยากาศงานที่ทุกคนทุ่มเงินและทุ่มแรงร่วมกันจัดขึ้น ก่อนจะเดินเลยไปยืนข้างพี่ชายเธอเพื่อทักทายทุกคนและขอร่วมวงด้วย หาโอกาสใช้สายตาคู่คมมองบังคับให้เธอถอยห่างผู้ชายข้างๆ ซึ่งคุณเธอรับรู้ แต่ไม่รับเรื่อง และไม่ใช่แค่ไม่รับเรื่องเท่านั้น เธอยังกล้าท้าทายอารมณ์ของผมโดยการใช้มือคล้องแขนไอ้หน้าจืดอย่างเปิดเผย ไม่สนสายตาใคร รวมถึงผมด้วยเช่นกัน ผมคงจะใจดีกับเธอมากเกินไปสินะ... "นี่ปล่อยนะ" ผมพยายามทำใจเย็นพูดคุยเรื่องธุรกิจกับทุกคนที่ยืนอยู่ด้วยกันอย่างมีมารยาท รอสบโอกาสที่เธอขอปลีกตัวไปทำธุระส่วนตัว ผมจึงทิ้งจังหวะเล็กน้อยแล้วเดินออกมาตามหลังเธอเงียบๆ ยืนรอจนกระทั่งเธอเข้าห้องน้ำเสร็จ ผมถึงเดินไปจับข้อมือเล็กพาเดินมายังมุมลับตาคน เพื่อคุยกันให้เธอเข้าใจว่าคนที่เธอมีสิทธิ์คล้องแขนได้คือ ผมคนเดียวเท่านั้น! "ท้าทายเฮีย?" "ใครท้าทายไม่ทราบ" ทำเธอพยายามสะบัดข้อมือเล็กออกจากมือใหญ่ของผมด้วยท่าทางพยศไม่ยอมฟังกัน ยิ่งทำให้อารมณ์ของผมที่มันครุกรุ่นอยู่แล้ว อุณหภูมิสูงขึ้นถึงขีดสุด แต่ต้องพยายามระงับอารมณ์เดือดเหมือนไฟของตัวเองเอาไว้อย่างอดทนอดกลั้น "แล้วที่ยืนกอดแขนผู้ชายคนอื่นคืออะไร" "ทีตัวเองยืนกอดกับผู้หญิงได้ แล้วมีสิทธิ์อะไรมาว่าฉัน" "..." เป็นอย่างที่ผมคิด ภาพที่เธอเห็นทำเธอเข้าใจผิดไม่ยอมฟังกัน แถมยังเอาคืนผมกลับด้วยวิธีเดียวกัน ให้ผมรู้สึกแบบที่เธอรู้สึก "ปล่อยเดี๋ยวนะ" "หึงเฮีย?" "ไม่ได้หึง!" "แต่เฮียหึง" "เรื่องของนายสิ ปล่อย" "อื้อ" คำพูดฟังดูห่างเหินถูกพูดออกมาให้ได้ยินอีกครั้ง ทำอุณหภูมิที่เย็นลงแล้วพุ่งสูงขึ้นจนถึงขีดสุด คว้าคอระหงส์มากดริมฝีปากปิดปากเล็กๆ ที่ทั้งดูดื้อรั้นทั้งพูดเอาแต่ใจไม่หยุด ขบเม้มริมฝีปากแดงแทนคำเตือนว่าอย่าพูดจาแบบนี้กับผัวตัวเองอีก ก่อนจะใช้ฟันกัดเบาเบาให้ปากร้ายๆ นั่นเปิดอ้าออกพอให้ลิ้นของผมเข้าไปตีลิ้นเล็กๆ เป็นการสั่งสอนเธอให้หลาบจำอยู่นานหลายนาทีจนขาเรียวสวยเริ่มอ่อนแรงให้สองแขนแกร่งกระชับเอวบางให้แน่นเพื่อประคองคนในอ้อมกอดไม่ให้ล้มลง ก่อนจะถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง แต่ยังคงพักแตะไว้ตรงริมฝีปากบวมเจ่อ พร้อมรอทำโทษอีกครั้งหากเธอยังดื้อไม่ยอมคืนดีด้วย "ไม่โกรธกันได้มั้ย" จุ๊บ "ดีกันนะ" จุ๊บ "จิ๊" ฟอด "นี่" "หึ เฮียขอโทษครับ" "แล้วใครเป็นคนเริ่ม" "เฮีย เฮียทั้งหมด" "..." นิ้วเรียวยาวค่อยๆ ลูบริมฝีปากสีแดงอย่างแผ่วเบาหวังช่วยลดอาการบวมเจ่อให้น้อยลง และปลอบประโลมที่ริมฝีปากของผมเผลอทำโทษเธอแรงเกินไปหน่อย ก่อนจะขอให้เธอส่งข้อความไปบอกพี่ชายว่าขอกลับก่อน และเป็นผมที่พาเธอกลับ เพราะหากกลับเข้างานไปและมีใครสังเกตเห็นความผิดปกติที่ปากของเธอ ดีไม่ดี คงได้เป็นข่าวซุบซิบนินทาอย่างที่ไม่ควรจะเป็นเท่าไหร่ ลำพังหากเป็นตัวผมเอง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสนใจใคร แต่พอเป็นเธอแล้ว ไม่ว่าเรื่องอะไรจะเล็กหรือใหญ่ขนาดไหน ผมจำเป็นต้องสนใจให้มากและคิดให้รอบคอบทุกด้าน "ยังใส่ชุดไม่คุ้มเลย" "หึ เฮียว่าง นอนดูมินินใส่ชุดนี้ทั้งคืนได้" "..." "หรือจะไม่ใส่อะไรเลย เฮียก็ไม่ติด" "ไปส่งที่คอนโดเดี๋ยวนี้เลยนะ" "ไม่" #ขึ้นอย่างเสือลงอย่างลูกเสือ เฮียภูผาเอง #รออ่านคอมเมนท์น้าาา อยู่ชมความมึนของเฮียภูผาไปด้วยกันจนจบนะคะปึก! "ไม่มีฤกษ์""..."เสียงแก้วกาแฟวางกระทบลงบนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่นที่บ้านใหญ่ของมินิน กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งตัวตรงต่อหน้าป๊าและมามี๊ของเธอ ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือลุกไปเข้าห้องห้องน้ำ เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสมาแนะนำตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ และเป็นผู้ใหญ่ของผู้หญิงคนแรกในชีวิต บรรยากาศตอนแนะนำตัวในหนึ่งชั่วโมง มีบ้างที่อาจดูอึมครึมรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แต่สุดท้ายผมก็นำเสนอตัวเองได้ดีจนพอจะได้เห็นรอยยิ้มสวยๆ บนใบหน้าของมามี๊มินินบ้าง ไม่แปลกใจว่ารอยยิ้มสวยหวานของมินินได้มาจากใคร และก็ไม่แปลกใจว่าตริติณหน้านิ่งเหมือนใครแล้วผมก็ทำให้เมฆฝนเคลื่อนตัวมาปกคลุมทั่วห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เพราะความใจร้อนของผมเอง ใจร้อนผลีผลามพูดถึงเรื่องขอแต่งงานกับเธอไปตามความคิด ไอ้ผมมันก็มาเฟียเก่าคิดอะไรก็พูดไปอย่างนั้น อยากได้ลูกสาวเขาก็ขอกับคุณพ่อตาตรงๆ เพราะสำหรับผมการแสดงความจริงใจด้วยใจจริงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และหวังเพียงคุณพ่อตาและคุณแม่ยายจะเห็นในความจริงใจของลูกเขยคนนี้"วันเดียวกับตริติณก็ได้ครับ ผมพร้อม""ไม่สะดวก""ถ้างั้น...""ห้าปีมาว่ากันใหม่ รอได้ก็รอ รอไม่ได้ก
"ตริติณอะ ทำมาตรฐานไว้สูงมากเลยนะ""คืออะไร""ก็ตริติณขอน้องโฟแต่งงานซีนใหญ่ขนาดนั้น แล้วมินินจะทำยังไงละ""ไม่ต้องทำยังไง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นอีกวันที่ตริติณมานั่งเล่นที่ร้านรอเวลาไปรับน้องโฟที่ไปทำสปาผิวเข้าคอร์สเจ้าสาวร้านข้างๆ ร้านฉันนี่แหละ และบังเอิญมาเจอคู่ปรับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอย่างคนหน้ามึนผู้ที่ทำตัวว่างงานทุกคน ฉันก็เลยต้องพาตัวเองมานั่งคั่นกลางระหว่างเสือกับสิงโตที่ดูท่าทางแล้วไม่มีทางยอมให้กันง่ายๆนึกภาพไม่ออกเลย ตอนที่บอกว่าเคยคุยธุรกิจด้วยกันมาเขาคุยกันยังไง ไม่น่าจะงัดกันไปกันมาแบบนี้หรอกใช่ไหม"อันนี้ปลอบใจกันถูกมั้ย""ตริติณพูดจริง ไม่ต้องแต่ง""..."เป็นฉันเองแหละ ที่ไม่น่าเริ่มบทสนทนาเรื่องแต่งงานตามที่ตัวเองรู้สึก เพราะทำเอาคนที่ถามฉันทุกวันนั่งหน้าหงิกคิ้วขมวดผูกเป็นปมแน่นมองตริติณตาขวางเหมือนใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที"กวนตีนเก่ง""เห็นมีแต่ลูกพี่ลูกน้องผู้หญิง ที่โชว์รูมก็มีแต่สาวๆ""โชว์รูมมึงไม่มีผู้หญิงงั้นซิ""โชว์รูมกูไม่เหมือนโชว์รูมมึง""กู...""สวัสดีค่ะพี่มินิน พี่ภูผา""จ๊ะน้องโฟ"นั่งหันซ้ายมองขวาฟังผู้ชายตัวใหญ่สองคนเอาแต่เถียงกันอย่างไม่มีใครยอ
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน เพราะเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่ฉันมีเขาเข้ามาในชีวิต เป็นสิบเอ็ดเดือนที่เขาทำให้ฉันรู้จักครบทุกรสชาติเหมือนรู้จักกันมาหลายปีเลยก็ว่าได้ ถามว่าฉันให้อภัยเขาหรือยัง ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเท่าไหร่ แต่ลองเอาเหตุผลของเขามาคิดทบทวนดูแล้ว เป็นฉันก็คงทำไม่ต่างกัน ใครจะอยากให้คนที่ตัวเองรักเป็นอันตรายกันละ และถ้าถามถึงเรื่องสถานะระหว่างฉันกับเขายังคงไม่มีคำเรียกที่ชัดเจนเหมือนเดิม เพราะฉันอยากมั่นใจอีกหน่อยว่าเขาจะไม่ล้อเล่นกับใจฉันอีก ที่สำคัญอยากจะดัดนิสัยคนเจ้าเล่ห์อย่างเขาด้วย มีอย่างที่ไหนกันหาช่างมาเปลี่ยนประตูห้องพักให้ฉัน เป็นประตูอย่างดีและแพงมากก็จริง แต่รหัสเปิดประตูเป็นวันเกิดของเขาโดยไม่ถามความสมัครใจจากเจ้าของห้องอย่างฉันเลยสักนิด"พี่มินิน อินขอไปซื้อข้าวกลางวันก่อนนะคะ""จ๊ะ เผื่อพี่กล่องนึงนะเอาเหมือนน้องอิน""ได้เลยค่ะ"ฉันแอบมองตามหลังน้องอินเดินออกไปขึ้นรถของใครบางคนจนลับตา เป็นอย่างนี้มาสักพักหนึ่งแล้วที่น้องอินมีคนมาคอยรับคอยส่งอย่างนี้ ใช่ว่าฉันจะไม่รู้จักเขาคนนั้นนะ แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองคนและน้องอินโตพอที่จะเรียนรู้ด้วยตั
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกจนรู้สึกเจ็บแปลบที่อก พยายามกลืนอารมณ์ร้อนรุ่มทั้งหมดลงไป ดวงตาคมจ้องมองเธออย่างไม่ละสายตา แสงไฟในห้องสาดกระทบใบหน้าหวานที่ผมคิดถึงทุกคืน แต่ในแววตาคู่นั้นไม่มีความอ่อนโยนเหมือนก่อน มีเพียงความแข็งกร้าวและระยะห่างที่ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ตอบเฮีย พามันขึ้นมาทำอะไรบนห้อง" "ทำอะไรก็ได้ ฉันโตแล้ว""มินิน" "...""โอเค เฮียยอม" "นี่ อย่าเข้ามาใกล้นะ" ใบหน้าบึ้งตึงทำใจแกร่งปวดหนึบอย่างที่ไม่เคยเป็น จนผมต้องยกสองมือขึ้นยอมจำนนอย่างยอมแพ้ ค่อยๆ ก้าวขาขยับเข้าไปใกล้อยากรวบตัวเธอมากอด แต่เธอกลับถอยหนีพยายามพองขนเหมือนเม่นน้อยที่พร้อมจะทำร้ายกัน จนผมต้องถอนหายใจระบายความอัดอั้นที่มีให้น้อยลง"เฮียไม่ได้อยากหายไป" "และไม่ได้รู้สึกรำคาญตามที่พูด" เสียงทุ้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ตัดสินใจอธิบายอย่างใจเย็น แม้รู้ว่าเธอคงไม่เชื่อคำพูดของผมง่ายๆ"ถ้าเฮียไม่พูดแบบนั้น...""มาอธิบายอะไรตอนนี้" ขายาวก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวจนแทบชิด ครั้งนี้ เธอไม่ขยับถอยหนี ให้เห็นดวงตาคู่กลมแดงก่ำได้ชัดเจนถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แฝงไปด้วยความน้อยใจและโกรธ จนผมร้อนรนแทบทำอะไรไม่ถ
เอี๊ยด...ด!เสียงล้อรถเสียดสีไปกับผิวถนนจนเกิดสะเก็ดไฟ บ่งบอกถึงการมาของใครอีกคนที่ผมเป็นคนส่งข้อความไปนัดให้มาเจอหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ตริติณฝาแฝดของผู้หญิงที่ผมพูดร้ายกับเธอไปเมื่อหลายวันก่อน"มีอะไร" "มินินเป็นยังไงบ้าง" ทันทีที่รถสปอร์ตหรูสีดำด้านรุ่นล่าสุดมาจอดข้างๆ พร้อมกับเปิดกระจกลงมาเป็นการยืนยันว่าเขาคือคนที่ผมนัดเอาไว้ ก่อนจะทักทายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ฟังแล้วรู้สึกขัดหูไม่น้อย"ถามทำไม" "...""มีความสุขดี""กูไม่อยู่นาน ฝากมึง...""น้องกู กูดูแลอยู่แล้ว" "งั้นก็ดี" "ส่วนมึง ถ้ายังเคลียร์ตัวเองไม่ได้ ก็อย่ากลับไปวุ่นวายกับมินินอีก" ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่เมีย ผมคงได้ซัดหน้ากวนๆ นั่นสักทีให้หายหมันไส้ ไหนจะคำพูดคำจาที่ไม่เคยคิดว่าเป็นผมที่อายุมากกว่า แต่ผมทำได้เพียงใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีก็เท่านั้น เพราะรู้ตัวเองดีว่าเป็นรองพี่เมียมากจนคะแนนติดลบยากที่จะทำคะแนนบวกตีตื้นขึ้นมาได้ ยังไม่ทันได้ขอบคุณในน้ำใจที่ให้เลือดกับผมในวันนั้นไม่แม้จะเปิดโอกาสได้โต้กลับใดใด รถคันหรูก็ออกตัวไปไกลไม่ทันให้ผมได้เปิดปากพูด ไอ้
"ให้ติณอยู่เป็นเพื่อนมั้ย""แล้วน้องโฟละ" "อยู่บ้าน" "อื้ม" ฉันพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะโผลสวมกอดพี่ชายที่เดินมามาหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ และเหมือนตริติณจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของฉันตอนนี้ที่เต็มไปด้วยความกลัวและกังวลไปหมดถึงได้ยกแขนขึ้นมาโอบกอดฉันไว้พร้อมกับลูบผมหนาเบาเบา ไม่มีคำพูดใดใดแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แฝดมีให้ฉันตลอดมา "อุ้ย! เจ็บรึเปล่า มินินขอโทษนะ" "ไม่" จนฉันลืมไปเลยว่าแขนของตริติณมีพลาสเตอร์ปิดเอาไว้เพราะเพิ่งผ่านการให้สิ่งสำคัญกับคนที่นอนนิ่งมีสายระโยงระยางเต็มไปหมดอยู่ในห้องไอซียูเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตริติณก็คือตริติณต่อให้เจ็บมากแค่ไหนก็ไม่ยอมปริปากพูดออกมาหรอก ฉันเลยขยับตัวออกห่างเล็กน้อยก้มหน้ามาเป่าตรงรอยจุดเล็กๆ สีแดงหวังช่วยให้ความเจ็บลดลงบ้าง ถึงจะรู้ว่าอาจจะช่วยไม่ได้เลยก็ตาม อย่างน้อยฉันก็อยากตอบแทนความใจดีของตริติณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้"ไม่กลัว?" "ไม่" ถ้าเดาไม่ผิด ตริติณคงหมายถึงตัวตนที่เขาเป็นและความอันตรายที่อยู่รอบทุกทิศทุกทางเหมือนอย่างวันนี้ แต่แล้วยังไงหล่ะ ในเมื่อฉันเลือกเปิดใจให้เขาแล้ว เรียนวิชาป้องกันตัวหรือการจับปืนฉ







