1 Jawaban2025-10-30 06:24:33
แฟนซีรีส์คนหนึ่งจะเล่าให้ฟังว่า 'Devil May Cry 5' ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมอารมณ์และเหตุการณ์จากภาคก่อนๆ ได้อย่างแนบเนียน ไม่ใช่แค่การนำตัวละครเก่าๆ กลับมาโผล่ให้รู้สึกคุ้นเคย แต่เป็นการต่อเติมจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งและความสัมพันธ์ที่เริ่มตั้งแต่ 'Devil May Cry 3' และขยายผลจนถึงช่วงเวลาหลังจากเหตุการณ์ใน 'Devil May Cry 4' โลกในภาคนี้ยังคงมีร่องรอยของการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับปีศาจ เด่นสุดคือปรากฏการณ์ต้นไม้ยักษ์ Qliphoth ที่เชื่อมโยงกับพลังปีศาจแบบเก่าๆ ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้ตัวละครหลักต้องเผชิญกับอดีตและเลือดเนื้อเดียวกัน
พอมาเล่นจริงๆ แล้วจะเห็นความสัมพันธ์แบบแยกส่วนและการกลับมาของปมเดิมอย่างชัดเจน: Vergil ที่เคยเห็นพลังเป็นคำตอบสูงสุดใน 'Devil May Cry 3' ถูกขยายเป็นสาเหตุสำคัญของเหตุการณ์ปัจจุบัน เพราะเขาแยกตัวเองออกเป็นสองด้าน คือด้านที่เป็นปีศาจกับด้านที่ยังเก็บความเป็นมนุษย์ไว้ ซึ่งกลายเป็นตัวละครใหม่อย่าง V และ Urizen การที่ V มาขอความช่วยเหลือจาก Dante และ Nero ไม่ได้เป็นแค่พล็อตขับเคลื่อน แต่เป็นการสะท้อนอดีตของ Vergil กับ Dante ที่มีปมพี่น้องและดาบ Yamato เป็นจุดเชื่อมโยง ส่วน Nero ที่เติบโตขึ้นจาก 'Devil May Cry 4' ก็ไม่ใช่ตัวละครเดิมอีกต่อไป เขามีอาวุธใหม่อย่าง Devil Breaker ที่แสดงให้เห็นวิวัฒนาการทั้งด้านทักษะและบทบาทของเขาในตระกูลนี้ จนเมื่อความจริงเรื่องสายเลือดถูกเฉลย มันทำให้หลายฉากที่ดูเหมือนไม่มีนัย กลับกลายเป็นช็อตที่มีความหมายลึกซึ้งขึ้นทันที
นอกจากเรื่องเนื้อหาแล้วการอ้างอิงเชิงเกมเพลย์และสัญลักษณ์ต่างๆ ก็ช่วยให้ความเชื่อมโยงแน่นแฟ้นมากขึ้น ทุกครั้งที่ Dante คว้าดาบหรือเปลี่ยนสไตล์ต่อสู้ ก็เหมือนเป็นการทวนความทรงจำจากภาคก่อนๆ และเสียงเพลงหรือท่วงทำนองของการดวลที่ชวนให้นึกถึงการปะทะในอดีตไม่เคยหายไป การปรากฏตัวของตัวละครรองอย่าง Trish และ Lady หรือแม้แต่ไอเท็มและท่าไม้ตายล้วนทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างยุค เก็บรายละเอียดเล็กๆ อย่างปฏิสัมพันธ์ระหว่าง Dante กับ Nero หรือคำพูดสั้นๆ ของ Vergil ทำให้คนที่เล่นภาคเก่าๆ รู้สึกว่าทุกอย่างมีค่าไม่สูญเปล่า
ท้ายที่สุด 'Devil May Cry 5' เป็นบทสรุปและการเริ่มต้นพร้อมกัน มันปิดบางแผลของอดีตและเปิดทางให้ตัวละครแต่ละคนเลือกเส้นทางของตัวเอง บทสรุปอาจไม่ใช่การคืนดีกันทันทีหรือชนะแบบสมบูรณ์ แต่มันคือการยอมรับความซับซ้อนของเลือดและตัวตน ซึ่งเป็นเรื่องที่ฉันชอบมาก เพราะมันทำให้การต่อสู้ไม่ได้เป็นแค่โชว์สกิล แต่กลายเป็นบทสนทนาเชิงอารมณ์ระหว่างคนในครอบครัวเดียวกัน นี่แหละคือเหตุผลที่ฉันยังคิดถึงฉากบางฉากอยู่เสมอ
5 Jawaban2025-10-31 02:11:42
เสียงกู่ร้องของต้น Qliphoth ใน 'Devil May Cry 5' ทำให้ภาพรวมของตระกูล Sparda กลับมามีเสียงอีกครั้ง ผมรู้สึกว่าภาคนี้ไม่ได้แค่นำตัวละครเดิมกลับมา แต่ยังต่อประเด็นจากอดีตให้ครบถ้วน — ความเป็นพี่น้องของ Dante และ Vergil ที่ถูกแตกร้าวใน 'Devil May Cry 3' กลับมีผลกระทบโดยตรงต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน ความลับเกี่ยวกับสายเลือด ตำนานดาบ Yamato และแรงจูงใจของ Vergil ถูกดึงเข้ามาเป็นแกนหลักของเรื่อง
การเชื่อมต่อชัดเจนเมื่อมองไปที่ Nero ซึ่งมีรากเหง้าจากเรื่องราวก่อนหน้า ความสัมพันธ์ที่เปิดเผยในภาคนี้ว่าเขาเกี่ยวข้องกับเครือญาติของ Sparda ทำให้การกระทำหลายอย่างในภาคก่อนอย่างใน 'Devil May Cry 3' มีน้ำหนักขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้การที่ตัวร้าย Urizen ปรากฏขึ้นและถูกผูกเข้ากับ Vergil เป็นการเล่าเรื่องต่อแบบตรงไปตรงมาจากความคลุมเครือของภาคเดิม
มุมมองส่วนตัวคือการเล่นภาคนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าทีมผู้สร้างตั้งใจเยียวยาและเชื่อมช่องว่างของอดีต ไม่ได้ลอกฟอร์มเดิม แต่เอาอดีตมาเป็นแรงผลักดันให้ตัวละครโตขึ้น ทั้งการปะทะ การผลัดกันเผชิญหน้า และการเปิดเผยความลับของตระกูลทำให้เรื่องราวมีความหมายมากกว่าแค่การต่อสู้สมกับชื่อเกม
2 Jawaban2025-10-28 02:16:27
เส้นเรื่องของ 'Devil May Cry 5' ต่อจากภาคก่อนแบบไม่ต้องตีความซับซ้อนก็คือมันเอาตัวละครหลักจากภาคก่อนมาขยายบทและปิดปมบางอย่างที่ค้างไว้ แต่ไม่ใช่แค่ขยาย พล็อตกลับขยับไปทางความสัมพันธ์ของครอบครัวและมรดกของปีศาจมากกว่าด้วยน้ำหนักที่ต่างออกไป
ผมรู้สึกว่าจุดเริ่มต้นชัดเจน—นับตั้งแต่เหตุการณ์ใน 'Devil May Cry 4' โลกยังไม่สงบ Nero โตขึ้นและพัฒนาตัวเองจนมีร้านเล็กๆ กับช่างกลชื่อ Nico ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราเห็นอุปกรณ์ใหม่ๆ อย่าง Devil Breaker แทน Devil Bringer แบบเดิม ตัวร้ายหลักของภาคนี้ไม่ใช่แค่มอนสเตอร์หน้าใหม่ แต่เป็นพลังที่แยกออกมาจากตัวละครเดิม: Urizen ซึ่งทำให้เรื่องขยายไปสู่การเปิดเผยเชิงตำนานและจิตใจของตัวละคร ยิ่งเล่นยิ่งเห็นว่าเกมตั้งใจใช้เหตุการณ์ใหญ่เป็นฉากหลังให้กับการเผชิญหน้าระหว่างพี่น้องเก่าแก่และบทบาทของรุ่นถัดไป
พอพูดถึงตัวละคร เรื่องนี้ให้เวลา Nero กับ Dante ในแบบที่รู้สึกต่างจากภาคก่อน Nero มีเวทมนตร์ของตัวเองและต้องเรียนรู้บทบาทใหม่ในฐานะคนที่ต้องแบกรับชะตากรรม ส่วน Dante ยังคงเป็นคนที่ล้อเลียนโลก แต่แอบมีความเศร้าและหน้าที่ที่หนักขึ้น การแนะนำตัวละครอย่าง V และการคลี่คลายถึงที่มาของ Urizen / Vergil ทำให้ธีมเรื่องครอบครัว—ความแตกแยกและการคืนดี—เด่นชัดขึ้น ผมชอบที่ทีมเขียนไม่ยัดบทสรุปสะเปะสะปะ แต่ค่อยๆ ให้ความสำคัญกับการพูดถึงอดีตและผลกระทบต่อปัจจุบัน แม้บางฉากจะเป็นแอ็กชันระเบิดตา แต่พอเอาเข้าจริงฉากสำคัญแบบการเปิดเผยความสัมพันธ์หรือการเผชิญหน้าของพี่น้องกลับให้ความรู้สึกปิดบทเก่าๆ ได้อย่างกลมกล่อมในแบบเกมแอ็กชันสมัยใหม่
4 Jawaban2025-11-07 15:29:02
พอลองย้อนไปดูเรื่องราวของ 'Devil May Cry' แล้วจะเห็นว่าภาพรวมของแดนเต้คือเรื่องของลูกชายแห่งสปาร์ด้าที่กลายเป็นนักล่าอสูรที่เล่นมุกง่ายแต่เก่งกาจเกินใคร
ผมเล่าแบบย่อ ๆ ว่าแดนเต้เปิดกิจการเป็นนักล่าปีศาจ รับจ้างแก้ปัญหาเหนือธรรมชาติและตามล้างแค้นอดีตที่เกี่ยวกับโลกปีศาจ จุดพลิกผันสำคัญในภาคเริ่มต้นคือการเปิดเผยว่าตัวละครหญิงที่ดูเหมือนช่วยเหลือเขาคือ 'ทริช' ถูกสร้างมาโดยศัตรูเพื่อล่อเขา แต่ในที่สุดเธอกลับเลือกยืนข้างแดนเต้แทน ซึ่งเปลี่ยนทิศทางอารมณ์จากการถูกหลอกเป็นความผูกพันที่แท้จริง
อ่านย้อนมาที่ 'Devil May Cry 3' จะยิ่งเข้าใจว่าจุดพลิกผันอีกระดับคือการเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง—เวอร์จิลกับแดนเต้—และการต่อสู้ทางความเชื่อเรื่องพลังและครอบครัว การที่เวอร์จิลเลือกเส้นทางแสวงหาอำนาจทำให้เรื่องไม่ใช่แค่ภารกิจล้างปีศาจ แต่กลายเป็นเรื่องความขัดแย้งในเลือดเนื้อ ซึ่งฉันชอบเพราะมันเพิ่มมิติให้แดนเต้จากตัวละครตลกเป็นคนที่ต้องแบกรับบาดแผลส่วนตัว
3 Jawaban2025-10-29 05:34:45
เสียงพากย์ไทยของแดนเต้ใน 'Devil May Cry 5' ให้ความรู้สึกเป็นมิตรกว่าและใกล้ชิดผู้เล่นมากขึ้น เหมือนเพื่อนข้างบ้านที่รู้จะเล่นมุกถูกจังหวะมากกว่าแค่คูลอย่างเดียว
ผมสังเกตว่าพากย์ญี่ปุ่นเน้นจังหวะการพูดที่เฉียบคมและมีรสชาติแบบแห้ง ๆ ของความเย่อหยิ่ง ซึ่งเหมาะกับคาแรกเตอร์แดนเต้แบบคลาสสิก ผู้ฟังจะได้ความเท่แบบมีชั้นเชิง ในขณะที่พากย์ไทยมักเลือกโทนเสียงที่หนาขึ้นและเน้นอารมณ์ชัดเจนกว่า โดยเฉพาะในฉากที่ต้องใส่อารมณ์ทั้งขันและจริงจังพร้อมกัน เสียงหัวเราะ การแซว และการตวัดมุกมักถูกขยายให้ได้ผลฮามากขึ้น เพื่อให้เข้ากับความคาดหวังของผู้เล่นไทย ผมเองรู้สึกว่ามันทำให้ตัวละครเข้าถึงง่ายขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของน้ำเสียงที่ญี่ปุ่นให้ไว้
มุมมองส่วนตัวคือชอบทั้งสองแบบในมุมต่างกัน ถาต่อสู้สุดมันหรือช่วงโมเมนต์ดราม่า ผมจะเลือกพากย์ญี่ปุุ่นเพราะความละเอียดของน้ำเสียงและการเว้นวรรคที่ทำให้อินได้ลึกกว่า แต่ถาต้องการความสนุกทันทีและมุขที่เข้าใจง่ายก็จะหยิบพากย์ไทยมาเล่นมากกว่า เหมือนกับที่ผมเปรียบกับ 'Bayonetta' ที่การพากย์มีผลมากต่ออารมณ์เกม — จะเลือกแบบไหนขึ้นกับอารมณ์ตอนเล่นจริง ๆ
3 Jawaban2025-11-07 23:57:05
ดิฉันรู้สึกว่าการเล่าประวัติดันเต้เหมือนกำลังเล่าตำนานคนติดตลกที่มีบาดแผลลึกอยู่เบื้องใต้
เกิดจากสายเลือดที่ไม่ธรรมดา ดันเต้เป็นลูกชายของ 'Sparda' ยมทูตผู้ทรงอำนาจและมนุษย์ชื่อ 'Eva' ซึ่งความสัมพันธ์นี้ทำให้ดันเต้กลายเป็นครึ่งปีศาจที่มีพลังเกินมนุษย์ แต่ก็ต้องแบกรับความขัดแย้งระหว่างสองโลกในตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก — พี่น้องฝาแฝดอีกคนคือเวอร์จิลที่มีแนวคิดต่างกันชัดเจน การแยกทางและการสูญเสียครอบครัวคือจุดเริ่มต้นที่ขึ้นรูปตัวตนของเขา
มุมมองของดันเต้ใน 'Devil May Cry 3' กับในเกมภาคแรกสุดต่างกัน ตรงที่ในภาคสามเห็นเขายังเป็นหนุ่มไฟแรง เอาแต่เล่นมุกแต่มีความเกรี้ยวกราดในฝีมือ ส่วนในภาคแรกจะเห็นความเป็นมืออาชีพมากขึ้น เรียกว่ามีซับพลอตเรื่องการยอมรับตัวตนและการปกป้องมนุษย์ซ่อนอยู่ การใช้อาวุธอย่างดาบ 'Rebellion' ปืนคู่ 'Ebony & Ivory' และท่า 'Devil Trigger' เป็นทั้งสัญลักษณ์และเครื่องเตือนถึงมรดกของพ่อ ที่ทำให้ฉากต่อสู้ของเขามีความเป็นละครครอบครัวผสมกับคอมเมดี้สุดโต่ง
บางครั้งการที่เขาพูดเล่นหรือชอบของอร่อยดูเหมือนไม่จริงจัง แต่การเผชิญหน้ากับเวอร์จิลหรือเหล่าปีศาจจะเผยมุมมองที่จริงจังและเศร้าซ่อนอยู่ ทำให้ดันเต้ยังคงเป็นตัวละครที่น่าสนใจเสมอ — คนที่ยิ้มได้ในวันที่ต้องแบกความทรงจำหนัก ๆ ไว้ข้างใน
3 Jawaban2025-10-29 14:46:32
Dante เวอร์ชันรีบูตใน 'DmC: Devil May Cry' ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนได้พบคนที่คุ้นเคยในเวอร์ชันที่ยังเติบโตไม่เต็มที่—โกรธ แสวงหา และเปราะบางอย่างเปิดเผย ฉันประทับใจกับการออกแบบตัวละครที่กล้าลบล้างภาพลักษณ์เดิม ๆ แล้วตั้งคำถามกับต้นตอของตัวตน เขาเริ่มเรื่องเป็นวัยรุ่นที่มองโลกในแง่ร้าย เต็มไปด้วยแผลในใจและความไม่ไว้วางใจต่อระบบรอบตัว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการเดินทางภายในที่ค่อย ๆ เปิดเผย: จากคนที่ตะโกนต่อโลกภายนอกสู่คนที่ยอมรับความรับผิดชอบและความเชื่อมโยงกับคนอื่น
จังหวะการเล่าเรื่องและฉากสำคัญในเกมรีบูตนี้ชวนให้คิดถึงการสำรวจอัตลักษณ์—ไม่ใช่แค่การต่อสู้กับปีศาจ แต่เป็นการต่อสู้กับความทรงจำและภาพจำของตัวเอง ฉันชอบที่เกมใส่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างข้อความในบ้านเกิดของ Dante, พฤติกรรมก้าวร้าวที่เป็นหน้ากาก และความอ่อนแอที่โผล่มาบ้างเป็นพัก ๆ ซึ่งทำให้ภาพรวมของเขามีมิติไม่ใช่แค่ "ฮีโร่เท่ ๆ"
ท้ายที่สุด Dante ใน 'DmC' คือการทดลองว่าถ้าตัดความเป็นตำนานออกไป เหลือเพียงคนที่ยังต้องเรียนรู้ เขาจะเป็นอย่างไร ฉันออกจากประสบการณ์นั้นด้วยความรู้สึกว่าเวอร์ชันนี้กล้าหาญพอจะทำให้เราเห็นว่าแม้ตัวละครไอคอนิกก็ยังสามารถถูกตีความใหม่ได้อย่างมีหัวใจ
3 Jawaban2025-10-29 08:30:01
เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบเก็บละเอียดทุกมุมของเกม และในบทบาทนั้น 'Devil May Cry 5' มีของลับที่คุ้มค่าจริง ๆ ควรหา
ถ้าพูดถึงที่ชัดเจนที่สุด ให้เริ่มจากระบบ 'Secret Missions' ที่ซ่อนอยู่ในหลายฉาก เพราะการเคลียร์เป้าหมายพิเศษพวกนี้ไม่ได้แค่เพิ่มคะแนนหรือทำให้รู้สึกท้าทายเท่านั้น แต่บางอย่างจะให้รางวัลแบบที่อยากให้มีติดตัว เช่น Red Orb เพิ่ม เติมแต้มสกอร์ และบางครั้งการปลดล็อกความท้าทายจะทำให้เราได้ลองใช้สกิลหรือสไตล์การเล่นใหม่ ๆ ที่ทำให้ Dante มีมิติขึ้นในการเล่นซ้ำ
อีกสิ่งที่ต้องระวังคือมุมฉากที่ดูเหมือนไม่สำคัญ — ผนังที่เรียบ ๆ พื้นที่ที่เราต้องกระโดดขึ้นไปหรือทุบของตกแต่ง บ่อยครั้งจะซ่อน Red Orbs หรือเส้นทางลัดไปยังพื้นที่สู้ของบอสย่อย การเล่น Mission Select ซ้ำกับ Dante โดยเฉพาะหลังจากปลดล็อกท่าใหม่ ๆ จะช่วยให้เข้าถึงมุมที่ก่อนหน้านี้ทำไม่ได้ได้ง่ายขึ้น สุดท้ายอย่าลืมว่าถ้าชอบของที่เป็นเนื้อเรื่องลับ การมี DLC อย่างตัวเล่นได้ของ 'Vergil' (ถ้าซื้อ) จะเปิดมุมมองและฉากต่อสู้ที่เสริมภาพรวมของ Dante ให้สมบูรณ์ขึ้น จากมุมมองคนที่เล่นครบจบทุกอัศวิน การตามหาของลับพวกนี้มันเพิ่มคุณค่าให้กับการเล่นมากกว่าตัวรางวัลล้วน ๆ
3 Jawaban2025-10-28 12:22:22
'Devil May Cry 5' พาเราลงไปในโลกที่ถูกกลืนด้วยต้นไม้ปีศาจซึ่งกลายเป็นต้นตอของความวุ่นวาย ทั้งกราฟิกระเบิดพลังและฉากแอ็กชันทุ่มเทให้กับความรู้สึกของการสูญเสียและการตามหาตัวตน
โครงเรื่องหลักเริ่มจากการที่เมืองถูกคุกคามโดยต้นไม้ปีศาจขนาดมหึมา (Qlipoth) ที่ดูดซับพลังชีวิตของผู้คน แล้วมีตัวละครใหม่ที่ชื่อว่า Urizen ปรากฏตัวขึ้นในฐานะพลังปีศาจที่เหนือกว่าใครๆ ผู้เล่นจะได้ติดตามเส้นเรื่องของสามตัวละครหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างแปลกประหลาด: นักล่าหนุ่มผู้สูญเสียแขนปีศาจและได้แขนเทียมจากช่างซ่อมสุดเก่ง, นักล่ารุ่นเก๋าที่กลับมาพร้อมท่าทางไม่ถ่อมตน และชายลึกลับที่พูดเป็นบทกวีและเรียกสิ่งมีชีวิตปีศาจให้ต่อสู้ให้
พอยิ่งเล่นไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นว่าปมใหญ่ของเรื่องไม่ใช่แค่การกำจัดต้นไม้หรือการฆ่าศัตรูเท่านั้น แต่เกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง ความผิดหวัง และการแยกส่วนของคนคนหนึ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย กระทั่งการเปิดเผยตัวตนจริงของฝ่ายหนึ่งทำให้ฉากจบกลายเป็นการเผชิญหน้าที่ทั้งดุเดือดและเจ็บปวด ฉันชอบวิธีที่เกมผสมความมันส์ของการต่อสู้เข้ากับประเด็นครอบครัว จบแบบยังคงทิ้งความขมให้คิดต่อไป นี่คือภาคที่เต็มไปด้วยเสียงโลหะ เดือด และการตั้งคำถามว่าอำนาจมีค่าแลกอะไร
3 Jawaban2025-11-07 12:49:17
สิ่งที่ดึงดูดผมให้ติดซีรีส์คือความหลากหลายของอาวุธที่ Dante ถือได้—ทั้งดาบยาว ดาบทรงพลัง และปืนคู่ที่ยิงไม่หยุด ในมุมมองการเล่นแบบคลาสสิกชุดพื้นฐานมักประกอบด้วย 'Rebellion' ซึ่งเป็นดาบหลักสำหรับคอมโบพื้นฐานและท่าโจมตีหนักที่เปิดช่องให้ต่อจังหวะ กับ 'Ebony & Ivory' ที่ช่วยเก็บคอมโบระยะไกลและทำให้ศัตรูลอยเพื่อเชื่อมท่าต่อ ส่วน 'Sparda' จะเป็นอาวุธพิเศษที่มีพลังระดับตำนาน ใช้เมื่ออยากทำความเสียหายหนักหรือเปิดใช้สกิลพิเศษในฉากสำคัญ
จังหวะการใช้งานสำคัญมาก: การกดโจมตีเร็วต่อเนื่องด้วย 'Rebellion' ผสมกับการยิงปืนคั่นกลางจะรักษาอันดับสไตล์ได้ดี และการใช้ท่าโจมตีหนักหรือกดชาร์จจะทำให้ศัตรูลอยโดดหรือกระเด็น พอศัตรูอยู่ในอากาศก็ให้ใช้การโจมตีขึ้นฟ้าแล้วตามด้วยท่าเฉพาะของดาบเพื่อจบคอมโบ ส่วน 'Sparda' มักจะใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการทำดาเมจครั้งใหญ่หรือกับบอส เพราะตัวมันมักมีท่าโจมตีพิเศษและสามารถเก็บคอมโบแบบแตกต่างจากดาบธรรมดาได้
สรุปสั้นๆ ว่าเทคนิคของผมคือผสมปืนเข้าไปในคอมโบดาบเสมอและรู้จังหวะเปิดใช้ปุ่มหนักเมื่อศัตรูถูกยกหรือมึน เรื่องนี้ช่วยให้การเล่นรู้สึกลื่นและสนุกขึ้นมากเวลาเจอศัตรูที่เยอะ ๆ — มันเหมือนการเต้นรำที่มีดาบกับปืนเป็นคู่เต้นสุดประสาน