การเปิดด้วยชุด 'The Adventures of Sherlock Holmes' ทำให้ฉันรู้จักโทนของเรื่องตั้งแต่แรก — การเล่าแบบวัตสันที่เป็นมิตรกับผู้อ่าน ความเฉียบคมของเชอร์ล็อกที่มาเป็นการตัดสลับระหว่างบทสนทนาและการสังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องสั้นเช่น 'A Scandal in Bohemia' กับ 'The Speckled Band' ให้เห็นมิติของทั้งนักสืบและชีวิตสาธารณะในลอนดอนยุควิกตอเรียน โดยที่ไม่ต้องทุ่มเวลาอ่านเป็นเล่มหนา ๆ ก่อนจะรู้ว่าเราจะชอบหรือไม่ ชุดเรื่องสั้นยังเป็นวิธีที่ดีที่จะเห็นความหลากหลายของปริศนา: บางตอนเน้นปริศนาเชิงจิตวิทยา บางตอนหนักไปทางอาชญากรรมมีแผนการ และบางตอนมีบรรยากาศลึกลับคล้ายเรื่องผี
หลังจากผ่านเรื่องสั้นแล้ว ฉันมักจะแนะนำให้กระโดดไปลองนวนิยายเดี่ยวอย่าง 'A Study in Scarlet' เพื่อเข้าใจจุดเริ่มต้นของการพบกันระหว่างโฮล์มส์กับวัตสัน และต่อด้วย 'The Hound of the Baskervilles' เมื่ออยากสัมผัสการเล่าเรื่องที่ยาวขึ้นและบรรยากาศหนาทึบของชนบทอังกฤษ ทั้งสองเล่มให้มุมมองที่ต่างกันมาก: เล่มแรกเป็นต้นกำเนิดและมีเนื้อหาเชื่อมโยงกับอดีต ส่วนหลังเป็นนิยายลึกลับที่เน้นการสร้างอารมณ์และฉาก โดยรวมแล้วการไล่อ่านแบบสลับเรื่องสั้น-นวนิยายทำให้ยังคงความสดใหม่และไม่รู้สึกอิ่มจนอิ่มหนำ
เวลาโหยหานิยายสืบสวนคลาสสิก ๆ ผมมักจะหยิบหนังสือที่ทำให้คิดตามได้ไม่ยาก และในชุดต้นฉบับของเชอร์ล็อค โฮล์มส์ คุณจะพบว่ามีเล่มแปลไทยที่หาได้ง่ายหลายเล่ม
ในฉบับแปลไทยโดยทั่วไปจะรวมเอา 'A Study in Scarlet' ซึ่งเป็นนิยายเล่มแรกที่แนะนำตัวโฮล์มส์และวัตสัน ไว้ให้คนอ่านไทยได้รู้จักโครงเรื่องต้นกำเนิดของทั้งสองคน อีกฉบับที่ค่อนข้างแพร่หลายคือชุดรวมเรื่องสั้น 'The Adventures of Sherlock Holmes' ที่รวบรวมตอนคลาสสิกหลายตอนที่เป็นบทเริ่มต้นของชื่อเสียงโฮล์มส์ ทั้งสองเล่มนี้มักถูกแปลหลายครั้งโดยนักแปลและสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ทำให้ผู้อ่านมีตัวเลือกทั้งฉบับแยกและรวมเล่ม เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศแบบดั้งเดิมของการสืบสวนแบบวิกตอเรียน
ผมแนะนำให้เริ่มจากสองเล่มนี้ก่อนเพราะโครงสร้างและสำนวนเรื่องสั้นทำให้เข้าใจบุคลิกโฮล์มส์ง่าย แล้วค่อยขยับไปหานิยายยาวหรือชุดรวมตอนอื่น ๆ ตามอารมณ์ของการอ่าน จะได้เห็นพัฒนาการของตัวละครและเทคนิคการเล่าเรื่องในแต่ละช่วงเวลา
ลำดับเรื่องของนิยายต้นฉบับ 'Sherlock Holmes' ค่อนข้างชัดเจนเมื่อมองจากมุมการตีพิมพ์: มีนวนิยายหลักสี่เล่มตามด้วยคอลเลกชันเรื่องสั้นที่รวมกันเป็นชุดใหญ่ ซึ่งผมมักจะนึกถึงเป็นสองแกนหลักคือ "นวนิยาย" กับ "เรื่องสั้น" เพราะวิธีการนำเสนอและโทนเรื่องต่างกันชัดเจน
เริ่มจากนวนิยายทั้งสี่ตามลำดับการตีพิมพ์: 'A Study in Scarlet' (1887) เป็นงานแรกที่แนะนำโฮล์มส์กับวัตสันและโครงเรื่องต้นกำเนิด ต่อด้วย 'The Sign of the Four' (1890) ที่ขยายโลกส่วนตัวและความสัมพันธ์ของตัวละคร สองเล่มนี้รู้สึกเหมือนบทเปิดของซีรีส์ ส่วน 'The Hound of the Baskervilles' (ตีพิมพ์ 1901–1902) แม้จะมาเป็นเล่มต่อมา แต่บรรยากาศและสเกลของมันต่างออกไปและมักถูกยกให้เป็นผลงานเด่น สุดท้าย 'The Valley of Fear' (ตีพิมพ์ 1914–1915) เป็นนวนิยายที่มีโครงสร้างซ้อนเรื่องและผูกกับอดีตของตัวละครบางคน
ด้านเรื่องสั้น โคนัน ดอยล์เรียงรวมเป็นชุดคอลเลกชันหลายชุดตามลำดับการออกตีพิมพ์: 'The Adventures of Sherlock Holmes' (1892) รวบรวมเรื่องสั้นชุดแรกที่หลายตอนเป็นคลาสสิก เช่นบางตอนเปิดฉากด้วยการไขปริศนาที่ฉับไว ต่อมา 'The Memoirs of Sherlock Holmes' (1894) มีตอนสำคัญบางตอนที่จัดเป็นจุดหักเห เช่นตอนที่เกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญกับศัตรูของโฮล์มส์ หลังจากเหตุการณ์ช็อคในนั้น หนังสือชุด 'The Return of Sherlock Holmes' (1905) เป็นชุดฟื้นคืนชีพของตัวละคร และต่อด้วย 'His Last Bow' (1917) กับ 'The Case-Book of Sherlock Holmes' (1927) ซึ่งรวบรวมเรื่องสั้นที่เขียนในช่วงหลังของดอยล์ รวมทั้งหมดแล้วมีเรื่องสั้น 56 ตอน การอ่านตามลำดับการตีพิมพ์ช่วยให้ผมเห็นพัฒนาการของโทนเรื่อง เทคนิคการสืบสวน และความสัมพันธ์ระหว่างโฮล์มส์กับวัตสันได้ชัดกว่าแค่จัดตามลำดับเหตุการณ์ในเรื่องเท่านั้น