มีหลายประโยคที่กลายเป็นวรรคทองและถูกแฟนๆ ยกขึ้นมาซ้ำๆ จนแทบจะกลายเป็นมุกประจำวงการวรรณกรรม บทพูดสั้นๆ จากนักเขียนที่ได้รับความนิยมมักกลายเป็นคติพจน์ ใช้เป็นแคปชัน โปสเตอร์ หรือแม้แต่รอยสัก ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือผลงานของ J.R.R. Tolkien กับประโยค 'Not all those who wander are lost' จาก 'The Lord of the Rings' ซึ่งถูกตีความไปไกลหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางทางกายหรือทางใจ ในช่วงเวลาที่วุ่นวาย ประโยคนี้ให้ความรู้สึกเชื่อมโยงกับการค้นหาตัวตนและการยอมรับความไม่สมบูรณ์ของชีวิต ซึ่งฉันเองมักหยิบนำมาคิดเวลารู้สึกหลงทางนิดๆ
สายแฟนอกวรรณกรรมก็ชอบยกคำพูดง่ายๆ แต่หนักแน่นของ Antoine de Saint-Exupéry จาก 'The Little Prince' คือบรรทัดที่พูดว่า 'สิ่งสำคัญคือสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา' ประโยคนี้ทำให้คนจำนวนมากย้ำเตือนถึงคุณค่าที่มองไม่เห็นเช่นความรัก มิตรภาพ และความจริงภายในใจ อีกคนที่แฟนๆ อ้างบ่อยคือ J.K. Rowling จาก 'Harry Potter' กับบรรทัดทำนองว่าอย่าเอาใจจมอยู่กับความฝันจนลืมใช้ชีวิต ซึ่งผมเห็นคนเอาไปเป็นคติการตัดสินใจสำคัญ บางคนเอาไปตั้งเป็นภาพพื้นหลังโทรศัพท์เพื่อเตือนตัวเองให้ก้าวต่อไปแทนที่จะหลีกหนีในจินตนาการ
นอกจากนี้ยังมีนักเขียนร่วมสมัยอย่าง Haruki Murakami ที่มีวลีสะกิดใจเกี่ยวกับการเป็นตัวของตัวเองและการอ่าน เช่นข้อความที่เตือนให้เลือกอ่านหนังสือที่ทำให้คิดต่าง ไม่ใช่แค่ตามกระแส ประโยคจาก George R.R. Martin ใน 'A Game of Thrones' ว่า 'When you play the game of thrones, you win or you die' ก็ถูกนำไปใช้ขำๆ หรือเปรียบเปรยในสถานการณ์จริงเมื่อวงการหรือที่ทำงานมีการแข่งขันสูง บทพูดจาก 'Pride and Prejudice' ของ Jane Austen ที่เปิดเรื่องก็กลายเป็นมุกอ้างถึงความคาดหวังทางสังคม คนไทยก็มีการแปลและยกมาใช้จนคุ้นปาก การยกวรรคทองพวกนี้สะท้อนว่าผู้อ่านอยากได้คำพูดที่สั้น กระแทกใจ และสื่อสารสิ่งที่รู้สึกยากในรูปแบบที่เรียบง่าย
เมื่อคิดถึงเหตุผลที่บางวรรคกลายเป็นวรรคทอง ฉันคิดว่ามันมาจากความสามารถของประโยคเหล่านั้นที่จะรวบรวมความซับซ้อนของประสบการณ์มนุษย์ไว้ในแว้บสั้นๆ ทำให้แฟนๆ พอจะนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ตัวตนหรือสื่อสารกับคนอื่นโดยไม่ต้องอธิบายยาวๆ การเห็นคำพูดเดียวกันในหลายโอกาสทำให้เกิดความรู้สึกเป็นชุมชน และบางครั้งก็ปลอบประโลมได้ลึกซึ้งกว่าคำพูดอื่นๆ — นี่แหละที่ทำให้วรรคทองยังคงวนเวียนในบทสนทนาและหัวใจกับฉันเสมอ