ログイン10ปีก่อน
“เด็กคนนี้ชื่อเรวาลินค่ะกำพร้าตั้งแต่เกิดแต่เจ้าตัวเป็นเด็กที่หัวไวและฉลาดค่ะหน้าตาก็สะอาดสะอ้านดิฉันคิดว่าคงจะดีไม่น้อยถ้าเด็กคนนี้ได้ไปอยู่ในความดูแลของพวกคุณทั้งสอง” ฉันจ้องมองแม่ที่คอยเลี้ยงดูฉันมาตั้งแต่ยังเล็กหลังถูกพ่อแม่แท้ๆ นำมาทิ้งไว้หน้าสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าก่อนจะเบนสายตาหันไปมองคู่รักคู่นึงที่มีใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลาพวกเขาทั้งสองจ้องมองฉันด้วยความเอ็นดูจนฉันอดไม่ได้ที่จะส่งยิ้มตตอบกลับไป
“ฉันถูกใจเด็กคนนี้มากเลยค่ะคุณคิดว่าไงคะ”
“ผมก็ด้วยยิ่งดูก็ยิ่งน่ารักถ้าเราได้มีลูกสาวก็คงจะน่ารักแบบนี้มากแน่ๆ” ทั้งสองตายิ้มและหัวเราะให้แก่กันมันเป็นภาพที่สวยงามมากความใจดีของพวกเขาส่งผ่านมายังคำพูดและการกระทำจนเด็กน้อยอย่างฉันก็ยังรับรู้ถึงมันได้
“จะว่าอะไรไหมถ้าฉันจะขอให้หนูไปอยู่ด้วยน่ะไปอยู่ด้วยกันเถอะนะ” มืออันอบอุ่นลูบผมฉันพร้อมกับใบหน้าที่แสดงความอ้อนเล็กน้อยช่วงหลายปีมานี้มีหลายครอบครัวมาขอรับเลี้ยงฉันแต่ฉันเลือกที่จะปฏิเสธเพราะเคยได้ข่าวมาหลายครั้งที่พอเอาไปเลี้ยงบ้างก็โดนทำร้ายบ้างก็โดนหลอกไปนั่งขอทานแต่ครั้งนี้ด้วยอายุที่มากกว่าเด็กคนอื่นมันจึงเริ่มยากที่จะมีคนขอไปเลี้ยงและอีกไม่กี่ปีอายุฉันก็จะเกินและต้องออกจากที่แห่งนี้ไปใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียว
“ค่ะหนูขอไปอยู่ด้วยนะคะ” ฉันเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเพราะแม่ของฉันได้บอกข้อมูลของทั้งคู่ไว้บางส่วนแล้วว่าพวกเขาเป็นคนจิตใจดีมีเมตตาและมีหน้าตาทางสังคมเพราะฉะนั้นปัญหาเรื่อองที่ฉันกังวลมาตลอดมันจะไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
“ทำไมถึงเป็นหนูหรอคะในเมื่อยังมีเด็กคนอื่นอีกมากมาย” ฉันเอ่ยถามหลังจากที่เก็บข้าวของและตอนนี้กำลังนั่งอยู่บนรถมุ่งหน้าไปบ้านหลังใหม่
“เนื่องจากภรรยาฉันอยากมีลูกสาวมากเราพยายามกันมาหลายปีแต่สุดท้ายก็ไม่ติดจนอายุเริ่มเยอะก็เลยคิดว่าจะรับเลี้ยงเด็กดีกว่าการปล่อยให้ท้องในวัยแบบนี้ส่วนเรื่องทำไมถึงพวกฉันถึงเลือกหนูก็เพราะว่าถ้าเลือกเด็กที่อายุน้อยมากเกินไปจะเกิดปัญหาได้ทั้งด้านความคิดหรือการพูดที่ไม่เข้าใจกันจนเกิดความงอแงพวกฉันไม่ค่อยชอบเด็กพูดไม่รู้เรื่องน่ะ” ฉันพยักหน้ารับให้กับผู้ชายที่เริ่มมีความเหี่ยวหย่นบนใบหน้าแต่ก็ยังดูดีกว่าใครๆ พวกเขาทั้งสองต่างบอกเหตุผลมาหลายข้อจนฉันรู้สึกดีที่อย่างน้อยอายุขนาดนี้แล้วก็ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง
“ว่าแต่พวกคุณมีลูกชายใช่ไหมคะ?” พวกเขาทั้งสองพยักหน้ารับ
“อายุห่างกับหนูประมาณ5ปีน่ะตอนนี้ก็ใกล้จะจบม.ปลายแล้วพี่ชายของหนูหล่อนะระวังตกหลุมรักพี่ชายตัวเองซะละ” ฉันยิ้มขำออกมาเบาๆ ใครจะบ้ามีความรักกับพี่ชายตัวเองถึงแม้จะไมใช่พี่แท้ๆ ก็ตามไม่มีทางหรอก
“เขาจะใจดีกับหนูใช่ไหมคะ” ฉันเอ่ยถามอีกครั้งแต่ครั้งนี้น้ำเสียงของฉันเต็มไปด้วยความกังวลใจเพราะมีหลายครั้งที่เด็กบางคนถูกส่งกลับมาที่เดิมเพียงเพราะเข้ากับลูกแท้ๆ ของคนที่รับเลี้ยงไปไม่ได้
“ใจดีสิถึงแม้ตาคริสจะดูนิ่งๆ เย็นชาแต่ฉันเชื่อว่าพอได้มาเจอใบหน้าน่ารักๆ แบบหนูเป็นใครบ้างจะไม่อยากเอ็นดู” ฉันระบายยิ้มบางส่งให้พวกเขาทั้งสองถ้าพวกเขาว่ามาแบบนั้นฉันก็สบายใจและฉันก็รู้ตัวดีว่ามาอยู่ในฐานะอะไรเพราะฉะนั้นฉันจะพยายามลดการทะเลาะกันกับลูกชายตัวจริงของพวกเขาอย่างถึงที่สุด
“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้หนูสามารถเรียกพวกคุณว่าพ่อกับแม่...ได้แล้วใช่ไหม...” ฉันพูดออกไปด้วยความตื่นเต้นพอหลังสิ้นสุดประโยคตัวของฉันก็จมอยู่ในอ้อมกอดของทั้งสองทันทีเหมือนกับว่าพวกเขาทั้งคู่กำลังรอคำพูดนนี้จากฉันอยู่
“ได้สิเรียกได้เลยฉันรอหนูพูดคำนี้มานานมากเลยนะ” แม่ของฉันหัวเราะออกมาทั้งน้ำตารวมถึงพ่อที่ยิ้มไม่หุบฉันขให้การเริ่มต้นใหม่ของฉันเป็นไปด้วยดีเถอะแม้ฉันจะหวังไว้ว่าแบบนั้นแต่ความเป็นจริง
“สวัสดีค่ะหนูชื่อเรย์ค่ะอายุ13ปี” ฉันเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มก่อนจะมองผู้ชายรูปร่างสูงโปร่งใบหน้าที่เหมือนพ่อของฉันแต่มีความนิ่งจนน่ากลัวเขามองฉันนิ่งๆ และเดินจากไปทันที
“ตาคริสแกไม่ทักทายน้องบ้างรึไงตาคริส!” แม่พยายามร้องตะโกนแต่เป็นฉันที่จับมือท่านไว้แล้วส่งยิ้มว่าไม่เป็นไรเขาอาจจะกำลังช็อคอยู่ก็ได้ที่จู่ๆ ก็มีเด็กที่ไหนไม่รู้มาอาศัยอยู่ในบ้านด้วยแถมยังพ่วงตำแหน่งน้องสาวออีก
“ไม่เป็นไรนะเรย์พี่เขาคงเหนื่อยจากการไปเรียนมาน่ะ”
“ค่ะหนูไม่เป็นอะไรเลยค่ะ” ฉันเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มแต่ในใจก็แอบกังวลถ้าสมมุติเราทั้งสองต่างเข้ากันไม่ได้จริงๆ ฉันอาจจะได้กลับไปที่เดิมก็เป็นได้
“จ๊ะๆ งั้นเดี๋ยวแม่พาขึ้นไปดูห้องของหนูกันนะลูก” แม่เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มอีกครั้งก่อนจะพาฉันขึ้นไปยังชั้นสองสายตาของฉันมองไปรอบบ้านที่กว้างใหญ่มันทั้งกว้างและหรูหราพื้นกระเบี้ยงเย็นๆ ทำฉันเย็นเท้าไปหมดแต่ฉันก็สังเกตได้ว่าทุกคนต่างสวมรองเท้านุ่มๆ เดินกันซึ่งมันค่อนข้างแปลกตาสำหรับฉันไม่น้อย
“เป็นไงลูกชอบไหม..แม่ฝันมาตลอดเลยนะว่าถ้ามีลูกสาวแม่อยากจะแต่งห้องแบบนี้” ฉันมองภายในห้องสีโทนชมพูอ่อนตัดม่วงมันรู้สึกถึงความเป็นผู้หญิงแสนหวานอยู่ในนั้นรวมถึงการตกแต่งที่มักจะเน้นสีชมพูเป็นส่วนใหญ่ถ้าดูจากการตกแต่งที่จัดเต็มแแบบนี้แล้วมันบ่งบอกถึงความตั้งใจในการมีลูกสาวของพวกเขาทั้งสองมากๆ
“หนูชอบมากเลยค่ะ^^” ฉันเอ่ยบอกออกไปแม้ในใจแอบคิดว่ามันผู้หญิงเกินไปก็ตามแต่คนอย่างฉันมีสิทธิ์อะไรไปบอกว่าไม่ชอบได้กันแค่เพียงเขาเอ็นดูฉันถึงขนาดนี้มันก็มากโขแล้ว
“จริงหรอจ๊ะแม่ดีใจนะที่ลูกชอบเอาล่ะพักผ่อนนะไว้ตอนเย็นแม่จะให้แม่บ้านมาเรียกไปทานข้าว” ฉันพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะมองผู้เป็นแม่ที่ยิ้มให้ฉันไม่หยุดและค่อยๆ เดินจากไปเมื่อได้อยู่คนเดียวฉันเดินสำรวจห้องเล็กน้อยก่อนจะล้มฝุบบนเตียงนอนสีชมพูอ่อนกลิ่นหอมของน้ำยาปรับผ้านุ่มทำฉันเกือบเคลิ้มหลับแต่ก็ต้องเด้งตัวลุกขึ้นไปอาบน้ำล้างตัวเตรียมลงไปทานข้าวเพราะไม่อยากมีสภาพมอมแมมให้ใครบางคนเห็น
“คุณหนูเรย์คะได้เวลาทานข้าวแล้วค่ะ”
“ค่ะๆ จะรีบลงไปค่ะ” ฉันตะโกนตอบกลับไปเพราะยังแต่งตัวไม่เรียบร้อย
“ป้าฝากคุณหนูเรียกคุณคริสด้วยนะคะ”
“คะ? เอ่อได้ค่ะๆ” ฉันเอ่ยขึ้นอย่างตกใจแต่สุดท้ายก็ตอบรับไปก่อนจะรีบหันกลับมาสนใจเรื่องการแต่งตัวของตัวเองฉันเคยดูในละครหลังข่าวอยู่ว่าการแต่งตัวเวลาไปทานข้าวพร้อมกันนั้นควรแต่งตัวยังไงฉันเลยหยิบเสื้อสีขาวบางกับกระโปรงสีชมพูอ่อนมาใส่ส่วนผมก็มัดให้เรียบร้อยจะได้ไม่เกะกะตอนทานอาหาร
เมื่อสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองจนพอใจแล้วก็ถึงเวลาไปเรียกอีกคนซึ่งแม่บอกฉันก่อนหน้านี้แล้วว่าห้องของเราทั้งสองอยู่ชั้นเดียวกันและอยู่ข้างๆ กันฉันเดินออกมาก่อนจะสูดลมหายใจเข้าออกอยู่หน้าประตูสักครู่และ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“พะ...พี่คริสคะได้เวลาทานอาหารแล้วค่ะ” ใจของฉันเต้นรัวเมื่อได้พูดออกไปแต่สุดท้ายก็พบกับความเงียบเป็นคำตอบฉันได้แต่ยืนอยู่แบบนั้นก่อนจะเคาะประตูและเรียกเขาอีกครั้ง
“พี่คริสคะได้เวลาทานข้าวแล้วนะคะ” ครั้งนี้ฉันเพิ่มเสียงดังขึ้นเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็เงียบอยู่ดีเลยตัดสินใจว่าจะลงไปเองก่อนเพราะอีกฝ่ายน่าจะหลับเพราะถ้าไม่หลับก็ต้องเดินออกมาแล้วน่ะสิ
“งั้นหนูลงไปก่อนนะคะ” ฉันเอ่ยบอกอีกครั้งก่อนจะก้าวเดินแต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปไหนห้องของอีกฝ่ายก็เปิดขึ้นจนฉันตกใจกับร่างสูงที่อยู่ในชุดกีฬาบาสเสื้อแขนกุดเผยให้เห็นสีผิวขาวและกล้ามแขนและกางเกงขาสั้นที่โชว์ขาที่เต็มไไปด้วยมัดกล้าม
“เอ่อสวัสดีค่ะ” เพราะไม่รู้จะพูดอะไรเลยได้แต่ทักทายเจ้าตัวอีกรอบร่างสูงเพียงปรายตามองฉันก่อนจะเดินชนไหล่ฉันลงไปข้างล่างเอาล่ะฉันว่าฉันได้กลิ่นความไม่ปรองดองซะแล้วสิ
เป็นกำลังใจให้นุ้งเรย์นะจ๊ะเอาความน่ารักความอ้อนอ้อนใส่พี่คริสเขาเยอะๆ นะลูกกก
อย่าลืมคอมเม้นเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ
“อึกทะทำอะไรเนี่ยพี่ดีแลน!” ฉันพลักหัวพี่ดีแลนที่กำลังเลียชิมน้องสาวของฉันไม่หยุดลิ้นของเขาสอดแทรกเข้ามาพร้อมกับดูดกลืนน้ำหวานเหมือนคนขาดน้ำฉันได้แต่กลั้นเสียงกลางเพราะโดนเจ้าตัวลากมาแอบทำอย่างไม่เต็มใจทั้งๆ ที่มีกฏว่าถ้าจะมีอะไรกันต้องพร้อมกันสามคนเท่านั้นก็ที่ตั้งกฏนี้มาเพราะต่างคนก็ต่างหวงฉันไงล่ะกลัวว่าฉันจะมอบความรักให้ไม่เท่ากันแพล่บ จ๊วบ“ขอแปปนึงนะเรย์” ร่างสูงเอ่ยบอกก่อนจะยืดตัวขึ้นพร้อมกับชักรูดแก่นกายและดันมันเข้ามาทันทีสวบบ!“อื้อออ~”“ชู่ววเบาๆ เดี๋ยวพวกมันได้ยินพี่ตายแน่” ฉันได้แต่ถอนหายใจพร้อมกับเอามือปิดปากร่างสูงอุ้มฉันในท่าอุ้มแตงก่อนจะขยับเข้าออกโดยที่ฉันได้แต่กลัวว่าพี่คริสไม่ก็พี่แทนคุณจะมาเห็นแต่สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดีวันต่อมา“เรย์ไปห้องน้ำกับพี่แปปสิ”“คะ?” ฉันเอ่ยขึ้นอย่างไม่เข้าใจก่อนจะมองพี่คริสที่มองซ้ายมองขวาและเห็นว่าทั้งพี่ดีแลนและพี่แทนคุณกำลังวุ่นกับการทำอาหารเย็นอยู่ฉันเลยเดินไปอย่างเชื่อฟังเพราะคิดว่ามีอะไรเสีย
2ปีต่อมา“ขอเชิญบ่าวสาวขึ้นสู่พิธีเลยครับ” ประตูบานใหญ่ตรงหน้าของฉันเปิดออกพร้อมกับแสงสว่างและแดดอ่อนจากท้องฟ้าสีใสฉันยิ้มและเงยหน้าสบตากับชายรูปงามที่อยู่ข้างๆ พี่แทนคุณในชุดเจ้าบ่าวสีขาวสะอาดตาวันนี้เขาดูหล่อจนน่าเอ็นดูส่วนฉันซึ่งอยู่ในชุดเดรสเรียบๆ สีขาวพร้อมดอกลิลลี่นมือเราสองคนต่างส่งยิ้มให้แก่กันและและจับมือพากันก้าวเดินไปข้างหน้า“วู้ววววววว~”ฉันมองไปยังรอบๆ ที่เป็นชายทะเลน้ำสีฟ้าครามกับลมเย็นๆ ของเช้าวันใหม่ทำฉันรู้สึกสดชื่นกลีบดอกไม้ที่โปรยมาโดยพ่อกับแม่ฉันมองไปที่พวกท่านที่ส่งยิ้มให้ฉันและรู้สึกขอบคุณเสมอที่ไม่ว่าจะเป็นยังไงก็ตามพวกท่านก็ยังคงคอยรักและซัพพอร์ตฉันอยู่เรื่อยมาก่อนจะสบเข้ากับสายตาของพี่คริสที่อยู่ในชุดสูทสีน้ำเงินซึ่งมันดูเข้ากับเขาอย่างน่าประหลาดเขาส่งยิ้มให้ฉันโดยที่บนแขนเขากำลังอุ้มเด็กหญิงวัยใสที่มีหน้าเหมือนฉันกับพี่แทนคุณอย่างละครึ่ง“ลิลลี่ทักทายแม่เร็ว” ฉันยิ้มขำเมื่อพี่คริสจับมือลิลลี่ที่เป็นชื่อของลูกสาวฉันไว้ก่อนจะโบกไปมาเด็กตัวน้อยยิ้มและหัวเราะออกมาอย่างน่าเอ็นดูก่อนจะเดินมาสบตากับผ
ฉันมองแหวนเพชรเม็ดงามที่เต็มไปด้วยเลือดของผู้ชายที่ฉันรักพลันน้ำตาก็ไหลลงมาอีกครั้งฉันเงยหน้ามองไปยังห้องผ่าตัดตอนนี้ทั้งหมอและพยาบาลต่างวิ่งกันให้วุ่นเพื่อหาเลือดมาใช้ในการผ่าตัด“ไม่เป็นไรนะเรย์คิดถึงลูกเอาไว้” พี่ดีแลนเอ่ยบอกฉันอย่างอ่อนโยนมือหนาของเขาโอบกอดฉันไว้ทั้งสองมือตอนนี้บอกได้เลยว่าหัวใจของฉันมันว้าวุ่นมากภาพของพี่แทนคุณที่หมดสติและเต็มไปด้วยเลือดยังคงติดตาฉันไม่หาย“ลูกไปให้หมอตรวจหน่อยเร็ว” แม่ของฉันเอ่ยขึ้นอย่างเป็นห่วงแต่ฉันได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธฉันอยากจะอยู่ข้างๆ พี่แทนคุณรอฟังคำตอบว่าเขาปลอดภัยแล้วฉันถึงจะได้โล่งใจฉันรู้ว่าพ่อกับแม่ก็เป็นห่วงฉันมากเหมือนกันแต่นาทีนี้คนเดียวที่ฉันคิดถึงมีแต่พี่แทนคุณเท่านั้น“นั่นสิเรย์ไปให้หมอทำแผลก่อนดีไหม” พี่ดีแลนเอ่ยบอกก่อนจะยกข้อศอกฉันที่ถลอกเล็กน้อย“เรย์จะอยู่ข้างๆ พี่แทนคุณค่ะ” ฉันเอ่ยตอบออกไปพ่อกับแม่ได้แต่ถอนหายใจกับพฤติกรรมดื้อด้านของฉันไม่นานห้องผ่าตัดก็เปิดขึ้นพร้อมกับคุณหมอที่เดินออกมาฉันจึงรีบพุ่งไปหาทันทีโดยมีพี่ดีแลนประคองข้างกาย&ldqu
“เรย์ท้องค่ะ"“ห๊ะ/ห๊ะ/ครับ!?” ทั้งสามต่างเบิกตาโตด้วยความตกใจทันทีก่อนที่พี่แทนคุณจะเป็นคนแรกที่เข้ามาหาฉันด้วยความรวดเร็วพร้อมกับยิ้มกว้างให้ฉันด้วยความดีใจฉันบอกแล้วว่าเขาต้องดีใจมากแน่ๆ ที่รู้ว่าฉันท้อง“จริงหรอเรย์เรย์ท้องจริงๆ หรอครับ” ใบหน้าหล่อเอ่ยขึ้นพร้อมกับคุกเข่าเอาหัวแนบกับท้องของฉันอย่างตื่นเต้นฉันหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะลูบผมพี่แทนคุณอย่างอ่อนโยน“ค่ะ” ฉันตอบกลับยิ้มๆ พี่แทนคุณเงยหน้าขึ้นมาก่อนจะสวมกอดฉันอย่างแน่น“ยินดีด้วยนะเรย์” พี่ดีแลนเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม“ดีใจด้วยนะพ่อกับแม่คงดีใจน่าดู” ตามมาด้วยพี่คริสที่เอ่ยพร้อมระบายยิ้มบางแต่เป็นฉันที่พึ่งฉุกคิดมาได้ว่าต้องบอกพ่อกับแม่เรื่องท้องอีกเหมือนพี่แทนคุณจะรู้ว่าฉันเป็นกังวลเขาจึงเอามือฉันไปกุมไว้พร้อมกับตบเบาๆ เป็นการปลอบ“ไม่เป็นไรนะเรย์พี่พร้อมรับผิดชอบทุกอย่างพ่อกับแม่ของเรย์ต้องเข้าใจอย่างแน่นอน” ฉันระบายยิ้มออกมาแต่ก็ยังเป็นกังวลอยู่ดีเพราะฉันอายุพึ่งจะ20ต้นๆ เองเท่านั้นและความฝันที่อยาจะตอบแทนบุ
เช้าวันต่อมาRrrrr“อื้อออ” ฉันควานหามือถืออย่างงัวเงียมันไม่ได้ดังจนเสียงดังแต่มันมาสั่นอยู่ข้างๆ ตัวฉันแทนจนต้องลืมตาตื่นขึ้นมาฉันค่อยๆ หรี่ตามองเจ้าของหมายเลขที่ถูกเขียนไว้ว่าคริสเฉยๆ และนี่คงไม่ใช่มือถือของฉันอย่างแน่นอนแต่คงเป็นของพี่ดีแลนแหละเพราะฉันจำมือถือของพี่แทนคุณได้ฉันค่อยๆ ลุกขึ้นท่ามกลางอ้อมกอดของหนุ่มๆ ทั้งสองคนก่อนจะกดรับ“ฮัลโหลค่ะ” ฉันเอ่ยขึ้นอย่างงัวเงียก่อนจะค่อยๆ ลุกจากเตียงเบาๆ เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนของทั้งสองและเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อดื่มน้ำ(เรย์หรอ?) ปลายสายเอ่ยถาม“ค่ะพี่ดีแลนหลับอยู่” ฉันเอ่ยบอกปลายสายเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยตอบกลับมา(เรย์เดินไปห้องน้ำแปปสิ) ฉันชะงักเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้ยินแต่ก็ยอมทำตามอย่างว่าง่ายเพราะอยากรู้ว่าจะมีอะไรอยู่ใน
ฉันตื่นมาในตอนเช้าพร้อมกับร่างกายที่ระบมไปทุกส่วนกลิ่นหอมอ่อนๆ จากร่างกายที่คุ้นเคยทำให้ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาและพบว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ภายใต้อ้อมกอดของพี่แทนคุณที่กำลังหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอเพราะหลับอยู่“อึกก” ฉันร้องออกมาเมื่อพอขยับร่างกายเล็กน้อยความปวดร้าวก็เข้ามาแทนที่ทันทีและนั่นทำให้พี่แทนคุณตื่นขึ้นก่อนจะลูบผมฉันเบาๆ“ตื่นแล้วหรอครับ” น้ำเสียงงัวเงียเอ่ยถามฉันก่อนที่จูบลงบนหน้าผากกว้างของฉันเบาๆ“เรย์เจ็บ” ฉันเอ่ยออกมาก่อนจะแบะปากคว่ำพี่แทนคุณรีบลุกขึ้นก่อนจะจ้องมองฉันใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเขาค่อยๆ ประคองฉันขึ้นก่อนจะมานั่งช้อนฉันทางด้านหลังให้ฉันเป็นคนพิงเขาแทนฉันมองไปรอบๆ ห้องที่เงียบสงัดทั้งพี่คริสและพี่ดีแลนคงออกไปแล้วอย่างแน่นอนแกร้ก“ตื่นแล้วหรอเรย์:) ”‘พี่ซื้อขนมมาให้ครับ:) ” ฉันมองทั้งพี่คริสและพี่ดีแลนที่เอ่ยทักทานฉันด้วยรอยยิ้มก่อนจะวางถุงมากมายลงบนโต๊ะอาหารก่อนจะเดินมาหาฉันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพวกเขาดูมีความสุขกันจังเนอะจุ้บ จุ้บ“อื้อออ~” ฉันเอี้ยวใบหน้าหลบการจูบการหอมแก้มของทั้งสองแต่ทั
“ทำแบบนี้พ่อกับแม่เป็นห่วงนะลูก” ฉันมองหน้าพ่อกับแม่ที่เต็มไปด้วยสีหน้ากังวลตอนนี้ฉันอาการดีขึ้นมากแล้วเพราะได้พี่ดีแลนคอยช่วยเหลือหมอบอกว่าฉันเป็นไข้หวัดใหญ่ไอตัวฉันก็ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะป่วยหนักขนาดสลบไปสองวันเต็มๆ และวันนี้ก็เป็นวันที่สามที่ฉันได้ฟื้นขึ้นมาพร้อมกับบุคคลมากมายที่ราย
1อาทิตย์ต่อมา(พี่จะรีบกลับไปหานะครับ)“บอกแต่ประโยคเดิมๆ แต่ก็ไม่เคยกลับมาหาเลยนะคะ” ฉันเอ่ยบอกกับคนปลายสายที่ตอนนี้เราวิดีโอคอลคุยกันอยู่พี่แทนคุณทำหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อยเพราะที่จริงต้องกลับมาไทยแล้วแต่ก็ดันเกิดปัญหาใหญ่ที่อื่นต่อยังไม่ทันจะก้าวกลับมาไทยก็ต้องบินไปที่อื่นอีกแล้ว(พี่ขอโทษนะพี่จะรี







