เข้าสู่ระบบ10ปีก่อน
“เด็กคนนี้ชื่อเรวาลินค่ะกำพร้าตั้งแต่เกิดแต่เจ้าตัวเป็นเด็กที่หัวไวและฉลาดค่ะหน้าตาก็สะอาดสะอ้านดิฉันคิดว่าคงจะดีไม่น้อยถ้าเด็กคนนี้ได้ไปอยู่ในความดูแลของพวกคุณทั้งสอง” ฉันจ้องมองแม่ที่คอยเลี้ยงดูฉันมาตั้งแต่ยังเล็กหลังถูกพ่อแม่แท้ๆ นำมาทิ้งไว้หน้าสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าก่อนจะเบนสายตาหันไปมองคู่รักคู่นึงที่มีใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลาพวกเขาทั้งสองจ้องมองฉันด้วยความเอ็นดูจนฉันอดไม่ได้ที่จะส่งยิ้มตตอบกลับไป
“ฉันถูกใจเด็กคนนี้มากเลยค่ะคุณคิดว่าไงคะ”
“ผมก็ด้วยยิ่งดูก็ยิ่งน่ารักถ้าเราได้มีลูกสาวก็คงจะน่ารักแบบนี้มากแน่ๆ” ทั้งสองตายิ้มและหัวเราะให้แก่กันมันเป็นภาพที่สวยงามมากความใจดีของพวกเขาส่งผ่านมายังคำพูดและการกระทำจนเด็กน้อยอย่างฉันก็ยังรับรู้ถึงมันได้
“จะว่าอะไรไหมถ้าฉันจะขอให้หนูไปอยู่ด้วยน่ะไปอยู่ด้วยกันเถอะนะ” มืออันอบอุ่นลูบผมฉันพร้อมกับใบหน้าที่แสดงความอ้อนเล็กน้อยช่วงหลายปีมานี้มีหลายครอบครัวมาขอรับเลี้ยงฉันแต่ฉันเลือกที่จะปฏิเสธเพราะเคยได้ข่าวมาหลายครั้งที่พอเอาไปเลี้ยงบ้างก็โดนทำร้ายบ้างก็โดนหลอกไปนั่งขอทานแต่ครั้งนี้ด้วยอายุที่มากกว่าเด็กคนอื่นมันจึงเริ่มยากที่จะมีคนขอไปเลี้ยงและอีกไม่กี่ปีอายุฉันก็จะเกินและต้องออกจากที่แห่งนี้ไปใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียว
“ค่ะหนูขอไปอยู่ด้วยนะคะ” ฉันเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเพราะแม่ของฉันได้บอกข้อมูลของทั้งคู่ไว้บางส่วนแล้วว่าพวกเขาเป็นคนจิตใจดีมีเมตตาและมีหน้าตาทางสังคมเพราะฉะนั้นปัญหาเรื่อองที่ฉันกังวลมาตลอดมันจะไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
“ทำไมถึงเป็นหนูหรอคะในเมื่อยังมีเด็กคนอื่นอีกมากมาย” ฉันเอ่ยถามหลังจากที่เก็บข้าวของและตอนนี้กำลังนั่งอยู่บนรถมุ่งหน้าไปบ้านหลังใหม่
“เนื่องจากภรรยาฉันอยากมีลูกสาวมากเราพยายามกันมาหลายปีแต่สุดท้ายก็ไม่ติดจนอายุเริ่มเยอะก็เลยคิดว่าจะรับเลี้ยงเด็กดีกว่าการปล่อยให้ท้องในวัยแบบนี้ส่วนเรื่องทำไมถึงพวกฉันถึงเลือกหนูก็เพราะว่าถ้าเลือกเด็กที่อายุน้อยมากเกินไปจะเกิดปัญหาได้ทั้งด้านความคิดหรือการพูดที่ไม่เข้าใจกันจนเกิดความงอแงพวกฉันไม่ค่อยชอบเด็กพูดไม่รู้เรื่องน่ะ” ฉันพยักหน้ารับให้กับผู้ชายที่เริ่มมีความเหี่ยวหย่นบนใบหน้าแต่ก็ยังดูดีกว่าใครๆ พวกเขาทั้งสองต่างบอกเหตุผลมาหลายข้อจนฉันรู้สึกดีที่อย่างน้อยอายุขนาดนี้แล้วก็ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง
“ว่าแต่พวกคุณมีลูกชายใช่ไหมคะ?” พวกเขาทั้งสองพยักหน้ารับ
“อายุห่างกับหนูประมาณ5ปีน่ะตอนนี้ก็ใกล้จะจบม.ปลายแล้วพี่ชายของหนูหล่อนะระวังตกหลุมรักพี่ชายตัวเองซะละ” ฉันยิ้มขำออกมาเบาๆ ใครจะบ้ามีความรักกับพี่ชายตัวเองถึงแม้จะไมใช่พี่แท้ๆ ก็ตามไม่มีทางหรอก
“เขาจะใจดีกับหนูใช่ไหมคะ” ฉันเอ่ยถามอีกครั้งแต่ครั้งนี้น้ำเสียงของฉันเต็มไปด้วยความกังวลใจเพราะมีหลายครั้งที่เด็กบางคนถูกส่งกลับมาที่เดิมเพียงเพราะเข้ากับลูกแท้ๆ ของคนที่รับเลี้ยงไปไม่ได้
“ใจดีสิถึงแม้ตาคริสจะดูนิ่งๆ เย็นชาแต่ฉันเชื่อว่าพอได้มาเจอใบหน้าน่ารักๆ แบบหนูเป็นใครบ้างจะไม่อยากเอ็นดู” ฉันระบายยิ้มบางส่งให้พวกเขาทั้งสองถ้าพวกเขาว่ามาแบบนั้นฉันก็สบายใจและฉันก็รู้ตัวดีว่ามาอยู่ในฐานะอะไรเพราะฉะนั้นฉันจะพยายามลดการทะเลาะกันกับลูกชายตัวจริงของพวกเขาอย่างถึงที่สุด
“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้หนูสามารถเรียกพวกคุณว่าพ่อกับแม่...ได้แล้วใช่ไหม...” ฉันพูดออกไปด้วยความตื่นเต้นพอหลังสิ้นสุดประโยคตัวของฉันก็จมอยู่ในอ้อมกอดของทั้งสองทันทีเหมือนกับว่าพวกเขาทั้งคู่กำลังรอคำพูดนนี้จากฉันอยู่
“ได้สิเรียกได้เลยฉันรอหนูพูดคำนี้มานานมากเลยนะ” แม่ของฉันหัวเราะออกมาทั้งน้ำตารวมถึงพ่อที่ยิ้มไม่หุบฉันขให้การเริ่มต้นใหม่ของฉันเป็นไปด้วยดีเถอะแม้ฉันจะหวังไว้ว่าแบบนั้นแต่ความเป็นจริง
“สวัสดีค่ะหนูชื่อเรย์ค่ะอายุ13ปี” ฉันเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มก่อนจะมองผู้ชายรูปร่างสูงโปร่งใบหน้าที่เหมือนพ่อของฉันแต่มีความนิ่งจนน่ากลัวเขามองฉันนิ่งๆ และเดินจากไปทันที
“ตาคริสแกไม่ทักทายน้องบ้างรึไงตาคริส!” แม่พยายามร้องตะโกนแต่เป็นฉันที่จับมือท่านไว้แล้วส่งยิ้มว่าไม่เป็นไรเขาอาจจะกำลังช็อคอยู่ก็ได้ที่จู่ๆ ก็มีเด็กที่ไหนไม่รู้มาอาศัยอยู่ในบ้านด้วยแถมยังพ่วงตำแหน่งน้องสาวออีก
“ไม่เป็นไรนะเรย์พี่เขาคงเหนื่อยจากการไปเรียนมาน่ะ”
“ค่ะหนูไม่เป็นอะไรเลยค่ะ” ฉันเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มแต่ในใจก็แอบกังวลถ้าสมมุติเราทั้งสองต่างเข้ากันไม่ได้จริงๆ ฉันอาจจะได้กลับไปที่เดิมก็เป็นได้
“จ๊ะๆ งั้นเดี๋ยวแม่พาขึ้นไปดูห้องของหนูกันนะลูก” แม่เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มอีกครั้งก่อนจะพาฉันขึ้นไปยังชั้นสองสายตาของฉันมองไปรอบบ้านที่กว้างใหญ่มันทั้งกว้างและหรูหราพื้นกระเบี้ยงเย็นๆ ทำฉันเย็นเท้าไปหมดแต่ฉันก็สังเกตได้ว่าทุกคนต่างสวมรองเท้านุ่มๆ เดินกันซึ่งมันค่อนข้างแปลกตาสำหรับฉันไม่น้อย
“เป็นไงลูกชอบไหม..แม่ฝันมาตลอดเลยนะว่าถ้ามีลูกสาวแม่อยากจะแต่งห้องแบบนี้” ฉันมองภายในห้องสีโทนชมพูอ่อนตัดม่วงมันรู้สึกถึงความเป็นผู้หญิงแสนหวานอยู่ในนั้นรวมถึงการตกแต่งที่มักจะเน้นสีชมพูเป็นส่วนใหญ่ถ้าดูจากการตกแต่งที่จัดเต็มแแบบนี้แล้วมันบ่งบอกถึงความตั้งใจในการมีลูกสาวของพวกเขาทั้งสองมากๆ
“หนูชอบมากเลยค่ะ^^” ฉันเอ่ยบอกออกไปแม้ในใจแอบคิดว่ามันผู้หญิงเกินไปก็ตามแต่คนอย่างฉันมีสิทธิ์อะไรไปบอกว่าไม่ชอบได้กันแค่เพียงเขาเอ็นดูฉันถึงขนาดนี้มันก็มากโขแล้ว
“จริงหรอจ๊ะแม่ดีใจนะที่ลูกชอบเอาล่ะพักผ่อนนะไว้ตอนเย็นแม่จะให้แม่บ้านมาเรียกไปทานข้าว” ฉันพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะมองผู้เป็นแม่ที่ยิ้มให้ฉันไม่หยุดและค่อยๆ เดินจากไปเมื่อได้อยู่คนเดียวฉันเดินสำรวจห้องเล็กน้อยก่อนจะล้มฝุบบนเตียงนอนสีชมพูอ่อนกลิ่นหอมของน้ำยาปรับผ้านุ่มทำฉันเกือบเคลิ้มหลับแต่ก็ต้องเด้งตัวลุกขึ้นไปอาบน้ำล้างตัวเตรียมลงไปทานข้าวเพราะไม่อยากมีสภาพมอมแมมให้ใครบางคนเห็น
“คุณหนูเรย์คะได้เวลาทานข้าวแล้วค่ะ”
“ค่ะๆ จะรีบลงไปค่ะ” ฉันตะโกนตอบกลับไปเพราะยังแต่งตัวไม่เรียบร้อย
“ป้าฝากคุณหนูเรียกคุณคริสด้วยนะคะ”
“คะ? เอ่อได้ค่ะๆ” ฉันเอ่ยขึ้นอย่างตกใจแต่สุดท้ายก็ตอบรับไปก่อนจะรีบหันกลับมาสนใจเรื่องการแต่งตัวของตัวเองฉันเคยดูในละครหลังข่าวอยู่ว่าการแต่งตัวเวลาไปทานข้าวพร้อมกันนั้นควรแต่งตัวยังไงฉันเลยหยิบเสื้อสีขาวบางกับกระโปรงสีชมพูอ่อนมาใส่ส่วนผมก็มัดให้เรียบร้อยจะได้ไม่เกะกะตอนทานอาหาร
เมื่อสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองจนพอใจแล้วก็ถึงเวลาไปเรียกอีกคนซึ่งแม่บอกฉันก่อนหน้านี้แล้วว่าห้องของเราทั้งสองอยู่ชั้นเดียวกันและอยู่ข้างๆ กันฉันเดินออกมาก่อนจะสูดลมหายใจเข้าออกอยู่หน้าประตูสักครู่และ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“พะ...พี่คริสคะได้เวลาทานอาหารแล้วค่ะ” ใจของฉันเต้นรัวเมื่อได้พูดออกไปแต่สุดท้ายก็พบกับความเงียบเป็นคำตอบฉันได้แต่ยืนอยู่แบบนั้นก่อนจะเคาะประตูและเรียกเขาอีกครั้ง
“พี่คริสคะได้เวลาทานข้าวแล้วนะคะ” ครั้งนี้ฉันเพิ่มเสียงดังขึ้นเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็เงียบอยู่ดีเลยตัดสินใจว่าจะลงไปเองก่อนเพราะอีกฝ่ายน่าจะหลับเพราะถ้าไม่หลับก็ต้องเดินออกมาแล้วน่ะสิ
“งั้นหนูลงไปก่อนนะคะ” ฉันเอ่ยบอกอีกครั้งก่อนจะก้าวเดินแต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปไหนห้องของอีกฝ่ายก็เปิดขึ้นจนฉันตกใจกับร่างสูงที่อยู่ในชุดกีฬาบาสเสื้อแขนกุดเผยให้เห็นสีผิวขาวและกล้ามแขนและกางเกงขาสั้นที่โชว์ขาที่เต็มไไปด้วยมัดกล้าม
“เอ่อสวัสดีค่ะ” เพราะไม่รู้จะพูดอะไรเลยได้แต่ทักทายเจ้าตัวอีกรอบร่างสูงเพียงปรายตามองฉันก่อนจะเดินชนไหล่ฉันลงไปข้างล่างเอาล่ะฉันว่าฉันได้กลิ่นความไม่ปรองดองซะแล้วสิ
เป็นกำลังใจให้นุ้งเรย์นะจ๊ะเอาความน่ารักความอ้อนอ้อนใส่พี่คริสเขาเยอะๆ นะลูกกก
อย่าลืมคอมเม้นเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ
ในที่สุดเราทั้ง4คนก็มาถึงบ้านบอกตามตรงว่าฉันเกร็งมากก็เพราะพี่แทนคุณเอาแต่จับมือเอาแต่ซบไหล่ฉันไม่พักโชคดีที่พี่ดีแลนมัวแต่สนใจโทรศัพท์เลยไม่เห็นเพราะถ้าเห็นคงล้อพูดไม่หยุดแน่ส่วนพี่คริสบางครั้งเราสองคนก็เผลอสบตากันบ้างแต่พอสบตาด้วยทีไรขนฉันก็ลลุกซู่ตลอดประหนึ่งโดนสามีจับได้ว่าแอบมีกิ๊ก“ไปโว้ยคืนนี้ดื่มฉลองให้กับคุณคริสที่กำลังจะมีเมียเป็นตัวเป็นตนเว้ยเห้ย” คำพูดของพี่ดีแลนทำฉันชะงักเล็กน้อยฉันมองพี่คริสที่พึ่งออกมาจากรถเขายังคงสงบนิ่ง“เมียหรอคะ?” ฉันเอ่ยถามพี่ดีแลนอย่างไม่เข้าใจพี่ดีแลนหหันกลับมาทำตาโตก่อนจะหัวเราะออกมา“เอ้านี่น้องสาวมึงยังไม่รู้หรอว่ามึงจะหมั้นกับเมย่าอ่ะ” พี่ดีแลนหันไปถามพี่คริส ‘เมย่า’ งั้นหรอนั่นคือชื่อของผู้หญิงที่เป็นลูกเจ้าของโรงพยาบาลนี่หน่าทั้งสองคงไปกันได้ดีสินะพี่คริสมองฉันนิ่งๆ เขาไม่ได้พูดอะไรพวกเราเลยเดินเข้าบ้าน“เรย์ขอตัวขึ้นห้องก่อนนะคะ” ฉันเอ่ยบอกกับทุกคนก่อนจะเดินขึ้นห้องไปในหัวสมองยังคงนึกถึงเรื่องของพี่คริสที่กำลังจะหมั้นแต่เมื่อไม่นานมานี้เราก็พึ่งมีเซ็ก
“พะพอได้แล้วค่ะ” ฉันเอ่ยบอกก่อนจะดันใบหน้าหล่อของพี่แทนคุณให้ออกจากกลางอกฉันพึ่งรู้ตัวแหละว่าจริงๆ แล้วเสื้อยืดคอมันก็กว้างอย่างที่เขาเคยพูดจริงๆ พพี่แทนคุณเงยหน้ามองฉันเราสองคนสบตากันความเงียบเข้าปกคลุมและเป็นฉันที่เบนสายตาหนีแต่ก็โดนอีกฝ่ายจับใบหน้าให้หันมาก่อนจะจูบฉันอย่างแผ่วเบา“อื้มมมม~” ฉันร้องครางออกมาเมื่อจากจูบที่นุ่มนวลกลายเป็นจูบที่ดุดันลิ้นของพี่แทนคุณถูกสอดเข้ามาในปากของฉันเราสองคนต่างใช้ลิ้นพันกันอย่างโหยหามือหนาค่อยๆ บีบเค้นที่สะโพกของฉันและฉันก็รับรู้ได้ถึงความตื่นตัวของพี่แทนคุณแฮ่ก แฮ่กในที่สุดร่างสูงก็ปล่อยให้ฉันได้หายใจหลังจากจูบที่หนักหน่วงฉันเกยคางไปบนไหล่หนาก่อนจะฝุบหน้าลงด้วยความหอบโดยมีมือของพี่แทนคุณของลูบหลังฉันเบาๆ รวมถึงขยับตัวฉันให้ใกล้ชิดเขามากขึ้นอีกเอาจริงๆ นี่มันจะรวมร่างกันอยู่แล้วนะ!ก๊อก ก๊อก ก๊อก“ขออนุญาตเข้าไปนะครับ”“อย่าเข้ามา!” พี่แทนคุณตะโกนเสียงดังซึ่งฉันเองก็ตกใจไม่แพ้เลยรีบกุรีกุจ้อจะลงจากตักแต่ร่างสูงก็รั้งฉันไว้แบบเดิมฉันหันไปมองประตูท
“พี่แทนทางนี้ค่ะ” ฉันโบกมือให้ร่างสูงที่มีใบหน้าสุภาพพี่แทนคุณอยู่ในชุดสูททำงานสีน้ำเงินเข้มยิ่งทำให้สีผผิวขาวของเขาเด่นชัดทั้งกริยาท่าทางที่สุขุมทำให้ฉันนึกถึงพวกเจ้าชายในการ์ตูนสมัยเด็กๆ“ทำไมใส่เสื้อคอกว้างจังครับ” พี่แทนคุณเอ่ยบอกก่อนจะถอดเสื้อสูทมาคลุมไหล่ของฉันทั้งสองข้างการกระทำของเขาเรียกสายตานับหลายสิบคู่ให้จับจ้องมาที่ฉันคนเดียวจะว่าไปก็แอบเขินเหมือนกันนะเนี่ย“ก็เสื้อยืดปกตินะคะ” ฉันเอ่ยบอกมันก็แค่เสื้อยืดผ้านิ่มๆ ที่แม้คอจะกว้างกว่าเสื้อยืดธรรมดาทั่วไปไปบ้างก็แต่ไม่ได้โป๊มากอะไร“ยังจะเถียงอีก”“อ๊ะพี่แทน” ฉันร้องออกมาเบาๆ เมื่อโดนร่างสูงบีบแก้มเล็กน้อยฉันยู่ปากใส่อย่างงอนๆ แต่พอได้เห็นรอยยิ้มของเขาฉันก็หายงอนทันทีพี่แทนคุณเป็นผู้ชายที่ยิ้มสวยมากทุก อย่างบนร่างกายเขามันสวยสะอาดดูดีไปหมดเห็นแล้วฉันนี่เป็นขี้ไก่ได้เลยแหละ“หิวรึเปล่าโทษทีนะพอดีงานพี่ยุ่งนิดหน่อย” พี่แทนบอกด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดฉันเลยรีบปฏิเสธทันทีเพราะมานั่งรอก็ไม่ได้มานั่งรอเฉยๆ ก็พี่เขาดันเล่นสั่งกับ
2วันต่อมาฉันนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างที่อยู่บนห้องของตัวเองพร้อมกับข้อความของพี่แทนคุณที่แชททิ้งไว้หลังจากวันที่มากินเหล้าด้วยกันพี่แทนคุณก็มีบินด่วนไปดูงานที่ต่างประเทศและคงอีกหลายอาทิตย์กว่าจะกลับททั้งๆ ที่คิดไว้ว่าจะคบเป็นเรื่องเป็นราวไปก็ต้องชะงักไว้ก่อนแต่ฉันดีใจมากนะที่พี่แทนคุณรับฉันได้และยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงก๊อก ก๊อก ก๊อก“คุณหนูเรย์คะคุณท่านให้ลงมาตามไปทานอาหารคค่ะ”“ค่ะเดี๋ยวเรย์ลงไป” ฉันเอ่ยตอบกลับไปพร้อมกับมองรถที่คุ้นตากำลังขับเข้ามาในบ้านวันนี้เป็นวันที่พ่อแม่เชิญเมย่ามาทานอาหารด้วยกันเดี๋ยวก็คงจะพูดคุยเรื่องหมั้นกันแหละมั้งเห้อไม่อยากลงไปเลยฉันรู้สึกผิดที่ต้องมองหน้าเธอคนนั้นจริงๆแต่สุดท้ายฉันก็จำเป็นต้องลงไปทักทายฉันมองภาพที่ทั้งสองควงแขนกันเข้ามาในบ้านโดยมีพ่อกับแม่ฉันยืนต้อนรับด้วยรอยยิ้มเธอคนนั้นทั้งสูงและขาวการแต่งกายก็ดูเรียบร้อยหน้าตาก็น่ารักเหมือนลูกคุณหนูที่เห็นกันอยู่ตามสังคมชั้นสูงเหมาะกับพี่คริสจัง“เรย์เดินมาทักทายพี่เมย่าสิ” แม่กวักมือเรียกฉันเข้าไปใกล้ฉันระบา
“ตั้งใจเรียนนะลูกตอนเย็นพี่คริสเขามารับ”“อ่า..ค่ะสวัสดีค่ะแม่” ฉันยกมือไหว้แม้ก่อนจะลงรถเพราะรู้ดีว่าต่อให้บอกว่าจะกลับบ้านเองยังไงแม่ก็ไม่มีทางยอมหรือฉันจะทักไลน์ไปบอกพี่คริสดีเพราะช่วงนี้ฉันเห็นพี่เขาทำงานหนักมากบางวันก็กลับบ้านเกือบสี่ทุ่มห้าทุ่มตลอดฉันเองก็อายุ20กว่าแล้วไม่อยากจะเป็นภาระใครเลยจริงๆเรวาลิน : พี่คริสวันนี้หนูกลับบ้านเองได้นะคะพี่ไม่ต้องมารับหรอกฉันกดส่งข้อความไปก่อนจะปิดหน้าจอแต่ไม่กี่วินาทีต่อมาเสียงไลน์ก็ดังขึ้นฉันจึงรีบเปิดอ่านทันทีคริส : ไม่ต้องเดี๋ยวไปรับฉันถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ ก่อนจะกดส่งสติกเกอร์OKไปพอขึ้นว่าอ่านแล้วฉันจึงปิดหน้าจอและเดินเข้าตึกคณะซึ่งเป็นปีสุดท้ายแล้วที่ฉันเรียนเทอมหน้าก็ไปฝึกงานแล้วก็จบสิ้นสักทีแน่นอนว่าฉันยื่นสมัครเข้าบริษัทบ้านตัวเองอ๊ะๆ แต่ไม่ได้ใช้เส้นสายแต่อย่างใดนะเพราะฉันไม่เคยบอกที่บ้านเลยว่าจะไปฝึกงานที่ไหนฉันลองยื่นไปก่อนแน่นอนว่า นามสกุลฉันก็ใช้ของแม่ที่บ้านเด็กกำพร้าไม่ได้เปลี่ยนมาเป็นของที่บ้านแต่อย่างใดเพราะฉะนั้นก็ไม่มีใครรู้แน่ๆ ว่าฉันเป็นใครแถมยื่นไปตอนนี้ก็ผ่านแล้วด้วยRrrrr“ฮัลโหลค่ะพี่แแทน”(ทำอะไรอยู่ครับ)“กำล
ก๊อก ก๊อก ก๊อกฉันที่นั่งทำรายงานอยู่ก็ลุกขึ้นทันทีหลังจากได้ยินเสียงประตูอันแผ่วเบาแน่นอนว่าฉันรู้ได้ทันทีว่าเสียงเคาะนี้เป็นของใครเพราะเจ้าตัวได้ไลน์มาบอกก่อนหน้านี้แล้วว่าต้องการให้ฉันช่วย“กลิ่นเหล้าแรงจัง” ทันทีที่เปิดประตูออกไปสิ่งแรกที่สัมผัสได้คือกลิ่นเหล้าเข้มๆ ที่ออกมาจากตัวของพี่คริสใบหน้าหล่ออยู่ในอาการมึนเมาอย่างเห็นได้ชัดก่อนที่ฉันจะค่อยๆ ดึงร่างสูงเข้ามาในห้องและล็อคประตูทันทีแกร้กเสียงหัวเข็มขัดดังขึ้นฉันหยิบหนังยางที่ใส่อยู่บริเวณข้อมือขึ้นมามัดผมให้เรียบร้อยมองร่างสูงที่สติเหลือน้อยค่อยๆ ถอดกางเกงออกพร้อมกับชั้นในสีดำเผยให้เห็นความแข็งแกร่งอันใหญ่โตที่กำลังโด่ชี้หน้าฉัน“มาเร็ว” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโหยหาเอ่ยเรียกฉันพี่คริสนั่งลงปลายเตียงฉันค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้เขาก่อนจะนั่งคุกเข่าตอนนี้ใบหน้าของฉันอยู่ในระดับเดียวกับตัวตน ของอีกฝ่ายพี่คริสค่อยๆ ใช้มือชัดรูกแก่นกายอย่างช้าๆ ส่วนอีกมีอก็ค่อยๆ กดหัวของฉันลง“อื้มมม..” ยามที่ริมฝีปากของฉันครอบครองตัวตนของพี่คริสร่างสูงก็ร้องครางออกมาทันทีฉันค่อยๆ ใช้ปากโลมเลียมันอย่างช้าๆ เพื่อทำให้เขาผ่อนคลายก่อนจะเริ่มรุกหนักมากข







