Share

ผู้เฝ้าหีบ

last update Last Updated: 2025-05-27 17:26:58

ความมืดมิดเข้าปกคลุมป่าต้องสาปอย่างสมบูรณ์ ไร้ซึ่งแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลอดเข้ามาแม้แต่น้อย มีเพียงลำแสงจากไฟฉายของโอกิเท่านั้นที่ฉายสาดส่องไปรอบๆ ตัดกับเงามืดทึบของต้นไม้ที่บิดเบี้ยวดูน่ากลัวกว่าเดิมในยามค่ำคืน มายูและโอกิพยุงกันออกมาจากลานต้นไม้สีดำ พวกเขาเดินกลับมาตามทางที่เข้ามาอย่างเงียบๆ ความเหนื่อยล้ากัดกินร่างกาย แต่จิตใจยังคงเต็มไปด้วยคำถามมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่เพิ่งเผชิญหน้า

“แน่ใจนะว่าไม่เป็นไรจริงๆ โอกิ?” มายูถามอีกครั้ง เมื่อเห็นโอกิยังคงเดินกะเผลกเล็กน้อยจากแรงกระแทกจากเงาปีศาจผู้พิทักษ์

โอกิพยักหน้า สีหน้าเขาซีดเผือดแต่ก็ยังคงความแข็งแกร่ง “ไม่เป็นไรมากหรอก แค่จุกๆ นิดหน่อย ไม่คิดว่ามันจะแรงขนาดนั้น” เขาก้มมองมีดอาคมในมือที่ยังคงมีคราบของเงาปีศาจติดอยู่จางๆ “ไม่น่าเชื่อเลยว่ามีดเล่มนี้จะใช้ได้ผลกับมันจริงๆ”

“นั่นเพราะมันเป็นเงาปีศาจที่รวมตัวกันไงล่ะ” มายูอธิบายพลางชูขวดที่เก็บวิญญาณเอาไว้ “วิญญาณพวกนี้มันรวบรวมพลังจนมีตัวตนแทบจะสมบูรณ์แบบ มันเลยมีจุดอ่อนที่ชัดเจนกว่าเงาปีศาจธรรมดาที่กระจัดกระจาย”

พวกเขาเดินต่อมาอีกพักใหญ่ ลำแสงจากไฟฉายของโอกิส่องไปข้างหน้า เผยให้เห็นทางเดินที่เต็มไปด้วยรากไม้และกิ่งไม้ที่ระโยงระยาง จนกระทั่ง มายูก็ชะงักเท้า

“เดี๋ยวก่อนโอกิ” เธอพูดเสียงแผ่ว ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่ความมืดเบื้องหน้า แต่ไม่ใช่ด้วยความโล่งใจที่ใกล้จะถึงทางออก แต่เป็นความกังวล

“มีอะไรเหรอ?” โอกิถาม พยายามใช้ไฟฉายส่องไปตามทิศทางที่ มายูมอง

มายูไม่ได้ตอบ เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังฟังบางอย่างที่คนอื่นไม่ได้ยิน สีหน้าของเธอเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ จนโอกิเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ

“มายู?”

“ฉัน… ได้ยินอะไรบางอย่าง” มายูกระซิบ เสียงของเธอแทบจะเลือนหายไปในความเงียบของป่า “มันไม่ใช่เสียง… แต่มันเหมือนความรู้สึก… เหมือนมีใครบางคนกำลังเรียกหา”

“เรียกหาใคร? เราเหรอ?” โอกิถาม ไฟฉายในมือเขาเริ่มสั่นเล็กน้อย เขารู้สึกขนลุกกับบรรยากาศที่เปลี่ยนไป

“ไม่แน่ใจ… แต่มันมาจากข้างในป่า… ลึกเข้าไปกว่าเดิม” มายูตอบ พลางหันกลับไปมองความมืดมิดที่อยู่เบื้องหลัง พวกเขาเพิ่งออกมาจากตรงนั้นแท้ๆ และดูเหมือนจะมีบางอย่างกำลังดึงดูดเธอให้กลับเข้าไป

โอกิขมวดคิ้ว “เธอหมายความว่าไง? เราเพิ่งจัดการกับไอ้ตัวประหลาดนั่นไปนะ มายู! เราควรจะออกไปจากที่นี่ได้แล้วไม่ใช่เหรอ?” น้ำเสียงของเขาเริ่มมีแววหงุดหงิดเล็กน้อย ความอ่อนล้าทำให้เขาหมดความอดทน

“ฉันรู้… แต่เสียงนี้มัน… มันไม่เหมือนกับสัญญาณของเงาปีศาจ” มายูพูด เธอสัมผัสขวดวิญญาณในมือเบาๆ “มันเป็นพลังงานที่แตกต่างออกไป… พลังงานที่บริสุทธิ์กว่า… แต่ก็ลึกลับกว่า”

“บริสุทธิ์?” โอกิทวนคำ “ในป่าต้องสาปเนี่ยนะ? เธอแน่ใจเหรอมายูว่าไม่ได้คิดไปเอง? หรือโดนพิษของป่าเข้าไปแล้ว?” เขาถามด้วยน้ำเสียงกึ่งประชดประชัน ไฟฉายในมือยังคงส่องส่ายไปมาอย่างหงุดหงิด

คำพูดของโอกิทำให้มายูหันมามองเขา ดวงตาของเธอฉายแววไม่พอใจ “ฉันรู้ว่าฉันรู้สึกอะไรโอกิ! ฉันสัมผัสได้ถึงพลังงานมาตั้งแต่เด็ก นายก็รู้ไม่ใช่เหรอ?”

“แต่สิ่งที่สัมผัสได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมันต่างกันนะ มายู! เราเกือบเอาชีวิตไม่รอดมาแล้วนะ!” โอกิขึ้นเสียง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนถึงได้ดื้อรั้นขนาดนี้

“แล้วนายคิดว่าเรามาที่นี่ทำไมล่ะโอกิ?” มายูสวนกลับ เสียงของเธอเริ่มแข็งกร้าวขึ้น “เรามาเพื่อหาคำตอบไม่ใช่เหรอ? เพื่อหาต้นตอของเงาดำทั้งหมด! แล้วถ้าเสียงนี้มันนำเราไปสู่ความจริงล่ะ? นายจะไม่ตามไปเหรอ?”

“แต่เราต้องมีแผนสิ มายู! ไม่ใช่พุ่งเข้าไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลังแบบนี้!” โอกิพยายามใช้เหตุผล ลำแสงไฟฉายของเขาสั่นไหวตามอารมณ์

“แล้วนายคิดว่าเรามีเวลามากแค่ไหนกัน?” มายูพูดเสียงดังขึ้น “ไอ้เงาดำพวกนั้นมันกระจัดกระจายไปทั่ว อาจจะก่อความวุ่นวายที่ไหนก็ได้! เราต้องรีบหยุดมัน!”

บรรยากาศระหว่างทั้งคู่เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ความเหนื่อยล้าและความกดดันจากการเผชิญหน้ากับเงาปีศาจตัวแรกทำให้ความอดทนของทั้งคู่ลดลง และความคิดเห็นที่แตกต่างกันก็เริ่มสร้างรอยร้าวเล็กๆ ในมิตรภาพของพวกเขา

มายูถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอกำขวดวิญญาณในมือแน่น “ฉันจะไม่ปล่อยให้มันค้างคาอยู่อย่างนี้หรอกนะโอกิ ถ้าเสียงนี้มันนำไปสู่คำตอบ… ฉันจะตามไป”

โอกิมองเพื่อนด้วยความผิดหวัง “แล้วถ้ามันเป็นกับดักล่ะ? เธอไม่คิดจะระวังตัวบ้างเลยรึไง?”

“ฉันไม่ได้ไม่ระวัง แค่ฉันเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง” มายูยืนกราน “นายจะไปกับฉันไหมล่ะ?”

โอกิเงียบไป เขาถอนหายใจอย่างหงุดหงิด แสงไฟฉายส่ายไปตามความมืดที่ไร้จุดสิ้นสุด แม้จะไม่เห็นด้วย แต่เขาก็ไม่สามารถทิ้งมายูไว้คนเดียวในป่าต้องสาปแห่งนี้ได้ หลังจากที่พวกเขาผ่านอะไรมาด้วยกันมากมาย

“เฮ้อ… โอเค! ก็ได้!” โอกิพูดเสียงอ่อนลงแต่ยังคงมีแววไม่พอใจ “แต่ถ้าเจออะไรแปลกๆ ขึ้นมาอีก เธอก็ห้ามโทษฉันนะ”

“ไม่มีทางหรอก” มายูยิ้มให้เขาเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโล่งใจที่เพื่อนยังคงอยู่เคียงข้าง “ขอบคุณนะโอกิ”

ทั้งคู่หันกลับไปเผชิญหน้ากับความมืดมิดของป่าอีกครั้ง มายูหลับตาลง พยายามตั้งใจฟังเสียงเพรียกที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ในหัว เสียงนั้นไม่ใช่คำพูด แต่เป็นทำนองที่ลึกลับและเยือกเย็น มันดูดดึงเธอราวกับแม่เหล็ก แรงดึงดูดนั้นรุนแรงจนเธอไม่อาจปฏิเสธได้

“ทางนี้แหละ…” มายูพูด เธอเปิดตาขึ้น ดวงตาของเธอตอนนี้ฉายแววมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม “ลึกเข้าไปกว่าเดิม…”

พวกเขาเดินกลับเข้าไปในป่าที่มืดมิดกว่าเดิม ไฟฉายของโอกิกลายเป็นแสงสว่างเดียวที่นำทาง รากไม้ที่บิดเบี้ยวดูน่ากลัวกว่าเดิมในความมืดที่ไร้ขอบเขต เสียงสัตว์ประหลาดที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนดังขึ้นจากความมืดรอบกาย ทำให้บรรยากาศยิ่งวังเวงและกดดัน

ยิ่งลึกเข้าไป เสียงเพรียกที่มายูได้ยินก็ยิ่งชัดเจนและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มันนำพาพวกเขามายังบริเวณที่ต้นไม้ดูเก่าแก่และใหญ่โตกว่าส่วนอื่น ใบไม้ของต้นไม้เหล่านี้มีสีดำสนิทราวกับดูดกลืนแสงทั้งหมดเอาไว้ และที่กลางป่าทึบนั้นเอง ลำแสงจากไฟฉายของโอกิก็ฉายไปกระทบกับสิ่งที่ไม่คาดคิด

ลานกว้างแห่งหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา กลางลานนั้นมีสระน้ำขนาดใหญ่ที่น้ำเป็นสีดำสนิท ราวกับกระจกที่สะท้อนความมืดมิดรอบตัว แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ตกตะลึงคือ ที่กลางสระน้ำนั้น มีแท่นหินโบราณตั้งตระหง่านอยู่ และบนแท่นหินนั้น มีสิ่งของบางอย่างวางอยู่… มันคือหีบไม้เก่าแก่ที่คุ้นตา หีบเดียวกับที่พวกเขาเจอที่ท้ายแปลงผักของโรงเรียน!

แต่สิ่งที่แตกต่างคือ จากหีบนั้นมีลำแสงสีดำอมม่วงพวยพุ่งขึ้นสู่ความมืดมิดเบื้องบน มันคือลำแสงที่พวกเขาเพิ่งเห็นจากเงาปีศาจผู้พิทักษ์ต้นไม้สีดำ แต่คราวนี้มันดูยิ่งใหญ่และทรงพลังกว่ามาก และจากลำแสงนั้นเอง เสียงเพรียกที่ มายูได้ยิน ก็เปล่งออกมาอย่างชัดเจน… ไม่ใช่เสียงเรียกหา แต่เป็นเสียงบรรยายเรื่องราวเก่าแก่ที่ถูกลืมเลือน…

เสียงนั้นเล่าถึงอำนาจโบราณที่ถูกกักเก็บไว้ในหีบ ความผิดพลาดในอดีตที่ทำให้พลังนั้นหลุดรอดออกมา และคำสาปที่ปกคลุมป่าแห่งนี้มานานนับศตวรรษ

“นั่นมัน… หีบใบนั้น!” โอกิพูดเสียงสั่น ลำแสงไฟฉายในมือเขาสั่นระริก เขาก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะมาเจอต้นตอของเรื่องทั้งหมดที่นี่

มายูไม่ได้ตอบ เธอเดินเข้าไปใกล้สระน้ำอย่างช้าๆ ดวงตาของเธอจ้องมองไปที่หีบโบราณนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความตกใจ ความหวาดกลัว และความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่อาจต้านทานได้

“นี่คือที่มาของเงาดำทั้งหมดเหรอ…” มายูพึมพำกับตัวเอง

ขณะที่เธอกำลังจ้องมองหีบอยู่นั้น จู่ๆ เงาดำจำนวนนับไม่ถ้วนก็เริ่มก่อตัวขึ้นจากผิวน้ำสีดำของสระน้ำ พวกมันไม่ได้มีรูปร่างคล้ายมนุษย์เหมือนเงาปีศาจที่เคยเจอ แต่เป็นเพียงกลุ่มควันสีดำที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว พวกมันพุ่งเข้าใส่มายูและโอกิจากทุกทิศทาง

“ระวัง!” โอกิตะโกน เขายกมีดอาคมขึ้นเตรียมพร้อมต่อสู้ แต่จำนวนของเงาดำนั้นมากมายมหาศาลเกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือได้เพียงลำพัง

เสียงกระซิบที่เคยเป็นทำนองลึกลับ ตอนนี้กลายเป็นเสียงหัวเราะอันเยือกเย็นที่ดังก้องไปทั่วทั้งลาน พร้อมกับเสียงร่ายคาถาโบราณที่ฟังดูไม่เป็นภาษา แต่กลับทำให้เส้นขนทั่วร่างของทั้งคู่ลุกชัน และจากสระน้ำสีดำนั้นเอง ค่อยๆ มีร่างเงาขนาดใหญ่กว่าที่เคยเจอ ผุดขึ้นมาจากความมืดมิด… ร่างนั้นมีรูปร่างคล้ายสัตว์ร้ายในตำนาน มีเขาที่บิดเกลียวและดวงตาสีแดงฉานนับร้อยดวงที่มองมายังพวกเขา

นี่คือผู้เฝ้าหีบที่แท้จริง… และมันดูเหมือนจะทรงพลังกว่าเงาปีศาจที่เคยเจอมาหลายเท่า

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • 5/B ป่าต้องสาป   ก้าวต่อไป

    ท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือยอดเขาไฟอัคคีแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานยาม ดวงจันทร์สีเลือด โคจรขึ้นมาเต็มดวง แสงสีโลหิตอาบไล้ทิวทัศน์รอบข้างให้ดูน่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม เสียงคำรามกึกก้องจากปากปล่องภูเขาไฟดังกึกก้องไม่หยุดหย่อน ราวกับเสียงหายใจอันหนักหน่วงของอสูรร้ายที่กำลังจะตื่นจากการหลับใหลที่ยาวนานนับพันปี กลิ่นกำมะถันและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ยิ่งสร้างความกดดันอันหนักอึ้งให้แก่ อิจิ และ ฮารุ ที่กำลังปีนป่ายขึ้นสู่ยอดเขา “อีกนิดเดียวอิจิ! เราจะไปถึงแล้ว!” ฮารุตะโกนบอก เสียงของเธอสั่นเครือจากความเหนื่อยล้าและความหวาดกลัว แต่ดวงตาของเธอยังคงเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ผ้ายันต์แห่งความจริงที่สถิตอยู่ในฝ่ามือของเธอเรืองแสงสีรุ้งอ่อนๆ ตอบรับกับพลังงานมหาศาลของดวงจันทร์สีเลือด “ฉันรู้ฮารุ… ฉันสัมผัสได้ถึงมัน” อิจิตอบ เขาปีนป่ายก้อนหินที่แหลมคมอย่างรวดเร็ว แม้ร่างกายจะยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ แต่จิตใจของเขามุ่งมั่นกว่าครั้งไหนๆ ดาบในมือของเขาเปล่งประกายสีเงินจางๆ พร้อมรับมือกับทุกสิ่ง ลมพายุโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นบนยอดเขา เสียงกรีดร้องโหยหวนคล้ายเสียงวิญญาณดังมาจากปากปล่องภูเขาไฟที่กำลังคุกรุ่น ลาวาสีแด

  • 5/B ป่าต้องสาป   สายลม

    สายลมแห่งยามรุ่งอรุณพัดโชยมาปะทะร่าง อิจิ และ ฮารุ ที่ยืนอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ แสงแรกของดวงอาทิตย์สาดส่องลงมายังทิวทัศน์เบื้องหน้า เผยให้เห็นยอดเขาไฟที่สูงเสียดฟ้า มันตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางผืนป่าดิบชื้นที่พวกเขาเพิ่งฝ่าฟันออกมา หมอกจางๆ ลอยปกคลุมรอบฐานของภูเขาไฟราวกับผ้าห่มสีขาว กลิ่นกำมะถันจางๆ ลอยมาตามลมเป็นสัญญาณเตือนถึงพลังงานที่ไม่สงบนิ่งที่อยู่ภายใน “นั่นแหละ… ยอดเขาไฟ” ฮารุพึมพำ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความกังวล “มันดูน่ากลัวกว่าที่คิดไว้เยอะเลยนะอิจิ” อิจิพยักหน้า สีหน้าของเขาเคร่งเครียด “ใช่… พลังงานมืดมิดที่แผ่ออกมาจากที่นั่นมันมหาศาลมาก ‘ผู้ตื่น’ กำลังจะถูกปลดปล่อยออกมาในไม่ช้า” ผ้ายันต์แห่งความจริงที่ผนึกอยู่ในฝ่ามือของฮารุเรืองแสงจางๆ เป็นการยืนยันถึงความรู้สึกของอิจิ พวกเขามีเวลาเพียงสองราตรีเท่านั้นก่อนที่ ดวงจันทร์สีเลือด จะปรากฏขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พันธนาการของ ‘ผู้ตื่น’ จะอ่อนแอที่สุด “เราต้องไปถึงที่นั่นให้เร็วที่สุด” อิจิกล่าว “และเราต้องหารหัสลับแห่งบรรพกาลให้เจอด้วย” “รหัสลับนั่น… มันอยู่ที่ไหนกันนะ?” ฮารุถาม “จิตวิญญาณแห่งต้นไม้บอกแค่ว่ามันอยู่ในผืนป่าแห

  • 5/B ป่าต้องสาป   บาดเจ็บ

    คืนเดือนมืดปกคลุมผืนป่าดิบชื้นทางตอนเหนือของสยามประเทศ แสงจันทร์แทบไม่สามารถส่องผ่านม่านไม้หนาทึบลงมาได้ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม และเสียงลมกระโชกแรงที่พัดกิ่งไม้ใบหญ้าให้เสียดสีกันเป็นระยะ ราวกับเสียงกระซิบกระซาบจากวิญญาณแห่งป่า อิจิและฮารุยังคงก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ร่างกายของอิจิอ่อนล้าจากบาดแผลที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนฮารุก็ดูซีดเซียวจากการใช้พลังแห่งชีวิตครั้งล่าสุด แต่ดวงตาของทั้งคู่ยังคงฉายแววความมุ่งมั่นที่จะค้นหาผ้ายันต์ผืนสุดท้ายที่ปรากฏในนิมิตของฮารุ “อากาศที่นี่มันแปลกๆ นะอิจิ” ฮารุพึมพำ น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา “มันเย็นยะเยือกกว่าที่ควรจะเป็น… เหมือนมีบางอย่างกำลังจับจ้องเราอยู่” “ใช่… ฉันก็รู้สึกได้” อิจิตอบ เขากระชับดาบในมือแน่นขึ้น “พลังงานที่นี่ไม่ใช่พลังงานของปีศาจ แต่มันเป็นพลังที่เก่าแก่กว่านั้น… ลึกซึ้งกว่านั้น” ตามนิมิตของฮารุ ผ้ายันต์ผืนสุดท้ายถูกซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้าในป่าลึกแห่งนี้ ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วบริเวณ และมีแสงสีม่วงเข้มเปล่งออกมาจากรากของมัน “เรามาถูกทางแล้วใช่ไหมอิจิ?” ฮารุถาม “ฉันหวังว่าอย่างนั้นฮารุ

  • 5/B ป่าต้องสาป   เดือนมืด

    คืนเดือนมืดปกคลุมผืนป่าดิบชื้นทางตอนเหนือของสยามประเทศ แสงจันทร์แทบไม่สามารถส่องผ่านม่านไม้หนาทึบลงมาได้ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม และเสียงลมกระโชกแรงที่พัดกิ่งไม้ใบหญ้าให้เสียดสีกันเป็นระยะ ราวกับเสียงกระซิบกระซาบจากวิญญาณแห่งป่า อิจิและฮารุยังคงก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ร่างกายของอิจิอ่อนล้าจากบาดแผลที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนฮารุก็ดูซีดเซียวจากการใช้พลังแห่งชีวิตครั้งล่าสุด แต่ดวงตาของทั้งคู่ยังคงฉายแววความมุ่งมั่นที่จะค้นหาผ้ายันต์ผืนสุดท้ายที่ปรากฏในนิมิตของฮารุ “อากาศที่นี่มันแปลกๆ นะอิจิ” ฮารุพึมพำ น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา “มันเย็นยะเยือกกว่าที่ควรจะเป็น… เหมือนมีบางอย่างกำลังจับจ้องเราอยู่” “ใช่… ฉันก็รู้สึกได้” อิจิตอบ เขากระชับดาบในมือแน่นขึ้น “พลังงานที่นี่ไม่ใช่พลังงานของปีศาจ แต่เป็นพลังที่เก่าแก่กว่านั้น… ลึกซึ้งกว่านั้น” ตามนิมิตของฮารุ ผ้ายันต์ผืนสุดท้ายถูกซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้าในป่าลึกแห่งนี้ ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วบริเวณ และมีแสงสีม่วงเข้มเปล่งออกมาจากรากของมัน “เรามาถูกทางแล้วใช่ไหมอิจิ?” ฮารุถาม “ฉันหวังว่าอย่างนั้นฮารุ” อ

  • 5/B ป่าต้องสาป   กลัว

    แสงอาทิตย์ยามบ่ายแผดเผาทะเลทรายอันกว้างใหญ่ให้ระอุเป็นเพลิง พื้นทรายสีทองทอดยาวสุดลูกหูลูกตา บิดเบือนภาพลวงตาจากความร้อนจนผืนฟ้าและพื้นทรายดูเหมือนจะบรรจบกัน อิจิและฮารุเดินฝ่าพายุทรายที่เริ่มก่อตัวอย่างเชื่องช้า ร่างกายของอิจิยังคงไม่สมบูรณ์ บาดแผลที่สีข้างส่งสัญญาณเจ็บแปลบทุกครั้งที่เขาขยับตัว ส่วนฮารุก็ดูอ่อนแรงจากการใช้พลังแห่งชีวิตเมื่อครั้งก่อน แต่ดวงตาของพวกเขายังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “นี่มัน… กว้างใหญ่กว่าที่คิดเยอะเลยนะอิจิ” ฮารุเอ่ย น้ำเสียงของเธอแหบแห้งจากการเดินทาง “นายแน่ใจนะว่าเรามาถูกทาง?” “สัญลักษณ์บนผ้ายันต์บอกใบ้ถึงภูเขาที่มีลำธารไหลผ่าน… หรือถ้ำที่มีน้ำตก” อิจิตอบ พยายามกลั้นเสียงหอบหายใจ “และจากแผนที่ที่ศาลเจ้าเผยให้เห็น… สถานที่นั้นอยู่กลางทะเลทรายแห่งนี้” ลมพายุทรายเริ่มโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้น เม็ดทรายเล็กๆ ปลิวว่อนกระทบใบหน้าจนรู้สึกเจ็บแสบ ทัศนวิสัยเริ่มเลือนรางลงเรื่อยๆ จนแทบมองไม่เห็นอะไรที่อยู่ตรงหน้า อิจิยกแขนขึ้นบังใบหน้าของฮารุไว้ “พายุทรายกำลังมาแล้ว! เราต้องหาที่กำบัง!” อิจิตะโกนบอก เสียงของเขาแทบจะถูกกลืนหายไปในเสียงลม ในชั่วพริบตาเดียว พายุทรายก็

  • 5/B ป่าต้องสาป   ผ้ายันต์ผืนแรก

    มายูกับโอกิทรุดตัวลงกับพื้นหินข้างๆ ประตูมิติสีขาวสว่างจ้าที่เพิ่งปรากฏขึ้นจากการสลายตัวของเงาอสูรผู้เฝ้าทาง ลำแสงอ่อนโยนของมันสาดส่องไปบนใบหน้าของทั้งคู่ เป็นแสงแห่งความหวังเพียงหนึ่งเดียวในความมืดมิดของป่าต้องสาปความเหนื่อยล้าเข้าจู่โจมพวกเขาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าการถูกโจมตีทางกายภาพ มายูหอบหายใจอย่างหนัก เธอใช้พลังฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาโอกิในระหว่างการต่อสู้ ทำให้ตอนนี้ร่างกายของเธอแทบจะหมดสิ้นพลังงาน“เรา… เราชนะแล้วโอกิ” มายูพูดเสียงแผ่ว แต่ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโล่งใจโอกิพยักหน้าอย่างช้าๆ เขาลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล มือที่กำมีดอาคมของเขาสั่นเล็กน้อย เขาหันไปมองประตูมิติที่เรืองแสงอยู่ตรงหน้า“เราทำได้มายู… แต่ดูเหมือนว่าหนทางกลับบ้านจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” โอกิพูด เขาเลื่อนมือไปสัมผัสที่ซากของเงาอสูรผู้เฝ้าทางที่สลายไป มันทิ้งไว้เพียงกองหินสีดำที่ถูกฉาบด้วยควันสีม่วงจางๆ“หมายความว่าไงโอกิ?” มายูถามอย่างกังวลโอกิใช้มีดอาคมเขี่ยซากหินนั้น ก่อนจะพบกับสิ่งของที่ซ่อนอยู่ใต้ซาก: มันคือแผ่นหินขนาดเท่าฝ่ามือ มีสัญลักษณ์โบราณสลักอยู่ และมีพลังงานมืดมิดบางอย่างแผ่ออกมา“ฉันคิด

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status