FAZER LOGIN
เคยมีใครบางคนกล่าวไว้ว่า ‘เวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่ง’ แต่ประโยคนี้กลับไม่สามารถใช้กับ ‘เขา’ ได้เลย ร่างหนาของชายหนุ่มเจ้าของร่างสูง 180 เซนติเมตร ที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ท่อนบนเปลือยเปล่าปราศจากเสื้อผ้า ท่อนล่างสวมเพียงกางเกงขายาวเพียงตัวเดียว เขากำลังนอนกอด ‘แฟนสาวคนใหม่’ ที่กำลังอยู่ในห้วงนิทราภายในห้องนอนของเธอ ในขณะที่ร่างสูงของชายหนุ่มนาม ‘เหมราช’ ยังไม่สามารถหลับตาลงได้
ภายในห้วงความคิดของเหมราชยังคงนึกถึงเรื่องราวของเขาและ ‘เธอ’ ผู้เป็นความรักที่ยังติดอยู่ภายในความทรงจำ ภาพวันวานที่เคยใช้เวลาร่วมกันยังคงลอยเข้ามาในหัวราวกับวิดีโอที่ถูกตั้งค่าเอาไว้ให้เล่นซ้ำ ๆ
เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่ร่างหนาพยายามข่มตาลงให้หลับ แต่ทว่าก็หลับไม่ลงจริงๆ ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นทำให้เขาหลับไม่ลงจริงๆ สุดท้ายก็ตัดสินใจคว้าโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูสีดำสนิทแล้วโทรหาเพื่อนสนิท
(ว่า) รอเพียงไม่นาน ปลายสายก็รับสายและตอบกลับอย่างรวดเร็ว
“ออกมากินเหล้าเป็นเพื่อนกูหน่อย”
(มึงคิดถึงร่มเกล้าอีกแล้ว?)
“เสือก”
(ถามแค่นี้ทำด่า เออๆ เดี๋ยวกูเรียกไอ้เจกับไอ้เซนก่อน)
“เออ มึงรีบมา”
(ร้านเดิมป่ะ)
“เออ โซน VVIP นะ”
ตู๊ดๆ ...
ทันทีที่วางสายจาก ‘เพลิงกัลป์’ เพื่อนสนิทในกลุ่มที่คบกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมจวบจนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังเรียนที่เดียวกัน คณะเดียวกัน สาขาเดียวกัน อีกทั้งยังเซคชั่นเดียวกันอีกด้วย ก็อาจจะเป็นเพราะว่าฐานะ สถานภาพทางสังคม รสนิยม อุปนิสัย ความชั่วเรื่องผู้หญิงที่อยู่ในระดับเดียวกันทำให้พวกเขาสามารถเป็นเพื่อนกันมาได้อย่างยาวนาน
นอกเหนือจากเพลิงกัลป์แล้ว ยังมี ‘เจเดน’ หนุ่มนักธุรกิจลูกครึ่งเจ้าของบริษัทนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีมูลค่าทรัพย์สินมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ และ ‘เซน’ หนุ่มนักลงทุนผู้ถือหุ้นในบริษัทใหญ่หลายๆ แห่ง
@ Aspire Club 23:00
(เหมราช’ s Part)
“มาเร็วกันจังนะพวกมึง” ผมกล่าวทักทายพวกเพื่อนเวรที่มาถึงร้านก่อนหลังจากผมโทรเรียกไอ้เพลิงออกมากินเหล้าด้วยกัน
“ใครจะช้าเหมือนมึง” เพลิงกัลป์
“เป็นคนนัดพวกกูออกมาแต่ถึงช้าชิบหาย” เจเดน
“นัดพวกกูออกมานี่ คิดถึงอีกแล้ว?” เซน
“…”
ผมชะงักเล็กน้อยกับประโยคคำถามสุดแสนจะแทงใจของไอ้เซน เลยเลือกที่จะไม่ตอบอะไรกับคำถามของมัน หันมาสนใจขวดเหล้าที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้าแล้วจัดการเทเหล้าใส่แก้วตัวเอง
“มึงเลิกกันมาสามปีแล้วนะเว้ย”
“เออ ทำไมยังไม่ลืมอีก”
“มึงจมปลักไปป่ะ?”
“...”
ผมยังคงแค่นยิ้มและไม่ตอบอะไรกับคำถามของพวกมันและกระดกเหล้าเข้าปากอยู่เหมือนเดิม ปล่อยให้พวกมันรุมด่าเรียกสติให้ผมอยู่อย่างนั้น
ก็อย่างที่พวกมันพูด ผมเลิกกับ ‘ร่มเกล้า’ มาได้ 3 ปี แล้ว ถ้าเป็นคนปกติเลิกกันได้สักสองสามเดือนก็คงมีใหม่ได้แล้วล่ะมั้ง ผมก็คนปกติคนหนึ่ง หลังจากเลิกกับเธอได้ไม่นาน ผมก็มีแฟนใหม่เรื่อย ๆ คบคนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง บางคนก็คบนานเป็นเดือน บางคนคบแค่ไม่กี่อาทิตย์ก็เลิก
ผมไม่เคยจริงจังกับความสัมพันธ์ไหนอีกเลยหลังจากที่เลิกกับร่มเกล้า เธอเป็นเหมือนกับความทรงจำตามหลอกหลอนผมอยู่ตลอดเวลา อาจเป็นเพราะความผูกพันหรืออะไรก็ตามที่ทำให้ผมยังคิดถึงเธอ ยังจำทุกๆ อย่างเกี่ยวกับเธอได้ เราเคยใช้เวลาร่วมกัน เคยใช้คำว่า ‘แฟน’ กัน เป็นปี
แต่แล้วความสัมพันธ์ของผมและเธอก็ต้องจบลงเพราะความเบื่อ ผมเริ่มใช้เวลากับกลุ่มเพื่อนมากขึ้น สนใจเธอน้อยลง ให้เวลาเธอน้อยลง เปิดโอกาสให้ผู้หญิงคนอื่นเข้ามาในความสัมพันธ์ของเรา จนสุดท้ายเมื่อเธอทนไม่ไหว...
‘ที่พี่เคยพูดว่าอยากเลิกกัน พี่พูดจริงๆ ใช่ไหม?’
‘อืม’
‘ค่ะ เราเลิกกัน’
‘แน่ใจ?’
‘แน่ใจค่ะ’
เสี้ยววินาทีที่เธอบอกเลิกกันตามที่ผมเคยพร่ำบอกว่าอยากจะเลิกกับเธอมาตลอด ความรู้สึกเจ็บปวดตรงอกข้างซ้ายแล่นเข้ามาเหมือนมีคนเข้ามารุมกระทืบหัวใจของผม แต่มันก็แค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น หลังจากนั้นผมก็ใช้ชีวิตอิสระอย่างที่ต้องการมาตลอด
...จากวันเป็นสัปดาห์...
...จากสัปดาห์เป็นเดือน...
ผ่านไปร่วมเดือนหลังจากจบความสัมพันธ์กับเธอ ผมกลับเริ่มรู้สึกขาดหาย เมื่อกลับมาคอนโดมิเนียมที่ผมและเธอเคยอาศัยอยู่ร่วมกัน มันกลับว่างเปล่า เธอเก็บข้าวของทุกอย่างของตัวเองออกไป ไม่เหลือไว้ให้ดูต่างหน้าสักชิ้นเดียว ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ แม้แต่แปรงสีฟันที่เคยวางอยู่คู่กันเธอก็เก็บเอาของเธอไป เหลือทิ้งไว้แค่ของผม
เคยคิดว่าผมอาจจะแค่เหงาเลยคิดถึงเธอ เลยลองคบหากับผู้หญิงหลายๆ คนที่เข้ามาในชีวิต แต่ทุกอย่างกลับยิ่งชัดเจนเมื่อผมยิ่งคิดถึงเธอมากกว่าเดิม มองภาพซ้อนของผู้หญิงเหล่านั้นเป็นร่มเกล้า
ส่วนร่มเกล้านั้น หลังจากเลิกกับผมไป เธอได้ทำการบล็อกช่องทางการติดต่อของผมทุกช่องทาง ไม่เคยผ่านมาให้ผมเห็น แม้จะบังเอิญเดินผ่านก็ไม่เคยหันมามอง เธอใช้ชีวิตของเธอได้ดี ไม่ฟูมฟาย ไม่เพ้อ แถมไม่โพสต์อะไรเศร้าๆ ลงบนโซเชียลมีเดียเลย เธอยังไม่เริ่มต้นใหม่ ยังไม่ได้คบใคร แม้จะผ่านไปสามปีแล้ว ผมจึงแอบคิดอย่างคนเข้าข้างตัวเองว่า ลึกๆ แล้วเธออาจจะยังรักผมอยู่
ถ้าถามว่าผมรู้เรื่องราวของเธอได้ยังไงนั้น ค่อนข้างจะน่าอายนิดหน่อยที่ผมรับฟังเอาเรื่องราวของเธอมาจากไอ้พวกเพื่อนๆ เวรของตัวเอง เพราะเธอดันบล็อกแค่ผมแต่ยังมีไอ้พวกนี้เป็นเพื่อนบนเฟซบุ๊คและยังมีเพื่อนของผมติดตามอยู่ในไอจี
“ไอ้เหม”
“ไอ้เหม!”
“ไอ้เชี่ยเหม!”
เสียงของไอ้เจปลุกให้ผมหลุดออกมาจากความคิดของตัวเองก่อนจะหันไปมองหน้ามันอย่างเคืองๆ อยู่ใกล้แค่นี้ จะแหกปากทำไมวะ
“มึงจะแหกปากเพื่อ?” ผมถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กๆ
“ไอ้เจเรียกมึงจนคอจะแตกแล้วเถอะ” เพลิงกัลป์
“ลืมปากไว้ที่ห้อง?” ไอ้เซนเลิกคิ้วถามพร้อมกับคำพูดหมาๆ ออกมาจากปากมัน
“แล้วสรุปมีไร?” ผมตัดบทคำพูดไร้สาระของพวกมัน
“มึงได้บอกนิด้าก่อนออกมาป่าว?” ผมขมวดคิ้วลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อ ‘แฟนคนล่าสุด’ ของตัวเองจากประโยคคำถามของไอ้เซน
“ไม่ได้บอก ทำไม?” ผมถามกลับ
“พนักงานข้างล่างโทรมาบอกกูว่านิด้ามาโวยวายตามมึงกลับ” ลืมบอกไป ไอ้เซนถือหุ้นใหญ่ของร้านนี้ซึ่งลงทุนร่วมกับเพื่อนกลุ่มอื่นๆ ของมัน จึงไม่แปลกที่พนักงานจะรายงานมันและค่อนข้างให้เกียรติพวกผมเป็นพิเศษ
ยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงโวยวายจากข้างนอกห้องทำให้ผมถอนหายใจออกมาด้วยความรำคาญแล้วหันไปกระดกเหล้าเข้าปากต่อด้วยความเซ็ง
ได้เวลาอีกแล้วสินะ...
ปึง!
เสียงประตูห้อง VVIP ถูกกระชากตามแรงอารมณ์ของสาวขี้เหวี่ยงอย่างนิด้า ที่กำลังบ่งบอกพวกผมทางอ้อมว่าคนเปิดนั้นกำลังโมโหแค่ไหน
“เหม! ออกมาเที่ยวทำไมไม่บอกนิด้าเลยคะ” เสียงแหลมถามปนตะคอก
“จำเป็น?” ผมเลิกคิ้วมองเป็นเชิงถามพรางเอาเหล้าเข้าปาก
“ไปไหนก็บอกกันบ้างสิคะ! นิด้าเป็นแฟนคุณนะ!” ผมวางแก้วเหล้าลงพร้อมกับเหยียดยิ้ม
“งั้นเราเลิกกันเถอะครับ” ผมบอกออกไป
“นะ...นิด้าขอโทษค่ะ เราไม่เลิกกันนะคะเหม” เสียงแหลมของเธออ่อนลงอย่างชัดเจน
“ผมไม่ชอบให้โอกาสใครครับ”
“เหมคะ นิด้าไม่อยากเลิกกับเหมค่ะ”
“พาเธอออกไปด้วยครับ” ผมเอ่ยบอกกับพนักงานรักษาความปลอดภัยของร้านด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะหันมากระดกเหล้าเข้าปากโดยที่ไม่สนใจเสียงกรีดร้องโวยวายด้านนอกที่ค่อยๆ ไกลออกไป
“มึงแม่งทำแบบนี้อีกแล้ว” ไอ้เพลิงพูดพร้อมส่ายหน้าช้าๆ ไปมาอย่างเอือมระอากับเหตุการ์ตรงหน้า
“เพื่อไรวะ” ไอ้เจเดนมองผมอย่างไม่เข้าใจ
“นิด้ายังไม่ใช่” ผมตอบ
“ไม่ใช่อะไร?” ไอ้เซน
“เธอไม่เหมือนร่มเกล้า” ผมยังไม่ทันได้ตอบอะไร คนที่รู้ทุกอย่างดีอย่างไอ้เพลิงก็อธิบายทุกอย่างแทนผม
“ไหนมึงบอกว่านิด้าเหมือนร่มเกล้า” ไอ้เจถามอีกครั้งด้วยความไม่เข้าใจ เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยบอกว่านิด้าเธอคล้ายๆ กับร่มเกล้า
“แค่คล้าย แต่ยิ่งคบยิ่งไม่เหมือนว่ะ” ผมตอบนิ่งๆ
“แล้วไง มึงจะคบคนนั้น คนนี้ไปทั่วเพื่อลืมร่มเกล้า?” เซน
“กูเปล่า”
“มึงเปล่า แต่มึงแค่คบคนอื่นเพื่อให้ตัวเองยังรู้สึกถึงเธอ” เพลิง
“ไม่ใช่มึงลืมเธอไม่ได้ แต่มึงทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตัวเองลืมเธอ” เจเดน
“ไม่กลับไปง้อเลยอ่ะ มึงทำขนาดนี้แล้ว” ไอ้เซนประชดผมด้วยท่าท่างนิ่งๆ ของมัน
ผมนิ่งไปเล็กน้อยกับคำพูดของมันแล้วคิดตามก่อนจะสะบัดหัวเอาความคิดโง่ๆ ออกไป ขืนกลับไปตอนนี้กูเสียศักดิ์ศรีหมดครับ เลิกกันไปตั้งสามปี ถ้ากลับไปง้อตอนนี้ ที่ผ่านมามันจะมีประโยชน์อะไร ผมกับเธอจบกันไปตั้งนานแล้ว ผ่านมาก็ใช้ชีวิตได้ ไม่เห็นต้องกลับไป ที่เผลอคิดตามคำพูดไอ้เซนต้องเป็นเพราะผมเมาแล้วแน่ ๆ
กูเมาแล้วแน่ ๆ!
“แล้วยังไงคืนนี้ ไม่สนสักคน?” หลังจากเงียบไปสักพัก ไอเดียจังไรๆ จากไอ้เพลิงที่กำลังเชิญชวนให้พวกผมออกล่าเหยื่อในคืนนี้
“ไม่มีอารมณ์ว่ะ” เจเดน
“สักคนสองคนก็ดี” เซน
“แล้วมึงอ่ะ ยังไง” ตัวต้นคิดอย่างไอ้เพลิงหันมาถามเพื่อรอฟังความเห็นจากผมเป็นคนสุดท้าย
“ก็...”
“…”
“เอาดิ”
“มันต้องแบบนี้ดิวะ!”
ว่าแล้วผม เพลิงกัลป์ เซน ก็เดินลงไปชั้นล่างเพื่อมองหาสาวๆ ที่จะมาสนุกด้วยกันในคืนนี้ ทิ้งไอ้เจเดนไว้ในห้อง VVIP ชั้นบนไว้คนเดียวที่ไม่ยอมหาสาวๆ เพราะกลัวว่าจะมีปัญหากับแฟนเด็กของมัน
พวกกลัวเมีย หึ!
ภายในอาณาเขตกว้างขวางของคฤหาสน์ประจำตระกูลสิริวัฒนเกียรติกุลถูกตกแต่งโดยมืออาชีพ โต๊ะสำหรับรองรับแขกมากมายถูกปูด้วยผ้าสีขาวนิ่มนวลสบายตา เนรมิตเวทีสุดแสนอลังการเอาไว้ตรงกลางโดดเด่นเป็นสง่า ชื่อของฉันและชายผู้กำลังจะกลายมาเป็นสามีอย่างถูกต้องตามกฎหมายถูกติดเอาไว้บนเวที รูปถ่ายคู่กันตั้งแต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยจวบจนถึงรูปถ่ายพรีเวดดิ้งมากมายทำเป็นโพลารอยด์ใบเล็กๆ ร้อยประดับตกแต่งฉันในชุดเดรสเกาะอกยาวสีขาวแต่งด้วยผ้าลูกไม้เรียบหรูทว่ากลับดูอ่อนหวานเดินควงแขนบิดาเข้าไปในงานโดยปลายทางมีเหมราชยืนรออยู่ มือข้างหนึ่งของฉันถือช่อดอกไม้ที่ถูกผสมเติมแต่งระหว่างดอกไม้สองชนิดระหว่างดอกฟอร์เกทมีน็อทสีฟ้าสบายตาและดอกพีโอนีสีชมพูอันเป็นสัญลักษณ์ของความทรงจำ ความรักอันสมบูรณ์แบบ เหมือนกับเราทั้งคู่ที่กำลังจะสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบไปด้วยกัน“ยินดีด้วยนะ ลูกสาวของพ่อ” เมื่อเดินมาส่งฉันถึงจุดหมายปลายทางให้กับเจ้าบ่าวแล้ว เสียงทุ้มแหบตามวัยของชายวัยกลางคนอย่างคุณพ่อของฉันเอ่ยแสดงความยินดีอย่างแผ่วเบาทว่ากลับแฝงความอบอุ่นนุ่มนวลเอาไว้ภายใต้น้ำเสียง“ขอบคุณค่ะ คุณ
“Le patient s’ est réveillé. Pourriez-vous demander au médecin de venir examiner son état, s’ il vous plaît? (คนไข้ฟื้นแล้วครับ รบกวนคุณพยาบาลช่วยตามคุณหมอให้หน่อย) ” ไอ้เจย์ทำหน้าที่อย่างรวดเร็ว อุปกรณ์สื่อสารโดยตรงภายในห้องพักถูกใช้ติดต่อโดยตรงกันเคาน์เตอร์พยาบาลอย่างรวดเร็วรอเพียงไม่นานคุณหมอก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับพยาบาลที่พาลูกสาวตัวน้อยของผมเข้ามารับนมแม่ด้วย ซึ่งร่มเกล้าสามารถทำหน้าที่แม่ทุกอย่างได้เป็นอย่างดีแม้นี่จะเป็นครั้งแรกที่เธอให้กำเนิดลูกน้อยก็ตาม การสื่อสารกับทีมแพทย์เองก็ไม่เป็นปัญหาให้ต้องกังวล ถึงเธอจะไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษาฝรั่งเศสได้แบบเจเดนเพื่อนสนิทของผมแต่เธอก็สามารถให้คำตอบกับคุณหมอที่ทรายถามอาการโดยใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วเด็กทารกหญิงตัวน้อยของพวกเราเมื่อกินนมอิ่มแล้วก็หลับตาพริ้มเข้าสู่ห้วงนิทราไปในอ้อมอกของผู้เป็นแม่อย่างว่าง่าย โชคดีที่ลูกสาวของผมกับเธอไม่ใช่เด็กขี้แยให้ผู้เป็นแม่ที่คลอดออกมาต้องเหนื่อยมากนัก ผมนั่งมองการกระทำต่างๆ ของร่มเกล้าเงียบๆ ส่วนไอ้เจย์เดินออกจาก
เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก หลังจากน้ำคร่ำแตกได้เพียงไม่นานร่างกายของฉันก็ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาในรถสปอร์ตคันหรูเพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เจเดนรับหน้าที่เป็นคนขับรถเนื่องจากมีประสบการณ์การขับรถในต่างประเทศมากกว่าใครเพื่อน ส่วนเหมราชนั้นสติแตกไปจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว ทางด้านของเพื่อนในกลุ่มอีกสองคนอย่างเพลิงกัลป์และเซนเองก็กำลังขับรถตามมาอยู่ด้านหลังอาการปวดท้องจะคลอดของยังคงอยู่ไม่ได้หายไปไหน ทว่ากลับรู้สึกว่ามันทุเลาลงจากความรู้สึกอุ่นใจที่มีเหมราชและเพื่อนๆ ของเขาคอยห่วงใยกันอย่างใกล้ชิด มือหนาของว่าที่คุณพ่อจับมือของฉันเอาไว้แน่นตลอดทางมาโรงพยาบาล ใบหน้าหล่อเหลาน้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความรู้สึกมากมายเดินกว่าจะอธิบาย ใช้เวลาเพียงไม่นานก็มาถึงที่หมาย“Excusez-moi, mon ami est sur le point d’ avoir un bébé. (ขอโทษนะครับ เพื่อนของผมกำลังจะคลอดลูก)” เจเดนที่เป็นลูกครึ่งสวิตเซอร์แลนด์ทำให้มีความสามารถในการพูดหลากหลายภาษารับหน้าที่ติดต่อกับทางโรงพยาบาลให้กับฉัน เนื่องจากในเมืองเจนีวาใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก ผู้เป็นพ่อของลูกและญา
เหมราชนั่งกุมขมับเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ขอพูดตามตรงว่าฉันไม่เข้าใจความรู้สึกเขาหรอก เจ้าตัวเล็กยังไม่ทันลืมตาออกมาดูโลกเลยด้วยซ้ำแต่คนเป็นพ่อกลับวิตกกังวลเรื่องเพศลูก อนาคตของลูกไปเสียแล้ว ก็จริงอยู่ที่ไม่ว่าลูกจะเป็นเพศอะไรคนเป็นพ่อแม่ก็ควรปกป้องดูแลลูกอย่างดีที่สุด แต่ฉันเองก็มีเรื่องที่กังวลเหมือนกันหากได้ลูกสาวกังวลว่าคนเป็นพ่อแบบเหมราชจะขังลูกเอาไว้เพราะกลัวว่าลูกจะเจอผู้ชายแบบตัวเองน่ะสิ!“จะกังวลอะไรขนาดนั้นวะ แม่ของลูกมึงยังไม่เห็นจะกังวลเลย” เจเดนพูดปลอบใจเพื่อนด้วยความเข้าอกเข้าใจ เชื่อว่าลึกๆ ในใจเองเจเดนก็คงกลัวเรื่องนี้ไม่ต่างไปจากเหมราชเพราะวีรกรรมของเขาเองก็ใช่ย่อย การปลอบใจเพื่อนที่หัวอกเดียวกันคงนับว่าเป็นการหลอกตัวเองไปด้วยนั่นแหละ“จะไม่ให้กังวลได้ไงวะ ถ้าลูกไปเจอผู้ชายแบบกูมีหวังกูใจสลายแน่ ไม่ได้การละ กูต้องสั่งอาวุธล็อตใหม่จากหัสดินเตรียมเผื่อไว้” ชายผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อของลูกจินตนาการแล้วสรุปทุกอย่างออกมาเองเสร็จสรรพ ไม่รีรอให้คนอื่นได้ออกความเห็นอะไรเลย“ไม่ต้องถึงมือมึงหรอกมั้ง กูว่าน้องชายมึงน่าจะ
3 เดือนต่อมา...อายุครรภ์ของฉันเข้าสู่เดือนที่เก้าแล้ว อีกไม่นานคงถึงกำหนดคลอด น่าเสียดายที่การคลอดลูกคนแรกของฉันไม่สามารถกลับไปทำคลอดที่ประเทศไทยได้เนื่องจากอายุครรภ์เยอะมากแล้ว การเดินทางข้ามทวีปมีความเสี่ยงหลายๆ อย่าง ครอบครัวของเหมราชจึงไม่อยากให้ฉันบินกลับไป เพราะแบบนี้ครอบครัวของฉันจึงอดได้เห็นหน้าหลานตอนคลอดด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์อีกอย่างที่เกิดขึ้นคือพ่อแม่ของเหมราชนั้นได้ทำการติดต่อพ่อแม่ของฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้วเรื่องการสู่ขอและการแต่งงานโดยที่ฉันไม่รู้เรื่องอะไรมาก่อน ฉันเพิ่งทราบข่าวมาจากมารดาของตัวเองตอนที่ได้พูดคุยกันเมื่อไม่นานมานี้ อีกฝ่ายได้ทำการสู่ขอฉันกับครอบครัวไปแล้วตั้งแต่เก้าเดือนก่อนซึ่งก็คือช่วงที่ครอบครัวของเหมราชพาฉันมาอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ สินสอดซึ่งมีทั้งเงินสด เครื่องเพชร ทองคำแท่ง และที่ดิน มูลค่ารวมกันหลักพันล้านซึ่งถือว่ามากเกินไปสำหรับลูกสาวของคนชนชั้นกลางธรรมดาๆ แบบฉัน สร้างความฮือฮาให้กับชุมชนละแวกใกล้เคียงไม่น้อย แต่พอได้ทราบนามสกุลของครอบครัวฝ่ายชายเท่านั้นก็เข้าใจได้เพราะเป็นที่รู้จักดีตามข่าวต่างๆ ว่าเป็นเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลกและ
“...” ฉันได้แต่ฟังเขาเงียบๆ แม้จะไม่ได้ตอบอะไรกลับไปแต่ก็รู้สึกดีใจที่ได้ยินอย่างนั้น อย่างน้อยก็รู้ว่าเขายังตามหากัน ยังต้องการให้ฉันกลับไปอยู่ข้างๆ คนรักกันไม่จำเป็นต้องพูดคำว่ารักออกมามากมาย แต่ต้องพร้อมที่จะให้อภัยความผิดพลาดที่ผ่านมาและเริ่มต้นใหม่ไปด้วยกัน นั่นคงเป็นสิ่งที่คุณแม่ของเหมราชต้องการจะสื่อให้ฉันรับรู้มาตลอด ท่านจึงพาฉันจากมาเพื่อพักใจที่นี่และใช้เวลาคิดทบทวน เพราะยิ่งอยู่ใกล้กันความโกรธเกลียดก็ยิ่งเพิ่มพูน หากทั้งฉันและเขายังปรับความเข้าใจไม่ได้ ความสัมพันธ์มันคงเดินทางไปสู่จุดที่ไม่สามารถกลับมามองหน้ากันได้อีกอย่างแน่นอน“จริงๆ พี่ก็สามารถเป็นคนรักที่ซื่อสัตย์ได้ แต่ที่ผ่านมากลับไม่ยอมทำมัน เห็นแก่ตัวรั้งเกล้าเอาไว้ข้างๆ ในขณะที่พี่นั้นออกไปมีอะไรกับคนอื่น... พี่ขอโทษจริงๆ” ศีรษะทุยซุกลงบนหลังมือของฉัน ความเปียกชื้นทำให้ฉันรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกผิดที่คั่งค้างอยู่ภายในจิตใจ“เกล้าดีใจนะคะที่พี่เหมคิดได้” ฉันพูดปลอบประโลมอีกฝ่ายให้ใจเย็นลงจะได้หยุดร้องไห้เสียที เหมราชที่เป็นแบบนี้ทำให้ฉันทำตัวไม







