ANMELDEN
เคยมีใครบางคนกล่าวไว้ว่า ‘เวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่ง’ แต่ประโยคนี้กลับไม่สามารถใช้กับ ‘เขา’ ได้เลย ร่างหนาของชายหนุ่มเจ้าของร่างสูง 180 เซนติเมตร ที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ท่อนบนเปลือยเปล่าปราศจากเสื้อผ้า ท่อนล่างสวมเพียงกางเกงขายาวเพียงตัวเดียว เขากำลังนอนกอด ‘แฟนสาวคนใหม่’ ที่กำลังอยู่ในห้วงนิทราภายในห้องนอนของเธอ ในขณะที่ร่างสูงของชายหนุ่มนาม ‘เหมราช’ ยังไม่สามารถหลับตาลงได้
ภายในห้วงความคิดของเหมราชยังคงนึกถึงเรื่องราวของเขาและ ‘เธอ’ ผู้เป็นความรักที่ยังติดอยู่ภายในความทรงจำ ภาพวันวานที่เคยใช้เวลาร่วมกันยังคงลอยเข้ามาในหัวราวกับวิดีโอที่ถูกตั้งค่าเอาไว้ให้เล่นซ้ำ ๆ
เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่ร่างหนาพยายามข่มตาลงให้หลับ แต่ทว่าก็หลับไม่ลงจริงๆ ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นทำให้เขาหลับไม่ลงจริงๆ สุดท้ายก็ตัดสินใจคว้าโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูสีดำสนิทแล้วโทรหาเพื่อนสนิท
(ว่า) รอเพียงไม่นาน ปลายสายก็รับสายและตอบกลับอย่างรวดเร็ว
“ออกมากินเหล้าเป็นเพื่อนกูหน่อย”
(มึงคิดถึงร่มเกล้าอีกแล้ว?)
“เสือก”
(ถามแค่นี้ทำด่า เออๆ เดี๋ยวกูเรียกไอ้เจกับไอ้เซนก่อน)
“เออ มึงรีบมา”
(ร้านเดิมป่ะ)
“เออ โซน VVIP นะ”
ตู๊ดๆ ...
ทันทีที่วางสายจาก ‘เพลิงกัลป์’ เพื่อนสนิทในกลุ่มที่คบกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมจวบจนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังเรียนที่เดียวกัน คณะเดียวกัน สาขาเดียวกัน อีกทั้งยังเซคชั่นเดียวกันอีกด้วย ก็อาจจะเป็นเพราะว่าฐานะ สถานภาพทางสังคม รสนิยม อุปนิสัย ความชั่วเรื่องผู้หญิงที่อยู่ในระดับเดียวกันทำให้พวกเขาสามารถเป็นเพื่อนกันมาได้อย่างยาวนาน
นอกเหนือจากเพลิงกัลป์แล้ว ยังมี ‘เจเดน’ หนุ่มนักธุรกิจลูกครึ่งเจ้าของบริษัทนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีมูลค่าทรัพย์สินมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ และ ‘เซน’ หนุ่มนักลงทุนผู้ถือหุ้นในบริษัทใหญ่หลายๆ แห่ง
@ Aspire Club 23:00
(เหมราช’ s Part)
“มาเร็วกันจังนะพวกมึง” ผมกล่าวทักทายพวกเพื่อนเวรที่มาถึงร้านก่อนหลังจากผมโทรเรียกไอ้เพลิงออกมากินเหล้าด้วยกัน
“ใครจะช้าเหมือนมึง” เพลิงกัลป์
“เป็นคนนัดพวกกูออกมาแต่ถึงช้าชิบหาย” เจเดน
“นัดพวกกูออกมานี่ คิดถึงอีกแล้ว?” เซน
“…”
ผมชะงักเล็กน้อยกับประโยคคำถามสุดแสนจะแทงใจของไอ้เซน เลยเลือกที่จะไม่ตอบอะไรกับคำถามของมัน หันมาสนใจขวดเหล้าที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้าแล้วจัดการเทเหล้าใส่แก้วตัวเอง
“มึงเลิกกันมาสามปีแล้วนะเว้ย”
“เออ ทำไมยังไม่ลืมอีก”
“มึงจมปลักไปป่ะ?”
“...”
ผมยังคงแค่นยิ้มและไม่ตอบอะไรกับคำถามของพวกมันและกระดกเหล้าเข้าปากอยู่เหมือนเดิม ปล่อยให้พวกมันรุมด่าเรียกสติให้ผมอยู่อย่างนั้น
ก็อย่างที่พวกมันพูด ผมเลิกกับ ‘ร่มเกล้า’ มาได้ 3 ปี แล้ว ถ้าเป็นคนปกติเลิกกันได้สักสองสามเดือนก็คงมีใหม่ได้แล้วล่ะมั้ง ผมก็คนปกติคนหนึ่ง หลังจากเลิกกับเธอได้ไม่นาน ผมก็มีแฟนใหม่เรื่อย ๆ คบคนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง บางคนก็คบนานเป็นเดือน บางคนคบแค่ไม่กี่อาทิตย์ก็เลิก
ผมไม่เคยจริงจังกับความสัมพันธ์ไหนอีกเลยหลังจากที่เลิกกับร่มเกล้า เธอเป็นเหมือนกับความทรงจำตามหลอกหลอนผมอยู่ตลอดเวลา อาจเป็นเพราะความผูกพันหรืออะไรก็ตามที่ทำให้ผมยังคิดถึงเธอ ยังจำทุกๆ อย่างเกี่ยวกับเธอได้ เราเคยใช้เวลาร่วมกัน เคยใช้คำว่า ‘แฟน’ กัน เป็นปี
แต่แล้วความสัมพันธ์ของผมและเธอก็ต้องจบลงเพราะความเบื่อ ผมเริ่มใช้เวลากับกลุ่มเพื่อนมากขึ้น สนใจเธอน้อยลง ให้เวลาเธอน้อยลง เปิดโอกาสให้ผู้หญิงคนอื่นเข้ามาในความสัมพันธ์ของเรา จนสุดท้ายเมื่อเธอทนไม่ไหว...
‘ที่พี่เคยพูดว่าอยากเลิกกัน พี่พูดจริงๆ ใช่ไหม?’
‘อืม’
‘ค่ะ เราเลิกกัน’
‘แน่ใจ?’
‘แน่ใจค่ะ’
เสี้ยววินาทีที่เธอบอกเลิกกันตามที่ผมเคยพร่ำบอกว่าอยากจะเลิกกับเธอมาตลอด ความรู้สึกเจ็บปวดตรงอกข้างซ้ายแล่นเข้ามาเหมือนมีคนเข้ามารุมกระทืบหัวใจของผม แต่มันก็แค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น หลังจากนั้นผมก็ใช้ชีวิตอิสระอย่างที่ต้องการมาตลอด
...จากวันเป็นสัปดาห์...
...จากสัปดาห์เป็นเดือน...
ผ่านไปร่วมเดือนหลังจากจบความสัมพันธ์กับเธอ ผมกลับเริ่มรู้สึกขาดหาย เมื่อกลับมาคอนโดมิเนียมที่ผมและเธอเคยอาศัยอยู่ร่วมกัน มันกลับว่างเปล่า เธอเก็บข้าวของทุกอย่างของตัวเองออกไป ไม่เหลือไว้ให้ดูต่างหน้าสักชิ้นเดียว ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ แม้แต่แปรงสีฟันที่เคยวางอยู่คู่กันเธอก็เก็บเอาของเธอไป เหลือทิ้งไว้แค่ของผม
เคยคิดว่าผมอาจจะแค่เหงาเลยคิดถึงเธอ เลยลองคบหากับผู้หญิงหลายๆ คนที่เข้ามาในชีวิต แต่ทุกอย่างกลับยิ่งชัดเจนเมื่อผมยิ่งคิดถึงเธอมากกว่าเดิม มองภาพซ้อนของผู้หญิงเหล่านั้นเป็นร่มเกล้า
ส่วนร่มเกล้านั้น หลังจากเลิกกับผมไป เธอได้ทำการบล็อกช่องทางการติดต่อของผมทุกช่องทาง ไม่เคยผ่านมาให้ผมเห็น แม้จะบังเอิญเดินผ่านก็ไม่เคยหันมามอง เธอใช้ชีวิตของเธอได้ดี ไม่ฟูมฟาย ไม่เพ้อ แถมไม่โพสต์อะไรเศร้าๆ ลงบนโซเชียลมีเดียเลย เธอยังไม่เริ่มต้นใหม่ ยังไม่ได้คบใคร แม้จะผ่านไปสามปีแล้ว ผมจึงแอบคิดอย่างคนเข้าข้างตัวเองว่า ลึกๆ แล้วเธออาจจะยังรักผมอยู่
ถ้าถามว่าผมรู้เรื่องราวของเธอได้ยังไงนั้น ค่อนข้างจะน่าอายนิดหน่อยที่ผมรับฟังเอาเรื่องราวของเธอมาจากไอ้พวกเพื่อนๆ เวรของตัวเอง เพราะเธอดันบล็อกแค่ผมแต่ยังมีไอ้พวกนี้เป็นเพื่อนบนเฟซบุ๊คและยังมีเพื่อนของผมติดตามอยู่ในไอจี
“ไอ้เหม”
“ไอ้เหม!”
“ไอ้เชี่ยเหม!”
เสียงของไอ้เจปลุกให้ผมหลุดออกมาจากความคิดของตัวเองก่อนจะหันไปมองหน้ามันอย่างเคืองๆ อยู่ใกล้แค่นี้ จะแหกปากทำไมวะ
“มึงจะแหกปากเพื่อ?” ผมถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กๆ
“ไอ้เจเรียกมึงจนคอจะแตกแล้วเถอะ” เพลิงกัลป์
“ลืมปากไว้ที่ห้อง?” ไอ้เซนเลิกคิ้วถามพร้อมกับคำพูดหมาๆ ออกมาจากปากมัน
“แล้วสรุปมีไร?” ผมตัดบทคำพูดไร้สาระของพวกมัน
“มึงได้บอกนิด้าก่อนออกมาป่าว?” ผมขมวดคิ้วลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อ ‘แฟนคนล่าสุด’ ของตัวเองจากประโยคคำถามของไอ้เซน
“ไม่ได้บอก ทำไม?” ผมถามกลับ
“พนักงานข้างล่างโทรมาบอกกูว่านิด้ามาโวยวายตามมึงกลับ” ลืมบอกไป ไอ้เซนถือหุ้นใหญ่ของร้านนี้ซึ่งลงทุนร่วมกับเพื่อนกลุ่มอื่นๆ ของมัน จึงไม่แปลกที่พนักงานจะรายงานมันและค่อนข้างให้เกียรติพวกผมเป็นพิเศษ
ยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงโวยวายจากข้างนอกห้องทำให้ผมถอนหายใจออกมาด้วยความรำคาญแล้วหันไปกระดกเหล้าเข้าปากต่อด้วยความเซ็ง
ได้เวลาอีกแล้วสินะ...
ปึง!
เสียงประตูห้อง VVIP ถูกกระชากตามแรงอารมณ์ของสาวขี้เหวี่ยงอย่างนิด้า ที่กำลังบ่งบอกพวกผมทางอ้อมว่าคนเปิดนั้นกำลังโมโหแค่ไหน
“เหม! ออกมาเที่ยวทำไมไม่บอกนิด้าเลยคะ” เสียงแหลมถามปนตะคอก
“จำเป็น?” ผมเลิกคิ้วมองเป็นเชิงถามพรางเอาเหล้าเข้าปาก
“ไปไหนก็บอกกันบ้างสิคะ! นิด้าเป็นแฟนคุณนะ!” ผมวางแก้วเหล้าลงพร้อมกับเหยียดยิ้ม
“งั้นเราเลิกกันเถอะครับ” ผมบอกออกไป
“นะ...นิด้าขอโทษค่ะ เราไม่เลิกกันนะคะเหม” เสียงแหลมของเธออ่อนลงอย่างชัดเจน
“ผมไม่ชอบให้โอกาสใครครับ”
“เหมคะ นิด้าไม่อยากเลิกกับเหมค่ะ”
“พาเธอออกไปด้วยครับ” ผมเอ่ยบอกกับพนักงานรักษาความปลอดภัยของร้านด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะหันมากระดกเหล้าเข้าปากโดยที่ไม่สนใจเสียงกรีดร้องโวยวายด้านนอกที่ค่อยๆ ไกลออกไป
“มึงแม่งทำแบบนี้อีกแล้ว” ไอ้เพลิงพูดพร้อมส่ายหน้าช้าๆ ไปมาอย่างเอือมระอากับเหตุการ์ตรงหน้า
“เพื่อไรวะ” ไอ้เจเดนมองผมอย่างไม่เข้าใจ
“นิด้ายังไม่ใช่” ผมตอบ
“ไม่ใช่อะไร?” ไอ้เซน
“เธอไม่เหมือนร่มเกล้า” ผมยังไม่ทันได้ตอบอะไร คนที่รู้ทุกอย่างดีอย่างไอ้เพลิงก็อธิบายทุกอย่างแทนผม
“ไหนมึงบอกว่านิด้าเหมือนร่มเกล้า” ไอ้เจถามอีกครั้งด้วยความไม่เข้าใจ เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยบอกว่านิด้าเธอคล้ายๆ กับร่มเกล้า
“แค่คล้าย แต่ยิ่งคบยิ่งไม่เหมือนว่ะ” ผมตอบนิ่งๆ
“แล้วไง มึงจะคบคนนั้น คนนี้ไปทั่วเพื่อลืมร่มเกล้า?” เซน
“กูเปล่า”
“มึงเปล่า แต่มึงแค่คบคนอื่นเพื่อให้ตัวเองยังรู้สึกถึงเธอ” เพลิง
“ไม่ใช่มึงลืมเธอไม่ได้ แต่มึงทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตัวเองลืมเธอ” เจเดน
“ไม่กลับไปง้อเลยอ่ะ มึงทำขนาดนี้แล้ว” ไอ้เซนประชดผมด้วยท่าท่างนิ่งๆ ของมัน
ผมนิ่งไปเล็กน้อยกับคำพูดของมันแล้วคิดตามก่อนจะสะบัดหัวเอาความคิดโง่ๆ ออกไป ขืนกลับไปตอนนี้กูเสียศักดิ์ศรีหมดครับ เลิกกันไปตั้งสามปี ถ้ากลับไปง้อตอนนี้ ที่ผ่านมามันจะมีประโยชน์อะไร ผมกับเธอจบกันไปตั้งนานแล้ว ผ่านมาก็ใช้ชีวิตได้ ไม่เห็นต้องกลับไป ที่เผลอคิดตามคำพูดไอ้เซนต้องเป็นเพราะผมเมาแล้วแน่ ๆ
กูเมาแล้วแน่ ๆ!
“แล้วยังไงคืนนี้ ไม่สนสักคน?” หลังจากเงียบไปสักพัก ไอเดียจังไรๆ จากไอ้เพลิงที่กำลังเชิญชวนให้พวกผมออกล่าเหยื่อในคืนนี้
“ไม่มีอารมณ์ว่ะ” เจเดน
“สักคนสองคนก็ดี” เซน
“แล้วมึงอ่ะ ยังไง” ตัวต้นคิดอย่างไอ้เพลิงหันมาถามเพื่อรอฟังความเห็นจากผมเป็นคนสุดท้าย
“ก็...”
“…”
“เอาดิ”
“มันต้องแบบนี้ดิวะ!”
ว่าแล้วผม เพลิงกัลป์ เซน ก็เดินลงไปชั้นล่างเพื่อมองหาสาวๆ ที่จะมาสนุกด้วยกันในคืนนี้ ทิ้งไอ้เจเดนไว้ในห้อง VVIP ชั้นบนไว้คนเดียวที่ไม่ยอมหาสาวๆ เพราะกลัวว่าจะมีปัญหากับแฟนเด็กของมัน
พวกกลัวเมีย หึ!
ณ ห้องประชุมเหล่าพนักงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับผิดชอบโปรเจกต์เร่งด่วนในครั้งนี้ต่างก็มาประชุมกันพร้อมหน้าพร้อมตา ทุกฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างกระตือรือร้น การประชุมกินเวลาไปราวสองชั่วโมงได้ นับว่าเป็นสองชั่วโมงที่ดุเดือดมากเพราะทุกฝ่ายต่างเตรียมข้อมูลกันมาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์หรือภาษาชาวบ้านทั่วไปเรียกว่าทำการบ้านมาดีนั่นแหละ เหมราชเองก็ทำหน้าที่ประธานได้ดี ไม่มีขาดตกบกพร่อง ยอมรับข้อเสนอแนะของทุกฝ่ายและปรับแก้หาตรงกลางได้อย่างดี เพียงสองชั่วโมงก็สามารถแบ่งหน้าที่ลงไปยังแต่ละแผนกได้อย่างรวดเร็วสมบูรณ์แบบ“ขอบคุณทุกคนมากนะครับที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี คืนนี้หลังประชุมเสร็จขอเชิญทุกคนร่วมดินเนอร์ด้วยกันนะครับ ผมให้เลขาส่วนตัวจองโต๊ะไว้แล้ว” เสียงทุ้มของชายหนุ่มที่นั่งหัวโต๊ะตำแหน่งประธานบริษัทอย่างเหมราชบอกกับพนักงานทุกคน“ตายแล้ว! ท่านประทานใจดีจังเลยค่ะ” พนักงานสาวจากแผนกการเงินจีบปากจีบคอพูดประจบประแจงเหมราชสุดฤทธิ์“พนักงานยังดูแลดีขนาดนี้ แล้วถ้าได้เป็นผู้หญิงของท่านประธานจะดูแลดีขนาดไหนกันคะเนี่ย” เ
จบงานแฟนมีตที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานอันเต็มไปด้วยรอยยิ้มทั้งจากศิลปินและกลุ่มแฟนคลับมากหน้าหลายตา ถือว่าเป็นการจัดงานที่ทางผู้จัดวางแผนและทำมันออกมาได้ไม่เลวเลยทีเดียว ฉันนั่งมองรูปคู่กับผู้เข้าแข่งขันคนโปรดของตัวเองอย่างมีความสุข เอาจริงๆ ฉันก็ไม่ได้ชอบแค่มิดไนท์คนเดียวหรอก เควินที่อยู่กลุ่มเดียวกับมิดไนท์ตอนรอบแกรนด์ออดิชันก็ถือว่าเป็นผู้เข้าแข่งขันในนามคนไทยที่มีโอกาสจะติด 1 ใน 7 สูงมากๆ เลยทีเดียวRrrr Rrrr Rrrrแรงสั่นสะเทือนเล็กๆ จากโทรศัพท์มือถือภายใต้กระเป๋ากางเกงของเหมราชดังขึ้น มือหนากดรับสายทันทีก่อนจะเดินออกไปคุยโทรศัพท์ไม่ห่างไกลจากฉันนัก ใบหน้าหล่อพูดคุยกับปลายสายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องงานที่น่าจะมีปัญหาหรือเรื่องเร่งด่วนนั่นแหละ ซึ่งถ้าหากเป็นเรื่องงานจริงๆ มันก็อาจจะเกี่ยวข้องกับฉันด้วย“ทางบริษัทโทรมาบอกว่ามีโปรเจกต์ใหญ่เข้ามาครับ” ทันทีที่เดินกลับมา ร่างหนาก็รายงานฉันทันทีโดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากถามสักคำ“ฉันต้องเข้าบริษัทไปด้วยไหมคะ” ฉันถาม ตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงเย็นซึ่งพนักงานทั่วไปส่วนมากน่าจะเลิก
11:00 A.M.ฉันลืมตาตื่นมาด้วยความสดชื่นหลังจากผ่านการนอนหลับพักผ่อนเพียงพอ วันนี้มีการจัดงานแฟนมีตของศิลปินโดยก่อนหน้านี้เหมราชได้ซื้อบัตรเอาไว้แล้วสำหรับเราสองคน แต่ดูจากอาการแล้วเขาคงจะไปไม่ไหวหรอก น่าจะต้องปล่อยให้เขาพักผ่อนแล้วฉันไปคนเดียวคงจะดีกว่าเมื่อจัดการตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จัดการทำข้าวต้มง่ายๆ กับวัตถุดิบที่มีอยู่แล้วในตู้เย็นโดยไม่ลืมทำไว้เผื่อในส่วนของคนตัวโตที่ยังนอนหลับพักผ่อนอยู่บนโซฟา ทำข้าวต้มเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ตักไปนั่งรับประทานคนเดียวจนอิ่ม เขียนโน๊ตบอกกับร่างหนาเอาไว้ เผื่อว่าเขาตื่นมาจะได้รู้ว่ามีข้าวต้มอยู่ในหม้อกับยาบนโต๊ะอาหาร เหลือบไปมองนาฬิกาข้อมือของตัวเองพบว่าเวลาผ่านไปนานจนเหลือแค่อีก 1 ชั่วโมงงานแฟนมีตจะเริ่มแล้ว ฉันหยิบเอาบัตรเข้างานมาหนึ่งใบและวางอีกใบสำหรับเหมราชเอาไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเรียกรถไปยังงานแฟนมีต@Become Idols Fan Meeting in BKKผู้คนมากมายที่มาเพื่อพบเจอกับศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบค่อยๆ ทยอยเดินเข้างานหลังจากตรวจบัตรหน้างานสำเร็จไปแล้วและฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น เดินเข้ามานั่งเงียบๆ โดยที่นั่งข้างๆ ตนเองว่างอยู่เจ้
เลือดสีแดงเข้มค่อยๆ ไหลลงมาช้าๆ ตามกรอบหน้าคอมของร่างสูงที่ทาบทับร่างกายของฉันอยู่ มือบางยังคงกำแจกันเซรามิกขนาดพอดีมือเอาไว้แน่นเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่ต้องป้องกันตัวเองอีกรอบจะได้ไม่ต้องไปหาเอาอาวุธไกลมือไกลเท้า ใบหน้าหล่อคมสันบิดเบี้ยวเหยเกด้วยความเจ็บปวดที่ได้รับจากบาดแผลโดยมีฉันเป็นคนกระทำพลั่ก!ฉันรวบรวมแรงทั้งหมดเอาไว้แล้วผลักร่างหนาออก ทำให้ตัวของเขานั้นเสียหลักล้มลงไปบนพื้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉันรีบตรงดิ่งไปยังตู้เสื้อผ้าอีกครั้งเพื่อหาอาภรณ์ชิ้นใหม่มาสวมใส่เนื่องจากชุดเดิมถูกฉีกกระชากจนขาดวิ่นไปหมดแล้ว เปลี่ยนถ่ายชุดเสร็จก็ตรงดิ่งมาหยิบเอากระเป๋าและข้าวของส่วนตัวทันทีโดยไม่ได้หันกลับสนใจเหมราชอีกเลย“พี่ไปส่ง” ร่างหนากุมศีรษะข้างหนึ่งเอาไว้แน่นดักเอาไว้ตรงประตูทางออกจากห้องพัก“คุณหัวแตกอยู่ ไปจัดการตัวเองเถอะค่ะ” พูดพลางพยายามดันอกแกร่งออกไปให้พ้นทาง“ให้พี่ไปส่งเถอะนะ” คนตัวสูงยังคงดื้อรั้นไม่ขยับเขยื้อนออกไปไหน“ค่ะ ถ้าไม่ไหวจอดข้างทางเลยนะคะ” ปฏิเสธเขาไม่ได้ก็ตอบตกลงส่งๆ ไป
ฉันแกะสร้อยคอและแหวนที่เขามอบให้ วางมันไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งอย่างเบามือก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าสะพายของตัวเอง เข้าแอปพลิเคชันรถแท็กซี่ ตามหารถที่สามารถเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อกลับไปยังคอนโดมิเนียมของตัวเองปัง!ก่อนที่จะได้กดเรียกรถมารับ ร่างสูงของเหมราชเปิดประตูเข้ามาเสียงดัง ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อบ่งบอกว่าอีกฝ่ายคงจะวิ่งตามมาเป็นแน่ ใบหน้าหล่อฉายแววเจ็บปวดออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง จ้องมองฉันด้วยสายตาคาดเดายาก“กำลังคิดจะทิ้งพี่ไปอีกรอบใช่ไหม?” เขาเอ่ยถามฉันเสียงเย็น นัยน์ตาที่เคยจ้องมองฉันด้วยความตัดพ้อแปรเปลี่ยนเป็นว่างเปล่า“...” ฉันไม่ตอบอะไร สองมือกำสายสะพายกระเป๋าไว้แน่น มองคนตัวโตอย่างหวาดระแวง“พี่ถามว่าเกล้ากำลังจะไปจากพี่อีกรอบใช่ไหม?!” จากน้ำเสียงราบเรียบถูกสับเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงแข็งท่อตะคอกออกมา“ฉันคิดว่าระหว่างเรามันควรจบแล้วจริงๆ ค่ะ” เมื่อถูกเขาเค้นถาม ฉันจึงตอบตามที่ในใจคิดเอาไว้ออกไป“คิดว่างั้นเหรอ? คิดแบบนั้นแล้วก็จะไปเองโดยไม่ถามพี่สักคำทั้งที่มันเป็นเรื
เรียกว่าเป็นอีกครั้งที่ฉันถูกเหมราชหลอกล่อไปตามเกมของเขาก็ไม่ผิดนัก สุดท้ายแล้วฉันก็โอนอ่อนไปตามคำพูดของเขาและเผลอไผลมีความสัมพันธ์ทางกายกับเขาในห้องน้ำอีกนับครั้งไม่ถ้วน เวลาผ่านไปจนถึงเที่ยงคืน ทั้งฉันและเขาต่างก็ไม่ได้ไปดินเนอร์ตามที่เขาได้บอกเอาไว้ เราจึงตัดสินใจสั่งรูมเซอร์วิสให้นำอาหารและเครื่องดื่มมาเสิร์ฟที่ห้องตอนนี้ตาคนเจ้าเล่ห์นั่นหลับใหลไปแล้ว มีแค่ฉันที่ยังไม่หลับเพราะมีหลายๆ เรื่องให้คิด ทั้งสร้อยที่เขาเคยแอบซื้อมาเซอร์ไพรส์และแหวนที่เขาให้มาพร้อมกับประโยคที่ว่า ‘อย่าไปคิดอะไรมาก’ ฉันพยายามอย่างหนักที่จะไม่คิดมากแบบที่เขาบอกแต่แล้วก็ไม่สามารถทำแบบนั้นได้อยู่ดีสำหรับคนที่ไม่เคยรู้สึกรักใครมากเท่าตัวเองแบบเขามันก็พอจะทำให้ฉันเข้าใจได้แหละว่าไม่จำเป็นต้องคิดมากกับการให้ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ แต่สำหรับคนที่อ่อนไหวไปกับการกระทำเหล่านั้น ร้อยทั้งร้อยก็คงจะคิดไปไกลว่าเขารู้สึกพิเศษกับตัวเองฉันตัดสินใจเดินออกจากห้องพักมาเดินเล่นบริเวณชายหาดเพื่อรับลมให้สมองปลอดโปร่งจะได้ไม่คิดฟุ้งซ่าน ตั้งใจเอาไว้ว่าพอปรับอารมณ์ตัวเองได้แล้วค่อยกลับเข้าไปนอนในห้องพัก ก่อนออ







