LOGIN[พาร์ท : ตะขวด]
ผมนั่งดูทีวีในม่านรูดจนง่อยกินไปได้ไม่ถึงห้าชั่วโมง น้องมนต์ก็มีสายเรียกเข้า ตอนแรกผมเหลือบตามองว่าเป็นใครเพราะอยู่ดีๆ ก็รู้สึกหวงขึ้นมาซะดื้อๆ ทั้งๆ ที่น้องมนต์ไม่ได้เต็มใจด้วยซ้ำ แต่พอรู้ว่าเป็นพ่อเธอผมก็ยิ้มกริ่ม
น้องมนต์ที่หน้าซีดเซียวเดินหนีไปคุยกับพ่อที่หน้าประตู น้องคุยเสียงค่อยมาก แต่ได้ยินลางๆ ว่าพ่อมาตามกลับบ้านอะไรทำนองนั้น
พอวางสาย เธอก็แทบจะร้องไห้ออกมา ตอนที่ละล่ำละลั่กบอกผมว่า
“ถะ... ถ้าไม่กลับบ้านก่อนหกโมงเย็นพ่อจะตีหนูนะคะ”
ผมแหงนหน้ามองนาฬิกาที่ติดอยู่บนผนังห้อง เข็มนาฬิกาตีขึ้นที่ 5.30 นาที ก่อนที่จะไหวไหล่ พ่อท่าทางจะดุ แต่คงสู้กูไม่ได้หรอกครับ
“เค๊” ผมมันเป็นผู้ชายที่ทั้งเฟี้ยวและว่าง่ายสุดๆ “เดี๋ยวพี่ไปส่ง”
หน้าน้องมนต์เหมือนจะขาดใจตายตรงนั้น
“มะ ไม่ได้นะคะ ถ้าพ่อรู้พ่อต้องตีหนูแน่ๆ”
“กลัวไรอ่ะ เดี๋ยวให้พ่อเธอตีพี่แทนก็ได้” พูดไปงั้น ลองตีผมดิผมจะสวนให้ แก่ๆ ก็ไม่เว้นหรอก “บ้วนปากแปป”
“... พี่คะ” คนตัวเล็กน้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาตอนที่ผมเดินผ่านตัวเธอจะเข้าไปบ้วนปากถ่มน้ำลายทิ้งในห้องน้ำโรงแรม “ขอร้องนะคะ อย่าไปส่งหนูเลยนะ”
ผมเลิกคิ้ว อะไรที่ทำให้น้องมันกลัวพ่อขนาดนั้นวะ?
“พ่อหนูดุหรือไง?” ผมย้อนถามเสียงสูง น้องมนต์พยักหน้าหงึกหงักทันที
“ชะ... ใช่ค่ะ พ่อหนูเป็นคนโผงผาง แถมยังเข้มงวดมากๆ ถ้าหนูกลับบ้านช้า พ่อจะคว้าไม้หวายมาตีหนูทันทีเลย”
เชร้ด ลุงแม่งอย่างเฟี้ยว
“งี้ก็ยิ่งอยากเจอ” ผมหักนิ้วตัวเองเสียงดังกรอบแกรบ
อยากลองของว่าที่พ่อของแฟนอะครับ
“มะ... ไม่เอาได้ไหมคะพี่ขวด”
“ตามมาเหอะน่า” ผมเร่งอีกฝ่ายอย่างเซ็งๆ ตอนที่กระชากแขนน้องมนต์ที่ทำบัดสะบิ้งให้เดินตามมาด้วยกัน เนื่องจากเธอไม่อยากให้ผมไปเจอพ่อเธอจนใจแทบขาด แต่ผมมันเป็นพวกหัวดื้อไม่ฟังใครนอกจากตัวเองอยู่แล้ว
ผมล้วงมือถือที่หน้าจอแตกยับเพราะปาใส่หัวอริเมื่ออาทิตย์ก่อน กดเบอร์โทรหาไอ้เจอย่างรวดเร็ว
ไอ้เจมันคงจะตีกับพวกไอ้เหี้ยเต้อยู่ แต่พอดีว่าไม่แคร์สักเท่าไหร่
ติ๊ด
[โทรมาทำเหี้ยไรเนี่ย!!] ผมเหลือบมองไปทางน้องมนต์ที่ยืนน้ำตารื้นอยู่ข้างๆ ตอนที่ไอ้เจกดรับ เสียงปลายสายนั้นเซ็งแซ่ไปด้วยหมัดที่ชนเข้าเนื้อเป็นระยะๆ
“วุ้ นี่กูโทรมาขัดตอนตีกันเหรอ” ผมดัดจริตทำเสียงใส แล้วฉีกยิ้มกว้าง
[คงไม่มั้งไอ้เหี้ย] มันสบถด่าผมทันที [มีไรรีบพูด]
“ให้น้องๆ สักสองคนในนั้นขับมอไซค์มาให้ที” ผมสั่งหน้าด้านๆ
[มึงบ้าปะ พวกกูตีกับพวกไอ้เต้อยู่กลางสยาม ไม่มีใครมือตีนว่างสักคน!!]
ติ๊ด
พูดจบเสร็จ แม่งก็ตัดสายใส่หน้ากูเลย
เอาเรื่อง
ผมกดล็อกหน้าจอ ไหวไหล่อย่างไม่แคร์ อาจเพราะอีกฝ่ายเป็นเพื่อนรักถึงได้ไม่คิดอะไรมาก พร้อมมองหารถมอเตอร์ไซค์ที่ใครสักคนประมาทเผลอทิ้งกุญแจคาไว้ เพราะจะได้ขโมยสะดวก
ใช่ ผมจะขโมยมอเตอร์ไซค์คนอื่น
ผมขี้เกียจขึ้นรถไฟฟ้าอีกรอบ เดี๋ยวเป็นที่สนใจอีก ผมรู้ตัวดีว่าผมมันเท่ไม่หยอกแถมยังเฟี้ยวฟ้าวมะพร้าวแก้ว แต่บางทีมันก็อยากมีเวลาส่วนตัวบ้าง
“พะ... พี่ขวด” น้องมนต์คนสวยเรียกชื่อผมสั้นๆ ไม่รู้ทำไม ผมรู้สึกชื่นใจขึ้นมาทันที “... จะไปจริงๆ เหรอคะ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูกลับเองก็ได้”
ผมเลือกที่จะไม่ตอบอะไร แต่ลากแขนเล็กๆ ของน้องมาทางมอเตอร์ไซค์สีแดงแรงฤทธิ์ ยี่ห้อบอกรุ่นคนซื้อ แต่มันมีกุญแจเสียบคาไว้อยู่ เจ้าของรถน่าจะลืมทิ้งไว้แล้วรีบไปทำธุระมั้ง
ควายจัดๆ
“... พี่จะทำอะไรคะ?” เอาตรงๆ น้องมนต์นี่ย้ำคิดย้ำทำชะมัด ถามประโยคเดิมทุกรอบจนผมชักรำคาญ แต่เผอิญว่าก็ยังชอบอยู่ดีอะ
“ยืมรถ” ผมตอบห้วนๆ ตอนที่บิดกุญแจสตาร์ทรถแล้วขึ้นคร่อม ทำเหมือนเป็นรถตัวเอง ก่อนจะหันมากวักมือเรียกคนตัวเล็กที่ยืนกุมมืออยู่ข้างรถ “ยืนรอใครตัดริบบิ้นอะ รีบขึ้นมาดิ”
“นะ นี่ไม่ใช่รถของพี่ไม่ใช่เหรอคะ” เธอแย้งเสียงสั่น ผมก็เลยเลิกคิ้วสูง
“มันจะเป็นของใครก็ช่างแม่ง มันลืมกุญแจไว้แสดงว่ายืมได้” ตรรกะพังๆ ของผมถูกหยิบยกขึ้นมาใช้อีกครั้ง มักเป็นข้ออ้างเวลาที่จะขโมยรถใคร และเชื่อดิว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ถูกหรอก ผมรู้แต่ผมก็ยังจะทำอยู่ดี “ขึ้นมา รอนานล่ะ”
“แต่...”
“มีปากเสียงอีกคำลงไปอุ้มนะ เอาดิ” ผมได้ทีขู่ไปทีนึง อีกฝ่ายที่ยืนละล้าละหลังอยู่รีบขึ้นมานั่งบนรถทันที
“ไปส่งหนูแค่ที่หน้าหมู่บ้านก็พอนะคะ” เธออ้อนวอน แต่ผมทำหูทวนลม
“เคร”
เครที่แปลว่าไม่ทำตามที่สั่งอะ
[จบพาร์ท : ตะขวด]
หนูบอกเขาว่าให้มาส่งหนูแค่ที่หน้าหมู่บ้านยังไงล่ะ
“หลังไหน บอกหน่อย” แต่พี่ขวดไม่ยอมฟังอะไรจากหนูเลย พอขับมาถึงหน้าหมู่บ้าน แทนที่จะจอดรถให้หนูลงดีๆ กลับเร่งเครื่องตรงเข้าไปในหมู่บ้านจัดสรรแบบหน้าตาเฉย
“สะ... ส่งแค่หน้าหมู่บ้านก็พอแล้วนะคะ”
“มีปากมีเสียงจังนะคะ” เป็นคำพูดคะขาที่ไม่แววใจดีเลยสักนิด พี่เขาเหลียวมามองพร้อมกับถลึงตาโต เหมือนเขาจะรู้ดีว่าทำแบบนี้แล้วมันจะทำให้หนูกลัว “หลังไหน บอก”
“... ซอยที่ 2 หลังที่ 4 ค่ะ” หนูพูดพร้อมกับหลับตาปี๋ เพราะไม่กล้ามองใบหน้าของเขาที่ถลึงตาใส่หนู หนูกลัวจริงๆ นะ หนูไม่ถูกกับอะไรแบบนี้เลย “จอดที่บ้านหลังที่ 2 นะคะ ไม่งั้นพ่อหนูเขาจะว่าเอา... พ่อหนูไม่ชอบให้หนูกลับบ้านกับผู้ชายคนไหนนอกจากเก็ต”
หนูเอาเก็ตขึ้นมาพูดเป็นเกราะกำบัง ทั้งๆ ที่ความจริง ขนาดเก็ตเองยังโดนพ่อเขม่นใส่เลยในบางครั้ง พ่อเขาไม่อยากให้หนูมีแฟนจริงๆ ค่ะ เพราะหนูเป็นลูกสาวคนเดียวด้วย
“อ้อ ถึงได้กลับกับไอ้เด็กนั่นใช่ไหม?” ไม่พูดเปล่า พี่ขวดจอดรถหน้าบ้านของหนูทันที พร้อมกับหันมามองท่าทางเอาเรื่อง
“... คะ?” หนูตกใจเลยตอบไปได้แค่นั้น
“ไอ้เด็กที่ชื่อเก็ตอ่ะ คือไอ้เด็กในรถไฟฟ้านั่นใช่ปะ” เขาเลิกคิ้วถาม หนูเผลอพยักหน้าไป คนตัวสูงก็เลยแค่นหัวเราะ “พี่พูดไว้เลยนะมนต์”
“คะ?” หนูขานรับไปอย่างสั่นกลัว เขาเลยกระตุกยิ้มแล้วพูดออกมาว่า
“พี่แฟนเธอ” หนูทำหน้าเหวอออกมาทันที “พี่พาเธอเข้าม่านรูดแล้ว ถือว่าพี่เป็นแฟนเธอแล้ว จบปะ”
“...”
“ถ้ายังยุ่งกับไอ้เด็กเวรนั่น ไม่งั้นจบไม่สวยแน่ เข้าใจใช่ไหม?”
“... เอ่อ”
“ถามว่าเข้าใจไหม?” เขาย้ำอีกทีตอนที่เขยิบเอาไหล่ที่เต็มไปด้วยรอยสักมาชนหน้าอกหนู หนูสะดุ้งโหยงเลย แทบจะร้องไห้ออกมาด้วย
“ขะ เข้าใจค่ะ” สุดท้ายก็ลงเอยต้องตอบกลับไปแบบนี้ทั้งที่ในใจไม่เต็มใจเลยสักนิด
แต่ยังไม่ทันที่พี่ขวดจะพูดอะไรออกมามากกว่านี้
พลั่ก!
เวลาผ่านไปสามเดือนครึ่ง พี่ขวดมักออกไปเจอกับหลิงหลิงอาทิตย์ละครั้ง ในขณะที่เจ้าขาเติบโตขึ้นจนอายุสองขวบกว่าหนูเม้มริมฝีปากแน่น นี่ก็คืออีกวันที่พี่ขวดออกไปข้างนอกกับดาราสาวที่สวยไปหมดทุกมุมแบบนั้นโดยบอกกับหนูว่าเป็นการเจอกันเพราะธุรกิจเท่านั้น ทิ้งให้หนูอยู่กับเจ้าขา นั่งอยู่ในห้องเล่นกับลูก เฝ้ามองดูพัฒนาการของลูกเป็นเวลาสามเดือน จนหนูอุ้มเด็กคล่องขึ้น เพราะวันๆ ต้องขอแม่นมมานั่งเล่นกับลูกของตัวเองระหว่างที่รอสามีกลับมาเจ้าขาติดหนูมาก พูดคำว่าม๊าได้เป็นคำแรก แถมยังชอบนอนซบกับอกหนูเวลาจะกินนมนอนอีกต่างหากเด็กน้อยที่แสนน่ารัก ถ้าแม่ไม่มีหนู แม่จะเป็นยังไงกันนะ“ม้า ม้า”เจ้าขาเรียกหนูล่ะค่ะ หนูคลี่ยิ้มให้ลูกแล้วมองลูกเดินเตาะแตะมาหา หลังจากพยายามฝึกลูกเดินเองโดยมีแม่นมจับตาดูอยู่ประมาณเดือนกว่าๆ เจ้าขาก็เดินได้ แต่ไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่นัก บางครั้งก็ล้มหน้าคะมำอยู่บ่อยๆ แต่เจ้าขาช่างเป็นเด็กน้อยที่เข้มแข็งเหลือเกิน ไม่ว่าจะล้มหน้าคะมำสักกี่ครั้ง ก็ไม่เคยร้องไห้ออกมาเลย“คุณหนูท่าจะโตเป็นเด็กที่แข็งแรงมากเลยนะคะ ตอนแรกดูพัฒนาการช้า ก็เลยต้องปรึกษาคุณหมอของเด็กอยู่ตั้งนานแหน่ะ” แม่นมคนน
น้องมนต์คลี่ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก ไม่ว่าสองปีที่ผ่านมาผมจะผ่านอะไรมาบ้าง หรือแม้ว่าเราจะห่างกันขนาดไหน แต่ความรู้สึกที่ผมมีต่อน้องยังเท่าเดิม เหมือนเดิมเสมอมาผมไม่ได้หมายความว่าไม่แคร์น้อง แต่ในคืนนั้น มันมีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้น แม้ว่าหลังจากนี้จะมีอะไรเข้ามากีดขวางความรักของผมและความสัมพันธ์ของครอบครัวของเรา ผมจะขอรับมันไว้แต่เพียงผู้เดียวที่บอกว่าไม่แคร์น่ะ คือไม่แคร์ว่าใครจะมองผมว่าเป็นยังไง เป็นคนเลวที่มีเมียหลายคน เป็นผู้ชายสองใจที่พอเป็นใหญ่เป็นโตก็ทิ้งผู้หญิงที่อยู่ด้วยกันมาตลอดไปอย่างไมใยดี ผมไม่แคร์ว่าชื่อเสียงผมจะเป็นยังไง หรือใครจะเกลียดผมมากแค่ไหนจากข่าวพวกนั้นผมขอแค่ให้น้องมนต์กับลูกปลอดภัย อยู่ข้างๆ ผมก็พอแล้ว แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และเต็มไปด้วยขวากหนามแค่ไหนใช่ ที่หมายถึงก็คือ... ผมไม่ได้มีเซ็กซ์กับหลิงหลิงจริงๆนี่คือการจัดฉากด้วยยาปลุกเซ็กซ์ที่คุณหยวนทำพิเศษให้ มอมเมาสติสัมปชัญญะของหลิงหลิงจนคิดว่าพวกเรามีอะไรกันจริงๆ แม้ว่าสุดท้ายหลิงหลิงจะตลบหลังผมด้วยการเอายาไอซ์ที่ปนสารพิษต่อร่างกาย จงใจทำให้ผมดูเหมือนแพ้สารเสพติดในนั้น คนอื่นจะได้ไม่สงสัยและสาว
จนหมอเดินออกไปพร้อมกับคุณลี่ที่ไปพูดคุยเรื่องค่าใช้จ่าย ผมก็หลับไปอย่างเหนื่อยอ่อน ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็เห็นมือเล็กๆ ที่กุมมือผมเอาไว้แน่น เจ้าของผมยาวสลวยที่นอนฟุบอยู่ที่ปลายเตียงทำให้ผมรู้สึกสะท้อนในใจ ผมกัดริมฝีปากแน่น ตอนที่ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นมาพิงกายกับหัวเตียงมือหนาเอื้อมไปสางผมให้เมียตัวเองอย่างอ่อนโยน ผมรู้ว่าที่ผมทำลงไปมันเหี้ยแค่ไหน ผมพูดกับคุณลี่ลงไปว่าผมไม่แคร์ นั่นก็คือผมไม่แคร์สายตาของคนอื่น ในวังวนสุดท้ายนี้ ทุกอย่างจะเฉลยออกมาในตอนท้ายเองติ๊ง ตองเสียงกริ่งหน้าบ้านที่ดังขึ้นในระหว่างที่ผมกำลังลูบผมของน้องมนต์ มันทำให้ผมผละออกไป พร้อมกับคนตัวเล็กที่สะลึมสะลือตื่นขึ้นมา เธอเงยหน้าขึ้นมองหน้าผม ก่อนที่น้องมนต์จะคลี่ยิ้มให้ จนผมได้แต่รู้สึกแย่กับรอยยิ้มที่ซื่อใสบริสุทธิ์ของเธอ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นผมเคยชอบมันมากผมไม่ได้ยิ้มกลับจนเธอแปลกใจ ได้แต่รู้การมาของผู้หญิงคนนั้นแกรกเสียงประตูนั้นเปิดออกพร้อมๆ กับหลิงหลิงในชุดเดรสปักดอกกุหลาบอย่างดี เธอเดินตรงเข้ามาหาผมต่อหน้าเมียที่ผมรัก คว้าฝ่ามือหนาของผมมากุมไว้อย่างห่วงหา ท่ามกลางสายตาที่สั่นระริกของน้องมนต์ผมดึงมือเธอออก ไม่รู้
หนูเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลย พี่ขวดที่ใจดีกับหนูมาตลอด ในตอนนี้กลายเป็นเพียงผู้ชายที่น่ากลัวคนหนึ่งเท่านั้น แววตาหนูสั่นระริก ในขณะที่ข้อมือที่ถูกบีบแน่นจากฝ่ามือแกร่งเริ่มแดงเป็นปื้นและเหมือนพี่ขวดจะรู้ว่าเขากำลังทำให้หนูกลัว ร่างสูงผละมือออกแทบจะทันที ก่อนที่จะหันหน้าหนีไปทางอื่น“ขอโทษครับ พี่คงใช้อารมณ์มากเกินไป” หนูเม้มริมฝีปาก ก่อนที่จะลูบแขนตัวเองป้อยๆ ตอนที่เขาหันหลังให้ “พี่ขอโทษที่หึงหนูจน...”“นะ... หนูไม่ได้ตั้งใจเลยนะคะ” หนูยกมือขึ้นกอดตัวเองตอนที่โพล่งแทรกขึ้นมาเสียงเบา ก่อนที่จะสะอื้นออกมาเพราะขวัญเสียจากสิ่งที่พี่ขวดทำเมื่อครู่ “หนูแค่อยากช่วยพี่ขวด... แค่เล็กน้อยก็ยังดี หนูไม่อยากอยู่เฉยๆ ให้พี่ขวดเลี้ยงดูแบบนี้นี่คะ”“คนดี” เขาปลอบประโลมพร้อมกับน้ำเสียงที่สั่นเครือ เหมือนคนกำลังรู้สึกผิด “ไม่ต้องทำอะไรให้พี่ขนาดนี้ก็ได้”“...”“พี่ไม่มีค่าพอให้หนูมาทำอะไรให้พี่หรอกครับ”หนูเงยหน้าขึ้นมองคนตัวโตอย่างไม่เข้าใจในคำที่เขาต้องการจะสื่อออกมา จนกระทั่งพี่ขวดใช้หลังมือปิดประตู ราวกับว่าเขาอยากจะขังตัวเองอยู่แต่ในนั้นหนูก้มลงมองพื้น มองปลายเท้าของตัวเองที
[พาร์ท : ตะขวด]พยายามลบความทรงจำที่ทำกับหลิงหลิงไป พยายามกลับมาเป็นพ่อและผัวที่ดีของเมียและลูกแต่ผมกลับสลัดมันออกไปจากจิตใต้สำนึกไม่ได้หัวใจของผมบอกว่านี่มันผิด มันผิดต่อน้องมนต์ ถ้าน้องมนต์รู้ว่าจะต้องเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้เพื่อแผนแก้แค้นที่สมบูรณ์ของผม เธอคงเกลียดขี้หน้าผม และไม่คิดจะกลับมารักกันอีก ดีไม่ดีเธออาจจะไม่ทนกับสถานะเมียหลวงและหอบลูกหนีกลับไปที่ไทยก็ได้แต่ผมกลับเลิกคิดเรื่องแก้แค้นไอ้หลิวเฉินไม่ได้ หลังจากที่รู้ว่าตระกูลพวกมันส่งหนอนบ่อนไส้มาเพื่อทำลายครอบครัวที่มีค่าของผม ถ้าช้ากว่านี้มันอาจจะเป็นอันตรายต่อน้องและลูก ความแค้นของผมก็มากพอที่จะหาทางทำลายมันทุกวิถีทางผมสืบรู้มาจากคุณหยวนว่าหลิงหลิงที่พยายามยั่วผมด้วยการส่งบัตรเชิญตลอดมา เธอเป็นคนรักคนแรกในชีวิตของหลิวเฉิน ที่ยอมทำได้ทุกอย่างเพื่อมัน เพื่อความรักที่เห็นแก่ตัวของมันกับฟ่งเฉินผู้เป็นพ่อ และการยั่วยวนผมอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่พวกมันต้องการ มันตลกดีที่สุดท้ายแผนที่คุณหยวนคิดขึ้นมา ก็ต้องกลับมาทำลายผู้หญิงของศัตรูเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจอยู่ดีแต่ไม่ ผมยอมมีสัมพันธ์กับหลิงหลิงเพื่อครอบครัวของเราเท่านั้นคืนนั้นหล
ร่างสูงนั่งยกนาฬิกาเรือนสีเงินในแบบที่เขาชอบขึ้นมาดู นาฬิกายี่ห้อหรูที่พ่อมักบอกให้หลิวเฉินใส่มันเสมอยามพบปะกับผู้คนที่เป็นคู่ค้าหรือเป้าหมาย เพราะนั่นมันทำให้เขาดูภูมิฐาน มีระดับ และเตะตาคนอื่นๆปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาไม่ชอบใส่นาฬิกาหรือ accessories อื่นๆ ในตัวนัก เขาชอบความเรียบง่ายมากกว่า แต่เพราะพ่อเขาอยากให้เป็นคนแบบนั้น เขาจึงจำต้องเป็นปลายนิ้วแกร่งเคาะแก้วชาจีนในมือ รอจนกระทั่งเห็นรถคันหรูจากด้านนอก พร้อมกับร่างบอบบางอ้อนแอ้นของสาวเจ้าที่เปิดประตูลงมาจากรถ เธอสะดุดรองเท้าส้นสูงอีกครั้งอย่างน่าขัน หลิวเฉินมองหุ่นบอบบางนั่นผ่านกรอบแว่น ปฏิเสธไม่ลงว่าหุ่นสเลนเดอร์คือแบบที่เขาชอบ แต่หลิงหลิงจะดูมีน้ำมีนวล และมีหน้าอกมากกว่าภรรยาของฝานเหอมากหน่อยน่าเศร้าจริงๆ เธอคนนี้คงไม่รู้ว่าสามีที่เธอมีลูกกับมันกำลังเริงรักกับผู้หญิงคนอื่นเพื่อแก้แค้นเขาจนประตูร้านอาหารจีนเปิดออกพร้อมกับคนตัวเล็กที่เดินมองซ้ายมองขวาเพื่อหาเขา หลิวเฉินนึกอยากรังแกถึงปล่อยให้เธอเดินหาเขาทั่วร้าน จนเห็นว่าเธอท่าจะมองไม่เห็นจริงๆ ถึงได้ยกมือขึ้นสูงๆ“... อะ!” ร่างเล็กอุทาน หน้าแดงก่ำอย่างขายหน้าตอนที่ค่อยๆ เดินตรงม







