Mag-log inน้องมนต์ที่ช้อนสายตาน่ารักๆ ขึ้นมองพอดีกับจังหวะนั้นทำเอากูรีบเหลือกตากลับมาที่เดิม สำลักน้ำลายนิดหน่อย แล้วก็เห็นว่าเธอเอาแต่ยืนมองหน้ากูอยู่แบบนั้น
“อะไรครับ” แล้วกูก็เลยหันไปถามโต้กลบเกลื่อนอาการ น้องทำหน้าตื่นๆ ทันที
“เอ่อ คือรุ่นพี่เขา...” เธอชี้ไปด้านบน “อยู่ชั้นสองค่ะ”
“...”
“พี่ขวดพาหนูขึ้นไปหน่อยได้ไหมคะ” เธอพูดแล้วใช้มือข้างนึงลูบไหล่ตัวเอง “หนู... หนูอึดอัด”
“...”
“... แล้วก็กลัวด้วยค่ะ” เธอพูดแล้วก้มหน้างุด
กูหูผึ่งกับประโยคนั้น ตงิดใจ แต่ก็ลูบหน้าตัวเองแรงๆ แล้วพยักหน้า
“ได้ครับ”
ไม่มีทางที่เธอจะยอมไว้ใจคนแบบกูที่เคยเจอในอดีตแน่นอนอ่ะ
ส่งน้องมนต์ที่โต๊ะชั้นสอง เห็นสภาพรุ่นพี่ที่ชวนน้องมา นั่งสุมหัวกันอยู่เป็นสิบ ท่าทางเมาได้ที่ กูรู้เลย
จบไม่สวยแน่นอน น้องมนต์
เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ดูเอ้าะสุดในนั้น ถ้าจะมีผู้หญิงคนอื่น ก็จะเป็นแบบดูแรดๆ นั่งด้วยกันสองสามคน สงสัยพวกเดียวกัน ร่างเล็กดูตกใจกับภาพนั้น เธอหันมามองกู ส่งสายตาแบบว่า... เว้าวอน?
กูจ้องหน้าเธอกลับ แล้วเลิกคิ้วเพราะงง น้องมนต์เลยกลั้นหายใจ
“ขอบคุณค่ะ” เธอพูดมาแค่นั้น กูนิ่งไป ก่อนที่จะนึกอารมณ์เสียที่เธอพูดเหมือนจะเป็นการไล่กูอ้อมๆ
ไปก็ได้ ไม่ต้องไล่หรอก
กูหันหลังให้เธอแล้วเดินอาดๆ ไปข้างล่าง เหลือบมองไปข้างบนระหว่างลงบันไดเตี้ยๆ พอเห็นว่าน้องหลบตาไปนั่งคอตกอยู่ที่นั่นแล้ว กูก็รีบกดมือถือระหว่างที่เหลือกตามองไปข้างบนตอนที่หลบมาจุดบุหรี่ดูดที่ซอกเล็ก
[ว่าไงน้อง]
“พี่กิ๊ก เป็นบาร์เทนเดอร์ตรงชั้นสองใช่ปะครับ” กูเรียกชื่อพี่ผู้หญิงคนสนิทกันที่ทำงานที่นี่ อย่างว่าว่ากูทำงานที่นี่จนมีสังคมกลุ่มนึงที่ไว้ใจ “พอดีผม”
[เห็นละ ที่มึงเดินมากับน้องหน้าตาน่ารักๆ คนนั้น] พี่กิ๊กแทรกขึ้นมาทันทีเหมือนรู้ใจ
“ตาไวเนอะ” กูแขวะ แต่แขวะแบบเบาๆ แล้วพ่นควันบุหรี่เป็นวงโดนัท “เออ พี่ดูให้หน่อยนะ เหมือนโดนล่อมาสี้ยังไงไม่รู้ว่ะ”
[เด็กพวกนั้นเมาได้ที่เลย น้องผู้หญิงไม่น่ารอดนะ โดนมอมแน่ๆ] พอได้ยินคำแบบที่คิดในใจอยู่พอดี กูถึงกับสำลักควัน รีบกระแอมไอตอบหน้าดำหน้าแดง
“พี่ลองเลียบๆ เคียงๆ ถามพวกบ๋อยแถวนั้นว่าพวกมันสั่งมอมใส่แก้วไหนรึเปล่านะพี่ ผมว่าต้องมีสักแก้วนึง” ล่ำลั่กพูดแบบร้อนๆ ว่าจะกลบเกลื่อนแต่ก็ไม่ทัน ลิ้นพันจนพี่กิ๊กดูออก
[ชอบอ่ะดิ] พี่กิ๊กแซวเลย บรรลัยจริงๆ [ปกติมึงแคร์ลูกค้าผู้หญิงคนไหนบ้างอ่ะ เขามาล่อสี้มึงตั้งกี่คน พ่อพระ]
กูลูบหัวคิ้วบากตัวเอง จนได้สิน่า
“พูดเหมือนกับมันเยอะ” กลบๆ ไป
[ไม่เยอะ แต่ก็พอทำให้รู้ว่าฝังใจกับใครคนนึง] กูแทบสำลักควันอีกที หน้าแดงจัดตอนที่ลูบทรงสกินเฮดย้อมทอง ทรงนี้เป็นทรงเฮี้ยวตั้งแต่สมัยวัยรุ่น โตมาถึงอะไรๆ จะเปลี่ยนแต่ก็ยังกระแดะทำทรงเดิม ก็คนมันชอบ [อ่ะๆ ไม่แหย่ละ เดี๋ยวถามให้นะ]
พอเห็นว่ากูเงียบไม่พูดพี่กิ๊กก็ขายขำ แล้วกดวาง
กูพ่นลมหายใจพรืดแบบรอดตัว เพราะอีกิ๊กรู้โลกรู้ แล้วก็กดพิมพ์ในกูลเกิลถึงคำว่าเลี้ยงรุ่นมหาลัย เพราะกะจะพิมพ์หาข้อมูลหลังจากฝากพี่กิ๊กดูโต๊ะที่น้องมนต์อยู่กับไอ้รุ่นพี่พวกนั้นอยู่แล้ว
“...” พอได้อ่าน กูก็กำหมัด
เลี้ยงรุ่นเหี้ยอะไรของมึง ถึงต้องพาเด็กปี 1 มากินเลี้ยงที่ผับ?
[จบพาร์ท : ตะขวด]
หนูนั่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มรุ่นพี่ที่นั่งกินเหล้ากัน นั่งเกร็งไปหมดเพราะมีหนูแค่คนเดียวที่เป็นเด็กปีหนึ่งที่เป็นผู้หญิงในนี้ เด็กปีหนึ่งด้วยกันไม่เห็นมีใครนอกจากรุ่นพี่ที่นั่งกระซิบกระซาบกันแล้วเหลือบมามองทางหนูที่นั่งกุมมือเกร็งค้างเพราะทำตัวไม่ถูก
“น้องสวดมนต์ไม่กินบ้างเหรอครับ” รุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่งเขยิบตัวเข้ามานั่งข้างๆ จนหนูตกใจจนต้องขยับหนี พี่เขามองท่าทางของหนูยิ้มๆ “กินหน่อยนะ พี่พามาเลี้ยงรหัสก็อยากให้สนุก”
“... ขอโทษนะคะ หนูไม่กินเหล้าเลย” หนูตอบเสียงสั่น แล้วพี่ผู้หญิงก็หัวเราะกันคิกคักอย่างสนุกสนาน
“นิดหน่อย” พี่คนนั้นหมุนแก้วเหล้า ท่าทางที่ดูหยั่งเชิงทำให้หนูรู้สึกตัวสั่นเพราะความหวั่นเกรง อาจเพราะมาที่แบบนี้เป็นครั้งแรกด้วย “พี่จะสั่งอ่อนๆ ให้หนูนะคะ ต้องกินหน่อยนะ”
“ตะ แต่หนู...” หนูตั้งท่าจะปฏิเสธอีกครั้ง แต่พี่ผู้หญิงคนหนึ่งกลับหันไปเรียกพนักงานเสิร์ฟแล้วคว้าแก้วเหล้าแก้วหนึ่งมาเลื่อนตรงหน้าพี่ผู้ชายที่ชวนหนูกิน เขายักคิ้วข้างเดียวให้พี่ผู้หญิงคนนั้นแล้วยกแก้วมาจ่อตรงหน้าหนู
“กินแค่แก้วเดียว พี่ให้แค่แก้วนี้เอง” หนูนิ่งไป เม้มริมฝีปากแล้วสั่นหน้า พี่ผู้ชายฉีกยิ้มอย่างเอ็นดู เขาเอนตัวเข้ามาใกล้อีก “ไม่งั้นจะตัดคะแนนน้องรหัสนะครับ ทุกคนต้องเคยกินเหล้าทั้งนั้น”
หนูชะงักไปเพราะได้ยินแบบนั้น เหลียวไปมองรอบๆ ก็เห็นว่ารุ่นพี่ทุกคนพากันส่งยิ้มให้แล้วคะยั้นคะยอให้กินอย่างอ่อนหวาน แม้ว่าหนูจะกลัวมากๆ และไม่เคยกินเหล้ามาก่อน แต่ถ้าถูกหักคะแนน แล้วคุณลุงรู้...
“... อึก” หนูค่อยๆ หยิบแก้วเหล้าจากมือของเขาไปจิบนิดๆ มันขมจนต้องเบ้หน้าออกมา “มะ ไม่อร่อยค่ะ”
“เหล้าที่ไหนก็ไม่อร่อยหรอกครับ” พี่เขาดันใต้แก้วให้หนูยกดื่มอีกจนหมด “แต่เราต้องกินเพื่อสีสันในปาร์ตี้”
หนูแทบกลืนไม่ลง ความขมปร่าแบบสุดๆ ทำเอาเหมือนจะอาเจียนออกมา แต่เพราะพวกรุ่นพี่มองอยู่ถึงต้องฝืนดื่มเข้าไปจนเกลี้ยงแก้ว พวกเขาปรบมือให้หนูทันที
ทันทีที่วางแก้วลงบนโต๊ะ หนูก็รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งช่องท้อง เหมือนน้ำขมๆ ของเหล้าได้ไหลลงไปในกระเพาะเรียบร้อยแล้ว
“เป็นไง ก็ไม่เลวใช่ไหม” รุ่นพี่ฉีกยิ้มหวาน หนูรู้สึกร้อนวูบวาบ อาการเมามายออกทันทีโดยที่หนูไม่รู้ตัว รู้สึกคอแห้งจนต้องมองไปทางพี่เขาอย่างเว้าวอนแบบไม่รู้สึกตัวว่าอยากได้อีกแก้ว โดยที่ตัวหนูเองก็ควบคุมมันไม่ได้
พี่ที่เห็นหนูเป็นอย่างนั้นราวกับรู้ทัน เขาส่งสายตาให้รุ่นพี่ผู้หญิงทันที
“น้องคะ ค็อกเทลแรงๆ หวานๆ ให้น้องผู้หญิงสุดน่ารักคนนี้หน่อย สักสามสี่แก้วนะ” หนูได้ยินพร่าๆ ว่าพี่ผู้หญิงหันไปสั่งสิ่งที่เรียกว่าค็อกเทลแรงๆ หวานๆ ให้ แก้วใบเล็กๆ สี่ใบถูกเลื่อนมาอยู่ตรงหน้าทันที
หนูยกขึ้นดื่มทันทีเหมือนมันเป็นน้ำเปล่า ท่ามกลางเสียงเฮลั่นของพวกพี่ๆ
สายตาหนูเริ่มพร่าเบลอ ได้ยินเสียงรุ่นพี่กระซิบกระซาบกัน พร้อมกับรุ่นพี่ผู้ชายที่ชวนหนูกินเหล้าพวกนั้นเริ่มสอดแขนเข้ามาโอบเอวหนูไว้โดยไม่ทันให้ได้ตั้งตัว
“น้องเขาเมาง่ายกว่าคนอื่นเนอะ ท่าจะไม่เคยกินเหล้าจริงๆ” พี่ผู้หญิงพูดกับร่นพี่ที่โอบเอวหนูไว้โดยที่หนูเองก็พยายามแกะมือของเขาออกแต่มองอะไรแทบไม่เห็น หนูเห็นมือเขามีสี่มือด้วย “ไบร์ท ถ้าจะเอา ก็เอาซะตอนนี้ ก่อนที่ยาจะหมดฤทธิ์”
... อะไรเอาๆ นะคะ?
“มึงเตรียมกล้องไว้รึยังล่ะ” คนที่พี่ผู้หญิงเรียกว่าพี่ไบร์ทคือคนที่โอบเอวหนูแล้วไล้ไปมาอย่างจาบจ้วง หนูขมวดคิ้วจนพันกันแล้วพยายามแกะมือเขา ก่อนที่จะรู้สึกว่าทั้งตัวโดนเขาช้อนขึ้นอุ้มจนตัวลอย
“พร้อมหมดแล้ว” เสียงรุ่นพี่ผู้หญิงคนนั้นตอบกลับมา
“โอเค” เขาขยับตัวเดินออกไปจากตรงนั้นพร้อมกับร่างของหนู “เช่าห้องดิ กูก็พร้อมเเล้ว”
เวลาผ่านไปสามเดือนครึ่ง พี่ขวดมักออกไปเจอกับหลิงหลิงอาทิตย์ละครั้ง ในขณะที่เจ้าขาเติบโตขึ้นจนอายุสองขวบกว่าหนูเม้มริมฝีปากแน่น นี่ก็คืออีกวันที่พี่ขวดออกไปข้างนอกกับดาราสาวที่สวยไปหมดทุกมุมแบบนั้นโดยบอกกับหนูว่าเป็นการเจอกันเพราะธุรกิจเท่านั้น ทิ้งให้หนูอยู่กับเจ้าขา นั่งอยู่ในห้องเล่นกับลูก เฝ้ามองดูพัฒนาการของลูกเป็นเวลาสามเดือน จนหนูอุ้มเด็กคล่องขึ้น เพราะวันๆ ต้องขอแม่นมมานั่งเล่นกับลูกของตัวเองระหว่างที่รอสามีกลับมาเจ้าขาติดหนูมาก พูดคำว่าม๊าได้เป็นคำแรก แถมยังชอบนอนซบกับอกหนูเวลาจะกินนมนอนอีกต่างหากเด็กน้อยที่แสนน่ารัก ถ้าแม่ไม่มีหนู แม่จะเป็นยังไงกันนะ“ม้า ม้า”เจ้าขาเรียกหนูล่ะค่ะ หนูคลี่ยิ้มให้ลูกแล้วมองลูกเดินเตาะแตะมาหา หลังจากพยายามฝึกลูกเดินเองโดยมีแม่นมจับตาดูอยู่ประมาณเดือนกว่าๆ เจ้าขาก็เดินได้ แต่ไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่นัก บางครั้งก็ล้มหน้าคะมำอยู่บ่อยๆ แต่เจ้าขาช่างเป็นเด็กน้อยที่เข้มแข็งเหลือเกิน ไม่ว่าจะล้มหน้าคะมำสักกี่ครั้ง ก็ไม่เคยร้องไห้ออกมาเลย“คุณหนูท่าจะโตเป็นเด็กที่แข็งแรงมากเลยนะคะ ตอนแรกดูพัฒนาการช้า ก็เลยต้องปรึกษาคุณหมอของเด็กอยู่ตั้งนานแหน่ะ” แม่นมคนน
น้องมนต์คลี่ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก ไม่ว่าสองปีที่ผ่านมาผมจะผ่านอะไรมาบ้าง หรือแม้ว่าเราจะห่างกันขนาดไหน แต่ความรู้สึกที่ผมมีต่อน้องยังเท่าเดิม เหมือนเดิมเสมอมาผมไม่ได้หมายความว่าไม่แคร์น้อง แต่ในคืนนั้น มันมีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้น แม้ว่าหลังจากนี้จะมีอะไรเข้ามากีดขวางความรักของผมและความสัมพันธ์ของครอบครัวของเรา ผมจะขอรับมันไว้แต่เพียงผู้เดียวที่บอกว่าไม่แคร์น่ะ คือไม่แคร์ว่าใครจะมองผมว่าเป็นยังไง เป็นคนเลวที่มีเมียหลายคน เป็นผู้ชายสองใจที่พอเป็นใหญ่เป็นโตก็ทิ้งผู้หญิงที่อยู่ด้วยกันมาตลอดไปอย่างไมใยดี ผมไม่แคร์ว่าชื่อเสียงผมจะเป็นยังไง หรือใครจะเกลียดผมมากแค่ไหนจากข่าวพวกนั้นผมขอแค่ให้น้องมนต์กับลูกปลอดภัย อยู่ข้างๆ ผมก็พอแล้ว แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และเต็มไปด้วยขวากหนามแค่ไหนใช่ ที่หมายถึงก็คือ... ผมไม่ได้มีเซ็กซ์กับหลิงหลิงจริงๆนี่คือการจัดฉากด้วยยาปลุกเซ็กซ์ที่คุณหยวนทำพิเศษให้ มอมเมาสติสัมปชัญญะของหลิงหลิงจนคิดว่าพวกเรามีอะไรกันจริงๆ แม้ว่าสุดท้ายหลิงหลิงจะตลบหลังผมด้วยการเอายาไอซ์ที่ปนสารพิษต่อร่างกาย จงใจทำให้ผมดูเหมือนแพ้สารเสพติดในนั้น คนอื่นจะได้ไม่สงสัยและสาว
จนหมอเดินออกไปพร้อมกับคุณลี่ที่ไปพูดคุยเรื่องค่าใช้จ่าย ผมก็หลับไปอย่างเหนื่อยอ่อน ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็เห็นมือเล็กๆ ที่กุมมือผมเอาไว้แน่น เจ้าของผมยาวสลวยที่นอนฟุบอยู่ที่ปลายเตียงทำให้ผมรู้สึกสะท้อนในใจ ผมกัดริมฝีปากแน่น ตอนที่ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นมาพิงกายกับหัวเตียงมือหนาเอื้อมไปสางผมให้เมียตัวเองอย่างอ่อนโยน ผมรู้ว่าที่ผมทำลงไปมันเหี้ยแค่ไหน ผมพูดกับคุณลี่ลงไปว่าผมไม่แคร์ นั่นก็คือผมไม่แคร์สายตาของคนอื่น ในวังวนสุดท้ายนี้ ทุกอย่างจะเฉลยออกมาในตอนท้ายเองติ๊ง ตองเสียงกริ่งหน้าบ้านที่ดังขึ้นในระหว่างที่ผมกำลังลูบผมของน้องมนต์ มันทำให้ผมผละออกไป พร้อมกับคนตัวเล็กที่สะลึมสะลือตื่นขึ้นมา เธอเงยหน้าขึ้นมองหน้าผม ก่อนที่น้องมนต์จะคลี่ยิ้มให้ จนผมได้แต่รู้สึกแย่กับรอยยิ้มที่ซื่อใสบริสุทธิ์ของเธอ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นผมเคยชอบมันมากผมไม่ได้ยิ้มกลับจนเธอแปลกใจ ได้แต่รู้การมาของผู้หญิงคนนั้นแกรกเสียงประตูนั้นเปิดออกพร้อมๆ กับหลิงหลิงในชุดเดรสปักดอกกุหลาบอย่างดี เธอเดินตรงเข้ามาหาผมต่อหน้าเมียที่ผมรัก คว้าฝ่ามือหนาของผมมากุมไว้อย่างห่วงหา ท่ามกลางสายตาที่สั่นระริกของน้องมนต์ผมดึงมือเธอออก ไม่รู้
หนูเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลย พี่ขวดที่ใจดีกับหนูมาตลอด ในตอนนี้กลายเป็นเพียงผู้ชายที่น่ากลัวคนหนึ่งเท่านั้น แววตาหนูสั่นระริก ในขณะที่ข้อมือที่ถูกบีบแน่นจากฝ่ามือแกร่งเริ่มแดงเป็นปื้นและเหมือนพี่ขวดจะรู้ว่าเขากำลังทำให้หนูกลัว ร่างสูงผละมือออกแทบจะทันที ก่อนที่จะหันหน้าหนีไปทางอื่น“ขอโทษครับ พี่คงใช้อารมณ์มากเกินไป” หนูเม้มริมฝีปาก ก่อนที่จะลูบแขนตัวเองป้อยๆ ตอนที่เขาหันหลังให้ “พี่ขอโทษที่หึงหนูจน...”“นะ... หนูไม่ได้ตั้งใจเลยนะคะ” หนูยกมือขึ้นกอดตัวเองตอนที่โพล่งแทรกขึ้นมาเสียงเบา ก่อนที่จะสะอื้นออกมาเพราะขวัญเสียจากสิ่งที่พี่ขวดทำเมื่อครู่ “หนูแค่อยากช่วยพี่ขวด... แค่เล็กน้อยก็ยังดี หนูไม่อยากอยู่เฉยๆ ให้พี่ขวดเลี้ยงดูแบบนี้นี่คะ”“คนดี” เขาปลอบประโลมพร้อมกับน้ำเสียงที่สั่นเครือ เหมือนคนกำลังรู้สึกผิด “ไม่ต้องทำอะไรให้พี่ขนาดนี้ก็ได้”“...”“พี่ไม่มีค่าพอให้หนูมาทำอะไรให้พี่หรอกครับ”หนูเงยหน้าขึ้นมองคนตัวโตอย่างไม่เข้าใจในคำที่เขาต้องการจะสื่อออกมา จนกระทั่งพี่ขวดใช้หลังมือปิดประตู ราวกับว่าเขาอยากจะขังตัวเองอยู่แต่ในนั้นหนูก้มลงมองพื้น มองปลายเท้าของตัวเองที
[พาร์ท : ตะขวด]พยายามลบความทรงจำที่ทำกับหลิงหลิงไป พยายามกลับมาเป็นพ่อและผัวที่ดีของเมียและลูกแต่ผมกลับสลัดมันออกไปจากจิตใต้สำนึกไม่ได้หัวใจของผมบอกว่านี่มันผิด มันผิดต่อน้องมนต์ ถ้าน้องมนต์รู้ว่าจะต้องเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้เพื่อแผนแก้แค้นที่สมบูรณ์ของผม เธอคงเกลียดขี้หน้าผม และไม่คิดจะกลับมารักกันอีก ดีไม่ดีเธออาจจะไม่ทนกับสถานะเมียหลวงและหอบลูกหนีกลับไปที่ไทยก็ได้แต่ผมกลับเลิกคิดเรื่องแก้แค้นไอ้หลิวเฉินไม่ได้ หลังจากที่รู้ว่าตระกูลพวกมันส่งหนอนบ่อนไส้มาเพื่อทำลายครอบครัวที่มีค่าของผม ถ้าช้ากว่านี้มันอาจจะเป็นอันตรายต่อน้องและลูก ความแค้นของผมก็มากพอที่จะหาทางทำลายมันทุกวิถีทางผมสืบรู้มาจากคุณหยวนว่าหลิงหลิงที่พยายามยั่วผมด้วยการส่งบัตรเชิญตลอดมา เธอเป็นคนรักคนแรกในชีวิตของหลิวเฉิน ที่ยอมทำได้ทุกอย่างเพื่อมัน เพื่อความรักที่เห็นแก่ตัวของมันกับฟ่งเฉินผู้เป็นพ่อ และการยั่วยวนผมอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่พวกมันต้องการ มันตลกดีที่สุดท้ายแผนที่คุณหยวนคิดขึ้นมา ก็ต้องกลับมาทำลายผู้หญิงของศัตรูเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจอยู่ดีแต่ไม่ ผมยอมมีสัมพันธ์กับหลิงหลิงเพื่อครอบครัวของเราเท่านั้นคืนนั้นหล
ร่างสูงนั่งยกนาฬิกาเรือนสีเงินในแบบที่เขาชอบขึ้นมาดู นาฬิกายี่ห้อหรูที่พ่อมักบอกให้หลิวเฉินใส่มันเสมอยามพบปะกับผู้คนที่เป็นคู่ค้าหรือเป้าหมาย เพราะนั่นมันทำให้เขาดูภูมิฐาน มีระดับ และเตะตาคนอื่นๆปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาไม่ชอบใส่นาฬิกาหรือ accessories อื่นๆ ในตัวนัก เขาชอบความเรียบง่ายมากกว่า แต่เพราะพ่อเขาอยากให้เป็นคนแบบนั้น เขาจึงจำต้องเป็นปลายนิ้วแกร่งเคาะแก้วชาจีนในมือ รอจนกระทั่งเห็นรถคันหรูจากด้านนอก พร้อมกับร่างบอบบางอ้อนแอ้นของสาวเจ้าที่เปิดประตูลงมาจากรถ เธอสะดุดรองเท้าส้นสูงอีกครั้งอย่างน่าขัน หลิวเฉินมองหุ่นบอบบางนั่นผ่านกรอบแว่น ปฏิเสธไม่ลงว่าหุ่นสเลนเดอร์คือแบบที่เขาชอบ แต่หลิงหลิงจะดูมีน้ำมีนวล และมีหน้าอกมากกว่าภรรยาของฝานเหอมากหน่อยน่าเศร้าจริงๆ เธอคนนี้คงไม่รู้ว่าสามีที่เธอมีลูกกับมันกำลังเริงรักกับผู้หญิงคนอื่นเพื่อแก้แค้นเขาจนประตูร้านอาหารจีนเปิดออกพร้อมกับคนตัวเล็กที่เดินมองซ้ายมองขวาเพื่อหาเขา หลิวเฉินนึกอยากรังแกถึงปล่อยให้เธอเดินหาเขาทั่วร้าน จนเห็นว่าเธอท่าจะมองไม่เห็นจริงๆ ถึงได้ยกมือขึ้นสูงๆ“... อะ!” ร่างเล็กอุทาน หน้าแดงก่ำอย่างขายหน้าตอนที่ค่อยๆ เดินตรงม







