Mag-log in‘ชยุตม์’ เสียลูกเมียไปกะทันหัน ชีวิตจมดิ่งสู่ความมืดมิดที่เฝ้ากัดกินหัวใจ ไม่เคยคิดว่าจะยอมให้ใครมาแทนที่เมียรักได้ แต่คล้ายดั่งโชคชะตาเล่นตลก เมื่อเขาเมาขาดสติ แล้วคว้าน้องสาวคู่อริมาเป็นเมีย! ‘อัญรส’ แอบรักพี่ชายข้างบ้าน มาตั้งแต่แตกเนื้อสาว ไม่คิดเหมือนกันว่าจะจับผลัดจับผลู ได้เขามาเป็นสามีด้วยความไม่ตั้งใจ! แต่ต่อให้รักและทำดีด้วยแค่ไหน เธอก็เป็นได้แค่เมียแสนชัง ที่เขาไม่มีวันให้ใจเท่านั้น...
view moreคืนนี้เป็นค่ำคืนแห่งความสุข...
ชยุตม์ ศรัญวิกา ยืนยิ้มอยู่ในงานวิวาห์ใหญ่โตของลูกพี่ลูกน้องสาวกับสามี นึกโล่งใจอยู่ในทีเมื่อได้เห็นวาสิตากับอิชย์ ฝ่าฟันอุปสรรคจนได้มีวันที่แสนวิเศษนี้ร่วมกัน ทั้งคู่ผ่านเรื่องราวต่างๆ มามาก ซึ่งไม่ต่างจากตัวของเขาเองนัก ชยุตม์เคยคิดว่าการแต่งงานคือบทสรุปของชีวิตรัก แต่เปล่าเลย
หลังจากสละโสดและใช้ชีวิตคู่อยู่กับ ‘มะปราง’ ได้เพียงแค่ไม่นาน เขาก็เสียทั้งภรรยาและลูกในท้องไปเมื่อหลายเดือนก่อน ทำให้ได้คำตอบว่าแท้ที่จริงแล้ว ชีวิตคู่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น
มันไม่ใช่บทสรุปสวยงามอย่างที่คิดเอาไว้เลย...
“แหม ไม่คิดเลยนะว่าคนป่าอย่างแกจะปลีกตัวมางานแต่งของน้องสาวกับเขาด้วย แต่งตัวหล่อเฟี้ยวอย่างกับดาราเชียวแน่ะ นึกว่าใส่เป็นแต่พวกผ้าขาวม้ากับรองเท้าแตะเสียอีก ทำตัวให้มันดูดีก็เป็นด้วยเหรอ”
“ไปให้พ้น”
เขาเอ่ยเสียงเรียบ แต่อีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน
“ที่ฉันเข้ามาทักก็แค่หวังดี อยากมาแนะนำแกว่าให้มองหาผู้หญิงสวยๆ สักคนไปแทนนังมะปรางซะ แต่แกหาเองนะชิน อย่าเที่ยวไปแย่งใครเขาอีกเชียวล่ะ ไม่งั้นเวรกรรมจะตามทัน ทำให้แกต้องกลายเป็นพ่อม่ายอีกก็ได้นะ”
เสียงกวนหูเหมือนแมลงวันตัวหนึ่งที่บินตอมอยู่ใกล้ๆ ทำให้รอยยิ้มของชยุตม์เลือนหายไปจากใบหน้า ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาจนหัวใจเต้นรัว แต่ก็เลือกที่จะอดทนอดกลั้นให้ถึงที่สุด เพราะไม่อยากเป็นสาเหตุทำให้งานเลี้ยงคืนนี้ต้องเสียบรรยากาศ
เขาเห็นอีกฝ่ายมาร่วมงานด้วยตั้งแต่แรกแล้ว มาทั้งที่ไม่มีใครส่งบัตรเชิญไปให้ด้วยซ้ำ ด้วยความที่ไม่ค่อยลงรอยกันนัก เขาจึงพยายามมองข้าม ไม่สนใจ แต่พอมารดาของเขาแยกตัวไปห้องน้ำครู่เดียว เจ้าตัวก็รีบปรี่เข้ามาทักท้วงด้วยถ้อยคำไม่น่าฟังทันที
“ถ้าไม่อยากโดนด่าให้เสียคนแก่ก็ไปซะ” ชยุตม์ย้ำอีกครั้ง
วนิดา พงษ์ศิริกร ยกมือขึ้นป้องปากแล้วหัวเราะอย่างมีจริต เธอเป็นสุภาพสตรีวัยหกสิบห้าปีที่ดูภายนอกไม่ต่างไปจากตู้เพชรตู้ทองเคลื่อนที่ วนิดาเป็นคนกรุงเทพฯ ที่ย้ายไปตั้งรกรากอยู่ที่จันทบุรีกับสามี ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อห้าปีก่อน อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกันกับชยุตม์ ครั้งหนึ่งเคยไปมาหาสู่กันดี แต่นั่นก็เป็นอดีตไปนานกว่าสองปีแล้ว
เมื่อก่อนนั้น อนวัต พงษ์ศิริกร ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของวนิดา เคยเป็นเพื่อนรักกับชยุตม์ สนิทสนมกันมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ทั้งคู่กลับต้องหมางใจและแตกหัก จนไม่แม้แต่จะยอมมองหน้ากัน เนื่องจากบังเอิญหลงรักผู้หญิงคนเดียวกัน
แรกทีเดียวชยุตม์ก็คิดจะหลีกทางให้เพื่อน แต่เพราะว่ารักมะปรางมากเหลือเกิน แม้พยายามตัดใจอย่างไรก็ทำไม่ได้ สุดท้ายเขาจึงไม่อาจผลักไสหัวใจตัวเองและความรักที่มีต่อเธอ
เลือกยอมให้เพื่อนตัดความสัมพันธ์เพื่อแต่งงานกับเธอ...
เป็นเพราะแบบนี้เอง อนวัตจึงเกลียดเขามาก แล้ววนิดาผู้เป็นแม่ก็ช่วยเกลียดแทนลูกชายของตัวเองด้วยอีกแรง คนบ้านนั้นทำตัวเป็นปรปักษ์กับชยุตม์เสมอ เห็นมีก็แต่ลูกสาวคนเล็กและคนเดียวของวนิดานั่นแหละ ที่ยังพอยิ้มให้เขาบ้างเวลาบังเอิญพบหน้ากัน
อัญรส พงษ์ศิริกร หายไปเข้าห้องน้ำมา ตอนเดินออกมาก็คุยกันกับบุหลัน ศรัญวิกา หรือป้าหลัน มารดาสุดที่รักของชยุตม์อย่างถูกคอเหมือนเมื่อก่อน แม้พี่ชายกับมารดาจะเกลียดชังชยุตม์มาก แต่สำหรับเธอแล้ว พี่ชายข้างบ้านยังคงเป็นสิ่งที่ติดตรึงในหัวใจมานานหลายปี
นับตั้งแต่เธอเป็นเพียงนักเรียนมัธยม จนกระทั่งเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยไปหมาดๆ เธอก็ยังมองชยุตม์ด้วยความประทับใจเสมอ ไม่เคยเชื่อเลยสักครั้งว่าเขาจงใจแย่งชิงมะปรางไปจากพี่ชายของเธอ ผู้ชายคนไหนๆ ต่างก็ต้องแพ้พ่ายให้กับผู้หญิงสวยอย่างมะปรางกันทั้งนั้น...
“แม่” อัญรสเรียกมารดา เมื่อเห็นท่านกำลังมองชยุตม์อย่างท้าทาย
“อ้าว ยัยเอม ทำไมถึงไปเดินอยู่ข้างๆ คนบ้านนั้นล่ะ ถอยเลยนะ!”
วนิดาหันมาเห็นเข้าก็รีบตวาดใส่ลูกสาว ไม่สนใจสายตาผู้คนบริเวณนั้นที่หันมองมาอย่างไม่ชอบใจนักกับความไร้มารยาทที่แสดงออกกลางงานมงคลของคนอื่น
“ทำไมเหรอนิด หนูเอมเดินข้างฉันแล้วมันทำไม”
บุหลันไม่ใช่คนยอมคน เมื่อได้ยินแบบนั้นก็เดินเข้ามาหาวนิดา แล้วถามตามตรงทันที ด้วยความที่รู้ดีว่าแม่ของชยุตม์ปากกล้าไม่เคยแพ้ใคร วนิดาจึงทำแค่ยักไหล่แล้วคว้าข้อมือลูกสาวเดินแยกไปอีกทางทันที
“อีแก่บ้าน้ำลายนั่นมันพูดอะไรใช่ไหม ชินถึงทำหน้าแบบนี้”
“นิดหน่อยครับ แนวเดิมเป๊ะ เรื่องมะปรางนั่นแหละแม่ นี่ถ้าแม่มาไม่ทัน ผมอาจจะได้ด่าคนแก่แบบหยาบคายไปแล้ว” ชายหนุ่มตอบแล้วถอนหายใจ “ผมสงสัยมากเลยว่าใครเชิญสองแม่ลูกนั่นมาที่งานแต่งของวา ผมมั่นใจว่าไม่ใช่ผมหรือวาแน่นอน”
“ไม่ใช่แม่ด้วยเหมือนกัน สงสัยจะรู้เข้าเลยเสนอหน้าเชิญตัวเองน่ะสิ นังนิดมันเห็นคนรวยได้เสียที่ไหน รู้ว่าวาได้แต่งงานกับเศรษฐีมันก็คงอยากโผล่มาสอดแนมตามประสาคนที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านนั่นแหละ”
“ประสาททั้งแม่ทั้งลูก” ชยุตม์มองแล้วพึมพำอย่างรำคาญ
“ถ้าชินว่าตาอ้นกับนังนิด แม่ไม่ขัดนะ แต่กับหนูเอม อย่าไปว่าน้องเลยนะลูก เมื่อกี้แม่เดินคุยกับน้องมา น้องบอกว่าห้ามนังนิดไม่ได้เลยต้องตามมาด้วยเพื่อคอยปรามไม่ให้สร้างเรื่อง ดีที่ตาอ้นไม่ได้มาด้วยคน งั้นเจอชินคงได้ทะเลาะกันลั่นงานอีก”
“กลัวจะไม่ใช่แค่ทะเลาะสิครับ คงได้ต่อยมันเละมากกว่า”
“ชินใจร้อนขึ้นเยอะเลยนะลูก แม่ว่าอาจจะเป็นเพราะเครียดเรื่องงานมากไปไหม” มารดาถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย
นับจากชยุตม์ประสบอุบัติเหตุใหญ่ไปเมื่อหลายเดือนก่อน จนต้องเข้ารับการผ่าตัดเนื่องจากมีเลือดคั่งในสมอง เขาก็มักมีอาการปวดหัวอยู่เป็นประจำ หากพักผ่อนน้อยหรือเครียดกับเรื่องงานจนเกินไป
“คงงั้นครับ ผมปวดหัวบ่อยอีกแล้ว ยิ่งได้ยินคนบ้านนั้นพูดถึงมะปราง ผมยิ่ง...”
“ไม่เอาน่า ไม่ต้องไปสนใจพวกปากไม่ดีหรอกนะลูก”
บุหลันลูบต้นแขนลูกชายแรงๆ ในตอนที่พูดเพื่อเตือนสติให้ใจเย็นลง ชยุตม์ถอนหายใจ หันมองกลับไปยังสองแม่ลูกอีกครั้ง พบว่าวนิดากำลังตักอาหารรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนอัญรสผู้เป็นลูกสาว
กำลังมองมาที่เขาแล้วยิ้มน้อยๆ ให้อย่างเป็นมิตร...
ชยุตม์หันหน้าหนีกลับมาหามารดาตามเดิม ไม่ยิ้มหรือแสดงกิริยาใดๆ โต้ตอบไปทั้งนั้น เขาไม่ต้องการรอยยิ้มของคนบ้านนั้น เกลียดนักเชียวพวกที่ชอบโยนความผิดมาให้คนอื่นแบกรับ ส่วนตัวเองก็โพนทะนาไปทั่วว่าเป็นฝ่ายถูกกระทำ
ที่มะปรางเลือกเขา มันไม่ใช่ความผิดของเขาเลยสักนิด...
“คุณชยุตม์คร้าบ! ทางนี้ครับ”
ชยุตม์มองไปตามเสียงเรียกนั้น เห็นเจ้าบ่าวซึ่งเป็นน้องเขยกำลังชูแก้วเครื่องดื่มเพื่อเชื้อเชิญให้เข้าไปร่วมดื่มด้วย ตอนนี้เขากำลังเบื่อมากและอารมณ์เสีย เพราะการปรากฏตัวของแขกที่ไม่ได้รับเชิญอยู่พอดี เขาจึงนึกอยากดื่มผ่อนคลายเสียบ้าง
“แม่ครับ...” ชยุตม์ขยับจะขออนุญาต ทั้งที่เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ยังคงแคร์คนเป็นแม่ในทุกเรื่องเสมอ
“ไปเถอะลูก ยังไงเราก็ค้างที่โรงแรมนี้อยู่แล้ว แต่อย่าดื่มมากนะ แม่กลัวชินปวดหัวอีก” บุหลันรีบบอกลูกชาย
“ครับแม่ ไม่ต้องห่วงครับ ผมตั้งใจจะดื่มแค่แก้วสองแก้วเท่านั้น” ชายหนุ่มให้สัญญา โน้มตัวลงไปหอมแก้มขาวอวบของมารดาแรงๆ ก่อนจะแยกตัวไปหาคู่บ่าวสาวที่ยืนรออยู่อีกทางทันที
แน่นอนว่าเมื่อเหล้าเข้าปาก ใครเล่าจะหยุดยั้งได้...
ดื่มไป คุยไป ได้อรรถรสจนเผลอรินเพิ่มอีกไม่รู้กี่แก้ว งานเลี้ยงเลิกราแล้ว คู่บ่าวสาวถูกส่งตัวเข้าห้องหอ ซึ่งเป็นห้องสวีตสุดหรูชั้นบนสุดของโรงแรม หลังจากผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งคนสนิทอื่นๆ อีกไม่กี่คน ขึ้นไปร่วมอวยพรและส่งตัวบ่าวสาวแล้ว บรรดาเพื่อนสนิทของฝ่ายเจ้าสาวอย่างวาสิตาก็ยังไม่ยอมแยกย้ายกันกลับ ยังลงมานั่งดื่มและคุยกันต่อ เพราะไหนๆ ก็ได้มารวมตัวกันทั้งทีแล้ว จึงอยากสนุกกันให้เต็มที่ไปเสียเลย
“ชิน พอเถอะลูก ขึ้นข้างบนไปพักผ่อนเถอะ” บุหลันเห็นลูกชายลืมตัวดื่มไปมากก็นึกห่วง เดินมาชักชวนให้ขึ้นไปพักผ่อนบนห้องที่เปิดไว้ เพราะตอนนี้ก็ห้าทุ่มกว่าแล้ว
“อีกแป๊บครับแม่ ผมกำลังคุยสนุกๆ เลย” ชยุตม์บอกเสียงอ้อแอ้ โหนกแก้มกลายเป็นสีแดงจางๆ ด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์
“แต่ถ้าดื่มต่อ แม่กลัวชินจะกลับขึ้นห้องไม่ไหวน่ะสิ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวปูให้โปรดแบกขึ้นไปส่งให้ก็ได้ค่ะ” เปรมิกา เพื่อนสนิทของเจ้าสาวเสนอขึ้น
“ใช่ครับ คุณป้า เดี๋ยวโปรดพาพี่ชินขึ้นไปส่งให้ก็ได้ครับ วันนี้โปรดกับปูก็เปิดห้องที่นี่ไว้แล้วเหมือนกัน รู้สึกจะอยู่ชั้นเดียวกันกับคุณป้าด้วยครับ” คนเป็นน้องชายก็รีบอาสาแข็งขันด้วยเช่นกัน
“ก็ได้ลูก ยังไงป้าฝากพี่ชินเขาด้วยนะจ๊ะ”
เมื่อปรีชาวัฒน์กับเปรมิกาอาสาว่าจะดูแลให้ พร้อมพาขึ้นไปส่งบนห้องจนถึงที่ บุหลันจึงเอ่ยฝากฝัง และยอมกลับขึ้นไปพักผ่อนข้างบนก่อนทันที ไม่ได้นึกห่วงลูกชายวัยสามสิบสี่ปีคนนี้อีก
ชยุตม์ไม่ค่อยให้เวลากับตัวเองนัก นานครั้งถึงจะดื่มและแลกเปลี่ยนความคิดในเรื่องต่างๆ กับคนอื่น ปรีชาวัฒน์อายุน้อยกว่าเขามากถึงสิบเอ็ดปี แต่กลับเป็นคนที่มีความคิดความอ่านดีเยี่ยม ทัศนะคติเป็นผู้ใหญ่จนอดชื่นชมไม่ได้
เปรมิกาเองก็ดูจะรักและเจ็บแค้นแทนวาสิตามาก เมื่อหยิบยกประเด็นเรื่องของมินตราที่เคยทำตัวร้ายๆ สารพัดขึ้นมาพูดอีกครั้ง เปรมิกาก็เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แสดงสีหน้าเกลียดชังเป็นที่สุด
ชยุตม์รู้มาว่าอดีตคู่หมั้นของอิชย์นั้นเป็นผู้หญิงที่สวย แต่เห็นแก่ตัวและทำได้ทุกอย่างเพื่อความสุขของตัวเอง เป็นต้นเหตุของความร้าวฉานครั้งใหญ่ระหว่างอิชย์กับวาสิตาด้วย
ตอนนี้มินตราได้รับผลกรรมที่ตัวเองก่อเอาไว้แล้ว เธอสูญเสียลูกในท้องไป หลังจากเด็กลืมตาดูโลกได้แค่เพียงไม่กี่วัน เนื่องจากเด็กมีปัญหาเรื่องของหัวใจที่ผิดปกติ สร้างความโศกเศร้าเสียใจรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาเยียวยาทางจิต โชคดีที่มินตรามีคนรักจริงอย่างจามรคอยดูแลไม่ห่าง ดังนั้นวันหนึ่งเธอคงจะทำใจในเรื่องลูกได้เอง
ได้ยินอย่างนั้นเขาก็อดนึกถึงมะปรางกับลูกขึ้นมาไม่ได้เช่นกัน...
หนึ่งปีต่อมา…นับตั้งแต่ชยุตม์กับอัญรสย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านศรัญวิกาด้วยกันอีกครั้ง ทั้งคู่ก็ดูรักใคร่และเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น แน่นอนว่ามันก็ทำให้บุหลันผู้เป็นแม่ พลอยยิ้มแย้มอย่างมีความสุขตามไปด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในเวลาที่ลูกชายเอาอกเอาใจสะใภ้คนสวยจนออกนอกหน้าไม่ว่าอัญรสจะเดิน ยืน นั่งหรือนอน ชายหนุ่มก็คอยรุดเข้าไปช่วยจัดแจงอยู่เกือบตลอดเวลา เขาแทบไม่ยอมอยู่ห่างไกลจากตัวเธอเลย เรียกได้ว่าเห่อทั้งลูกทั้งเมียจนใคร ๆ เห็นก็อดอิจฉาไม่ได้แม้แต่ตอนที่ต้องออกไปทำงาน เขาก็จะเทียวไปเทียวมาอยู่เกือบทั้งวัน ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน เขาก็จะพูดอยู่เสมอว่าการได้เห็นหน้าอัญรสและได้จุมพิตลงบนท้องกลมกลึงที่ใหญ่โตขึ้นทุกวัน มันทำให้เขาหายเหนื่อยแทบเป็นปลิดทิ้งเลยทีเดียวอัญรสยิ้มกับตัวเอง พูดคุยกับลูกในท้องอยู่ทุกวันว่าเธอคิดไม่ผิดจริงๆ ที่ยอมใจอ่อนให้โอกาสชยุตม์และตามเขากลับมาอยู่ที่บ้านศรัญวิกาอีกครั้ง ชายหนุ่มดูแลทั้งร่างกายและจิตใจของเธอ เยียวยาบาดแผลทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นจนมันสมานและหายดีในที่สุด อัญรสรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่เลือกรักและได้เขามาเป็นสามีเวลาที่ผ่านล่วงเลยมานานกว่าหนึ่งปีทำให้พยานรักตั
“พี่ชินแน่ใจหรือเปล่าว่าไม่ได้รักเอม เพราะเอมท้องลูกของพี่ แน่ใจใช่ไหมว่าพี่ลืมพี่มะปรางได้แล้วจริงๆ”อัญรสอยากร้องไห้ออกมาเต็มทีแล้ว แต่ยังพยายามสะกดกลั้นทำนบน้ำตาเอาไว้เต็มที่ เธอต้องการฟังคำยืนยันจากปากของเขาให้ชัดเจน เพราะเธอพร้อมแล้วที่จะกลับมาให้โอกาสและเชื่อใจในตัวผู้ชายตรงหน้าอีกครั้ง“แน่สิ ถ้าไม่รัก ไม่จริงใจ พี่จะยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง แล้วปักหลักรออยู่หน้าบ้านมานานเกือบเดือนแบบนี้เหรอ พี่บ้างานแค่ไหน เอมก็รู้ แต่เพื่อเอมแล้ว พี่ทิ้งได้ทุกอย่างเลยนะ ไม่มีอะไรสำคัญกับพี่ไปมากกว่าอัญรสคนนี้แน่นอน ที่สำคัญ… พี่บอกรักเอม เพราะพี่รักเอมจริงๆ ไม่ใช่เพราะเอมท้อง ส่วนมะปราง... พี่คงลบออกไปจากใจไม่ได้หรอก แต่พี่จะเก็บผู้หญิงคนนั้นไว้ให้ลึกที่สุดเพื่อย้ำเตือนว่าที่ผ่านมา พี่มันโง่แค่ไหนที่หลงรักผู้หญิงร้ายกาจอย่างมะปราง ปล่อยให้เธอเหนี่ยวรั้งพี่เอาไว้จนพลาดไปทำร้ายคนที่รักพี่จริงๆ อย่างเอม ทำให้พี่ทำตัวร้ายกาจกับเอมจนไม่น่าให้อภัย”“ฮึก...” หญิงสาวสะอื้นจนตัวโยน ไหล่สั่นสะท้านและเม้มปากแน่นเมื่อน้ำตาไหลรินลงมา ปลายนิ้วอุ่นของสามีก็ช่วยเช็ดมันออกไปจากแก้ม เขาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ กดริมฝ
“ขอบคุณนะที่ยอมให้พี่เข้ามาในบ้านสักที ไม่สิ... พี่งัดประตูหลังเข้ามาเองต่างหาก” ชยุตม์หัวเราะเบาๆ ในตอนที่บรรจงปลดกระดุมออกทีละเม็ด หญิงสาวแสร้งสนใจอยู่กับกล่องอุปกรณ์ทำแผล ไม่ยอมมองทรวงอกขาวโพลนบึกบึนกับแววตาเร่าร้อนของเขาให้รู้สึกประหม่า“เอมต้องขอบคุณมากกว่านะที่พี่ชินงัดประตูเข้ามา ไม่งั้นเอมคง...”เธอพูดไม่จบ เพราะเขาแทรกขึ้นเสียก่อน“จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเอมทั้งนั้น พี่ไม่มีวันทอดทิ้งเอมหรอก พี่ขอโทษนะที่หายไปจนมืดค่ำแบบนี้”“ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ เอมทำให้พี่ชินทนไม่ไหวเอง”“ใช่ เอมทำให้พี่ทนไม่ไหวจริงๆ”ถ้อยคำนี้ทำให้อัญรสเงยหน้าขึ้นสบตาทันทีชยุตม์ไม่ลังเลเลยในตอนที่ดึงตัวเธอให้ขยับนั่งลงบนตัก มือใหญ่รั้งต้นคอเล็กระหงเอาไว้แน่น ก่อนจะโผเข้าไปบดจูบดูดดื่ม หญิงสาวจิกเล็บลงบนไหล่กว้าง ส่งเสียงขัดขืนในลำคอ แต่เขาไม่ปล่อย ตะโบมหิวโหยจนร่างบางสั่นสะท้านด้วยความซ่านสยิว“อื้อ” หญิงสาวครางประท้วง หากเขาไม่ยอมละริมฝีปากห่างออกไป เธอคงขาดใจตายแน่“นี่แหละที่เอมทำให้พี่ทนไม่ไหว พี่อยากจูบ อยากกอด อยาก...”ชายหนุ่มยอมปลดปล่อยเรียวปากอิ่มที่เห่อบวมขึ้นทันตาเห็นให้เป็นอิสระ เขาพึมพำชิดริมฝี
เสียงรถตำรวจแล่นมาออกันอยู่ตรงหน้าประตูรั้ว อึดใจเดียวเจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบเต็มยศก็กรูกันเข้ามาถึงสี่นาย ปืนที่จ่อเข้ามาภายในบ้านถูกลดลงไว้ข้างตัว แล้วเหน็บคืนไว้ตรงซองข้างเอว หลังจากเห็นเต็มสายตาว่าชายหนุ่มที่ยืนจังก้าอยู่กลางบ้านได้จัดการทุกอย่างเองเรียบร้อยแล้ว ผู้ร้ายแต่ละคนต่างก็หมดสติและดูไม่ได้เอาเสียเลย“เอาไอ้พวกเหี้ยนี่ออกไปให้พ้นทีครับ มันบุกรุกเข้ามาเพราะเห็นว่าเมียผมอยู่บ้านคนเดียว โชคดีที่ผมกลับมาทัน ไม่งั้น...”ชยุตม์ไม่ได้ขยายความต่อ แต่ตำรวจก็พอเดาได้ว่าพวกมันคิดจะทำอะไรกับผู้หญิง “ส่วนเรื่องให้ปากคำ พรุ่งนี้เช้าผมจะไปพบที่โรงพักเอง ตอนนี้เมียผมคงเสียขวัญแย่ ผมไม่อยากทิ้งเธอไว้ที่นี่”“ได้ครับ ว่าแต่คุณต้องการให้พาไปทำแผลที่โรงพยาบาลสักหน่อยไหมครับ” ตำรวจนายหนึ่งเห็นเลือดที่ไหลจากต้นแขนยาวลงมาจนถึงปลายนิ้วก็รีบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“ไม่เป็นไรครับ แค่เฉียด ผมจัดการเองได้” ชายหนุ่มปฏิเสธจังหวะนั้นเองที่อัญรสรีบก้าวลงบันไดมาด้วยความเป็นห่วง เธอได้ยินเสียงร้องโวยวายดังขึ้นไปถึงชั้นบน เมื่อได้ยินเสียงรถตำรวจแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน ถึงได้ตัดสินใจคลานออกมาจากใต้เตีย