Mag-log inเมื่อเข้าไปในงานมันพาไปไหว้คุณท่าน คุณท่านคือย่าของมัน แม่ใหญ่ แม่สาม แม่สี่ และพี่น้องต่างแม่ของมันอีกสามคน
คงเพราะทุกคนอยู่ในบรรยากาศโศกเศร้า เลยไม่มีใครสนใจมันเท่าไหร่ มันพาผมไปกราบพ่อมัน ผมมองสลับระหว่างมันและรูปถ่ายพ่อมันดูยังไงก็ถอดแบบกันออกมา แต่พ่อมันจะดูคมกว่าเพราะผิวเข้มกว่า ภพมันเคยบอกผิวมันขาวติดแม่ สี่ทุ่ม ภพลาทุกคนกลับ ผมคิดว่ามันจะกลับบ้านใหญ่ แต่เปล่ามันพาผมไปโรงแรมใกล้ๆ ไม่ได้แปลกใจก็สมกับเป็นภพรักดี “ทำไมพักที่นี่ล่ะ” ถามมันหลักจากเช็คอินเข้าห้องพัก “กูไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับบ้านนู้น” มันบอกเสียงแผ่ว ไม่รู้สิ บรรยากาศรอบตัวมันดูหม่นๆ มันไม่เชิงจะเศร้านะ แต่มันไม่ดีอ่ะบอกไม่ถูก “กอดหน่อยสิ” ภพว่าหลังจากที่ต่างเงียบกันมาพักนึง มันกางแขนออกรออยู่ที่ปลายเตียง ผมเดินเข้าไปให้มันกอดและกอดตอบมัน มันค่อยๆนั่งลง ผมเองก็นั่งตามบนตักมันทั้งที่เรายังกอดกันอยู่อย่างนั้น ไม่รู้หรอกความคิดของภพน่ะ ไม่เคยคาดเดาออกเลยนอกจากมันจะแสดงออกมาให้เห็น ไม่ใช่ไม่เคยพยายามนะ แต่เป็นมันนั่นแหละที่พยายามปกปิดยิ่งกว่า “เหนื่อยว่ะเทียน มึงรู้มั้ยกับคนบ้านนั้น กูไม่ได้รู้สึกอะไรกับพวกเขาเลย พอเจอกันก็แค่นั้น เหมือนไม่ใช่ญาติ แค่รู้จักไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไร แม้กระทั่งกับคนที่กูเรียกว่าพ่อ กูกับเขา เราเคยคุยกันแทบจะนับครั้งได้ ตั้งแต่เกิดมานี่คุยกันคงไม่ถึงสิบครั้งเลยมั้ง ไม่ใช่กูไม่เคยพยายามจะคุยนะ แต่มันไม่เห็นมีอะไรขึ้นมา มันเหมือนกับเวลาเราทักคนแปลกหน้า ครั้งเดียวแล้วก็ลืม” มันบอก น้ำเสียงมันฟังก็รู้คงทั้งเหนื่อยทั้งล้าเต็มที แต่เหมือนมันจะฝืนไว้ แต่ทำไมหัวใจผมมันถึงได้เจ็บปวดขนาดนี้ เหมือนมันโดนรัดจนอึดอัด แต่ก็แค่นั้น ทำได้แค่นั่งฟังมันเงียบๆและกอดมันไว้ให้แน่นที่สุด รอฟังสิ่งที่มันกำลังจะบอกต่อ “แล้วตอนที่แม่ใหญ่โทรมาบอกว่าเค้าเสีย กูแค่รู้สึกตกใจไม่ได้รู้สึกเสียใจเท่าไหร่ มันธรรมดามากเหมือนกับแค่รู้ว่ามีเพื่อนร่วมโลกตายไปคนนึงเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้นเลย มึงว่ากูเลวมากมั้ยวะที่รู้สึกแบบนั้นกับเค้าน่ะ” มันหยุดไว้ด้วยคำถาม แต่ผมตอบไม่ได้หรอก ไม่ใช่มัน ไม่เคยเจอแบบมัน ไม่รู้ว่าตลอดมามันต้องอยู่กับความรู้สึกยังไง รู้แต่ว่าคงทรมานใจมากๆ เกลียดตัวเองขึ้นมาทั้งที่อยู่กับมันมานานขนาดนี้ แต่ไม่เคยรับรู้อะไรไม่เคยแบ่งเบาอะไรมันได้เลย อึก เผลอสะอื้นออกมาไม่ได้ตั้งใจ “หืม คนดี ร้องทำไมครับ กูไม่ได้เศร้าอะไรมากมาย อย่าร้องนะ อย่าร้อง” กลายเป็นมันที่ต้องปลอบลูบหัวลูบหลังผมแทน ผมแย่ขนาดตอนนี้ยังช่วยอะไรมันไม่ได้ก็ถือซะว่าผมร้องแทนมันก็แล้วกัน “อึก ไม่ร้องแล้ว” บอกมันทั้งที่ยังสะอื้นไห้ ก็ไม่ใช่มันจะหยุดกันได้ง่ายๆซะเมื่อไหร่ล่ะ ทั้งไอ้น้ำตา ทั้งไอ้ความรู้สึกเศร้านี่ “เอาจริงๆนะ กูแค่อยากระบายให้ใครฟังเฉยๆ ไม่ได้จะเก็บกดอะไรหรอก ทั้งที่พ่อตัวเองตาย แต่กลับไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรมากนัก มึงจะว่ากูเหี้ยกูเลวหรือ..อุ๊บ” ไม่ทันที่มันจะพูดจบ ผมก็ปิดปากมันด้วยปากของผม แต่กลายเป็นมันที่จูบกลับมาแบบดูดดื่ม อา หอบหายใจเมื่อมันถอนปากออก “กูเป็นเพื่อนที่ไม่ได้เรื่องชิบหาย ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับมึงเลย ช่วยอะไรก็ไม่ได้สักอย่าง แม่ง” บ่นไปน้ำตาพาลจะไหลอีกรอบ “อืม มึงเป็นเพื่อนที่ไม่ได้เรื่องจริงๆด้วย แล้ว อยากเป็น เห้ยย เทียน อย่าร้องๆกูพูดเล่น สำหรับกูมึงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดแล้ว” มันบอกน้ำเสียงจริงจังบวกกับไอ้หน้าตาตื่นๆของมันทำให้ผมที่กำลังเศร้าหลุดขำออกมาทั้งน้ำตา “ฮ่าๆ หน้ามึงตลกอ่ะภพ” บอกมันอย่างที่คิด ก็ไม่บ่อยหรอกที่มันจะหลุด จริงๆตอนภพมันอยู่กับคนอื่นมันจะนิ่งมาก ขนาดเพื่อนสมันมัธยมที่คบกันมาสามปี มันยังไม่สนิทอะไรกับเค้าขนาดที่จะเล่นหัวกันได้ ไม่ใช่ว่ามันถือตัวขี้เก๊กอะไรหรอก แต่มันจะนิ่งๆเฉยๆซะมากกว่า แต่แปลกตรงที่มันดันมาสนิทกับผมจนขนาดกินตับกัน คิดแล้วก็แปลกๆ “ไอ้เหี้ย” มันว่าใส่หน้าผมเต็มๆ “กูเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมึงจริงๆใช่ป่ะ” ถามมันขำๆ “อืมสำหรับกูมึงเป็นทุกอย่างเป็นที่สุดของที่สุดอยู่แล้ว” มันบอกจริงจัง อยู่ๆก็ไม่กล้าสู้สายตากับมันซะงั้น “อืม กูสัญญาจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมึงตลอดไป” ซื่อสัตย์และจริงใจ แต่เหมือนมันจะเกร็งตัวเพิ่มแรงกอดขึ้นนิดหน่อย ก่อนจะปล่อยผมให้เป็นอิสระในที่สุด ผมเลยกลับมานั่งบนที่นอนข้างๆมัน “นั่นสินะ เพื่อนที่แสนดี” มันว่าเหมือนจะพึมพำกับตัวเองมากกว่า ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป สักพักมันก็เดินออกมาแบบไม่ใส่อะไรเลย ผมมองมันด้วยความอิจฉาแวบหนึ่งก่อนจะไปอาบน้ำบ้าง ออกมามันก็นอนดูทีวีอยู่ที่เตียง ใส่กางเกงนอนแค่ตัวเดียว ผมก็ทำตามมันแหละ หยิบกางเกงนอนมาใส่และไปนอนที่เตียงอีกด้านอย่างรวดเร็ว “เทียนหอม อยากทำ” มันบอกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยการที่เราเฝ้ารอให้เวลามันเดินไปถึงจุดที่เราอยากให้เป็นมันโคตรจะช้าเลยในความรู้สึก แล้วผมรออะไร ก็รอเวลาเลิกเรียนนะสิ แล้วได้บอกไปยังว่าวันนี้มีลงช็อป โชคดีที่เป็นคาบแรกของการเรียนปฏิบัติการ อาจารย์เลยแค่พูดๆๆไปเกือบชั่วโมงครึ่ง อีกอย่าง วันนี้ทั้งวันไอ้ภพมันไม่คุยกับผมเลย เพื่อนในกลุ่มก็คงสังเกตเห็นนั่นแหละ แค่ไม่มีใครพูดออกมาพออาจารย์ปล่อยผมเป็นคนแรกที่รีบแยกตัวออกไปโดยไม่บอกใคร ไม่ได้ไปไหนหรอก แค่ศูนย์คอมฯหาที่กลบดานเฉยๆ รอให้พวกมันกลับกันก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยไปหอไอ้ภูมิ นั่งตรงเครื่องว่าง ก็ถูกแล้วไง เกิดไปนั่งเครื่องไม่ว่างจะไปแย่งคนอื่นใช้ก็คงไม่งาม จัดการเปิดคอมฯ ล้วงโทรศัพท์ออกมาตั้งเปลี่ยนจากแบบสั่นเป็นเงียบ เชื่อสิ ยังไงก็ต้องโทรมานั่งเล่นคอมฯไปเรื่อยๆจนเกือบสี่ทุ่มหยิบโทรศัพท์ จะกดโทรหาไอ้ภูมิ 67 สายที่ไม่ได้รับ เป็นของไอ้ภพ 46 สาย ที่เหลือก็ ไอ้พวกเพื่อนๆคนอื่นปะปนกันไป ยกเว้นไอ้ภูมิคนนึง กดโทรไปหาไอ้ภูมิบอกให้มันเข้ามารับที่ศูนย์คอมฯ แต่มันบอกไอ้เอกยังอยู่ที่ห้องมันให้รอไปก่อนไอ้เอกกลับห้องเมื่อไหร่จะมารับเอง ไอ้เหี้ยเอก แม่ง ตัดสินใจโทรไปหาไอ้เอก “ไอ้เหี้ยเทียนมึงอยู่ไหน
“เอก มารับหน่อย ที่หอ” โทรไปหาไอ้เอก ก็ไม่อยากไปเองนี่นา ขี้เกียจ“แล้วภพล่ะ” โว้ย ทำไมใครๆก็ต้องถามถึงมันวะ ไม่ได้ตัวติดกันซักหน่อยนะ แค่คิด ไม่ได้ไปพาลใส่เอกมันหรอก“ไม่รู้สิ ตื่นมาก็ไม่เจอแล้ว” บอกมัน“อ่าว แล้วมันไปไหนวะ” ยังถามอีกนะมึง“ไม่รู้ มันไม่ได้บอก” พูดแล้วแม่งก็จี๊ดในอกขึ้นมาเลย “เออๆ เดี๋ยวกูไปรับ ภพมันคงมีเรื่องสำคัญจริงๆถึงได้ไปไม่บอกมึง” ไอ้เอกบอก ยังมีน้ำใจไปแก้ตัวให้ไอ้ภพ ชิ กูไม่สนมันเหอะรอไม่ถึงสิบนาที ไอ้เอกก็มารับตามที่บอก แต่เพราะมีไอ้ภูมินั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถอยู่ ผมเลยต้องไปนั่งเบาะหลัง“เป็นไง โดนเขี่ยทิ้งแล้วละสิมึง” ไอ้ภูมิทักขึ้นมา มันก็แค่ล้อเล่น แต่แม่ง กูจุกจริงว่ะพาลนึกไปถึงเรื่องเมื่อวานที่เห็นไอ้ภพมันอยู่กับผู้หญิง“เออ” ได้แต่รับคำมันไปแบบเนือยๆภูมิมันส่งสายตาเป็นห่วงมาให้ ทำไมวะ กูไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย “เห้ย กูไม่ได้เป็นอะไร พวกมึงคิดอะไรกันอยู่เนี่ย” บอกมันไป ก็แค่เซ็งนิดหน่อยเท่านั้นเอง“เหรอ หน้ามึงมันไม่ได้บอกว่านิดหน่อยเลยไอ้เทียน” ไอ้เอกมันว่ากลับมา หน้ากูมันแสดงอะไรออกไปวะ “อ้าว ก็บอกไม่ได้เป็นอะไรไง” ย้ำอีกครั้งก่อนจะหลับตาลง ไม่อยากพ
กินข้าวเสร็จ ก็ช่วยๆกันเก็บโต๊ะ โหน่งเป็นคนล้างให้ เจ้าตัวอาสาเองด้วยเหตุผลที่ว่า ชั้นเป็นกุลสตรีเพียงหนึ่งเดียว เอากับมันสิพวกมันอยู่เล่นเป็นเพื่อนจนเกือบสี่โมงก็ขอตัวกลับ แต่จนตอนนี้ภพยังไม่กลับมาเลย สำคัญกว่ากูอีกนะธุระมึงอ่ะอยู่คนเดียวก็เบื่อๆ หยิบกระเป๋าตังส์กุญแจรถ กุญแจห้องลงไปข้างล่าง กะแล้วว่ามอไซต์ต้องอยู่ ตรงไปโลตัสหน้ามอ. เดินเล่นในนี้นี่แหละ เดินๆเกือบสองชั่วโมง ไม่รู้ตัวเลยแฮะ ของในรถเข็นก็เยอะแม่งจะขนกลับไปไงวะ ก็เลยต้องเสียเวลาเดินเอาของไปเก็บอีกรอบ เหลือไว้แค่ของที่อยากได้จริงๆเดินออกประตูใกล้ลานจอดรถ มันต้องผ่าน MKไม่ได้ตั้งใจจะมองหรอก ถ้าไม่ใช่หันไปเห็นภพเข้า มันนั่งอยู่กับผู้หญิง บอกได้เลยว่าสวย ดูเหมาะสมกันดี นั่งกิน นั่งคุยหัวเราะมีความสุข ดูท่าทางสนิทสนมกันมากไม่เคยจะเห็นภพพูดคุยสนิทสนมกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน แล้วกับคนนี้ ใครกัน แต่ก็แค่นั้นจะคุยจะทำอะไรกับใครก็เป็นเรื่องของมันเลือกที่จะเดินออกมา ทั้งๆที่ไม่ได้อยากจะใส่ใจ แต่ความรู้สึกอึดอัดข้างในนี่คืออะไรวะ ตรงออกมายังไม่ได้กลับหอ ไม่อยากจะกลับไปตอนนี้ ขี่รถวนรอบเมือง กินลมชมวิวไปเรื่อยๆมองดูนาฬิกา จะสี่ทุ่ม
“ใจร้าย” พึมพำเบาๆพอให้มันได้ยิน แต่มันไม่สนใจ เดินออกจากห้องไปเฉย เช็ดเองก็ได้วะลงมือเช็ดตัวเองลวกๆ คือเช็ดแบบขอไปทีอ่ะ เหมือนน้ำแม่งเย็นกว่าปกติ 64 เท่า เวอร์ไปงั้นแหละ แต่มันเย็นจริงๆนะ “ข้าวต้ม กินซะจะได้กินยา” มันเดินมาเหมือนรู้เวลา เอาข้าวต้มหมูมาให้ อืมกำลังอุ่นอยู่เลย ได้มาก็กิน แม้จะรู้สึกขมนิดๆแต่ก็ฝืนกินไปเกือบครึ่ง ไม่ไหวแล้ว“อีกหน่อยซิ กินไปแค่ครึ่งเดียวเอง” มันว่าคะยั้นคะยอ“ไม่ไหวอ่ะ จะอ้วก ต้องกินยาใช่มั้ย เอายามาสิ” บอกมันแบบเอาแต่ใจ ก็มันใจร้ายกับกูก่อนนะมันยื่นยามาให้ พร้อมกับแก้วน้ำ ก็แค่พารากินเข้าไป ยื่นแก้วน้ำคืนก่อนจะนอนหันหลังให้มันตอนนี้ไม่อยากเห็นหน้า อาจจะแปลกๆที่เพื่อนจะมาน้อยใจกัน แต่มันรู้สึกแบบนั้นจริงๆนี่ คนไม่สบายแม่งก็ไม่ยอมตามใจนอนฟังความเคลื่อนไหวของมัน แต่ไม่เห็นจะได้ยินอะไร ออกไปยังวะ ค่อยๆหันไปดู แม่งก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม“ฮึ” ทำเสียงขึ้นจมูกใส่มัน รีบหันกลับไปนอนตามเดิม ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆของมัน ตลกนักรึไง สักพักได้ยินเสียงเคลื่อนไหวแผ่วเบา ก็หันกลับไปดูอีกนั่นแหละ ครั้งนี้มันเดินออกไปแล้ว เออ อยากไปไหน อยากทำอะไรก็เรื่องของมึงไม่สนแล้ว
“เป็นไงบ้างพวกมึง ปิดเทอมเล่นหายหัวไม่ยอมติดต่อกันบ้างเลย” เอกมันถามขำๆ หันไปยักคิ้วหลิ่วตากับภพ ไอ้ภพเองก็เสือกเล่นด้วย “เล่นชู้กันต่อหน้าต่อตาไอ้เทียนเลยนะพวกมึง” น้องหยกชายที่ไม่รู้มาตั้งแต่เมื่อไหร่พูดขึ้น แต่แม่งเหมือนมันจะผอมลงป่าววะ“น้องหยกมึงไปทำเหี้ยไรมาเนี่ยแม่ง หมดแล้วน้องหยกผู้มีอันจะกินของกู” ปากผมมันถามในสิ่งที่สงสัยออกไป“ไม่ใช่น้องหยกของมึง” ไอ้น้องหยกยังไม่ทันจะตอบ ไอ้ภพมันแทรกขึ้นมาซะก่อน ตามมาด้วยเสียงโห่ฮิ้ววว พวกมึงโห่ทำเพื่อ“เออ ไม่ใช่น้องหยกของกู ตกลงมึงไปทำไรมาวะหยก แม่งขี้เหร่ชิบหายเลย” ผมหันไปตอบภพก่อนจะถามย้ำน้องหยกอีกครั้ง“เห้ยจริงดิวะเทียน กูผอมลงแล้วขี้เหร่เหรอ ชิบหายกู ไม่น่าเสือกบ้าจี้อดข้าวตามไอ้ตูนเลย แม่ง” ไอ้หยกมันถามแล้วบ่นๆ ตูนเป็นเพื่อนอีกคนในกลุ่ม จะเป็นคนที่เงียบๆ ไม่ใช่ว่ามันจะนิ่งขรึมอะไรหรอก ออกจะชอบยิ้มจนใกล้จะเหมือนคนบ้าเข้าไปทุกที แต่มันเป็นผู้ชายขี้อาย แค่มีคนไปมองหน้ามันค้างสัก 4 วิ หน้าแม่งจะเห่อแดงขึ้นมาหมดอ่ะ ยิ่งถ้าคนแปลกหน้าจ้องมันค้างแค่ 3 นาที มันเป็นลมใส่จริงๆนะ“เออดิ มึงรู้มั้ยสภาพมึงเหมือนพวกอดอยากหิวโซอะไรประมาณนั้นอ่ะแ
กลับถึงหอบ่ายสาม จากบ้านผมมาหอใช้เวลาเดินทางแค่ครึ่งชั่วโมง ยิ่งถ้ารถไม่ติดแค่ยี่สิบนาทีก็ถึงแล้ว กลับมาก็นอนแผ่กันทั้งสองคน ไม่ได้เหนื่อยอะไรหรอกกำลังอยู่ในอารมณ์ขี้เกียจ แบบไม่อยากทำอะไรกูอยากนอน นิสัยผมเลยล่ะ ชอบนอนที่หนึ่ง ผมเคยนอนหลับเต็มๆถึงสองวันเลยด้วยนะ โคตรภูมิใจ ไม่รู้ทำไปได้ไง แม่งดีนะไม่ตายอยู่ในห้อง เพราะอยู่ห้องคนเดียว ตอนนั้นไอ้ภพมันมีเรื่องด่วน รู้สึกว่าแม่ใหญ่เรียกตัวมันกลับบ้าน“เทียนหอม กว่าจะเรียนจบ มึงว่ากูจะจนกรอบมั้ยวะ” อยู่ๆภพก็พูดขึ้นมา อะไรของมัน“ทำไมครับคุณชายภพ กลัวจนเหรอมึง” ถามมันขำๆ“ป่าว แต่ตอนนี้กูไม่มีอะไรเลยนะ มึงก็รู้นี่ มีแต่ตัว มึงเลี้ยงกูด้วยละกัน” มันว่า หันไปมองหน้า ก็เห็นมันมองผมอยู่ก่อนแล้ว ทั้งปากทั้งตายิ้มแพรวพราวเจ้าเล่ห์ชิบหาย“เหรอ งั้นมึงออกไปเลยนะ ไปอดตายไกลๆกูเลย” ตอบแล้วยกยิ้มใส่มัน คนแบบภพรักไม่อดตายหรอก เท่าที่รู้มันไม่เคยแตะต้องเงินทางฝั่งพ่อมันเลย ที่ใช้จ่ายใช้เป็นค่าเทอมอยู่นี่ก็เป็นเงินฝั่งแม่มันทั้งนั้น แม่มันถึงจะเป็นเมียน้อย แต่ต้นตระกูลก็รวยมาก แม่มันเป็นลูกสาวคนเดียวและมีมันเป็นหลานตาเพียงตนเดียว พอตายายมันเสียสมบัติทั
![พี่ติวเตอร์ครับ...ช่วยสอนผมหน่อยนะครับ[PWP]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






