Mag-log in“เทียนหอม อยากทำ” มันบอกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ทำไรอ่ะ” ถามกลับ มันมองหน้างอนๆ เอ้า มางอนไรกูวะ ก็คนมันไม่รู้ อยู่ๆมาบอกจะทำๆ กูคงมีญาณรับรู้ได้เองหรอกเนอะว่ามึงจะทำอะไร มันไม่ได้ตอบออกมาเป็นคำพูด แต่ก็ทำเอาเข้าใจแจ่มแจ้ง เพราะแม่งเล่นถอดกางเกงตัวเองออกโชว์น้องชายที่แปลงร่างไปครึ่งนึงแล้วอ่ะ ผมได้แต่มองมันที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาทางผม ไม่ได้คิดจะขัดขืนหรอก ดีซะอีกที่มันไม่ได้จมเศร้าไปกับเรื่องพ่อ อ่า จะหาว่าผมเลวก็ได้นะที่ไม่อยากให้มันเสียใจกับการตายของพ่อตัวเอง อะไรที่ทำให้มันมีความสุขตอนนี้ยอมทั้งนั้นแหละ คืนนี้มันอ่อนโยนเป็นพิเศษ จนแทบจะสำลักตาย ทุกอย่างที่มันทำให้บอกไม่ถูกแต่รู้สึกดี สองรอบที่มันทำ อืม ยังไงดี ไม่กล้ามองหน้ามันเลยว่ะ แม้จะตอนนี้ที่มันกำลังเช็ดตัวให้อยู่ บอกแล้วว่าจะไปล้างตัวเองแต่เห็นมันตั้งใจจะทำให้ก็เลยไม่อยากขัดใจ “ถ้าได้อยู่กับมึงแบบนี้ตลอดก็ดี” มันว่าหลังจากที่เรากำลังจะเตรียมตัวเข้านอน “ไอ้หื่น นี่มึงคิดจะเอากูตลอดเวลาเลยรึไง” ว่ามัน พร้อมเอาหมอนข้างหวดใส่แม่ง คิดมาได้นะมึง “ฮ่าๆ คิดมาได้นะมึง” อ้าว เสือกว่าสิ่งที่กูอยากพูดออกมาซะงั้น “ก็มึงจะให้กูคิดไง เสือกพูดขึ้นมาหลังจากที่มึงเอากูเสร็จนี่นะ” บอกมันเฉยๆไม่ได้มีอารมณ์ไม่พอใจอะไรเลย “กูแค่หมายถึง อยากให้มึงอยู่ข้างๆกูตลอดไป ก็แค่นั้น” มันบอกยิ้มๆ เออ กูมันพวกคิดเองเออเองเก่งที่หนึ่งอ่ะ “แล้วตอนนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกันรึไง พอๆหยุดพูด นอนได้แล้ว กูเหนื่อย กูง่วง” ตัดฉับก่อนที่มันจะได้พูดอะไรออกมา ก็แม่งทำให้หัวใจเต้นแรงทำไมวะ ทั้งที่เมื่อก่อนก็ไม่เคยจะเป็นหรอก เออยอมรับก็ได้ว่าเป็นบ้าง แต่ไม่ขนาดนี้ ตั้งแต่โดนมันเอานั่นแหละ รู้สึกมันจะทำอะไรก็ไม่เหมือนเดิมซักอย่าง มองแต่มัน คิดถึงแต่มัน พอมันทำดีด้วยก็ดีใจ หัวใจเต้นแรง ทุกอย่างเหมือนจะชัดเจนขึ้น ไม่ได้อยากจะรู้สึกอย่างนี้ มันเป็นของมันเอง ไม่รู้ด้วยว่าต้องหยุดมันยังไง กูคงไม่ได้เป็นโรคหัวใจหรอกนะ “อืม ฝันดีครับ” เสือกมาพูดเพราะใส่กูอีก “เออ มึงก็ฝันดีด้วยละกัน” บอกมันกวนๆกลบอารมณ์ที่มันอัดอยู่ในอก ได้ยินเสียงมันหัวเราะเบาๆจากนั้นไฟก็ดับลง แล้วต่างคนต่างนอน ผมกับมันจะมีนิสัยเหมือนกันอย่างนึงคือไม่ชอบให้อะไรมาโดนตัวตอนนอน มันอึดอัดแปลกๆ แต่จริงๆตอนไม่รู้สึกตัวก็ไม่ได้เป็นอะไรนะ เพราะเมื่อก่อนเคยตื่นนอนมาเจอไอ้ภพนอนกอดผมอยู่ก็มี หรือผมกอดมันบ้างก็มี ตื่นมาตอนเช้า ยังไม่ได้เข้าไปในงานศพ บ่ายไปงาน อยู่จนดึกก็กลับโรงแรม วนเวียนอยู่อย่างนี้ ไปเที่ยวนู่นบ้างนั่นบ้าง บ่ายก็เข้าในงาน ศพตั้งบำเพ็ญกุศลเจ็ดวัน วัน คืนนี้เป็นคืนงานสวดบำเพ็ญกุศลคืนสุดท้าย แขกผู้หลักผู้ใหญ่ คนใหญ่คนโตที่เคยเห็นแต่ในหน้าหนังสือพิมพ์นี่เดินสวนกันให้สลอน ก็พอจะรู้แหละว่าบ้านพ่อมันเป็นคนมีฐานะทางสังคม แต่ไม่คิดว่าจะขนาดนี้ คืนนี้ภพมันชวนค้างที่วัด เพราะพรุ่งนี้บ่ายจะเป็นกำหนดการเผา ก็ค้างกับมัน นอนเฝ้าศพกันที่ศาลานั่นแหละ ผ่านไปด้วยดี ไม่มีอะไรต้องกลัว รอเก็บกระดูกเสร็จก็เกือบบ่ายสาม ภพมันจะเข้าไปลาคนที่บ้านใหญ่ แต่เค้ารั้งมันไว้ บอกว่าจะต้องอยู่รับรู้พินัยกรรมก่อน ระบุให้เปิดได้ทันทีหลังเผาเสร็จ เออ ดีเนอะแม่ง ผมกะจะไปรอมันที่โรงแรม แต่มันบอกไม่ต้อง ถ้าผมไม่ไปมันก็จะไม่ไป ถ้ามันไม่ไป พินัยกรรมก็เปิดไม่ได้ เลยไม่มีใครว่าอะไร ถึงบ้านใหญ่มันที่ผมเคยมาแค่ครั้งเดียว ไม่น่าอยู่ยังไงก็ยังไม่น่าอยู่อย่างนั้น ย่าของภพเดินนำทุกคนเข้าไปนั่งในห้องรับแขก มีคุณทนายประจำบ้านและทนายของพ่อไอ้ภพสองคนเป็นคนเปิดอ่านพินัยกรรม ยาวยืดเลยล่ะ สมบัติอะไรมันจะเยอะขนาดนั้นวะ บ้านเอย ที่ดินเอย หุ้นบริษัทเอย เงินทองสมบัติในเซฟเอย กูบอกตรงๆเลยว่ามึน สุดท้ายการอ่านพินัยกรรมก็จบลงโดยที่ไม่มีชื่อไอ้ภพ ผมที่มองอยู่แค่มันตลอดไม่เห็นแววเสียใจในตาของมันเลย ดูมันออกจะโล่งใจซะด้วยซ้ำ เป็นผมเองซะอีกที่อดเสียใจแทนมันไม่ได้ พ่อลูกกันไม่ใช่รึไง ทำไมใจร้ายกับมันได้ขนาดนี้วะ “เสร็จเรื่องแล้ว ผมขอลากลับเลยนะครับ” ภพมันบอก และไหว้ลาทุกคน ผมก็ไหว้ตามมัน “เดี๋ยวตาภพ” เป็นแม่ใหญ่ที่เรียกมันไว้ ภพมันหันกลับไปมอง “ครับ” มันรับคำ แต่แววตาของคนในบ้านมองอย่างกับว่า แม่ใหญ่จะเรียกมันไว้ทำไม ไม่เว้นแม้แต่ย่ามันเอง นี่เหรอสายตาของคนในครอบครัว เริ่มจะเข้าใจแล้วว่าทำไมภพมันถึงโล่งอกที่ไม่มีชื่อในพินัยกรรม คงโล่งใจที่ต่อไปไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับคนบ้านนี้อีกละมั้ง นี่อาจจะเป็นความเมตตาของพ่อมันก็ได้ หึ “ตาภพ พินัยกรรมในส่วนของชั้น ชั้นยกให้เธอ” แม่ใหญ่พูด เธอไม่ได้เสแสร้ง ดูรู้ นี่คือความเมตตา แววตาของความห่วงอาทร “ผมขอบพระคุณแม่ใหญ่ แต่ขออนุญาตไม่รับไว้นะครับ ให้มันเป็นไปตามที่คุณท่านท่านต้องการดีกว่าครับ” เอ่อ คือ ต่อหน้าคนในครอบครัว ภพมันเรียกพ่อมันว่าคุณท่านด้วยเหมือนกัน “แม่ดา หล่อนจะอะไรกับมันนักหนา ปล่อยมันไปทั้งอย่างนั้นแหละ” เป็นย่าของมันที่พูดขึ้นมา ผมได้แต่มองท่านอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ถึงว่าทำไมตั้งแต่รู้จักกันภพมันถึงไม่เคยจะยอมกลับบ้าน “ครับ ผมลานะครับ” ภพมันบอกก่อนจะยกมือไหว้ลาอีกครั้ง ในขณะที่ผมเดินออกมาเฉยๆ เอาจริงๆทำใจให้มีมารยาทไม่ลงว่ะ สักพักรู้สึกถึงแรงบีบรัดที่มือ เป็นมือของภพที่เอื้อมมากุมมือผมไว้ “ไม่ต้องโกรธแทนกูหรอก เพราะกูไม่ได้รู้สึกอะไรเลยกับคนพวกนั้น” มันบอก ผมพยายามมองหาความจริงจากหน้ามัน แต่ตอนนี้มันกำลังทำตัวเป็นภพที่ไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ได้ “กูอยู่ข้างๆมึงนะ” บอกให้มันรู้ กระชับมือให้มันมั่นใจว่าข้างๆมันยังไงก็มีผมอยู่ จากนี้ไปขอให้ชีวิตมึงเจอแต่เรื่องดีๆ ขอให้มีแต่ความสุข ได้แต่อธิษฐานให้มันในใจคำขอที่แสนจะธรรมดา อย่างน้อยผมคนนึงนี่แหละที่จะไม่ทำให้มันต้องเสียใจการที่เราเฝ้ารอให้เวลามันเดินไปถึงจุดที่เราอยากให้เป็นมันโคตรจะช้าเลยในความรู้สึก แล้วผมรออะไร ก็รอเวลาเลิกเรียนนะสิ แล้วได้บอกไปยังว่าวันนี้มีลงช็อป โชคดีที่เป็นคาบแรกของการเรียนปฏิบัติการ อาจารย์เลยแค่พูดๆๆไปเกือบชั่วโมงครึ่ง อีกอย่าง วันนี้ทั้งวันไอ้ภพมันไม่คุยกับผมเลย เพื่อนในกลุ่มก็คงสังเกตเห็นนั่นแหละ แค่ไม่มีใครพูดออกมาพออาจารย์ปล่อยผมเป็นคนแรกที่รีบแยกตัวออกไปโดยไม่บอกใคร ไม่ได้ไปไหนหรอก แค่ศูนย์คอมฯหาที่กลบดานเฉยๆ รอให้พวกมันกลับกันก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยไปหอไอ้ภูมิ นั่งตรงเครื่องว่าง ก็ถูกแล้วไง เกิดไปนั่งเครื่องไม่ว่างจะไปแย่งคนอื่นใช้ก็คงไม่งาม จัดการเปิดคอมฯ ล้วงโทรศัพท์ออกมาตั้งเปลี่ยนจากแบบสั่นเป็นเงียบ เชื่อสิ ยังไงก็ต้องโทรมานั่งเล่นคอมฯไปเรื่อยๆจนเกือบสี่ทุ่มหยิบโทรศัพท์ จะกดโทรหาไอ้ภูมิ 67 สายที่ไม่ได้รับ เป็นของไอ้ภพ 46 สาย ที่เหลือก็ ไอ้พวกเพื่อนๆคนอื่นปะปนกันไป ยกเว้นไอ้ภูมิคนนึง กดโทรไปหาไอ้ภูมิบอกให้มันเข้ามารับที่ศูนย์คอมฯ แต่มันบอกไอ้เอกยังอยู่ที่ห้องมันให้รอไปก่อนไอ้เอกกลับห้องเมื่อไหร่จะมารับเอง ไอ้เหี้ยเอก แม่ง ตัดสินใจโทรไปหาไอ้เอก “ไอ้เหี้ยเทียนมึงอยู่ไหน
“เอก มารับหน่อย ที่หอ” โทรไปหาไอ้เอก ก็ไม่อยากไปเองนี่นา ขี้เกียจ“แล้วภพล่ะ” โว้ย ทำไมใครๆก็ต้องถามถึงมันวะ ไม่ได้ตัวติดกันซักหน่อยนะ แค่คิด ไม่ได้ไปพาลใส่เอกมันหรอก“ไม่รู้สิ ตื่นมาก็ไม่เจอแล้ว” บอกมัน“อ่าว แล้วมันไปไหนวะ” ยังถามอีกนะมึง“ไม่รู้ มันไม่ได้บอก” พูดแล้วแม่งก็จี๊ดในอกขึ้นมาเลย “เออๆ เดี๋ยวกูไปรับ ภพมันคงมีเรื่องสำคัญจริงๆถึงได้ไปไม่บอกมึง” ไอ้เอกบอก ยังมีน้ำใจไปแก้ตัวให้ไอ้ภพ ชิ กูไม่สนมันเหอะรอไม่ถึงสิบนาที ไอ้เอกก็มารับตามที่บอก แต่เพราะมีไอ้ภูมินั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถอยู่ ผมเลยต้องไปนั่งเบาะหลัง“เป็นไง โดนเขี่ยทิ้งแล้วละสิมึง” ไอ้ภูมิทักขึ้นมา มันก็แค่ล้อเล่น แต่แม่ง กูจุกจริงว่ะพาลนึกไปถึงเรื่องเมื่อวานที่เห็นไอ้ภพมันอยู่กับผู้หญิง“เออ” ได้แต่รับคำมันไปแบบเนือยๆภูมิมันส่งสายตาเป็นห่วงมาให้ ทำไมวะ กูไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย “เห้ย กูไม่ได้เป็นอะไร พวกมึงคิดอะไรกันอยู่เนี่ย” บอกมันไป ก็แค่เซ็งนิดหน่อยเท่านั้นเอง“เหรอ หน้ามึงมันไม่ได้บอกว่านิดหน่อยเลยไอ้เทียน” ไอ้เอกมันว่ากลับมา หน้ากูมันแสดงอะไรออกไปวะ “อ้าว ก็บอกไม่ได้เป็นอะไรไง” ย้ำอีกครั้งก่อนจะหลับตาลง ไม่อยากพ
กินข้าวเสร็จ ก็ช่วยๆกันเก็บโต๊ะ โหน่งเป็นคนล้างให้ เจ้าตัวอาสาเองด้วยเหตุผลที่ว่า ชั้นเป็นกุลสตรีเพียงหนึ่งเดียว เอากับมันสิพวกมันอยู่เล่นเป็นเพื่อนจนเกือบสี่โมงก็ขอตัวกลับ แต่จนตอนนี้ภพยังไม่กลับมาเลย สำคัญกว่ากูอีกนะธุระมึงอ่ะอยู่คนเดียวก็เบื่อๆ หยิบกระเป๋าตังส์กุญแจรถ กุญแจห้องลงไปข้างล่าง กะแล้วว่ามอไซต์ต้องอยู่ ตรงไปโลตัสหน้ามอ. เดินเล่นในนี้นี่แหละ เดินๆเกือบสองชั่วโมง ไม่รู้ตัวเลยแฮะ ของในรถเข็นก็เยอะแม่งจะขนกลับไปไงวะ ก็เลยต้องเสียเวลาเดินเอาของไปเก็บอีกรอบ เหลือไว้แค่ของที่อยากได้จริงๆเดินออกประตูใกล้ลานจอดรถ มันต้องผ่าน MKไม่ได้ตั้งใจจะมองหรอก ถ้าไม่ใช่หันไปเห็นภพเข้า มันนั่งอยู่กับผู้หญิง บอกได้เลยว่าสวย ดูเหมาะสมกันดี นั่งกิน นั่งคุยหัวเราะมีความสุข ดูท่าทางสนิทสนมกันมากไม่เคยจะเห็นภพพูดคุยสนิทสนมกับผู้หญิงคนไหนมาก่อน แล้วกับคนนี้ ใครกัน แต่ก็แค่นั้นจะคุยจะทำอะไรกับใครก็เป็นเรื่องของมันเลือกที่จะเดินออกมา ทั้งๆที่ไม่ได้อยากจะใส่ใจ แต่ความรู้สึกอึดอัดข้างในนี่คืออะไรวะ ตรงออกมายังไม่ได้กลับหอ ไม่อยากจะกลับไปตอนนี้ ขี่รถวนรอบเมือง กินลมชมวิวไปเรื่อยๆมองดูนาฬิกา จะสี่ทุ่ม
“ใจร้าย” พึมพำเบาๆพอให้มันได้ยิน แต่มันไม่สนใจ เดินออกจากห้องไปเฉย เช็ดเองก็ได้วะลงมือเช็ดตัวเองลวกๆ คือเช็ดแบบขอไปทีอ่ะ เหมือนน้ำแม่งเย็นกว่าปกติ 64 เท่า เวอร์ไปงั้นแหละ แต่มันเย็นจริงๆนะ “ข้าวต้ม กินซะจะได้กินยา” มันเดินมาเหมือนรู้เวลา เอาข้าวต้มหมูมาให้ อืมกำลังอุ่นอยู่เลย ได้มาก็กิน แม้จะรู้สึกขมนิดๆแต่ก็ฝืนกินไปเกือบครึ่ง ไม่ไหวแล้ว“อีกหน่อยซิ กินไปแค่ครึ่งเดียวเอง” มันว่าคะยั้นคะยอ“ไม่ไหวอ่ะ จะอ้วก ต้องกินยาใช่มั้ย เอายามาสิ” บอกมันแบบเอาแต่ใจ ก็มันใจร้ายกับกูก่อนนะมันยื่นยามาให้ พร้อมกับแก้วน้ำ ก็แค่พารากินเข้าไป ยื่นแก้วน้ำคืนก่อนจะนอนหันหลังให้มันตอนนี้ไม่อยากเห็นหน้า อาจจะแปลกๆที่เพื่อนจะมาน้อยใจกัน แต่มันรู้สึกแบบนั้นจริงๆนี่ คนไม่สบายแม่งก็ไม่ยอมตามใจนอนฟังความเคลื่อนไหวของมัน แต่ไม่เห็นจะได้ยินอะไร ออกไปยังวะ ค่อยๆหันไปดู แม่งก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม“ฮึ” ทำเสียงขึ้นจมูกใส่มัน รีบหันกลับไปนอนตามเดิม ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆของมัน ตลกนักรึไง สักพักได้ยินเสียงเคลื่อนไหวแผ่วเบา ก็หันกลับไปดูอีกนั่นแหละ ครั้งนี้มันเดินออกไปแล้ว เออ อยากไปไหน อยากทำอะไรก็เรื่องของมึงไม่สนแล้ว
“เป็นไงบ้างพวกมึง ปิดเทอมเล่นหายหัวไม่ยอมติดต่อกันบ้างเลย” เอกมันถามขำๆ หันไปยักคิ้วหลิ่วตากับภพ ไอ้ภพเองก็เสือกเล่นด้วย “เล่นชู้กันต่อหน้าต่อตาไอ้เทียนเลยนะพวกมึง” น้องหยกชายที่ไม่รู้มาตั้งแต่เมื่อไหร่พูดขึ้น แต่แม่งเหมือนมันจะผอมลงป่าววะ“น้องหยกมึงไปทำเหี้ยไรมาเนี่ยแม่ง หมดแล้วน้องหยกผู้มีอันจะกินของกู” ปากผมมันถามในสิ่งที่สงสัยออกไป“ไม่ใช่น้องหยกของมึง” ไอ้น้องหยกยังไม่ทันจะตอบ ไอ้ภพมันแทรกขึ้นมาซะก่อน ตามมาด้วยเสียงโห่ฮิ้ววว พวกมึงโห่ทำเพื่อ“เออ ไม่ใช่น้องหยกของกู ตกลงมึงไปทำไรมาวะหยก แม่งขี้เหร่ชิบหายเลย” ผมหันไปตอบภพก่อนจะถามย้ำน้องหยกอีกครั้ง“เห้ยจริงดิวะเทียน กูผอมลงแล้วขี้เหร่เหรอ ชิบหายกู ไม่น่าเสือกบ้าจี้อดข้าวตามไอ้ตูนเลย แม่ง” ไอ้หยกมันถามแล้วบ่นๆ ตูนเป็นเพื่อนอีกคนในกลุ่ม จะเป็นคนที่เงียบๆ ไม่ใช่ว่ามันจะนิ่งขรึมอะไรหรอก ออกจะชอบยิ้มจนใกล้จะเหมือนคนบ้าเข้าไปทุกที แต่มันเป็นผู้ชายขี้อาย แค่มีคนไปมองหน้ามันค้างสัก 4 วิ หน้าแม่งจะเห่อแดงขึ้นมาหมดอ่ะ ยิ่งถ้าคนแปลกหน้าจ้องมันค้างแค่ 3 นาที มันเป็นลมใส่จริงๆนะ“เออดิ มึงรู้มั้ยสภาพมึงเหมือนพวกอดอยากหิวโซอะไรประมาณนั้นอ่ะแ
กลับถึงหอบ่ายสาม จากบ้านผมมาหอใช้เวลาเดินทางแค่ครึ่งชั่วโมง ยิ่งถ้ารถไม่ติดแค่ยี่สิบนาทีก็ถึงแล้ว กลับมาก็นอนแผ่กันทั้งสองคน ไม่ได้เหนื่อยอะไรหรอกกำลังอยู่ในอารมณ์ขี้เกียจ แบบไม่อยากทำอะไรกูอยากนอน นิสัยผมเลยล่ะ ชอบนอนที่หนึ่ง ผมเคยนอนหลับเต็มๆถึงสองวันเลยด้วยนะ โคตรภูมิใจ ไม่รู้ทำไปได้ไง แม่งดีนะไม่ตายอยู่ในห้อง เพราะอยู่ห้องคนเดียว ตอนนั้นไอ้ภพมันมีเรื่องด่วน รู้สึกว่าแม่ใหญ่เรียกตัวมันกลับบ้าน“เทียนหอม กว่าจะเรียนจบ มึงว่ากูจะจนกรอบมั้ยวะ” อยู่ๆภพก็พูดขึ้นมา อะไรของมัน“ทำไมครับคุณชายภพ กลัวจนเหรอมึง” ถามมันขำๆ“ป่าว แต่ตอนนี้กูไม่มีอะไรเลยนะ มึงก็รู้นี่ มีแต่ตัว มึงเลี้ยงกูด้วยละกัน” มันว่า หันไปมองหน้า ก็เห็นมันมองผมอยู่ก่อนแล้ว ทั้งปากทั้งตายิ้มแพรวพราวเจ้าเล่ห์ชิบหาย“เหรอ งั้นมึงออกไปเลยนะ ไปอดตายไกลๆกูเลย” ตอบแล้วยกยิ้มใส่มัน คนแบบภพรักไม่อดตายหรอก เท่าที่รู้มันไม่เคยแตะต้องเงินทางฝั่งพ่อมันเลย ที่ใช้จ่ายใช้เป็นค่าเทอมอยู่นี่ก็เป็นเงินฝั่งแม่มันทั้งนั้น แม่มันถึงจะเป็นเมียน้อย แต่ต้นตระกูลก็รวยมาก แม่มันเป็นลูกสาวคนเดียวและมีมันเป็นหลานตาเพียงตนเดียว พอตายายมันเสียสมบัติทั







