LOGIN“คุณหนูแสดงความขี้เกียจออกมาเร็วเกินไปแล้วนะคะ” แม่นมพูดด้วยความอ่อนใจ เพราะเธอเองก็จนปัญญาเหมือนกัน จะบังคับมากเกินไปก็ไม่ได้
“แม่นมไม่ต้องบังคับคุณหนูมากเกินไปหรอกค่ะ การคาดคั้นเด็กที่มีไอคิวไม่มาก มันเป็นความรุนแรงอย่างหนึ่งเหมือนกัน หลักสูตรการสั่งสอนลูกหลานแบบใหม่ออกมานานแล้ว”
“รบกวนแม่นมจดจำเอาไว้ด้วยนะคะ เรื่องนี้มีผลบังคับใช้ทั้งประเทศ หากมีใครมาเห็นเข้าแล้วนำไปแจ้งทางการ พวกเราจะซวยกันหมดนะคะ” เลขาส่วนตัวพยายามห้ามปราม
“ครับ ผมตั้งใจขี้เกียจเอง” เขาไม่อยากอธิบายต่อว่าใจจริงไม่ได้ชอบขี้เกียจหรอก แค่มาตรฐานความขยันที่มีต่อบุตรสายตรงของตระกูลวรวงศ์มันสูงมากเกินไปต่างหาก
ทั้งครอบครัวนอกจากเขาไอคิวค่อนข้างสูงกว่ามาตรฐานกันหมดยังพอเข้าใจ แต่ความขยันบ้าบิ่นนี่มันคนละเรื่องกันเลย ฉลาดขนาดนั้นแถมยังขยันอีก ก็ยิ่งเก่งขึ้นไปอีก
โชคดีที่เกิดเป็นลูกคนเล็กเลยไม่ถูกกดดันมากเกินไป แถมพี่สาวทั้งสองคนดันอยู่ภายใต้การกดดันได้ดีมาก ทุกอย่างเลยลงตัวแบบงงๆ
โชคดีที่บุตรชายคนเล็กตระกูลวรวงศ์ไอคิวระดับทั่วไป เริ่มเรียนรู้ช้าไปสามปี ปกติกฎระเบียบในบ้าน และเรื่องราวต่างๆ ภายในตระกูลใหญ่มักถูกสอนเป็นบทเรียนตั้งแต่อายุห้าขวบ
การเรียนพื้นฐานทั่วไปของครอบครัวธรรมดา และการศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนอนุบาล จะเริ่มถูกสอนตั้งแต่พูดได้ในตระกูลใหญ่อยู่เสมอ
เพราะเป็นสิ่งที่แลกมากับความสุขสบายและการปกป้องประเทศชาติบ้านเมืองในสถานการณ์ที่ไม่สงบสุขเช่นนี้ จำเป็นต้องทำทุกอย่างเพื่ออนาคตของคนรุ่นต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
“ตอนนี้คุณหนูอายุสิบสองขวบแล้วนะคะ ออกงานใหญ่ครั้งนี้ ระมัดระวังตัวให้มาก เพราะว่ามีแขกจากฝั่งภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย อาจจะเกิดปัญหากระทบกระทั่งกัน”
แม่นมพยายามเตือนด้วยความเป็นห่วง เพราะคุณหนูของเธอค่อนข้างใจร้อนแถมยังเอาแต่ใจเสมอ วันนี้หากมีเรื่องขึ้นมาจะกระทบเป็นวงกว้าง ไม่สามารถจัดการแบบที่ผ่านมาได้
“ครับ ผมจะระวัง” บีระพัฒน์ขานรับด้วยความไม่เต็มใจสักเท่าไหร่
เพราะทุกครั้งที่มีปัญหามักเกิดจากคนอื่นมาหาเรื่องเขามากกว่า ตนไม่ได้ออกไปหาเรื่องสักหน่อย วันๆ วุ่นวายแต่กับการพูดถึงความฉลาด การตรวจสอบไอคิวทุกห้าปี
กรอยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลใหญ่ โคตรจะเป็นปัญหารุมเร้ามาตลอดหลายปี ขนาดเป็นลูกคนเล็กยังต้องทนฟังคำพูดเสียดสีพวกนั้นอยู่ร่ำไป
งานพบปะของกลุ่มเด็กด้วยกันมีอายุตั้งแต่สิบขวบไปจนถึงสิบห้าปี เรียกว่าพบกันด้วยอายุไม่ห่างกันมากเกินไป และไม่มีใครดูแก่หรืออ่อนไปกว่ากันเท่าไหร่
“พี่สาวสองคนของตระกูลวรวงศ์ออกจะเก่งขนาดนั้น แต่ทำไมน้องชายถึงดูธรรมดามาก มันแตกต่างกันไปจริงๆ”
“ยังกับเก็บเด็กมาเลี้ยงมากกว่าเป็นสายเลือดเดียวกัน”
“หรือว่าความจริงแล้วเป็นลูกเลี้ยงกันแน่”
“นั่นสิ เพราะแตกต่างกันเกินไปหน่อย”
เสียงซุบซิบนินทาว่าร้ายที่จงใจทำให้เขาได้ยินนั้น มักเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งในงานพบปะคนรุ่นเดียวกัน มีเพียงเพื่อนสนิทและคนสนิทไม่กี่คนที่จะไม่พูดเรื่องเหล่านี้
“โอ๊ย! จะเห่าหอนอะไรเยอะแยะ คนจะกินข้าวนะเว้ยเฮ้ย ทำไมไม่ไปพูดตรงอื่น ที่ทางมีมากมาย มาทำให้คนอื่นเขาท้องอืดหาพระแสงอะไรวะ”
ชินภัทรบ่นออกมาด้วยความไม่พอใจทันที เพราะว่าหิวข้าวมาตั้งแต่กลางวันแล้วต้องมาร่วมงานตอนเย็น ทำให้มัวแต่หาเสื้อผ้าใส่ให้เข้ากับงานจนแทบไม่มีเวลากินข้าว
“นั่นสิ หิวจะตายอยู่แล้ว อย่ามาทำให้คนอื่นท้องอืดได้ไหม ไปทะเลาะกันตรงอื่น” จินเจตบ่นด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เช่นกัน
“ถ้ายังมีเสียงเห่าหอนที่ทำให้ฉันท้องอืดอีกล่ะก็...พ่อจะเอาส้อมแทงหัวเข้าให้ หงุดหงิดชะมัด” ชินภัทรพูดด้วยน้ำเสียงดุดันพลางชี้ส้อมไปทางกลุ่มเด็กปากเสียทั้งกลุ่ม
เนื่องจากทุกคนรับรู้แล้วว่าเด็กหนุ่มคนนี้ได้รับการดูแลจากตระกูลอะไรเป็นพิเศษ แม้ว่าตระกูลอุดรภาคจะเป็นตระกูลรับใช้โดยตรง
ก็ไม่มีความจำเป็นต้องให้การคุ้มครองมากนัก แต่ยามนี้ชื่อของชินภัทร อุดรภาค ได้รับการยืนยันว่าเป็นหนึ่งในเด็กที่ได้รับการอุปการะและให้การสนับสนุนทุกด้าน
จากคุณชายนนท์ภัทร ภูทนินทร์ ว่าที่ประมุขตระกูลคนต่อไป ด้วยนิสัยแปลกประหลาด และความสามารถรอบด้านดุจสัตว์ประหลาด
ทุกคนจึงเกรงกลัวบารมีด้านหลังของเด็กหนุ่มคนนี้ทันที ทุกคนจึงสงบปากสงบคำทันที
ชินภัทรตอบกลับพลางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ที่จินเจตเริ่มเปิดสงครามน้ำลาย เขาเองก็พร้อมสู้รบเสมอ ยังไงเพื่อนอีกสองคนก็ไม่คิดจะเข้าร่วมสังเวียนแต่แรก “ตามตัวเจอแล้วไอ้เวร รีบกลับกันเร็วมีเรื่องต้องกลับไปรายงาน” จินเจตวิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยความรีบร้อน “ไม่ต้องรีบร้อน บอกไอ้คุณกับไอ้เจตว่าไม่ต้องทำ ทุกอย่างฉันจัดการหมดแล้ว” ชินภัทรบอกพลางตบไหล่เพื่อนสนิทให้ใจเย็นลงด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง “จริงดิ พวกเราไม่ต้องอดตาหลับขับตานอนแล้วใช่ไหม” “จริงแท้แน่นอน เรื่องงานใครจะมาหลอกมึง จะโง่ก็ให้มันพอประมาณได้ป่ะ” “แหมพอฉลาดกว่ากูเข้าหน่อยทำเป็นอวดเชียวนะมึง อย่าถึงทีมึงโง่บ้างแล้วกัน”
เพราะข้อมูลที่อ่านมาก่อนสอบนั้นเป็นเพียงการคาดเดา และความเป็นไปได้ถึงสี่ครอบครัวที่กำลังมีภัย บุคคลตรงหน้าคือเป้าหมายคนปัจจุบันที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในตอนนี้ แบบนี้คงไม่ต้องไปสืบหาที่ไหน เพราะภารกิจอยู่ตรงหน้าแล้วไงล่ะ “ไม่ทราบว่าพอจะช่วยฉันได้หรือเปล่า” บีระพัฒน์เห็นอีกฝ่ายเงียบไปหลายนาทีจึงเกิดความร้อนใจ เลยพยายามถามอีกครั้งเพื่อต้องการคำตอบ กลืนศักดิ์ศรีของราชวงศ์เศษเสี้ยวอันน้อยนิดไปหมดสิ้น ตอนนี้หน้าตามันจะไปสำคัญอะไร หากไม่มีชีวิตอยู่ เกียรติยศมันก็ไม่มีความจำเป็นหรอก “เอาเป็นว่าผมจะช่วยคุณแล้วกันครับ ในฐานะพี่น้องร่วมสถาบันเดียวกัน แต่ว่าเรื่องค่าใช้จ่ายคงจะสูงกว่าที่คิด เพราะเรื่องนี้มันใหญ่เกินกว่าที่ผมจะโอบไว้”&nb
“ผมได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากตระกูลอุดรภาคและจากตระกูลภูทนินทร์มาอย่างดี ไม่จำเป็นต้องให้คนจากฝั่งภาครัฐยื่นมือเข้ามาสอดหรอก” “จะเห่าใส่ใครก็ช่วยแหกตาดูหน่อยเถอะ ว่าอีกฝ่ายเขาทำอะไรได้บ้าง เอาแต่ปากดีแบบนี้ระวังจะโดนตัดลิ้นนะครับ ไหนบอกว่ามีหน่วยข่าวกรองที่แม่นยำไง” “คงรู้ใช่ไหมว่าลำพังบอดี้การ์ดแค่ห้าคนตรงหน้า ไม่สามารถปกป้องคุณจากผมได้เลยสักนิด แค่ขยับนิดเดียวน่าจะตายกันหมดแล้ว” “บอกเจตนาที่แท้จริงของคุณออกมาซะ ก่อนที่ผมจะหมดความอดทนแล้วไล่อัดให้น่วมทุกคน อย่างไรเสียตระกูลของผมสูงส่งกว่าตระกูลธรรมดาทั่วไปของคุณแน่นอน” ชินภัทรตัดสินใจพลิกสถานการณ์กลับมาด้วยการฟาดทางฝีปากไม่ยั้งมือเลยสักนิด จะต่อว่าเขายังไงก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่การมาด่ามารดา คุณชาย
“คุณชายเล็กเมื่อเติบโตขึ้นก็มาล้างอันดับด้วยคะแนนที่สูงกว่าทั้งหมด” “ผมไม่ได้รู้สึกว่าการเป็นหนึ่งในสิบแข็งแกร่งหรอกครับ พอดีเห็นอะไรแบบนี้อยู่ทุกวัน ผมปลงกับอันดับเหล่านี้ไปหมดแล้ว” ชินภัทรตอบพลางถอนหายใจด้วยความห่อเหี่ยว สมัยก่อนยังไร้เดียงสานัก คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าพี่น้องในบ้าน แปลว่าแข็งแกร่งที่สุด เมื่อออกมาโลกภายนอกถึงรู้ว่ายังมีผู้แข็งแกร่งกว่ามากมาย “บางเรื่องคุณดูโตกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก สมแล้วที่ได้รับการสั่งสอนมาจากตระกูลภูทนินทร์ แต่สรุปแล้วคือไปบ้านฉันสักหนึ่งปีนะ ตกลงไหม” “ไม่ต้องห่วงว่าผมจะเอาเปรียบคุณ ทั้งค่าใช้จ่ายในการเรียนอบรมและค่าจ้างบอดี้การ์ด ผมจะเป็นคนออกให้ทั้งหมด มีอะไรขัดข้องตรงไหน” บีระพัฒน์ถามกึ่งบังคับเพราะมีเ
ชินภัทรไม่ใช่คนที่เข้าสังคมเก่งเท่าไหร่ เลยพยายามประดิษฐ์คำพูดเท่าที่จะพูดอวยพรให้ได้ แถมยังรู้สึกตื่นเต้นกับความบังเอิญได้เข้าใกล้หนึ่งในเป้าหมายอยู่หลายครั้ง “ฮ่าๆๆ ขอบคุณนะ คุณรู้สึกทำให้ผมเอ็นดูสุดๆ ไปเลย อายุเท่าไหร่เนี่ย” บีระพัฒน์อดที่จะหัวเราะอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดูอย่างที่เอ่ยปากออกไป สมกับเป็นเจ้าเด็กที่ชอบเอาแต่ศึกษาเล่าเรียน จนไม่ค่อยเข้าสังคมเท่าไหร่ จะเห็นหน้าตาสักครั้งต้องเป็นงานใหญ่พอสมควร กับงานระดับชาติเท่านั้นแหละ ใบหน้าหล่อเหลากับเรือนผมสีชมพูนี้มันหาดูยากจริงๆ เห็นตอนแรกย้อมสีส้ม ตอนนี้เปลี่ยนเป็นชมพูกลับทำให้น่าเอ็นดูมากกว่าเดิม “สิบห้าครับ แล้วคุณล่ะบีระพัฒน์ล่ะครับ” เด็กหนุ่มตอบพลางเช็ดเหงื่อที่เริ่มไหล่ซึมจนเห็นได้ชัด ปกติไม่ค่อยใช้วาจาเป็นทางการแบบคุณชาย
“ดิฉันจะดำเนินการเอกสารให้ท่านทันทีค่ะ” เลขาส่วนตัวบอกพลางเดินออกไปจากห้องทำงานทันที บีระพัฒน์คิดว่าเส้นทางที่ตนเองต้องการจีบคนจากตระกูลคนละขั้วอำนาจอาจเป็นเรื่องยากกว่าที่คิด แม้จะไม่มีคนที่บ้านคอยขัดขวางก็ตาม ระหว่างที่กำลังจัดผ้าพันคอของตนเองในห้องสมุด หยิบกระจกใบเล็กมาส่องเพื่อจัดทรงผมสีส้มที่ชี้ไปมาจากการแอบงีบภายในห้องสมุดสักหน่อย เมื่อลืมตาขึ้นกลับพบว่าใครบางคนกำลังจ้องมองตนเองอย่างเปิดเผย ถือเป็นเรื่องพบได้ยากที่จะมีใครกล้าทำแบบนี้กับเขา จึงไม่ลังเลที่จะดันแว่นเข้าไปให้ชิดกว่าเดิมแล้วมองอย่างตั้งใจ ปรากฏว่ากลับเป็นใครบางคนที่คิดถึงอย่างสุดหัวใจมาตลอดหลายปี ด้วยการร่ำเรียนมาอย่างดีทำให้สามารถปรับเปลี่ยนสีหน้าได้รวดเร็ว แม้ในใจจะสั่นไหวมากแค่ไหนก็ตาม เหมือนใครบางคนกำลังตกตะล







