Se connecterอาทิตย์ต่อมา
สนามแข่งมวยใต้ดิน Muay Thai Championship
ห้องแต่งตัวของริงเกิร์ล
“เธอคือคนที่จะมาแทนยัยไลลาใช่ไหม?” ฉันยืนตัวเกร็งมองพี่ผู้ชายหน้าสวยที่กำลังเอาแต่มองสำรวจฉันไม่หยุด ไม่เพียงแค่มองอย่างเดียว แต่พี่คนนี้ส่งเสียงไม่พอใจออกมาด้วย พี่เขาน่าจะเป็นพี่มดคนที่จ้างงานไลลาสินะ
“ใช่ค่ะ” ฉันพยักหน้าตอบพี่มดพร้อมกับเอ่ยคำพูดสุภาพออกไปด้วย
“เฮ้อ เธอน่ะสวยนะ แต่ดูท่าแล้วฉันคงต้องโมเธอใหม่ทั้งตัว แล้วเวลาก็ยิ่งมีน้อยอยู่ด้วย” ฉันได้แต่ยิ้มน้อยไปให้แทน ก็แอบหน้าเสียอยู่นะที่โดนพูดแบบนี้ เหมือนกับพี่มดจะหมายความว่าฉันไม่ค่อยจะดูแลตัวเองสักเท่าไหร่ ซึ่งมันก็จริง ฉันแต่งหน้าไม่เป็น เสื้อผ้าก็ใส่ตามแต่ที่คุณแม่ซื้อมาให้หรือไม่ก็แม่บ้านเตรียมไว้ให้เท่านั้น
“แล้วนี่มาเวทีมวยหรือจะไปเข้าวัดทำบุญกันแน่ ดูแต่งตัวเข้าสิ” พี่มดพูดจบก็เดินมาเข้าจับฉันหมุนตัวไปมา ชุดที่ฉันใส่อยู่เป็นชุดเดรสยาวสีขาวลายลูกไม้ ฉันว่ามันดูเรียบร้อยออกนะ
“อีผิง! อีผิงงงงงง!!!” ฉันสะดุ้งตัวเล็กน้อยเมื่อยู่ดี ๆ พี่มดก็ตะโกนเสียงดังเรียกหาคนที่ชื่อผิงขึ้นมา
“มาแล้วค่าคุณแม่ ตะโกนซะเสียงดังเชียว” ไม่นานก็มีผู้ชายร่างท่วมเปิดประตูห้องเข้ามาพร้อมกับพูดด้วยเสียงที่คล้ายกับผู้หญิง
“มัวแต่ไปดูผู้ชายนะมึงนี่! จัดการโมยัยนี่ใหม่ซะ แล้วอย่าทำให้กูขายหน้าล่ะ” พี่มดพูดด้วยเสียงโมโห พร้อมกับชี้มาที่ฉันในตอนพูดประโยคหลัง
“ว้าย! ตายแล้ว แม่! ไม่ได้ปะ จะให้แม่ชีมาเป็นริงเกิร์ลเหรอ” เอิ่ม...ฉันควรทำไงดี ฉันไม่ใช่แม่ชีน้า
“อีโง่! มึงอย่ามากวนประสาทกูนะ” ฉันได้แต่ฟังบทสนทนาพร้อมกับน้ำเสียงและท่าทางของทั้งสองคนด้วยความสนอกสนใจ มันดูน่ารักและแปลกใหม่สำหรับฉันดี เป็นการคุยกันที่เหมือนจะด่ากันแต่ก็ไม่ใช่ จะทะเลาะกันก็ไม่เชิง
“แหมแม่ก็ อย่าวีนสิคะอย่าวีน เดี๋ยวแก่ไวจะไม่สวยเอานะแม่นะ” พี่อีกคนพูดจบพี่มดก็สะบัดหน้าเดินออกไปเลยด้วยท่าทางเชิด ๆ ส่วนพี่อีกคนก็เดินตามไปปิดประตูห้องลงแล้วค่อยเดินเข้ามาหาฉันที่ยืนเงียบได้สักพักใหญ่ ๆ แล้ว
“น้องมาแทนอีไลลามันใช่ไหมจ๊ะ?” พี่เขาเดินจูงมือฉันให้ไปนั่งลงที่เก้าอี้ตรงหน้ากระจกบานใหญ่ยาว ที่มีหลอดไฟประดับรอบขอบกระจกหลายดวง
“ใช่ค่ะ พอดีไลลาเธอมีปัญหานิดหน่อยเลยให้หนูมาแทน” พี่เขาพยักหน้าพร้อมกับเดินไปจัดการกับกองเครื่องสำอาง
“เจ้ชื่อผิงเนอะน่าจะได้ยินแล้ว ว่าแต่น้องชื่อวาริสใช่ไหม?” พี่ผิงพูดไปก็จัดการเลือกเครื่องสำอางไป
“ใช่ค่ะ ว่าแต่จะต้องโมใหม่ทั้งตัวเลยจริง ๆ เหรอคะพี่ผิง” ฉันพูดไปก็มองหน้าพี่ผิงผ่านกระจกไปด้วย
“วาริสลูก หนูน่ะสวยนะ แต่ลุกของหนูมันไม่เข้ากับสาวริงเกิร์ลสักเท่าไหร่ เพราะงั้นเชื่อฝีมือเจ้ค่ะ เดี๋ยวเจ้จัดการให้ไม่มีใครจำหนูได้เลย เจ้ได้ยินเรื่องของหนูมาจากอีไลลาแล้วไม่ต้องกังวลไป เชื่องานเมคอัพอาร์ติสระดับโปรคนนี้ได้เลย” นี่สินะที่ไลลาบอกจะจัดการให้ เรื่องที่ว่าจะไม่มีใครจำฉันได้ ถึงการแข่งขันในสนามมวยแห่งนี้น่าจะไม่มีคนรู้จักของฉันก็ตาม แต่ยังไงฉันก็ต้องเซฟตัวเองไว้ก่อนดีที่สุด
เวลาผ่านไปสองชั่วโมง
“ปังมาก! ปังไม่ไหว!” พี่ผิงพูดขึ้นพร้อมกับดีดนิ้วเสียงดังอย่างพึงพอใจ ฉันแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง คนในกระจกตอนนี้คือฉันจริง ๆ เหรอ เครื่องสำอางมันเปลี่ยนคนได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย
“พี่ผิงเก่งมากเลย ไม่เชื่อเลยว่านี่คือวาริสเอง เกือบจะจำตัวเองไม่ได้แล้ว” ในระหว่างสองชั่วโมงที่ผ่านไปฉันกับพี่ผิงเริ่มจะสนิทกันมากขึ้น พี่เขาชวนคุยเก่งมาก จนทำให้ฉันไม่เขินไม่อายและกล้าพูดคุยกับพี่ผิงมากขึ้น
“บอกแล้วว่าให้เชื่อฝีมือเจ้” พี่ผิงกอดอกยักคิ้วส่งมาให้ฉันผ่านกระจกที่ฉันกำลังใช้มองสำรวจตัวเองอยู่
“ไม่น่าเชื่อเลย” ฉันพูดกับตัวเองเบา ๆ พร้อมกับลุกขึ้นยืนแล้วก้มตัวเข้าหากระจกให้ใกล้มากขึ้น เพื่อจะมองตัวเองอีกรอบชัด ๆ
“เลิกดูได้แล้ว เจ้ว่าเราไปลองชุดกันก่อนดีกว่า เหลือเวลาน้อยแล้ว” ฉันจึงพยักหน้าพร้อมกับเดินตามพี่ผิงไปอีกมุมของห้อง ตอนเข้ามาฉันเห็นราวเสื้อผ้าพวกนี้แล้วล่ะ แต่ตอนนั้นไม่ได้สนใจ พอมาดูอีกรอบแต่ละชุดก็เล่นเอาทำฉันขวัญหายเลย
“พี่ผิงคะ วาริสต้องใส่ชุดนี้จริง ๆ เหรอ” ฉันยืนทำหน้าเศร้าส่งไปให้พี่ผิงที่เดินถือชุดเดรสสั้นสีเงินระยิบระยับผ่ากลางลึกถึงใต้ราวนม มันโป๊มาก โป๊สุด ๆ
ตอนนี้ครอบครัวฉันกับครอบครัวโลคากำลังมีปิกนิกและเที่ยวด้วยกัน หลังจากออกโรงพยาบาลฉันก็ต้องกลับไปเรียนใหม่อีกครั้งจนจบออกมาในที่สุด และก็ได้พบว่าตัวเองตั้งครรภ์อ่อน ๆ ขึ้นมา ซึ่งก็ไม่ต้องถามหาเลยว่าใครเป็นพ่อ เพราะฉันนอนแค่กับแบล็คคนเดียวนั้นจึงทำให้เราแต่งงานกันหลังจากที่เรียนจบ แล้วก็มีลูกด้วยกันหนึ่งคน ชื่อว่า น้องบีว่าน้องบีว่าเป็นลูกสาวของเราที่ได้นิสัยแบล็คไปหมดเลย ลูกสาวของฉันห้าวมาก ไม่ได้ฉันไปเลยสักนิด ยกเว้นหน้าตาเพียงอย่างเดียวที่คล้ายกับฉันแล้วแบล็คก็อีกคน หวงลูกสาวมาก ใครเข้าใกล้ไม่ได้เลย ขนาดลูกของเพื่อนอย่างโลคาก็ยังตามไปด่าลูกเขาอีกบีว่าเป็นเด็กห้าว ทำให้เข้ากับคราเคนลูกชายของโลคาได้ดีเลย สองคนนี้ชอบชวนกันไปเล่นอะไรแรง ๆ และพิเรนทร์ตลอด ทุกครั้งมักจะมีแผลกลับมาบ้านจนฉันชินแล้วแต่สำหรับแบล็คคือไม่ชิน แบล็คจะตามไปด่าโลคาตลอดให้ลูกชายเลิกยุ่งกับลูกสาวของเขา ซึ่งโลคาเองก็ทำหูทวนลมไป“อย่าถือสาเลยนะเลเน่” ฉันหันไปทำหน้าขอโทษขอโพยที่แบล็คพูดคำหยาบให้เด็กอย่างคราเคนได้ยิน แต่คราเคนเองก็แสบไม่เบา ไม่ได้รู้สึกกลัวแบล็คเลย แถมยังมีท่าทีเหมือนพ่อตัวเองกับแบล็คซะอีก ถอดแบบมาเป
“คุณยายต้องช่วยลูกของแม่แน่เลย ไม่ต้องคิดให้ปวดหัวหรอกลูก พักผ่อนเถอะ” คุณแม่ฉันเดินเข้ามาปลอบใจเสร็จก็ขอตัวกลับไปทำงานกันต่อ โดยที่ฉันเป็นคนบอกเองว่าไม่ต้องเป็นห่วงในส่วนของแบล็คเขาก็ยังคงก้มหน้านั่งอยู่แบบนั้นไม่พูดไม่จา“แล้วนั่นจะนั่งเป็นพระเอกเอ็มวีอีกนานไหม วาริสก็อุตส่าห์ตื่นขึ้นมาแล้ว เลิกรู้สึกผิดสักที” ไลลาตะโกนใส่แบล็ค ฉันได้แต่มองสิ่งที่ไลลาพูดด้วยความรู้สึกงงงวย“เกิดอะไรขึ้นเหรอไลลา แล้วพี่นพีล่ะ” ฉันถามไลลาออกไปเมื่อแบล็คไม่ได้ตอบโต้อะไรไลลา และไลลาเองก็ส่ายหน้าแล้วหันมามองฉันแทน“ถูกจับเข้าคุกไปแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะโดนประหารต่อ มันทำเลวหลายอย่าง สมควรแล้วที่จะโดนแบบนั้น” ไลลาพูดจบฉันเองก็แอบตกใจเหมือนกัน แต่ก็นะ คนเราทำแบบนั้นผลกรรมก็สนองคืนแบบนั้น“แล้วเรื่องบะ...แบล็ค...” ฉันพูดเบา ๆ กับไลลาแล้วก็เงียบลง“ไอ้แบล็คมันไม่กล้าสู้หน้าแก มันเอาแต่โทษตัวเองที่แกเป็นแบบนี้ไปก็เพราะมัน รู้ไหมมันถึงกับไปบ้านแกเพื่อไปกราบขอโทษพ่อแม่แกเลยนะ แถมยังดูแลแกทุกวันไม่ห่างมาตั้งแต่วันแรกที่แกเข้าโรงบาลจนวันนี้ที่แกตื่นขึ้นมา” ฉันพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่ไลลากระซิบพูดข้างหู“ขอเวลาหน่อย
มันเป็นภาพที่ฉายไปอย่างรวดเร็ว เดี๋ยวก็มีแสงแดดเดี๋ยวก็มืด ในเวลาเพียงไม่กี่วิแต่กลับเปลี่ยนคนไปมาอย่างรวดเร็ว เดี๋ยวก็มีพ่อแม่ฉันเดี๋ยวก็มีไลลา และสุดท้ายก็จบลงที่แบล็คในตอนกลางคืน ภาพฉายที่ฉันเห็นบ่อยสุดก็คือเขาดูเหมือนเขาจะอยู่ข้างฉันตลอดเลยในช่วงเวลากลางคืน“ฮึก!” และก่อนที่ภาพจะหายไปสิ่งสุดท้ายที่ฉันเห็นคือภาพที่แบล็คกำลังจรดริมฝีปากลงที่หน้าผากของฉัน ใบหน้าของเขามันดูเศร้ามาก ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำตามันได้ไหลออกมาตอนไหน ฉันรู้แต่ว่าตัวเองสะอึกร้องไห้ออกมาด้วยใจที่บีบหนักมาก“อะไรที่เขาเคยทำไม่ดีก็ให้มันแล้วต่อกันไปเถอะนะลูก ดูตอนนี้สิ หนูน่าจะมองออกแล้วใช่ไหมว่าเขารักหนูมากแค่ไหน ลองให้โอกาสเขาได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งดีไหมจ๊ะ” คุณยายวางมือลงที่ไหล่ของฉัน ท่านส่งยิ้มมาให้อย่างอ่อนโยนฉันได้แต่ยิ้มตอบท่านและก็หันกลับไปมองที่เดิมต่อ แม้ตอนนี้มันจะเห็นเพียงแค่หมอก ไม่ได้เห็นภาพเหมือนเมื่อกี้แล้ว แต่ทุกความรู้สึกมันกลับยังคงตราตรึงอยู่ในใจของฉันไม่หายไปไหน“หนูคงไม่สามารถกลับไปอีกได้แล้ว ตอนนี้หนูตายไปแล้วใช่ไหมคะคุณยาย” ฉันหันไปมองท่านด้วยใบหน้าเศร้า การที่ได้มาเจอคุณยายที่นี่ก็น่าจ
“หุบปาก! มึงก็อีกคนอีตัวดี กูอุตส่าห์ทำดีกับมึงแทบตายเสือกมาตลบหลังกูโดยการไปยุ่งกับมัน!” พี่นพีล็อกคอฉันให้แน่นขึ้น พร้อมกับใช้ปลายกระบอกปืนจี้มาที่ขมับของฉันแรงขึ้นอีก“ปล่อยตัวประกันซะ” ทางตำรวจตะโกนมาอีกครั้งพร้อมกับจ่อปืนมาทางเราเช่นกัน“ถ้าใครเดินเข้ามาอีกก้าวเดียวหัวอีนี่ได้กระจุยแน่!” พี่นพีตะโกนดังลั่นพร้อมกับค่อย ๆ เดินก้าวถอยหลังไปเรื่อย จนออกมาหน้าห้องที่มีตำรวจอยู่ ฉันเดินไปพร้อมกับพี่นพีโดยการที่โดนพี่เขาบังคับให้เดิน“…” แบล็คเองก็มองฉันด้วยสายตาที่เหมือนเป็นห่วง แต่เขาไม่สามารถเดินตามเรามาได้“พี่นพีอย่าทำแบบนี้เลยนะคะ มอบตัวเถอะ” เราเดินมาจนถึงชั้นจอดรถแล้ว ฉันก็เพิ่งจะเริ่มกล้าพูดอะไรขึ้นมาบ้างหลังจากที่โดนเขาลากเข้าลิฟต์จนมาถึงยังชั้นจอดรถ“อย่ามาอวดดีสั่งสอนกู!” พี่เขาจับฉันหันกลับหมุนตัวไปมองหน้าเขาอย่างไว พร้อมกับมือหยาบจับเข้าที่คางของฉัน แรงบีบก็เริ่มต้นขึ้นจนฉันรู้สึกเจ็บ“ปล่อยเธอ! แล้วมึงอยากจะหนีไปที่ไหนก็ไป ขอแค่ปล่อยเธอซะไอ้นพี กูสัญญาว่าจะไม่พูดอะไรกับตำรวจ” เสียงของแบล็คดังขึ้นจากทางด้านหลัง ฉันไม่รู้ว่าเขามาได้ยังไง แต่พอโดนจับให้หันไปมองก็เห็นแค่เพียง
“นี่คุณ!” ฉันเรียกคนตรงหน้าเสียงดังเมื่ออยู่ดี ๆ ก็เขามาผลักฉัน“…” ผู้ชายคนนั้นไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่เขาเริ่มจัดการกับสิ่งที่ใช้ปกปิดบนใบหน้าจนออกหมด“บะ...แบล็ค!” ฉันมองคนตรงหน้าด้วยอาการตื่นตกใจ ไม่คาดคิดว่าเขาจะมา แถมยังมาในวันที่ฉัน...กำลังจะหมั้นหมายด้วยอีก“ปะ” แบล็คเดินเข้ามาจับที่ข้อมือของฉัน แล้วก็ออกแรงดึงให้ฉันเริ่มเดินตามเขาไปตรงหน้าต่างของห้อง“เดี๋ยว! คิดจะทำอะไร” ฉันยื้อตัวเองเอาไว้ และเริ่มบิดข้อมือเพื่อหนีจากการจับกุมของเขา“จะพาหนี” เขาพูดเสียงนิ่ง“หนี?” ฉันทวนคำพูดของเขาอีกรอบ“ไม่ให้หมั้น” แบล็คพูดขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นคำพูดที่ชวนให้ฉันรู้สึกใจเต้นเป็นอย่างมาก“มีสิทธิ์อะไรที่จะมาห้าม” ฉันพูดเสียงแข็ง แม้ในใจของฉันมันจะกำลังทำในสิ่งตรงกันข้าม แต่สิ่งที่ฉันควรแสดงออกมาคือการเข้มแข็งและอย่าไปหลงคารมณ์ของเขาอีก“ไม่มีเวลาแล้ว ดูเหมือนมันจะรู้ตัว” แบล็คเริ่มพูดอะไรที่ไม่เข้าใจเมื่อเขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่าง“อะไร ใครรู้ตัว?” ฉันยืนงงเป็นไก่ตาแตก ไม่เข้าใจในสิ่งที่เขากำลังพูดอยู่สักนิด“หนีไปกับผม อย่าหมั้นกับมัน” แบล็คเดินเข้ามาหาฉันอีกครั้ง และเหมือนเดิมคือการ
“เราหมายความว่ายังไง” ฉันล้วงมือไปหยิบมือถือในกระเป๋าสะพายของตัวเองขึ้นมา ระหว่างทางที่ฉันกลับบ้านอยู่ดี ๆ ก็มีใครไม่รู้ส่งรูปนี้มาให้กับฉันแล้วจัดการวางมือถือลงบนโต๊ะเช่นกัน ก่อนจะใช้นิ้วดันให้มันเลื่อนไปตรงหน้าพี่เขา“…” พี่นพีได้แต่มองและเงียบไปเลย“ถือว่าเจ๊ากันไปแทนนะคะ” ฉันเอื้อมมือไปหยิบมือถือมาลงเก็บที่เดิม“คือ...พี่”“น้องวาอยากยกเลิกงานหมั้นค่ะ ส่วนเรื่องหนี้น้องวาสัญญาว่าจะหามาคืนให้กับพี่นพีให้ครบทุกบาททุกสตางค์” ฉันตัดสินใจพูดออกไปหลังจากที่นั่งคิดมาในรถนานพอสมควรแล้ว“ไม่ได้นะ! พี่ไม่ยอมเด็ดขาด!” พี่นพีใช้กำปั้นทุบลงโต๊ะตรงหน้าอย่างแรง“ในเมื่อพี่ไม่ได้รักน้องวา แล้วน้องวาเองก็ไม่ได้รักพี่นพีเราจะฝืนแต่งฝืนหมั้นกันไปทำไมคะ” ฉันพูดตามความจริงออกมา“อย่าคิดว่าพี่ไม่รู้นะ! ว่าน้องวาอยากจะกลับไปหามันใช่ไหม!” พี่นพีลุกขึ้นแล้วมาฉุดกระชากแขนฉันให้ลุกขึ้นตามอย่างแรง ทุกการกระทำไม่มีใครเห็น นอกจากเราสองคนที่เห็นกันเองในห้อง“วาเจ็บนะคะ!” ฉันกระแทกเสียงพูดออกไปพร้อมกับบิดข้อมือตัวเองให้ออกจากการจับกุมของพี่เขา“อย่าลืมสิ ที่ทุกวันนี้ตระกูลของน้องวายังอยู่มันเพราะเงินใคร! อีกอย่







