LOGINGear Trick #8
วิศวะโยธา เจ้าชู้ตัวพ่อ
‘เงินค่าผ่าตัดไม่ใช่น้อยๆ นะ หนูอย่าลืมนะว่าปลายฟ้าต้องผ่าตัดหัวใจ ไม่ใช่ผ่าตัดเล็กๆ ที่จะใช้เงินแค่ไม่กี่หมื่น’
‘เพราะงั้นถ้าหากหนูหาเงินมาไม่เยอะพอ มันจะไปมีค่าอะไรล่ะ เงินที่หนูฝากพี่ไว้น่ะลองไปคิดคำนวณดูเอา’
‘มันพอสำหรับชีวิตของปลายฟ้าไหม พี่ช่วยเต็มที่แล้วนะ หนูเองก็ต้องทำมันให้เต็มที่ ปั้นหยา’
‘พี่พยายามในส่วนของพี่ หนูเองก็ต้องพยายามด้วยเหมือนกัน... ปลายฟ้ารอหนูอยู่นะ หาเงินให้ได้เยอะๆ จะมีเตียงพอให้ปลายฟ้าไปนอนรอรับการผ่าตัดแน่นอน’
ลมหายใจถูกถอนออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า คิดวนไปกับคำพูดของพี่คราม เขาพูดมันถูกทุกอย่างนั่นแหละ การผ่าตัดมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หรือเรื่องเล็กน้อย การผ่าตัดลิ้นหัวใจโรคที่ปลายฟ้าเป็น เงินแค่เพียงไม่กี่หมื่นมันไม่เพียงพออยู่แล้ว อย่างน้อยๆ การผ่าตัดต้องมีถึงแสนขึ้น ไหนจะค่าอื่นๆ อีกหนำซ้ำค่าห้องและค่าอะไรตามมาทีหลัง ปลายฟ้าต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แน่นอนว่าเป็นแพทย์ที่มีไม่มากดังนั้นโรงพยาบาลเอกชนจึงตอบโจทย์ บางคนในพื้นที่โรงพยาบาลก็ไม่ได้มีแพทย์ชำนาญการด้านนี้ อย่างปลายฟ้ายังต้องรักษาตามอาการอยู่เลย
ดวงตาหลับลงพลางเอาแก้มแนบกับโต๊ะภายในร้านของเจ๊นัตตี้หลังเลิกคลาสตอนบ่าย ด้วยเพราะไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรฉันเลยขอลางานที่ร้านปิ้งย่างและมินิมาร์ท จิตใจไม่อยู่กับตัวฉันทำงานไม่ได้แน่ๆ
“เป็นอะไรของหล่อน ถอนหายใจยังกับคนแก่”
“เครียดค่ะ”
“อย่างหล่อนก็คงจะเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ สินะที่ทำให้เครียดจนถอนหายใจได้แทบทุกวินาทีน่ะ”
เจ๊นัตตี้เอาชุดออกมาโยนให้กับเจ๊น้อยหน่าที่นั่งพับอยู่เพื่อสำหรับแพคส่งให้ลูกค้าที่เป็นนางโชว์แถวพัทยา ก็นะชุดของเจ๊ทำมือขนาดนี้ ดีเลิศที่สุดในปฐพี ขึ้นชื่อทั้งเรื่องชุดและสไตล์การแต่งหน้า เจ๊นัตตี้ถึงได้มีงานชุมขนาดนี้ ลำพังจะพึ่งพาเจ๊ไปตลอดก็ไม่ได้ แค่ดูปลายฟ้าแบบฉันไม่ต้องเสียเงินสักบาทก็เกรงใจเจ๊แกจะแย่ ขนาดแอบบ่นยังโดนด่ายับเลยว่า ‘อย่ามาตีหน้าเศร้า ฉันดูแลพวกหล่อนสองคนตั้งแต่เด็กจนโต จะลำเลิกบุญคุณคงทำไปนานแล้ว’ หูชาไปที
“สมองของนางก็เต็มไปด้วยเรื่องเงินไงอีเจ๊ หาเงินได้เท่าไหร่ก็แทบจะไม่เคยตกถึงท้องตัวเอง”
“เจ๊ก็รู้ว่าหนูหาเงินไปเพื่ออะไร” เจ๊น้อยหน่าเบ้ปากใส่ฉัน
“ย่ะ แต่อย่างน้อยหล่อนก็ควรหาความสุขใส่ตัวเองบ้าง” กลอกตาขึ้นบนขณะลอบมองใบหน้าสวยของเจ๊น้อยหน่าที่สวยคมเข้ม ผิวสีแทนคือดีงามหนุ่มตาน้ำข้าวเห็นทีก็น้ำลายยืด “ไปเที่ยว ซื้อของให้กับตัวเอง สำคัญคือปรับบุคลิกภาพของตัวเองให้ดี จะได้มีคนมาจ้างงานหล่อนแบบเยอะๆ”
“หนูไม่มีเวลา”
“หล่อนเอาแต่พูดว่าไม่มีเวลา จริงๆ หล่อนน่ะมี แค่ไม่อยากใช้มันไปกับตัวเองต่างหาก”
“อีน้อยหน่าพูดถูกใจมาก” เจ๊นัตตี้ก็คือผสมโรงด้วยเหรอ! “พูดอะไรก็ไม่เคยจะฟัง ฉันหัวจะปวด”
“เรื่องของหนู เจ๊ไม่ต้องมาบังคับให้หนูทำสวยเลย หนูไม่ได้สวยขนาดนั้น”
“อะไรทำให้นางคิดแบบนั้นวะอีเจ๊”
“กูก็ไม่รู้เหมือนกัน นางบอกตัวเองไม่สวย น่ารักขนาดนี้แต่ดันทำตัวมืดมน ลำไยค่ะ!” มองเจ๊นัตตี้ที่มองค้อนพลางกระแทกเสียงใส่ฉัน ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้เพราะเพิ่งขึ้นไปดูปลายฟ้ามา น้องกำลังเรียนออนไลน์อยู่ บอกว่าอยากได้หนังสือสำหรับมัธยม 2 ด้วย ก็ว่าจะไปซื้อให้ที่ห้างนี่ล่ะ “แฟนหล่อนไม่ชมบ้างหรือไง”
“ชม” แต่ไม่ได้ใส่ใจไง ชัดไหมล่ะพวกเจ๊ “ช่างเรื่องหนูน่ารักเถอะ หนูเป็นแบบนี้ดีอยู่แล้ว ไม่อยากเป็นจุดเด่น”
“อีเจ๊มึงโทรหาปั้นหยาให้หน่อยดิ มีเรื่องจะคุยกับนางว่ะ เรื่องงาน” เจ๊เป๊กกี้ที่เปิดประตูเข้ามา ไม่ได้มองอะไรเลยเพราะหน้าเอาแต่จ้องมือถือโดยไม่รู้ว่าคนที่ถามหานั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้
“โทรทำไม นางก็นั่งอยู่นี่” ใบหน้าสวยที่เพิ่งไปโมหน้ามาใหม่สดๆ ร้อนๆ เป็นสาวหวานน้ำตาลเรียกเจ๊เงยสบตากับฉัน พลางยกมือทาบอก “มัวแต่มองมือถือนะหล่อน”
“อุ๊ย ก็คนมันกำลังรีบอะ” พอได้ยินเรื่องงานปุ๊บฉันก็รีบกระตือรือร้น เพราะนอกจากเจ๊นัตตี้หางานที่ได้เงินเยอะแล้ว ก็มีเจ๊เป๊กสาวหวานที่หางานให้ระดับบิ๊กตลอด “ว่างปะคืนนี้สองทุ่ม”
“หนูไม่ได้ทำงานที่มินิมาร์ท ว่างค่ะ”
“ผับ LC ขาดคนเสิร์ฟ ค่าจ้างเหมือนเดิม พันห้า”
“เอาค่ะ!”
“แหม ไม่คิดบ้างเลยนะหล่อน” เจ๊เป๊กกี้เบ้ปากใส่ฉันพลางยื่นนามบัตรของใครบางคนมาให้ “ติดต่อคุณดลตอนไปถึง ดูเหมือนเขาจะติดใจการทำงานของหล่อนมาก คนขาดปุ๊บก็โทรหาฉันทันทีว่าให้ติดต่อหล่อน”
“ขอบคุณค่ะเจ๊”
“นางกำลังเครียดเรื่องเงินพอดี หล่อนช่วยชีวิตนางไว้นะเป๊กกี้”
“อย่างหล่อนเครียดเรื่องเงิน” เลิกคิ้วขึ้นพลางยักไหล่ราวกับไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เชื่อเถอะเจ๊เป๊กกี้ หนูน่ะร้อนเงินสุดๆ เลยตอนนี้ “นี่ไม่ติดว่าหล่อนร้อนเงิน ฉันคงคิดว่าหล่อนทำงานหาเงินไปทำสวยนะ”
“เหอะ อย่าว่าแต่สวยเลยอีเป๊ก แค่ฉันบอกให้นางแต่งหน้า นางยังไม่ทำ” เจ๊น้อยหน่าเสริมทัพ
“รู้นะหาเงินไปทำอะไร หล่อนควรพักบ้างปะ ฉันไม่อยากเจอหล่อนในทุกๆ ที่ที่ฉันไปนะยะ!”
“ที่ไหนให้เงินดี หนูก็ไป” ตอนนี้ไม่มีเวลามานั่งเครียด งานคือเงิน เงินคืองาน ไม่ทำงานก็ไม่มีเงินอะดิ คติประจำใจฉันเลยนะ เม้มปากก่อนจะยัดนามบัตรคุณดลผู้จัดการผับ LC ลงกระเป๋าผ้า เสร็จก็ลุกขึ้นยืนยกมือไหว้เจ๊สามคนรอบทิศ “หนูไปห้างก่อน จะไปซื้อหนังสือให้ปลายฟ้า จะได้เตรียมตัวไปทำงานต่อ”
“จ้า อย่าลืมอะไรกินด้วยล่ะ หล่อนน่ะผอมลงเยอะเลยนะปั้นหยา” เจ๊นัตตี้มองฉันตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า
“ผอมยังไงนมก็ใหญ่อยู่ดีนะอีเจ๊”
“นมหนูไม่ได้ใหญ่สักหน่อย มองยังไงเนี่ยเจ๊เป๊ก” นิ้วชี้จิ้มลงมาบนก้อนเนื้อจนฉันยกมือปิดอย่างเขินอาย “เจ๊อะ”
“ห้องหล่อนมีกระจกไหมปั้นหยา ทำไมหล่อนชอบคิดว่าตัวเองไม่น่ารัก ไม่บึ้มอะ”
“ไม่รู้” เจ๊นัตตี้ทำหน้าหงุดหงิด “นางชอบคิดว่าตัวเองมืดมน”
“เหอะ จำไว้ค่ะ หล่อนนะมีทั้งนม มีทั้งเอวและมีทั้งตูด ถึงแขนขาจะเล็กก็เถอะ” ฉันย่นจมูกใส่เจ๊เป๊กกี้ “หล่อนน่ะคัพซี ส่วนฉันน่ะคัพอีย่ะ ดูไว้!”
เจ๊เป๊กพูดจบก็เอามือโกยนมของตัวเองให้ฉันดูว่ามันใหญ่มากแค่ไหน ก็นะใหญ่ขนาดนี้ฉันไม่เอาด้วยหรอก พวกเจ๊ๆ หัวเราะราวกับเป็นเรื่องตลกเลยนะ ฉันเดินสะบัดหน้าออกจากร้านได้ยินเสียงเจ๊เป๊กกี้แซวไล่หลังอีกต่างหาก พอออกจากร้านมาก็ก้มหน้าลงมองหน้าอกของตัวเอง เพราะเสื้อนักศึกษาที่สวมมันตัวใหญ่กว่าตัวและฉันเองก็ไม่ได้ใส่ใจรูปร่างหรือหน้าตาตัวเองสักเท่าไหร่ พอเจ๊เป๊กกี้ทักก็ลอบกลืนน้ำลาย
“คัพซีมันใหญ่จริงเหรอ”
ปกติไปซื้อบราเซียก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจสักเท่าไหร่ ฉันไม่ค่อยสนใจตัวเองนอกจากสนใจแค่ปลายฟ้าคนเดียวไง สลัดความคิดและบ่นเจ๊เป๊กกี้ในใจ มาทำให้คิดเรื่องนี้จนได้ เฮ้อ
มาถึงห้างสรรพสินค้า เป้าหมายของฉันก็คือร้านหนังสือดังนั้นของที่ต้องการก็หนังสือเรียนมัธยม 2 ที่ปลายฟ้าต้องการ ฉันไม่รู้ว่าน้องต้องการอะไรบ้างก็เลยเลือกหยิบแต่ละวิชาหลักๆ มาให้ รวมไปถึงเล่มภาษาที่นอกเหนือจากอังกฤษคือปลายฟ้าอยากลองเรียนภาษาจีนก็เลยซื้อแบบเริ่มคัดตัวอักษรไปก่อน น้องอยู่แต่ในห้องดังนั้นอะไรที่พอทำให้ปลายฟ้าสบายใจฉันก็ทำได้ทั้งนั้น
มองถุงพลาสติกประมาณสามถุงที่ใส่หนังสือ ฉันก็ออกมาเดินเล่นสักหน่อย พอเดินผ่านร้านชานมไข่มุกเห็นแล้วก็อยากกินแหะ ขอคำนวณเงินก่อนแล้วกันซื้อของเมื่อกี้ก็หมดไปเกือบพัน เหลือเศษแค่ประมาณร้อยกว่าบาท ชานมแก้วละประมาณ 39 ขึ้น ถ้ากินมันฉันกินข้าวดีกว่า อิ่มท้องด้วยตอนไปทำงานที่ผับจะได้มีแรง คิดได้แบบนั้นก็ยัดเงินลงกระเป๋าผ้า
“มุก”
“เอ๊ะ? ยะ หยา” บังเอิญมากเลยที่เจอเพื่อนที่นี่ มุกเห็นฉันก็เบิกตากว้างพลางกวาดสายตามองไปซ้ายทีขวาที “มาทำอะไรเหรอ นึกว่าทำงานที่ร้านปิ้งย่างซะอีก”
“วันนี้ลาน่ะ มาเดินเที่ยวเหรอ”
“ชะ ใช่แล้ว” ทำไมพูดตะกุกตะกักล่ะ ฉันได้แต่หรี่สายตามองเพื่อนที่ยังคงมองไปด้านหลังเหมือนกำลังมองหาใครบางคนอยู่
“เธอมากับใคร”
“มาคนเดียว” น้ำเสียงรนรานของมุกทำให้นึกแคลงใจ จนเลิกคิ้วและมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นมีใครที่พอจะมากับมุก “กำลังจะกลับแล้วล่ะ หยาไปไหนต่อเหรอ”
“จะกลับเหมือนกัน ต้องเอาหนังสือไปให้น้องน่ะ”
“อ๋อ ถ้างั้นไว้เจอกันที่คลาสนะ” มุกพูดรัวเร็วและรีบเดินสวนฉันไปทันที พอหันกลับไปมองเธอหยิบมือถือขึ้นมาต่อสายหาใครบางคน เดินจ้ำอ้าวและลงบันไดเลื่อน ถึงจะสงสัยว่าทำไมมุกดูลุกลี้ลุกลนแปลกๆ ไม่ได้คิดจะใส่ใจ อย่างที่บอกฉันมีสิ่งที่ควรโฟกัสมากกว่ามานั่งใส่ใจเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
หันกลับมามองทางเพื่อพาตัวเองกลับบ้าง จะได้เตรียมตัวไปทำงานที่ผับ ทว่า... ดวงตาของฉันกลับเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นร่างสูงคุ้นตา เขาสวมช้อปแดงเลือดหมูด้านในจะเป็นเสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนส์สีซีด ทรงผมก็มัดรวบไว้ครึ่งศีรษะ ฉันจะไม่แปลกใจถ้าหากเจอเขาและทักทายเหมือนที่เคยทำ
[50%]
*------------------------------------------------*
“ฟังพี่นะน้องปั้นหยา” พี่โฬมดึงสติฉันพลางยิ้มกริ่ม “มันไม่ดีหรอก หนูเชื่อพี่”“หนูอยากได้เงินนี่นา”“ต้องได้มาแบบที่ไม่ใช่เรื่องแบบนี้สิครับ พี่น่ะไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่พอดีพี่มันเหี้ย โกงเรื่องพนันทุกอย่างก็แค่นั้น” ใบหน้าหล่อเหลาของพี่โฬมทำให้ฉันเม้มริมฝีปาก พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ “โดนคนมันท้าทายก็จัดให้สักหน่อย สุดท้ายพอพี่ได้ พี่ก็ลบเว็บทิ้ง จบ”“...”“อย่างหนูมันจะไม่ได้แค่ก้อนเดียวจบ คนเรามีความโลภอยู่ในตัวกันทุกคน อยู่ที่ว่าจะโลภมากหรือน้อย” คำสอนของพี่โฬมเกี่ยวกับเรื่องนี้ทำให้ฉันตระหนักขึ้นมาได้ว่าต่อให้อยากได้เงินแค่ไหน ไม่ควรทำเรื่องที่ทุจริตแบบนี้ “ที่ไอ้เกียร์มันห้าม มันแค่ไม่อยากให้หนูหลงทางผิดก็เท่านั้น เข้าใจมันหน่อยนะ”“ค่ะ”“มันเป็นพวกพูดไม่ค่อยเข้าใจ หนูคงรู้” ใช่ รู้ดีเลยล่ะ บางคำพูดของพี่เกียร์ถึงทำให้ฉันจับใจความได้ยากแบบสุดๆ “เชื่อมันเถอะครับ ทุกอย่างที่มันพูดมา มีเหตุผลไม่ใช่ไม่มี”พยักหน้ารับ มันก็คงถูกเหมือนที่พี่โฬมพูด ทุกคำพูดของพี่เกียร์ถึงจะเข้าใจได้ยาก แต่มันก็มีเหตุผลซ่อนอยู่ในนั้นโดยที่ฉันเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ จนต้องเจาะมันให้ลึกที่สุด“ไอ้เก
“แม่ง!”“มึงไม่เห็นหรือไง”“เห็น”“จะให้ปล่อย” ไม่รู้ว่าบทสนทนาเป็นไปในรูปแบบไหน ทว่าพอฉันเดินกลับมาที่เดิมพี่โฬมก็ฉีกยิ้มกว้างลุกขึ้นรับถาดจากมือฉันไป ทั้งที่เมื่อกี้ดูเหมือนจะทะเลาะกับพี่เกียร์อยู่เลย“โห น่ากินมากเลยครับ ซื้อมาเยอะขนาดนี้แทนที่จะชวนกูสักคำ ไม่มี”“ไม่ได้อยากกินกับมึง” เค้นเสียงแข็งใส่พี่โฬม จากนั้นฉันก็นั่งประจำที่เช็ดมือเรียบร้อยก็เตรียมแกะกุ้งให้กับพี่เกียร์ เมื่อได้ฉันก็วางบนจานให้เขาก่อนสองตัว “ไม่ต้องแกะ”“เอ๋? หนูจะแกะให้พี่โฬมกับพี่เจคไงคะ”“ให้มันแกะเอง”“ขี้หวง” พี่โฬมเบ้ปากใส่พี่เกียร์ ดูเหมือนจะไม่สบอารมณ์เท่าไหร่เลยแหะ เป็นเพราะพี่โฬมกับพี่เจคมาหรือเปล่า“หนูขอแกะให้พี่โฬมกับพี่เจคนะคะ ไหนๆ มือก็เลอะแล้ว” ขอคนตรงหน้าที่คีบเนื้อวัวจิ้มน้ำจิ้มกินด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง“จ่ายเงินกูมาด้วย”“น้องปั้นหยาก็กิน มึงไม่คิดบ้างอะ กับเพื่อนนี่เอาทุกดอกแล้วบอกเพื่อนกันนะ” ดูเหมือนคนข้างกายฉันจะโวยวายเสียยกใหญ่ “ใช่สิ กูมันไม่สำคัญกับมึงแล้วไง มีน้องปั้นหยาอยู่ด้วยทั้งคน เหอะ”“เป็นตัวเมีย” สนามรบในหม้อสุกี้ยังไม่จบไม่สิ้นสินะ ดูเหมือนจะมีแค่พี่เกียร์กับพี่โฬมที่จ้องหน้า
Gear Trick #13ก็อยากเป็นเราสองคนมาถึงซุปเปอร์มาเก็ตใกล้กับคอนโดของพี่เกียร์ เป็นแค่ชั้นเดียวทว่าพื้นที่คือกว้างมากเลยนะ ใช้เวลาเดินแค่ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ ฉันเข็นรถเข้ามาอันดับแรกเลยก็คือต้องดูพวกเนื้อสัตว์ก่อน ผักในตู้เย็นก็พอได้อยู่ซื้อไปเพิ่มอีกสักนิดก็น่าจะโอเค“เนื้อวัวด้วยไหมคะ”“อือ” ชูแพคเนื้อวัวให้พี่เกียร์ เขาพยักหน้ารับ ไหงกลายเป็นว่าพี่เกียร์เข็นรถเดินตามฉันไปทุกซอกทุกมุม“พี่เกียร์จ่ายนะคะ หนูจ่ายไม่ไหวแน่”“ลืมเอาเงินมา”“พี่เกียร์ พูดจริงเหรอคะ” ฉันถึงห่อเหี่ยวทันทีที่หยิบกุ้งสดขึ้นมา พอเห็นมุมปากยกขึ้นก็หรี่ตามอง “แกล้งหนูอีกแล้ว ทำไมชอบแกล้งหนูจัง”“อยากน่าแกล้ง” จะบอกว่าตัวฉันเองทำให้เขาอยากแกล้งมากขึ้นว่างั้นสิ ก็ไม่ได้ทำให้ตัวให้น่าแกล้งสักหน่อย พี่เกียร์ชอบใส่ร้ายกันตลอดนั่นแหละ“หนูขนไปเผื่อตุนไว้ให้พี่เกียร์ต้มใส่บะหมี่กินเองนะคะ”“ขนไปก็เท่านั้น” เขาบ่นพลางกวาดตามองไปทั่วโซนอาหารทะเล “ทำไม่เป็น”“หัดทำสิคะ หนูสอน”“ขี้เกียจ” เกลียดคำว่าขี้เกียจของเขาซะจริง ฉันเลือกของได้ครบตามที่ต้องการใช้เวลาไม่นานรถเข็นก็มีของสดเพียบ จากนั้นก็เดินนำพี่เกียร์ไปยังล็อกน้ำจิ้ม
“อ๋อ” ทำไมต้องลากเสียงยาวและไม่กล้าบอกไปตรงๆ ล่ะปั้นหยา “แฟนหนูน่ะค่ะ”“...” ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเรียบนิ่งอยู่แล้ว ตอนนี้กลับนิ่งกว่าเดิม จนฉันสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างจากตัวพี่เกียร์ เป็นรังสีความเย็นที่แผ่ปกคลุมมาเผื่อฉันด้วย ทั้งที่นั่งหน้าร้านอากาศกำลังอุ่นพอดี“หนูไม่ได้บอก เพราะพี่ไม่เคยถามหนู” เหมือนถูกสายตาคมจ้องมองมาแทบจะฉีกร่างฉันให้กระจุยกระจาย“มันทำสินะ”“เมื่อวานเราทะเลาะกันนิดหน่อยน่ะค่ะ เขาเมาก็เลย...” พี่เกียร์หรี่สายตามองฉันพลางกัดฟันกรอด “หนูไม่เป็นอะไรค่ะ มันเป็นครั้งแรกด้วย”“อยากให้มีรอบสอง”“ไม่ใช่นะคะ” มันไม่มีรอบสองแน่ ถ้าหากเรื่องปลายฟ้าจบลง ฉันกับพี่ครามก็จบเช่นเดียวกัน “มันพูดยากน่ะค่ะที่จะต้องพูดออกไป”ว่าฉันกับพี่ครามเราคบกัน มันมีเหตุผลของฉันอยู่ในนั้นประมาณ 95% อีก 5% คือเขาเป็นที่พึ่งให้ในตอนแรกๆ พอเมื่อวานแผงฤทธิ์ก็เลยคิดใหม่ทั้งหมด เอาเป็นว่า 100% ที่คบกับเขาเพราะผลประโยชน์ของตัวเองล้วนๆพอเห็นสีหน้าพี่เกียร์นิ่งจนเหมือนหุ่น ฉันก็พยายามทำให้บรรยากาศสำหรับเรามันดีขึ้น “ไว้หนูพร้อมหนูจะบอก”“...”“ถึงตอนนั้นพี่เกียร์จะรอฟังหนูไหม” ไม่ได้อยากจะขอร้อง เห
Gear Trick #12เขาเป็นความสบายใจถึงแบบนั้นเมื่อคืนฉันเผลอนอนหลับในห้องน้ำ ดีนะที่ไม่ขาดใจตายซะก่อนเพราะเปิดหน้าต่างบานเล็กให้ลมเข้า พี่ครามยังนอนไม่ตื่นอยู่บนเตียง พอเขาหลับแบบนี้ฉันก็รีบอาบน้ำแต่งตัวสวมเสื้อยืดสีน้ำเงินคอวีใหญ่กว่าตัวเล็กน้อยกับกางเกงยีนส์ทรงกระบอกสีเข้ม ผมเผ้าก็ไม่ได้มัดด้วยจึงปล่อยสยายเหน็บข้างใบหูฉันนั่งตวัดขาไขว่ห้างที่หน้าร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ก้มหน้าอ่านในหนังสือในมือ เป็นหนังสือเกี่ยวกับการฮีลใจ ใช่ มันไม่ได้ฮีลใจได้ดีสักเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ทำให้ลืมเรื่องเมื่อคืนไปได้ข้าง บนโต๊ะมีแก้วโกโก้เย็นกับจานเค้กที่ถูกตักกินไปแค่คำเดียวผละใบหน้าจากหน้าหนังสือหยิบแก้วโกโก้ขึ้นดื่ม ฉับพลันก็มีร่างสูงสวมกางเกงยีนส์สีซีดและเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงข้อศอกทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างฉัน ทันทีที่เห็นใบหน้าหล่อเหลาซึ่งมัดผมรวบเป็นมวย ด้านหน้าปล่อยเส้นผมลงมาและด้านบนมีแว่นกันแดดสีดำเหน็บบนศีรษะ รู้อะไรไหม... แค่เห็นหน้าเขา เรื่องเมื่อคืนก็ตีวุ่นเข้ามาอีกครั้ง“พี่เกียร์” เรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “มาได้ยังไงคะ รู้ได้ไงว่าหนูอยู่ที่นี่”“ผ่านมา” ชี้นิ้วไปยังรถจากัวร์ที่จอดอยู่ริม
คำหยาบคายถูกขุดขึ้นมา คนๆ นี้ไม่ใช่คนที่บอกรักฉันมาตลอด ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่พลังบวกให้กับฉันและไม่ใช่แม้แต่คนที่เคยใช้คำหวานเพื่อปลอบใจ เป็นที่พึ่งเดียวให้กับฉัน ตอนนี้เขาเหมือนปีศาจร้ายที่พร้อมจะทำลายฉัน หากยังคงดื้อดึงและยืนยันที่จะไม่เลิกยุ่งเกี่ยวกับพี่เกียร์ ใช่ เขาไม่ได้คิด พี่เกียร์ไม่ผิดทำไมฉันจะต้องทำตามพี่ครามด้วย“ปล่อยหนูนะ หนูเจ็บ”“เดี๋ยวนี้กล้าขึ้นเสียงกับกูเหรอปั้นหยา!”ตุ้บร่างของฉันถูกเหวี่ยงไปนอนฟุบลงบนเตียง ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นนั่งดี พี่ครามก็ตามมาขึ้นคร่อมจนฉันเบิกตากว้างพลางส่ายหน้าไปมา เขาตรึงข้อมือฉันไว้เหนือหัว ฉับพลันก็โน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ลำคอจนฉันรู้สึกขยะแขยงเจียนบ้า“ฮึก ปล่อยหนูนะ”“ถ้ายังไม่รับปากกูว่าจะเลิกยุ่งกับมัน เตรียมตัวตายคาเตียงได้เลย” ฉันไม่รู้ว่าที่พี่ครามเป็นแบบนี้เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเป็นเพราะนี่... คือธาตุแท้ของผู้ชายที่ตีหน้าแสนดีกับฉัน พอกลายร่างก็เปลี่ยนไปจนไม่ใช่คนๆ เดิมที่ฉันรู้จัก “บอกมาว่าจะเลิกยุ่งกับมัน!”“มะ ไม่ หนูไม่เลิก”“ได้ งั้นมึงก็อย่าหวังว่ากูจะปล่อยให้แม่งสุขสบายกับมันแน่” ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้พลางบีบปลายคางฉันจนเจ็บแ







