LOGINมันต่างกัน... ใช่ ต่างกันยังไงน่ะเหรอ ก็เพราะเขาไม่ได้มาคนเดียว แต่มีหญิงสาวคนหนึ่งที่ควงแขนเขาอยู่ เธอสวมชุดนักศึกษาที่เซ็กซี่และดูจากท่าทางคือเปรี้ยวจี๊ดเข็ดฟัน ด้วยสีผมที่เหมาะกับเธอคือสีน้ำเงินเข้ม เธอกำลังคุยอะไรกับเขาอย่างออกรส ยกเว้นก็แต่เขาที่เดินล้วงกระเป๋ากางเกงแลดูไม่ใส่ใจด้วยซ้ำว่าหล่อนจะพูดอะไร
‘เด็กวิศวะโยธา เจ้าชู้จะตายไป’
‘ถ้าไม่เห็นกับตาก็อย่าเพิ่งไปเชื่อ’
ตอนนี้มาเห็นกับตาตัวเองเป็นที่เรียบร้อย ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือแฟนหรือเป็นเพียงแค่ผู้หญิงที่ควงของเขา มันกลับทำให้ฉันยืนนิ่งไม่ขยับไปไหน ทำไมต้องมายืนนิ่งแบบนี้ล่ะปั้นหยา ราวกับถูกสตาฟเอาไว้แม้แต่จะก้าวเท้าไปข้างหน้า ยังทำได้ยากเลย จะยืนอยู่ตรงนี้ให้พี่เกียร์เห็นไม่ได้นะ
แต่มันก็คงจะสายไปเสียแล้ว ยามที่ดวงตาคมตวัดมามองฉัน แน่นอนว่าทุกครั้งพี่เกียร์จะมองเหมือนเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มันเป็นปกติของเขา กลับเป็นฉันเองที่ดันรู้สึกเหมือนถูกนัยน์ตาสีดำสนิทจ้องไม่วางตา
“พี่เกียร์ เป็นอะไรเหรอคะ ไปกันเถอะหนังใกล้ฉายแล้ว” ผู้หญิงข้างกายเขย่าแขนเขา เสียงของเธอเหมือนเป็นตัวฉุดรั้งให้ฉันหลุดจากภวังค์ความคิด ก็มันนานเป็นอาทิตย์ที่เราไม่ได้เจอกัน พอเห็นว่าเขาเหมือนเดิมทุกอย่างมันก็พาให้หลุบสายตาลงและก้มหน้างุดเดินผ่านพวกเขาไปราวกับไม่รู้จักกันจริงๆ นั่นแหละ ใครจะไปกล้าทักเขาต่อหน้าผู้หญิงที่เขาควงด้วย เกิดเป็นแฟนเขาขึ้นมา ฉันจะโดนมองยังไงกันที่ไปทักผู้ชายที่มีเจ้าของแล้วหรือถ้าหากเธอไม่ใช่ มันก็ไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ
‘อาจจะเพราะอยากกินหยาหรือเปล่า ถึงทำเป็นตีสนิท’
คำพูดของตองตีวนเข้ามาในสมองอีกครั้ง มันจะจริงอย่างที่เพื่อนพูดหรือเปล่า ถ้าหากเป็นแบบนั้น พี่เกียร์คิดจริงๆ ฉันคงเสียใจมากแน่ที่ดันเผอเรอคิดไปไกลว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เราสองคนรู้จักกันมันเป็นเพราะเขาต้องการอะไรสักอย่างในตัวของฉัน ใช่ ตัวฉันที่แทบจะไม่มีอะไรเลยนะ แล้วเขาต้องการอะไรกันล่ะ
“เลิกคิดเรื่องนี้สักทีเถอะปั้นหยา เธอมีเรื่องให้ต้องคิดมากกว่าเรื่องของเขานะ”
เอนศีรษะพิงพนักเก้าอี้บนรถเมล์เพื่อนั่งกลับไปยังร้านของเจ๊นัตตี้ เสมองออกไปยังวิวด้านข้าง ลมเย็นๆ ตื่นเข้ามาที่ใบหน้า ฉันคิดไปเองทั้งหมดว่าเราสองคนรู้จักกัน ทั้งที่พี่เกียร์ไม่เคยพูดมันด้วยซ้ำ ฉันมันงี่เง่าและซื่อบื้อที่สุดเลย... เพราะแบบนี้ไงถึงได้ถูกมองว่าไร้ตัวตนจนแทบจะไม่มีใครอยากเข้าใกล้หรือสนใจ
ผับ LC
“ฉันดีใจนะที่หนูมาช่วยงาน”
“หนูยินดีเลยค่ะ แต่คุณดลคะ รอบนี้หนูขออยู่ช่วยจนถึงเก็บร้านเลยได้ไหมคะ” คำขอร้องฉันทำให้ผู้จัดการสุดเท่อย่างคุณดลทำหน้าครุ่นคิด “ให้หนูทำเถอะค่ะจะได้คุ้มกับเงินที่ได้ มันเยอะมาก”
“เฮ้อ ฉันตามใจหนูก็แล้วกันปั้นหยา” ยกมือไหว้ขอบคุณคุณดล เมื่อผูกเอวผ้ากันเปื้อนเรียบร้อยและยัดสมุดจดออร์เดอร์ลงในกระเป๋าด้านหน้า พลางแกะยางรัดผมออกเพื่อก้าวเป็นมวยให้สะดวกต่อการทำงานได้อย่างประสิทธิภาพ พอมัดผมเรียบร้อยเตรียมจะออกไปทำงานก็ต้องมึนงงที่เห็นคุณดลมองหน้าฉันสีหน้าเรียบนิ่ง
“เอ่อ มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“หนูปล่อยผมแล้วน่ารักมากเลยนะปั้นหยา” คุณดลเป็นอีกคนเหรอเนี่ยที่มองว่าฉันน่ารัก “พนักงานที่นี่เน้นเรื่องความสวยและความเซ็กซี่เป็นหลัก หนูคงเห็นใช่ไหม”
“ค่ะ” เพราะพี่ๆ พนักงานคนอื่นแต่งตัวด้วยชุดยูนิฟอร์มของผับ ด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวจิ๋วปลดกระดุมอวดหน้าอกและสวมกระโปรงทรงเอสั้น ยกเว้นฉันคนเดียวที่ยังอยู่ในชุดนักศึกษา
“สงสัยต้องลองปรึกษากับเจ้าของซะแล้ว เรื่องรับหนูเข้าทำงานประจำ”
“เอ๊ะ?”
“ถึงหนูจะไม่ได้ตรงตามคอนเซปที่ต้องการ หนูน่ารักมาก หน้าตาก็จิ้มลิ้ม” คุณดลยังเอ่ยปากชมฉันไม่หยุด จนใบหน้าร้อนผะผ่าวแล้วเนี่ย “หนูอายุ 19 บรรลุนิติภาวะพอดี ไม่น่ามีปัญหา”
“หนูจะได้ทำงานที่นี่จริงเหรอคะ”
“ใช่ ฉันจะลองปรึกษากับเจ้าของก่อนนะ ปกติเจ้าของร้านชอบสาวสวยๆ เซ็กซี่มากกว่าน่ารักเหมือนตุ๊กตาแบบหนู”
“...” เหอๆ ฉันเนี่ยนะน่ารักแบบตุ๊กตา ตุ๊กตาแอนนาเบลมากกว่ามั้ง (ตุ๊กตาผีแอนนาเบล เดอะคอนจูริ่ง)
“ได้เรื่องยังไงฉันติดต่อกลับไปนะ ที่นี่จะได้เงินเป็นรายวันและทิปแยก” โห แบบนี้ก็ดีอะดิ ทิปแยกแต่อย่าลืมว่าฉันไม่ได้สวยนี่นา ลูกค้าคนไหนจะมาให้ทิปกันล่ะ ช่างเถอะๆ ขอทำให้วันนี้ให้ดีที่สุดก่อนก็แล้วกัน “เอาล่ะไปทำงานได้”
การทำงานก็เฉกเช่นตอนนั้นที่มาทำ ผับค่อนข้างมีคนเที่ยวเยอะมาก ฉันยังเห็นคนดังหลายคนเลยนะแต่นั่นแหละไม่ได้มีเวลามานั่งวี้ดเวลาเจอคนดัง เพราะที่ทำอยู่คือต้องการทำเพื่อให้ได้เงิน เงินเท่านั้นที่สำคัญต่อลมหายใจของฉัน มันสำคัญกับปลายฟ้ามากที่สุด ฉันจึงเดินทำงานขาแทบขวิดก็นะพันห้าเชียว คิดสภาพถ้าได้ทำงานประจำและได้ทิปจากลูกค้า คงมีเงินสะสมมากพอจะเก็บไว้สำหรับค่าใช้จ่ายเรื่องผ่าตัดของปลายฟ้าแน่นอน
“หยา วีไอพีจ้า” พี่สาวคนสวยชงเหล้าแสนเซ็กซี่อย่างพี่เบล ดันถาดมาให้ฉันซึ่งมีแก้วค็อกเทลประมาณห้าแก้ว “ลงมาเอาเหล้ากับถังน้ำแข็งต่อนะ เดินดีๆ ล่ะ”
“ค่ะพี่เบล”
พูดจบฉันก็ถือถาดเดินขึ้นมาที่ชั้นวีไอพี เอาไหล่ขวาดันเข้าไปในห้องและเฉกเช่นเดิมคือสิ่งที่ทำให้ตกใจมากที่สุดเห็นจะเป็นหน้าของคนคุ้นเคยที่นั่งอยู่ตรงโซฟาชิดกำแพง
“ปั้นหยา” เป็นพี่โฬมที่เอ่ยทักทายขณะที่กอดคอสาวสวยที่นั่งดื่มกับเขา จึงเรียกสายตาของใครบางคนที่ตวัดขาไขว่ห้างมือขวาคีบบุหรี่ออกจากมุมปาก พอได้ยินชื่อที่แลคุ้นหูเขาจึงผละใบหน้าจากสาวสวยที่นั่งคลอเคลียมามองฉัน
เอิ่ม... ไม่คิดว่าจะมาเจอกันที่นี่ นี่มันเป็นผับประจำของพวกเขาหรือยังไงกันล่ะเนี่ย เกิดได้ทำงานที่นี่ขึ้นมา บอกเลยว่าไม่ต้องเจอหน้าพี่ๆ สามคนทุกวันเลยหรือไง อ้อ ยกเว้นพี่เจคนะรายนั้นคือนอนเก่งมากจริงๆ เสียงดังขนาดนั้นเขายังหลับลงอะ ทีฉันเกาหัวบอกหนวกหูนะ
“หนูมาทำงานที่นี่อีกแล้วเหรอ”
“พอดีว่าคนขาดน่ะค่ะ หนูก็เลย...”
“มัวแต่คุยกับแขกอยู่ได้ อ่อยอะไรขนาดนั้นหล่อน เหล้าฉันน่ะได้หรือยัง” จู่ๆ ก็มีเสียงเล็กแหลมแทรกขึ้นมา ทำให้ฉันเอี้ยวหน้าไปมองอีกฝั่งเป็นฝั่งตรงข้ามมีหญิงสาวประมาณห้าคนนั่งรอเครื่องดื่มอยู่ ฉันยิ้มแห้งส่งให้พี่โฬมที่โบกมือไปมา ก่อนจะเดินมาหาพวกเธอที่แต่งตัวยั่วยวนและเซ็กซี่มาก “ไม่มีใครสอนหรือว่าให้คุกเข่าเสิร์ฟเหล้า”
“เอ่อ ขอโทษค่ะ” ก็ไม่รู้นี่นาว่าจะต้องคุกเข่า ฉันค่อยๆ นั่งคุกเข่าและเอามือซ้ายรองถาดหยิบแก้วค็อกเทลให้กับพวกเธอทีละคน หนึ่งในนั้นเบ้ปากใส่ฉันพลางมองค้อนด้วยสีหน้าสมเพช
“กล้าดียังไงคุยกับพี่โฬม หล่อนเป็นใครและเขาเป็นใคร”
“เจียมกะลาหัวไว้ก็ดีนะ” น้ำเสียงแดกดันทำให้ฉันเม้มริมฝีปากตัวเอง ฉันไม่รู้ว่ามันเป็นความผิดพลาดของตัวเองหรือเปล่า เพราะทันทีที่ยื่นแก้วค็อกเทลให้กับคนที่นั่งตรงกลาง เธอเหมือนคล้ายเอามือมาปัดแก้วจนมันหกเลอะรองเท้าส้นสูงราคาแพงจนตกใจกรีดร้องเสียงหลง
“กรี๊ด! นังบ้าแกทำอะไรของแก รู้ไหมว่ารองเท้าคู่นี้มันราคาเท่าไหร่”
“หนูขอโทษค่ะ ก็คุณเอามือมาปัด...”
“แกจะหาว่าฉันแกล้งแกอย่างนั้นเหรอ นังโง่” ตะคอกใส่ฉันจนตัวลีบ “เช็ดให้ฉันเดี๋ยวนี้”
“ได้ค่ะ”
“ห้ามเอาผ้าขี้ริ้วเช็ด” ชะงักมือที่กำลังหยิบผ้าที่เหน็บเอว “เอาปากหล่อนเช็ด”
“!”
“รองเท้าฉันแพงยิ่งกว่าชีวิตของหล่อนอีก” ฉันลอบกลืนน้ำลายขณะที่ยังคงนิ่งไม่ได้ทำตามที่เธอต้องการ ดูเหมือนเธอจะไม่สบอารมณ์มากๆ หันไปคว้าแก้ววิสกี้จากมือผู้ชายคนหนึ่งและสาดเข้าที่หน้าของฉันเต็มๆ
โป้ก
“โอ๊ย!” นอกจากเหล้าที่ถูกสาดเข้าหน้าจะเปื้อนบนเสื้อนักศึกษาบริเวณหน้าอก เหล้าซึมผ่านเนื้อผ้าจนเย็นถึงผิวเนื้อ ฉันยังรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณหน้าผากของตัวเอง อันเนื่องจากน้ำแข็งที่ทำเป็นแบบวงกลมกระแทกเข้าที่หน้าผากอย่างจัง จนยกมือกุมมันเอาไว้และพอมองฝ่ามือก็พบว่ามีเลือดไหลออกมา
“สมน้ำหน้า เอาปากหล่อนเช็ดรองเท้าฉันเดี๋ยวนี้”
“เธอทำบ้าอะไรของเธอวะลูกหมี...!”
จู่ๆ เสียงของพี่โฬมที่ตวาดใส่เธอคนนี้ก็เงียบสนิท ราวกับห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ทั้งที่เพิ่งจะเกิดเรื่อง ฉันเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น รู้แค่ว่าผู้หญิงที่เอาเหล้าสาดหน้าฉันนั่งยื่นขาให้ฉันเอาปากเช็ดรองเท้า ง่ายๆ กำลังบังคับให้ฉันเลียมันนั่นแหละ แต่ว่าเธอกลับนิ่งไปทันทีและตัวสั่นเล็กน้อย ดูจากเงาที่ผ่านด้านหลังทำให้ฉันเอี้ยวหน้าไปมองใครบางคนที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยมือซ้าย มือขวาคีบบุหรี่พ่นควันกลิ่นเมนทอลออกมา จากนั้นก็ขยี้ลงบนโต๊ะให้ไฟมอด จึงหย่อนกรองบุหรี่ลงใส่ขวดเหล้าที่วางอยู่
สิ่งที่ไม่คาดคิดและทำให้ฉัน รวมไปถึงเธอคนนี้ตกใจก็คือ... ขวดเหล้าถูกเทรดรินบนศีรษะของเธอคนนี้
“กรี๊ด! พี่เกียร์ ทำบ้าอะไรของพี่เนี่ย” เทเหล้าในขวดจนหมด พี่เกียร์ก็โยนขวดเหล้าลงบนพื้นจนกลิ้งไปที่ปลายเท้าของพี่โฬม แลดูสีหน้าพี่โฬมตกใจไม่น้อย ใช่ ฉันเองก็เช่นกันที่พี่เกียร์ลุกขึ้นมาทำอะไรแบบนี้ เธอคนนี้ดีดดิ้นไปมาและตกใจทันทีเมื่อไฟแช็กถูกจุดจากมือเขา
“อะ ไอ้เกียร์ มึงใจเย็น เหล้ากับไฟอันตรายนะมึง” พี่โฬมร้องห้ามพี่เกียร์และแน่นอนว่าเขาไม่คิดจะฟัง ซึ่งการกระทำของเขาทำให้ผู้หญิงคนนี้ส่ายหน้าไปมา
“ทีงี้กลัว” น้ำเสียงเย็นยะเยือกของพี่เกียร์ทะลุเข้ามาถึงขั้วหัวใจ “ตอนทำไม่คิด”
“มึง กูขออย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่” ร่างสูงของพี่โฬมอดรนทนไม่ไหวรีบตะครุบมือพี่เกียร์ที่ปลายไฟกำลังจะเข้าใกล้เธอคนนี้อีกแค่นิดเท่านั้น “เชื่อกู”
พี่เกียร์ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจ เขาสะบัดมือออกจากพี่โฬมและยัดไฟแช็กลงกระเป๋ากางเกง จากนั้นก็เสมองหน้าฉันที่ยังเอามือซ้ายกุมหน้าผากตัวเองอยู่ ไฟในโซนวีไอพีเปิดขึ้นเล็กน้อยเป็นไฟสีส้มที่พอให้เห็นคนในห้องชัดแค่ไหน ดวงตาคมไล่มองต่ำมายังตรงหน้าอกของฉัน คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทันที พี่เกียร์ถอนหายใจและถอดเสื้อช้อปโยนใส่หน้าฉัน มันไม่ได้แรงมากถึงขนาดทำให้เจ็บนะ ออกจะเบาด้วยซ้ำไป
“ลุกขึ้น” คำสั่งของพี่เกียร์ทำให้ฉันยังคงสับสนและมึนงง “หรือจะให้อุ้ม”
*-------------------------------------------------*
“ฟังพี่นะน้องปั้นหยา” พี่โฬมดึงสติฉันพลางยิ้มกริ่ม “มันไม่ดีหรอก หนูเชื่อพี่”“หนูอยากได้เงินนี่นา”“ต้องได้มาแบบที่ไม่ใช่เรื่องแบบนี้สิครับ พี่น่ะไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่พอดีพี่มันเหี้ย โกงเรื่องพนันทุกอย่างก็แค่นั้น” ใบหน้าหล่อเหลาของพี่โฬมทำให้ฉันเม้มริมฝีปาก พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ “โดนคนมันท้าทายก็จัดให้สักหน่อย สุดท้ายพอพี่ได้ พี่ก็ลบเว็บทิ้ง จบ”“...”“อย่างหนูมันจะไม่ได้แค่ก้อนเดียวจบ คนเรามีความโลภอยู่ในตัวกันทุกคน อยู่ที่ว่าจะโลภมากหรือน้อย” คำสอนของพี่โฬมเกี่ยวกับเรื่องนี้ทำให้ฉันตระหนักขึ้นมาได้ว่าต่อให้อยากได้เงินแค่ไหน ไม่ควรทำเรื่องที่ทุจริตแบบนี้ “ที่ไอ้เกียร์มันห้าม มันแค่ไม่อยากให้หนูหลงทางผิดก็เท่านั้น เข้าใจมันหน่อยนะ”“ค่ะ”“มันเป็นพวกพูดไม่ค่อยเข้าใจ หนูคงรู้” ใช่ รู้ดีเลยล่ะ บางคำพูดของพี่เกียร์ถึงทำให้ฉันจับใจความได้ยากแบบสุดๆ “เชื่อมันเถอะครับ ทุกอย่างที่มันพูดมา มีเหตุผลไม่ใช่ไม่มี”พยักหน้ารับ มันก็คงถูกเหมือนที่พี่โฬมพูด ทุกคำพูดของพี่เกียร์ถึงจะเข้าใจได้ยาก แต่มันก็มีเหตุผลซ่อนอยู่ในนั้นโดยที่ฉันเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ จนต้องเจาะมันให้ลึกที่สุด“ไอ้เก
“แม่ง!”“มึงไม่เห็นหรือไง”“เห็น”“จะให้ปล่อย” ไม่รู้ว่าบทสนทนาเป็นไปในรูปแบบไหน ทว่าพอฉันเดินกลับมาที่เดิมพี่โฬมก็ฉีกยิ้มกว้างลุกขึ้นรับถาดจากมือฉันไป ทั้งที่เมื่อกี้ดูเหมือนจะทะเลาะกับพี่เกียร์อยู่เลย“โห น่ากินมากเลยครับ ซื้อมาเยอะขนาดนี้แทนที่จะชวนกูสักคำ ไม่มี”“ไม่ได้อยากกินกับมึง” เค้นเสียงแข็งใส่พี่โฬม จากนั้นฉันก็นั่งประจำที่เช็ดมือเรียบร้อยก็เตรียมแกะกุ้งให้กับพี่เกียร์ เมื่อได้ฉันก็วางบนจานให้เขาก่อนสองตัว “ไม่ต้องแกะ”“เอ๋? หนูจะแกะให้พี่โฬมกับพี่เจคไงคะ”“ให้มันแกะเอง”“ขี้หวง” พี่โฬมเบ้ปากใส่พี่เกียร์ ดูเหมือนจะไม่สบอารมณ์เท่าไหร่เลยแหะ เป็นเพราะพี่โฬมกับพี่เจคมาหรือเปล่า“หนูขอแกะให้พี่โฬมกับพี่เจคนะคะ ไหนๆ มือก็เลอะแล้ว” ขอคนตรงหน้าที่คีบเนื้อวัวจิ้มน้ำจิ้มกินด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง“จ่ายเงินกูมาด้วย”“น้องปั้นหยาก็กิน มึงไม่คิดบ้างอะ กับเพื่อนนี่เอาทุกดอกแล้วบอกเพื่อนกันนะ” ดูเหมือนคนข้างกายฉันจะโวยวายเสียยกใหญ่ “ใช่สิ กูมันไม่สำคัญกับมึงแล้วไง มีน้องปั้นหยาอยู่ด้วยทั้งคน เหอะ”“เป็นตัวเมีย” สนามรบในหม้อสุกี้ยังไม่จบไม่สิ้นสินะ ดูเหมือนจะมีแค่พี่เกียร์กับพี่โฬมที่จ้องหน้า
Gear Trick #13ก็อยากเป็นเราสองคนมาถึงซุปเปอร์มาเก็ตใกล้กับคอนโดของพี่เกียร์ เป็นแค่ชั้นเดียวทว่าพื้นที่คือกว้างมากเลยนะ ใช้เวลาเดินแค่ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ ฉันเข็นรถเข้ามาอันดับแรกเลยก็คือต้องดูพวกเนื้อสัตว์ก่อน ผักในตู้เย็นก็พอได้อยู่ซื้อไปเพิ่มอีกสักนิดก็น่าจะโอเค“เนื้อวัวด้วยไหมคะ”“อือ” ชูแพคเนื้อวัวให้พี่เกียร์ เขาพยักหน้ารับ ไหงกลายเป็นว่าพี่เกียร์เข็นรถเดินตามฉันไปทุกซอกทุกมุม“พี่เกียร์จ่ายนะคะ หนูจ่ายไม่ไหวแน่”“ลืมเอาเงินมา”“พี่เกียร์ พูดจริงเหรอคะ” ฉันถึงห่อเหี่ยวทันทีที่หยิบกุ้งสดขึ้นมา พอเห็นมุมปากยกขึ้นก็หรี่ตามอง “แกล้งหนูอีกแล้ว ทำไมชอบแกล้งหนูจัง”“อยากน่าแกล้ง” จะบอกว่าตัวฉันเองทำให้เขาอยากแกล้งมากขึ้นว่างั้นสิ ก็ไม่ได้ทำให้ตัวให้น่าแกล้งสักหน่อย พี่เกียร์ชอบใส่ร้ายกันตลอดนั่นแหละ“หนูขนไปเผื่อตุนไว้ให้พี่เกียร์ต้มใส่บะหมี่กินเองนะคะ”“ขนไปก็เท่านั้น” เขาบ่นพลางกวาดตามองไปทั่วโซนอาหารทะเล “ทำไม่เป็น”“หัดทำสิคะ หนูสอน”“ขี้เกียจ” เกลียดคำว่าขี้เกียจของเขาซะจริง ฉันเลือกของได้ครบตามที่ต้องการใช้เวลาไม่นานรถเข็นก็มีของสดเพียบ จากนั้นก็เดินนำพี่เกียร์ไปยังล็อกน้ำจิ้ม
“อ๋อ” ทำไมต้องลากเสียงยาวและไม่กล้าบอกไปตรงๆ ล่ะปั้นหยา “แฟนหนูน่ะค่ะ”“...” ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเรียบนิ่งอยู่แล้ว ตอนนี้กลับนิ่งกว่าเดิม จนฉันสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างจากตัวพี่เกียร์ เป็นรังสีความเย็นที่แผ่ปกคลุมมาเผื่อฉันด้วย ทั้งที่นั่งหน้าร้านอากาศกำลังอุ่นพอดี“หนูไม่ได้บอก เพราะพี่ไม่เคยถามหนู” เหมือนถูกสายตาคมจ้องมองมาแทบจะฉีกร่างฉันให้กระจุยกระจาย“มันทำสินะ”“เมื่อวานเราทะเลาะกันนิดหน่อยน่ะค่ะ เขาเมาก็เลย...” พี่เกียร์หรี่สายตามองฉันพลางกัดฟันกรอด “หนูไม่เป็นอะไรค่ะ มันเป็นครั้งแรกด้วย”“อยากให้มีรอบสอง”“ไม่ใช่นะคะ” มันไม่มีรอบสองแน่ ถ้าหากเรื่องปลายฟ้าจบลง ฉันกับพี่ครามก็จบเช่นเดียวกัน “มันพูดยากน่ะค่ะที่จะต้องพูดออกไป”ว่าฉันกับพี่ครามเราคบกัน มันมีเหตุผลของฉันอยู่ในนั้นประมาณ 95% อีก 5% คือเขาเป็นที่พึ่งให้ในตอนแรกๆ พอเมื่อวานแผงฤทธิ์ก็เลยคิดใหม่ทั้งหมด เอาเป็นว่า 100% ที่คบกับเขาเพราะผลประโยชน์ของตัวเองล้วนๆพอเห็นสีหน้าพี่เกียร์นิ่งจนเหมือนหุ่น ฉันก็พยายามทำให้บรรยากาศสำหรับเรามันดีขึ้น “ไว้หนูพร้อมหนูจะบอก”“...”“ถึงตอนนั้นพี่เกียร์จะรอฟังหนูไหม” ไม่ได้อยากจะขอร้อง เห
Gear Trick #12เขาเป็นความสบายใจถึงแบบนั้นเมื่อคืนฉันเผลอนอนหลับในห้องน้ำ ดีนะที่ไม่ขาดใจตายซะก่อนเพราะเปิดหน้าต่างบานเล็กให้ลมเข้า พี่ครามยังนอนไม่ตื่นอยู่บนเตียง พอเขาหลับแบบนี้ฉันก็รีบอาบน้ำแต่งตัวสวมเสื้อยืดสีน้ำเงินคอวีใหญ่กว่าตัวเล็กน้อยกับกางเกงยีนส์ทรงกระบอกสีเข้ม ผมเผ้าก็ไม่ได้มัดด้วยจึงปล่อยสยายเหน็บข้างใบหูฉันนั่งตวัดขาไขว่ห้างที่หน้าร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ก้มหน้าอ่านในหนังสือในมือ เป็นหนังสือเกี่ยวกับการฮีลใจ ใช่ มันไม่ได้ฮีลใจได้ดีสักเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ทำให้ลืมเรื่องเมื่อคืนไปได้ข้าง บนโต๊ะมีแก้วโกโก้เย็นกับจานเค้กที่ถูกตักกินไปแค่คำเดียวผละใบหน้าจากหน้าหนังสือหยิบแก้วโกโก้ขึ้นดื่ม ฉับพลันก็มีร่างสูงสวมกางเกงยีนส์สีซีดและเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงข้อศอกทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างฉัน ทันทีที่เห็นใบหน้าหล่อเหลาซึ่งมัดผมรวบเป็นมวย ด้านหน้าปล่อยเส้นผมลงมาและด้านบนมีแว่นกันแดดสีดำเหน็บบนศีรษะ รู้อะไรไหม... แค่เห็นหน้าเขา เรื่องเมื่อคืนก็ตีวุ่นเข้ามาอีกครั้ง“พี่เกียร์” เรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “มาได้ยังไงคะ รู้ได้ไงว่าหนูอยู่ที่นี่”“ผ่านมา” ชี้นิ้วไปยังรถจากัวร์ที่จอดอยู่ริม
คำหยาบคายถูกขุดขึ้นมา คนๆ นี้ไม่ใช่คนที่บอกรักฉันมาตลอด ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่พลังบวกให้กับฉันและไม่ใช่แม้แต่คนที่เคยใช้คำหวานเพื่อปลอบใจ เป็นที่พึ่งเดียวให้กับฉัน ตอนนี้เขาเหมือนปีศาจร้ายที่พร้อมจะทำลายฉัน หากยังคงดื้อดึงและยืนยันที่จะไม่เลิกยุ่งเกี่ยวกับพี่เกียร์ ใช่ เขาไม่ได้คิด พี่เกียร์ไม่ผิดทำไมฉันจะต้องทำตามพี่ครามด้วย“ปล่อยหนูนะ หนูเจ็บ”“เดี๋ยวนี้กล้าขึ้นเสียงกับกูเหรอปั้นหยา!”ตุ้บร่างของฉันถูกเหวี่ยงไปนอนฟุบลงบนเตียง ยังไม่ทันได้ลุกขึ้นนั่งดี พี่ครามก็ตามมาขึ้นคร่อมจนฉันเบิกตากว้างพลางส่ายหน้าไปมา เขาตรึงข้อมือฉันไว้เหนือหัว ฉับพลันก็โน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ลำคอจนฉันรู้สึกขยะแขยงเจียนบ้า“ฮึก ปล่อยหนูนะ”“ถ้ายังไม่รับปากกูว่าจะเลิกยุ่งกับมัน เตรียมตัวตายคาเตียงได้เลย” ฉันไม่รู้ว่าที่พี่ครามเป็นแบบนี้เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเป็นเพราะนี่... คือธาตุแท้ของผู้ชายที่ตีหน้าแสนดีกับฉัน พอกลายร่างก็เปลี่ยนไปจนไม่ใช่คนๆ เดิมที่ฉันรู้จัก “บอกมาว่าจะเลิกยุ่งกับมัน!”“มะ ไม่ หนูไม่เลิก”“ได้ งั้นมึงก็อย่าหวังว่ากูจะปล่อยให้แม่งสุขสบายกับมันแน่” ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้พลางบีบปลายคางฉันจนเจ็บแ







