Masuk
Jake Lack วิศวะไร้รัก
Because in his heart There was never room for our stories.
เพราะในใจของเขาไม่เคยมีพื้นที่ให้กับเรื่องราวของเราเลย
‘จำเอาไว้นะลูก ถ้าลูกไม่อยากได้ยินหรือไม่อยากฟังอะไร แค่ลูกหลับตาเรื่องทุกอย่างที่ลูกได้ยินก็จะเป็นเพียงแค่ความฝันยามที่ลูกหลับ’
‘จริงเหรอฮะ’
‘จริงสิลูก มาหนุนตักแม่มา แม่จะกล่อมให้ลูกนอนเองนะ’
ศีรษะเล็กเอนหนุนตักของผู้เป็นแม่ ขณะเงยหน้ามองใบหน้าสวยหวานหากแต่ว่ากลับถูกเติมเต็มไปด้วยแววตาที่เศร้าหมอง ทว่ารอยยิ้มของผู้ให้กำเนิดยังคงสดใสทุกครั้งที่มองมา สัมผัสจากมือที่อบอุ่นลูบไล้ศีรษะและขับขานบรรเลงเพลงกล่อมเพื่อกลบเกลื่อนเสียงอะไรก็ตามแต่ที่เข้ามาในโสตประสาทของเด็กน้อยวัยเพียงแค่สิบขวบ ใช่ว่าจะไม่รู้ประสีประสาอะไร ถ้อยคำมากมายที่เต็มไปด้วยคำโสมมทะลุผ่านห้องนอน
และใช่ แค่เพียงได้มองใบหน้าสวย มองริมฝีปากบางที่ขยับขึ้นลงเพื่อร้องเพลงกล่อมให้หันมาโฟกัสแค่ผู้เป็นแม่ ที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของลูกชายตัวน้อย
‘เพียงแค่ลูกนึกถึงแม่ จดจำเพลงกล่อมของแม่เอาไว้เวลาที่ลูกอยากจะหนีจากโลกภายนอก แม่จะอยู่ข้างๆ ลูกเสมอ’
‘ผมรักแม่ฮะ’
‘แม่ก็รักลูก รักมากที่สุดในชีวิตของแม่’
‘เจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อนเอย ค่ำแล้วจะนอนที่ตรงไหน นอนที่ไหนก็นอนได้...’ (เพลงกล่อมลูก - นกขมิ้น)
“เฮ้ย! ตื่นได้แล้วมึง เดี๋ยวเพื่อนมึงก็โผล่จากบึงมานอนข้างๆ หรอก”
ปลายเท้าของใครบางคนสะกิดให้ผมตื่นจากความฝันที่ทุกครั้งยามหลับตา มักจะนึกถึงผู้เป็นแม่อยู่เสมอ ดวงตาคมเหลือบมองร่างสูงที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์โน้มตัวโก้งโค้งชะโงกหน้ามามองว่าผมตื่นหรือยัง พอเห็นว่าลืมตาก็ขยับไปนั่งที่โต๊ะหินอ่อนประจำหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ ลุกขึ้นนั่งพลางยกมือยีเส้นผมสีดำสนิทและเอี้ยวหน้ามองไอ้ตัวที่มาปลุกผม ตอนนี้มันกำลังนั่งออดอ้อนออเซาะคู่หมั้นของตัวเองอยู่จนผมส่ายหน้าไปมา
“พี่เจค ทานแซนวิชด้วยกันไหมคะ”
“ไม่เป็นไร”
“นี่ชามะนาวค่ะ หนูซื้อมาฝาก” คนตรงหน้าดันแก้วชามะนาวของโปรดมาให้ ส่งผลให้ไอ้ตัวที่นั่งกอดคอคู่หมั้นเด็กวิศวะคอมฯ ปี 2 ทำหน้าบูดบึ้งใส่ผมที่ไม่คิดจะแคร์ว่ามันจะรู้สึกยังไง
“หนูทำแบบนี้อีกแล้วนะนินิว”
“หนูทำอะไรคะ” เอาอีกแล้ว... เหี้ยโฬม หาเรื่องเมียตัวเองเพราะผมอีกตามเคย
“ก็หนูแคร์ไอ้เจค”
“พี่เจคเป็นเพื่อนพี่โฬมนะคะ ที่สำคัญพี่เจคก็เหมือนพี่ชายของหนู”
“แต่เมื่อก่อนหนูเคยหวั่นไหวกับมันอะ!” ไอ้โฬมตวาดใส่ผมพลางมองหน้านิ่งๆ “กูเกลียดมึง”
“ไม่ได้ขอให้ชอบ” ผมตอบแค่นั้นก็ดูดชามะนาวกินหน้าตาเฉย “ช่วยไม่ได้”
“มึงกำลังจะบอกว่าที่เมียกูเคยหวั่นไหวกับมึง เพราะมึงหล่องี้?”
“มั้ง”
“เหี้ยเจค” ทั้งที่มันกับนินิวคู่หมั้นสาวหมั้นกันอย่างเป็นทางการ ใครต่อใครในคณะหรือมหาลัยก็รู้กันหมด ไอ้เวรตะไลเพื่อนตัวดีก็ยังคงหึงผมกับเมียมัน ใช่ ผมเพิ่งจะรู้ว่านินิวเคยหวั่นไหวกับผม หากแต่ว่าผมกลับไม่เคยรู้สึกอะไรกับเธอ ไม่สิ ต้องบอกว่ากับผู้หญิงทุกคนเลยก็ว่าได้ “หนูหวั่นไหวกับเพื่อนพี่ เพราะมันหล่อกว่าพี่ใช่ไหม”
“พี่โฬม” นินิวหลับตาลงถอนหายใจและเรียกชื่อมันเสียงเย็น “ยังไม่หยุด หนูโกรธจริงๆ นะ”
“เอ่อ...” พอเห็นว่าเมียตัวเองเอาจริง มันก็กระพริบตาถี่รัวพลางเสมองผมที่ยักไหล่ไหว ไม่ต้องมาขอความเห็นเลยผมไม่มีทางช่วยมันแน่นอน สมน้ำหน้านะนิสัยชอบแกล้งเมียตัวเองและสุดท้ายก็มาโดนโกรธทีหลัง มันทำตัวเอง ผมไม่เกี่ยวด้วยเลยแม้แต่นิด “อะ โอเค เรื่องมันผ่านมาแล้วก็ให้มันแล้วกันไป”
“หึ” ผมยกยิ้มมุมปากก่อนจะเหลือบมองร่างสูงของใครอีกคนที่สวมเสื้อช้อปสีแดงเลือดหมูเหมือนกัน เดินพ่นควันบุหรี่มาแต่ไกล พอมาถึงโต๊ะประจำก็ทิ้งตัวลงนั่งยกเท้าพาดบนโต๊ะจนไอ้โฬมเอากล่องแซนวิชหลบแทบไม่ทัน
“สัตว์เกียร์ ของแดก”
“กินมั้ง”
“น้องปั้นหยาไม่ทำให้แดกหรือไง” ไอ้โฬมคือตั้งแต่มีเมียก็หวงของกินจากเมียตัวเองมากจนผมกลอกตาขึ้นบน
“น้องไปค้างกับปลายฟ้าที่ร้านเจ๊นัตตี้”
“อ๋อ ถึงว่า... เมื่อคืนทักชวนกูไปผับ LC” ขมวดคิ้วสบตากับไอ้เกียร์ที่คีบบุหรี่ออกจากปาก เพราะนินิวเป็นฝ่ายดันแซนวิชจากมือไอ้โฬมให้มัน “เผอิญว่ากูไม่ว่างไง กำลังสร้างครอบครัวกับเมียอยู่”
“พี่โฬม” นินิวตีมือลงบนท่อนแขนแกร่งพลางมองหน้าผมกับไอ้เกียร์ เห็นถึงแก้มนวลแดงระเรื่อราวกับลูกมะเขือเทศ “นะ หนูไปหาเพื่อนแล้ว เอาไปเลย!”
“เขินอะไรของหนู พี่หมายถึงเราสร้างครอบครัวกันจริงๆ ไม่ใช่เหรอ เล่นเกมกันน่ะ”
“พี่โฬม!”
“เมียพี่แอบทะลึ่งนะเนี่ย” ไอ้โฬมเอื้อมมือไปจี้เอวนินิวที่หันมาตีมือมันอีกรอบ ก่อนจะเดินจ้ำอ้าวไปไกล ทิ้งไว้แค่เสียงหัวเราะของไอ้โฬมและใบหน้าหล่อเหลาที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม ก็นับตั้งแต่มีเมียมันก็ไม่ได้เล่นพนันเลย ยกเว้นพนันรถที่นินิวให้ได้ นอกนั้นคือห้ามเด็ดขาดไอ้โฬมเองก็แลดูสดใสมากขึ้นด้วยนะ จากผู้ชายที่คิดว่าคงหาเมียได้ยาก
หมั้นนำหน้าไอ้เกียร์ไปแล้วไง...
“แล้วห้องเป็นไง” ผมดูดชามะนาวจนเกือบหมดแก้วเสมองไอ้เกียร์ที่กัดแซนวิชเข้าปาก
“ดี” ตอบแค่นั้น ปกติของผมนั่นแหละพวกมันเข้าใจนิสัยของผมดีว่าพูดน้อยและขี้เกียจพูดมากแค่ไหน ขยับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หินอ่อนยกมือปิดปากเพื่อหาวออกมา รู้สึกง่วงนอนตลอดเวลาเลยแหะ “พอไปได้”
“แข่งรถชนะทุกรอบ มีเงินเยอะกว่ากูอีกมั้ง” ไอ้โฬมเบ้ปากใส่ผมพลางหยิบแก้วกาแฟเย็นขึ้นมาดูด “สบายเลยดิ ไม่ต้องพึ่งพาเงินคุณลุงแล้ว จะตัดบัตรไม่ให้รถขับ แล้วไงไม่ได้แคร์”
“อือ”
“หายนานขนาดนี้ จะดีเหรอ” คำถามนี้เป็นของไอ้เกียร์ที่ทำให้ผมกำแก้วชามะนาวในมือ คงดีสำหรับเขานั่นแหละและมันก็ดีสำหรับผมด้วยที่จะได้ไม่ต้องทนให้ถูกเหยียบย่ำจนแทบจะไม่ใช่คน “บางเรื่องเล่าสู่กันฟังได้”
“...” ผมเข้าใจถึงความหมายที่ไอ้เกียร์ต้องการจะสื่อ หากแต่ว่าผมไม่ได้พร้อมจะเล่าไง ดังนั้นจึงลอบมองใบหน้าของเพื่อนทั้งสองที่ถึงแม้จะไม่ได้กดดัน ก็พยายามบอกเสมอว่ามีอะไรควรคุยกันไม่ใช่ปิดกั้น
“เข้าใจปะ ใครทำเหี้ยไรให้บอก ไม่สิ บอกแค่กูพออย่าบอกไอ้เกียร์”
“ทำไม?”
“กล้าพูดนะไอ้เวร กูไม่อยากเห็นภาพมึงตอนนั้นไง” ไอ้โฬมคงจะหมายถึงตอนที่ไอ้เกียร์รุมยำไอ้แฟนเก่าของปั้นหยา บางทีมันอาจจะเป็นเหตุผลที่ผมไม่อยากเล่าเรื่องที่เจอภายในครอบครัวตัวเองให้ไอ้เกียร์ฟัง ถึงผมจะหยุดมันได้... ใช่ว่าจะหยุดได้ตลอดนี่นา สำหรับมันใครทำให้รู้สึกหงุดหงิดหรือมาทำให้คนข้างกายต้องเจ็บปวด มันแทบจะไม่สนใจอะไรเลยด้วยซ้ำ แม้กระทั่งตัวของพ่อแม่มันเองก็ตาม “ก่อนหน้านั้นกูก็เจอน้องอัญชันด้วย”
อัญชันเหรอ
“น้องถามหามึง บอกว่าคุณลุงเป็นห่วงมึงมากที่หนีหายออกจากบ้านไปหลายเดือน” ชื่อของคนอีกหนึ่งคนที่ทำให้ผมอยากหนีออกจากบ้านหลังนั้นให้เสียพ้นๆ และไม่อยากเจอกับเธอด้วย “กูถามจริงนะ มึงกับอัญชัน...”
“ไม่มีอะไร”
“แต่น้องเหมือนมีนะ” ไอ้โฬมถามย้ำ
“บอกว่าไม่มีก็ไม่มี” พอเห็นว่าผมเริ่มขึ้นเสียงไอ้โฬมก็ถอนหายใจเสมองไอ้เกียร์
“โอเค”
“ไม่ได้บอกใช่ไหม”
“ถ้ากูบอก ป่านนี้มึงคงด่าหัวกูแล้วล่ะ” หมายถึงบอกที่อยู่ของผมให้กับอัญชันรู้นั่นแหละ เป็นเรื่องเดียวที่ไม่อยากให้เธอรู้ว่าผมอยู่ที่ไหน มันไม่ปลอดภัยสำหรับตัวของเธอและรวมไปถึงผมด้วย “เออ!”
“ตกใจหมด” ไอ้เกียร์กำลังพิมพ์ข้อความคุยกับเมียตกใจเกือบทำมือถือร่วงที่ไอ้โฬมแผดเสียงขึ้นมา “อะไร”
“มีใครเคยกินคุกกี้จากสนามแข่งปะ”
“คุกกี้” ผมเลิกคิ้วถามไอ้โฬมที่พยักหน้ารับ
“แม่งโคตรอร่อย! นินิวซื้อมากิน แบ่งให้กูกินด้วย มันอร่อยมากราคาก็ถูก”
“อ้อ” ไอ้เกียร์ลากเสียงยาวพลางเอามือถือยัดใส่กระเป๋ากางเกง “เด็กหญิงกับเด็กชายมาขาย”
“ถูก น้องทำเองด้วยนะ นินิวถามอะทำหน้าแบบนี้ยังไม่เคยแดกใช่ปะไอ้เจค” ผมส่ายหน้าไปมา ปกติผมเป็นพวกที่ไม่ค่อยชอบกินของพวกนี้สักเท่าไหร่ “ลองดู”
“ไม่ชอบ”
“ไม่ลองมึงจะรู้เหรอ” ไอ้โฬมกลอกตาขึ้นบนพลางถอนหายใจอย่างหงุดหงิด “บางสิ่งบางอย่างก็ต้องลองก่อน ถึงจะรู้ว่าชอบหรือไม่ชอบ”
“...”
“ยังไม่ลองแล้วบอกว่าไม่ชอบ ระวังจะพลาดของดีๆ ไอ้เวร!”
ของบางอย่างมันไม่จำเป็นต้องลองแล้วถึงจะชอบ ในเมื่อถ้าไม่ชอบจะต้องลองให้เสียเวลาทำไมกันล่ะ ผมได้แต่ตอบไอ้โฬมในใจเพียงแค่ไม่อยากคุยกับมันให้ยืดยาว คว้าซองบุหรี่มาร์โบโล่ เมนทอลแบบเดียวกับของไอ้เกียร์ขึ้นมาสูบ ปกติผมมักจะสูบไม่บ่อยเหมือนไอ้เกียร์กับไอ้โฬม มักจะสูบเวลาที่อยากสูบเท่านั้น
“แล้วหาของเจอหรือยัง”
“ไม่เจอ”
“คงจะเจอหรอกนะ ผ่านมาตั้งแต่ปีกว่าละ” ไอ้โฬมปิดท้าย ของที่ว่าคือของสำคัญที่ทำหล่นหายไปเมื่อหนึ่งปีก่อน “เอาไงล่ะมึง”
“พลิกสนามหาก็ไม่เจอ” ผมใช้เวลาตลอดครึ่งปีเพื่อตามหาของสำคัญ ทว่ามันกลับหายสาบสูญไปก็เลยทำให้ผมหมดหวังจะตามหามัน ในเมื่อมันหายไปแล้วก็คงต้องช่างมันนั่นแหละ
“เสียดายแทนว่ะ ไม่น่าสะเพร่าเลย”
“ช่างเถอะ”
บอกปัดไอ้โฬม ถึงจะเสียใจเพราะมันเป็นของสำคัญมากๆ ในชีวิตของผม แต่ผมก็คงทำอะไรมากไม่ได้เพราะต่อให้ไปแจ้งความของหายมีรูปภาพก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ขนาดที่ว่าผมระดมคนในสนามแข่งรถมาช่วยกันหามันก็ยังไม่เจอเลย ดังนั้นของบางอย่างถ้าหากมันหลุดมือไปแล้วก็คงไม่สามารถวนกลับมาอยู่ที่เดิมได้หรอก
ผมพยายามแล้วไม่ใช่ว่าไม่ได้พยายามนะ ในเมื่อลองได้พยายามแล้วสุดท้ายมันไม่ได้ผล... ผมก็ต้องปล่อยมันไป แม้ลึกๆ จะเสียดายจนมาถึงทุกวันนี้ก็ตาม
[50%]
*----------------------------------------------------*
“เอ๊ะ”“ไม่สิ คนรู้ใจแบบปลอมๆ” พอหล่อนทักมาแบบนี้ฉันก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ เดี๋ยวนะ หน้าตาแบบนี้คุ้นจริงหากแต่ว่าฉันเจอคนมามากหน้าหลายตาไงก็เลยไม่ค่อยจะจำหน้าใครได้เสียเท่าไหร่ “ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไรกับพี่เจค”“...”“แต่พี่เจคไม่มีทางดึงใครให้มาเป็นคนรู้ใจได้ง่ายขนาดนั้นหรอก” แลดูคำพูดเหมือนจะไม่มีอะไรนะ แต่มันมีไงทุกคน สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่ลงท้ายแบบห้วนๆ ต่างจากกิริยาท่าทางที่เป็นคุณหนูผู้เพียบพร้อม ไม่ใช่คนนี้ที่กอดพี่เจคที่สนามแข่งเขามีผู้หญิงกี่คนกันแน่? ไม่อยากจะเชื่อว่าพี่เจคที่แสนเย็นชาคนนั้นจะเจ้าชู้ขนาดนี้“แล้วมาบอกฉันทำไม” คนยิ่งโกรธเขาเรื่องสนามแข่งอยู่ มาโยนไม้สุ่มไฟให้ลุกโชนอีกฉันก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นเป็นกอง “ถึงยังไงพี่เจคก็พูดออกจากปากเองไม่ใช่เหรอว่าฉันเป็นคนรู้ใจของเขา”“เธอไม่รู้จักพี่เจคดีพอ”“ใช่” ฉันไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ชอบใจที่เธอมากล่าวหาฉันราวกับตัวฉันไม่มีค่าพอให้พี่เจคดึงมาเป็นคนรู้ใจ ทั้งที่เรื่องตอนนั้นเขาพูดเองฉันไม่ได้รู้เรื่องสักหน่อย “แต่ล่าสุดพี่เจคขอให้ฉันอยู่ข้างๆ เขาแล้วล่ะ”ใบหน้าสวยหวานราวกับเจ้าหญิงถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย คนที่
Jake Lack #12หลบหน้า‘น่าสนใจ’พี่เงินพูดคำๆ นี้ เล่นเอาฉันถึงกับไปไม่เป็นเลยดิ อะไรที่ว่าน่าสนใจกันนะ “พี่หมายถึงอะไรเหรอ”“อ่า พี่กำลังหมายถึงว่าเอาขนมไปวางตามร้านน่ะ”“ค่ะ” ยกมือเกาศีรษะตัวเองและตักไอศกรีมกิน อย่างพี่เงินเนี่ยนะจะมาสนใจฉัน หล่อ รวยขนาดนี้จะมาสนใจผู้หญิงที่โคตรจะธรรมดาอย่างฉันทำไมกัน“ไม่มีใครมาจีบเพิร์ลบ้างเหรอ”“ไม่นะคะ” ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยมีใครมาจีบฉันเลย อาจจะเพราะฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้และเอาแต่คิดเรื่องค้าขาย โฟกัสแค่เงินเป็นหลักละมั้ง“แล้วคนที่ชอบล่ะ ไม่มีบ้างเหรอ มันต้องมีบ้างสิ”“คนที่ชอบเหรอ...” ฉันทำหน้านึกคิดจู่ๆ ใบหน้าของใครบางคนก็แวบเข้ามาจนฉันถึงกับนิ่งไป พลางสะบัดศีรษะตัวเองเพื่อให้หลุดโฟกัส จะบ้าหรือไงไปคิดถึงหน้าผู้ชายใจร้ายคนนั้นทำไมกันล่ะเพิร์ล! “หนูไม่มีใครหรอกค่ะ”“อายุเท่าไหร่แล้วเราน่ะ”“สิบเก้าค่ะ”“บ้าน่า เด็กสาวรุ่นเพิร์ลพี่ควงมานับไม่ถ้วน จะไม่มีเลยเหรอคนที่ชอบน่ะ”“ค่ะ ไม่มี” ก็บอกอยู่ว่าไม่มีก็คือไม่มีดิ พี่เงินจะคาดคั้นฉันเพื่อ?! “หนูคงตายด้านเรื่องผู้ชายมั้ง”“ถึงว่าอยู่ใกล้พี่ เพิร์ลไม่เห็นหวั่นไหว”“ใครบอกพี่ว่าหนูไม่หวั่นไหว” ฉั
“หนูไม่รู้เลยว่าพี่เงินจะเป็นซิลเวอร์ คิดว่าพี่แข่งแบบปกติด้วยซ้ำ”“ก็นะ พี่แข่งได้หลายประเภท แต่ที่ชอบคือแบบดริฟต์มากกว่า” เสียดายมาก! ซิลเวอร์ควรชนะเจคแลคบ้าง ไม่สิ มันจะมีอยู่หลายครั้งนะที่ซิลเวอร์ชนะเจคแลคน่ะ เหมือนคล้ายสลับๆ กันขึ้นอันดับหนึ่งมากกว่า“ไม่เตรียมตัวเหรอคะ”“อีกยี่สิบนาที พอดีพี่หิวน่ะเห็นเพิร์ลก็เลยแวะมาทัก”“งั้นพี่...” ก้มหน้าลงมองตะกร้าก็พบว่าแซนวิชมันหมดเหลือแค่ซองคุกกี้แค่ไม่กี่ซอง “เอาคุกกี้ไปกินรองท้องก่อนสิ”“จะดีเหรอ”“ดีสิคะ” ฉันฉีกยิ้มกว้างและยื่นซองคุกกี้โอ๊ตมีลให้พี่เงินสองอัน “เป็นคุกกี้โอ๊ตมีล เนื้อสัมผัสมันจะหนึบๆ หน่อยนะ หนูใส่ผลไม้แห้งกับอัลมอนล์ไปด้วย”“เท่าไหร่ รอบนี้พี่ขอจ่ายเงินนะ ไม่เอาฟรี”“แต่หนูอยากให้ เพราะได้รู้ว่าพี่คือซิลเวอร์” จะได้เอาเรื่องนี้ไปคุยโม้กับไอ้ตังให้มันหายงอนฉันสักที “รอบหน้าหนูค่อยคิดเงิน”“โอเค” เขาพยักหน้ารับพลางแกะคุกกี้กินพลางชูนิ้วโป้งให้เชิงบอกว่ามันอร่อย“คุกกี้มีพลังงานเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดตที่ดีสำหรับเพิ่มพลังงานในเวลาที่ต้องการได้ เพราะงั้นพี่กินคุกกี้หนูจะได้มีแรงแข่งไงคะ”“ความรู้แน่นมาก” เป็นไงฉันน่ะมันเก่
Jake Lack #11มีสิทธิ์อะไรไปโกรธเขาชิงช้าสวรรค์ที่นั่งรถเมล์ผ่านประจำแต่ไม่เคยได้เหยียบย่างเข้ามา มีบริเวณพื้นที่กว้างขวางและติดริมแม่น้ำสายสำคัญ หนำซ้ำยามพลบค่ำไฟที่ตกแต่งรอบๆ หรือบนชิงช้าสวรรค์ก็สวยงามมาก พอเห็นคนที่รอต่อคิวกันฉันก็ห่อเหี่ยวใจทันที เพราะคนค่อนข้างเยอะจนฉันทำปากงอง้ำ“คนเยอะอะ จะได้นั่งกี่โมงก็ไม่รู้” ด้วยเพราะเป็นวันหยุด กว่าพี่เจคจะวนหาที่จอดรถได้ก็เกือบสิบนาทีเชียวนะ “พี่เจคไปนั่งตรงนั้นก่อนก็ได้นะ หนูไปต่อคิวซื้อตั๋วก่อน”“ไม่เป็นไร” พี่เจคตอบ “ไปด้วยกัน”พูดจบเขาก็เดินล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์เดินนำฉันไปต่อคิว พอเห็นว่าฉันยืนเอ๋ออยู่ก็พยักหน้าให้มายืนต่อคิวด้วยกัน ฉันพาพี่เจคมาทรมานหรือเปล่าเนี่ย ความสูงของพี่เจคทำให้คนรอบข้างต้องหันกลับมามองเขากันใหญ่ ไม่ใช่แค่ความสูง ความหล่อเองก็เช่นกัน สาวน้อยสาวใหญ่บางคนมองพี่เจคแล้วก็เอามือปิดปากกรี๊ด แถมยังซุบซิบกันหากแต่ว่าคนข้างกายฉันกลับไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากรอต่อคิวซื้อตั๋วที่รอประมาณสิบนาทีก็มาถึงคิวเราสองคน ตอนแรกฉันจะควักเงินจ่ายเองก็ไม่ทันพี่เจค เขาออกเงินให้เสร็จสัพกระทั่งเดินนำฉันขึ้นบันไดมารอขึ้นชิงช้าสวรรค์
อธิบายออกไปด้วยเหตุและผล หวังว่าจะทำให้เด็กอย่างมันเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นฉันเป็นคนก่อ ฉันก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง “เรื่องที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอารมณ์ของฉันล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับพี่เจคเลย”“เธอรู้ใช่ปะเพิร์ล หวั่นไหวน่ะได้” มันกำลังจะพูดถึงอะไรกันแน่ ยิ่งพูดฉันก็ยิ่งไม่เข้าใจ “แต่เธอกับเขา ไม่เหมาะกัน”“จะให้บอกอีกกี่ร้อยครั้งว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับพี่เจค”“เขาอาจจะมีคนที่ชอบหรือคนรักแล้วก็ได้ ผู้ชายที่หล่อ รวยขนาดนั้นคิดว่าจะโสดให้เธอหวั่นไหวหรือไง”“ก็ช่างเขาสิ เขาจะโสด ไม่โสดมันเกี่ยวอะไรกับฉัน” อันที่จริงพี่เจคจะมีใครหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่แล้ว ที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือชดใช้ค่าซ่อมกระจกที่ตัวเองเป็นคนทำต่างหาก พี่เจคอาจจะกำลังสอนให้ฉันรู้จักรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ ถ้าหากวันนั้นฉันไม่ขับรถหนีมันอาจจะเคลียร์จบตั้งแต่ตอนนั้น แต่ด้วยความโง่เง่าของฉันไงเรื่องถึงได้บานปลายมาถึงตอนนี้ “แล้วแกเป็นอะไร จะวีนฉันเพื่อ?”“ฉันอิ่มแล้ว” ไอ้ตังลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าเป้สะพายบ่า “กินกันสองคน คงจะดีกว่า”“ตัง”เรียกชื่อร่างสูงเสียงแผ่วเบาขณะไอ้ตังเดินออกจากร้านไป ฉันได้แต่สับสนและงุนงงกับเหตุกา
Jake Lack #10เรื่องจริง ไม่ใช่ฝันพรึ่บ‘อยู่ข้างๆ พี่ ได้ไหม’“เรื่องจริงหรือความฝันกันแน่วะเพิร์ล”ฉันกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งจากเตียงนอน สลัดผ้านวมที่นอนคลุมโปงและมองไปรอบห้อง พลางยกมือตบแก้มตัวเองสองทีก็พบว่าคำพูดของพี่เจคยังคงวนเวียนในหัวสมอง เวลานี้ตีสามกว่าแล้ว ฉันยังข่มตานอนไม่หลับเลยให้ตายสิ!“คนบ้า พูดจาอะไรก็ไม่รู้”ให้หลังจากพี่เจคพูดคำนั้น เราสองคนก็แทบจะไม่พูดอะไรเลยจนพี่เจคพาฉันไปกินข้าวและพามาส่งที่หน้าปากซอยเข้าบ้าน ฉันเองก็อึ้งและอึ้ง จนกลายเป็นคนหูหนวกตาบอดขึ้นมาทันที พอเจอยายนวลกับไอ้ตังที่พอเห็นฉันก็บ่นยับว่าทำไมกลับช้าบลาๆ ก็นะไม่มีเวลาจะเถียงมันกลับ กลายเป็นว่าเหมือนชีวิตหยุดสตั๊นไปแปบหนึ่งกว่าจะชาร์จพลังกลับมาได้ จนถึงตอนนี้ข่มตาก็ยังไม่หลับเลยเอี้ยวตัวเปิดโคมไฟลิ้นชักหัวเตียง สายตาเหลือบไปเห็นกล่องบุหรี่ที่ฉันยังบ้าเก็บของเขามาทั้งที่ควรทิ้งมันไปได้แล้วใช่ปะ พอเห็นแบบนี้พอจะโยนทิ้งถังขยะมันก็ทิ้งไม่ลงอะ จำต้องเปิดลิ้นชักและโยนมันใส่เข้าไปแทน“เจอกันอีก คงต้องถามให้ชัดๆ ไปเลยว่าที่พูดจริงหรือแค่กำลังอ่อนไหว”ใช่ พี่เจคอาจจะกำลังอ่อนแอหรืออ่อนไหวจากคำพูดของป้าปาก







