Masukสนามแข่งรถเถื่อนพัทยา เวลา 18.48 น.
เสียงเครื่องยนต์รถดังกึกก้องไปทั่วห้องสนามพร้อมเสียงเชียร์จากผู้คนที่หลั่งไหลกันเข้ามาอยู่บนอัฒจันทร์ขนาดใหญ่ยักษ์ ด้วยเพราะเป็นสนามแข่งรถเถื่อนทำให้การก่อตั้งที่นี่จะค่อนข้างเป็นที่ลับตาคนและอยู่ค่อนข้างลึกพอควร เหมือนกับอยู่กลางป่าเขาลำเนาไพร ดังนั้นน้อยคนที่จะรู้จักที่แห่งนี้นอกจากบอกกันปากต่อปาก ที่นี่ไม่เคยถูกสั่งปิดด้วยเพราะเจ้าของอย่างพี่เต้มีผู้มีอิทธิพลหนุนหลังอยู่มากพอ ไม่อย่างนั้นผมคงไม่ได้แข่งขันมาตลอดสามปีเต็มหรอก ถ้าหากจะต้องถูกสั่งปิดนะ
“พวกมึงสองตัวต้องชนะ เค?” ไอ้โฬมวางมือลงบนบ่าผมและหันไปมองไอ้เกียร์ที่สวมถุงมือสำหรับแข่งขันแบบทางเรียบ เป็นการแข่งขันที่มันถนัดมากที่สุดและไม่เคยมีใครโค่นมันได้นอกจากตัวของมันเอง แพ้ครั้งแรกก็เพราะเมียโบกธงผิด
ส่วนผมน่ะเหรอ... ขี้เกียจก็คือปล่อยเบลอ ทว่าตอนนี้ขี้เกียจไม่ได้ ผมจำเป็นต้องแข่งรถเพื่อหาเงินมาเช่าห้องและเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตประจำวันหลังจากทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาหนีออกจากบ้าน ถูกตัดเงินทุกช่องทางแม้กระทั่งรถเองก็ไม่มีขับ จะได้อนิสงค์จากเฮียใจ๋เจ้าของอู่รถคนดังมาขับเพราะสร้างเม็ดเงินให้เขาค่อนข้างเยอะพอควร รถคันไม่กี่ล้านก็ให้มาขับฟรีๆ อาจจะเพราะเราติดต่อกันมานานจนเหมือนเป็นคนในครอบครัว รถคันเดียวเฮียใจ๋ไม่ใจจืดใจดำกับผมขนาดนั้นหรอก
“กูลงไปเยอะนะ”
“อือ” ไอ้เกียร์ตอบพลางสวมผ้าโผกสีขาวจนเห็นแค่เพียงลูกตาและทับด้วยหมวกกันน็อกสีขาวอีกที “พูดมาก”
“สัตว์!”
ไอ้เกียร์เดินออกจากโถงไปขึ้นประจำรถคันโปรดที่จอดเทียบรอ ผมกับไอ้โฬมก็เลยเดินมานั่งเก้าอี้ข้างสนาม ผมอยู่ในชุดแข่งสีดำเรียบร้อย พลางล้วงมือหยิบของบางอย่างขึ้นมาถลกแขนเสื้อด้านซ้ายขึ้นเพื่อเอาผ้าเช็ดหน้าสีม่วงพันรอบข้อมือ
“เดี๋ยวนะ มึงมีผ้าเช็ดหน้าสีนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” ไอ้โฬมจับข้อมือผมไปดูผ้าเช็ดหน้าสีม่วงที่ดูแล้วผมไม่น่าจะพกติดตัว
“นานแล้ว”
“พันเพื่อ?”
“นำโชค”
“สีม่วงเนี่ยนะ” เมื่อเอาผ้าเช็ดหน้าสีม่วงพันรอบข้อมือเสร็จผมก็ดึงแขนเสื้อมาปิด “ทำไมสีไม่เหมือนม่วงที่กูเห็น”
“ดอกไลแลค”
“ควาย กูกราบ อธิบายชัดๆ อย่าให้ต้องถามได้ปะ!” มันโวยวายจนผมถอนหายใจ ก็คือให้อธิบายด้วยเสียงรถกับเสียงคนเชียร์มันจะได้ยินชัดไหมล่ะ
“สีม่วงดอกไลแลค” เสมองไอ้โฬมที่ขมวดคิ้ว “เสิร์จกูเกิ้ล”
“พี่โฬม พี่เจค อยู่นี่เองหนูหาตั้งนาน”
“ที่รักของผัว มานั่งตักผัวเร็ว” ไอ้โฬมเอามือตบตักตัวเองเพื่อให้นินิวเมียสุดที่รักทิ้งตัวลงนั่งบนตัก เธอเขินอายเล็กน้อยที่ไอ้โฬมแทนตัวเองผัวๆ เมียๆ ก็นะนี่คือไอ้ลาภิศไง ลาภิศที่เป็นพิษแบบนี้นะ
“พี่โฬมลองคุกกี้รสใหม่สิคะ อร่อยมากเลยค่ะ”
“หนูไปซื้อที่เด็กขายของในสนามใช่ไหม” นินิวพยักหน้ารับและหยิบยื่นคุกกี้ให้กับผม หลุบสายตามองซองแก้วที่แพคคุกกี้สีเขียวและมีเม็ดอัลมอนต์ตกแต่งหนึ่งเม็ด ขนาดเป็นแบบแบนๆ ไม่บางและไม่หนาเกินไป
“พี่เจคลองสิคะ”
“พี่ไม่...”
“ปอดล่ะสิ แค่นี้ก็ทำเป็นไม่อยากลอง มึงมันกระจอกมากไอ้เจค” ไอ้โฬมได้ทีต่อว่าผมและกัดคุกกี้กินเยาะเย้ย
“มึงคิดว่ากูจะสนใจคำด่า” อยากจะด่าอะไรก็ด่าเลย ผมแคร์เหรอบอกเลยว่าไม่
“โธ่ ชิมหน่อยเผื่อจะติดใจ” ดันคุกกี้ใส่มือผมที่มองชิ้นคุกกี้ในมือและจับมันยัดลงในกระเป๋ากางเกงแทน ผมมองไอ้โฬมที่ตะโกนดีใจเมื่อไอ้เกียร์ขับเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกพร้อมเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ พอถึงคิวที่ผมจะต้องแข่งขันประเภทดริฟท์จึงหยิบผ้าโพกสีดำคลุมเห็นช่วงดวงตาและทับด้วยหมวกกันน็อกสีดำอีกที
รถมัสแตงค์สีดำคู่ใจผมขับรถคันนั้นช่วงหนึ่งปีที่แล้ว เพราะเฮียใจ๋บอกว่ามันเหมาะกับการแข่งดริฟท์มากและพอได้ลองขับดูมันก็ถูกใจผม ดังนั้นการเลือกอะไรบางอย่างถ้าหากยังไม่ได้ลองก็คงไม่ชอบ ยกเว้นก็แต่เรื่องของกินนะที่ต่อให้ไม่ชอบผมก็จะไม่ลิ้มลองมันเด็ดขาด
การแข่งขันผลชนะก็ยังคงเป็นผมเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่ หากแต่ว่ามันจะมีอยู่เพียงแค่ไม่กี่คนที่สูสีกับผมมาตลอด วันไหนผมขี้เกียจคนที่จะชนะผมได้ก็คง... “ดีใจด้วยนะเจคแลค”
ผมถอดหมวกกันน็อกออกส่งให้สตาฟและดึงผ้าคลุมศีรษะออกหันไปสบตากับร่างสูงของชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีใบหน้าหล่อเหลาและเผยรอยยิ้มที่ยินดีมาให้ หมอนี่มีชื่อในสนามที่เรียกขานกันว่า ‘Silver’ ที่หมายถึงสีเงินและใช่ หมอนี่มันก็ชื่อเงิน เด็กวิศวะเครื่องกลรุ่นเดียวกับผมแต่อยู่คนละมหาลัย
“อือ”
พยักหน้ารับให้กับไอ้เงินแค่นั้น ผมก็เดินกลับเข้ามาในห้องเพื่อเปลี่ยนชุด ผ้าเช็ดหน้าสีม่วงถูกดึงออกจากข้อมือและยัดลงในกระเป๋ากางเกงยีนส์ หากแต่ว่าผมกลับได้ยินเสียงกรอบแกรบดังขึ้นในกระเป๋ากางเกงชุดแข่งล้วงมันขึ้นมาก็พบว่าเป็นคุกกี้ที่ไอ้โฬมยัดใส่มือผม ตอนนี้สภาพมันเละมากๆ ผมถอนหายใจและเอามันใส่กระเป๋าเสื้อช้อปสีแดงเลือดหมูหลังจากเตรียมตัวจะกลับไปพักผ่อน
เดินออกมาหยุดที่รถ Porsche 718 สีดำก่อนจะได้ขึ้นรถผมก็ยืนสูบบุหรี่เอนสะโพกนั่งตรงท้ายรถ เส้นผมสีดำปลิวไสวตามแรงลมจังหวะนั้นผมก็ได้ยินเสียงพูดคุยดังมาแต่ไกล เป็นหญิงสาวกับชายหนุ่มที่เดินหัวเราะกันมา ในมือถือตะกร้าสแตนเลสและมาหยุดที่รถเก๋งเก่าๆ สีขาวสภาพเหมือนรถที่ขับออกไปไกลล้อก็พร้อมจะหลุดเลยนะนั่น ผมหรี่สายตามองภาพของเด็กสองคนนั้นขึ้นรถและขับผ่านหน้าผมไป เสียงเครื่องยนต์ก็นะ... เข้าอู่เฮียใจ๋มีหวังซ่อมยกคันแน่
ผมส่ายหน้าไปมาทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพื้นใช้ปลายรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อสีขาวดำขยี้จนแหลก ไม่ช้ารถก็พุ่งออกจากตัวเมืองพัทยาเพื่อกลับเข้าไปในตัวเมืองที่ทำให้ผมทอดสายตามองตรงไปราวกับนึกคิดไปถึงเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ข้อศอกยันกับขอบกระจกเอนเอียงใบหน้ากับฝ่ามือถอนหายใจออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
‘คนอย่างแกก็เป็นได้แค่ขยะ เหมือนกับแม่ของแกนั่นแหละ!’
‘อย่าดูถูกแม่ของผมแบบนั้นนะ’
‘ทำไม แกจะทำไหมฉันห๊ะ ไอ้...’
“เฮ้อ” คิดทำไมวะเจค เรื่องมันผ่านมานานแล้วนะ ควรลืมๆ มันไปสักทีตอนนี้ไม่ต้องทนอยู่ในบ้านหลังนั้นเพื่อทนฟังคำพูดแสนโสมมนั่นแล้ว สิ่งที่ควรทำคือปล่อยเรื่องทุกอย่างไปซะ
กลับมาถึงห้องในเวลาต่อมาก็เกือบสี่ทุ่มแล้ว ห้องที่ผมอยู่เป็นคอนโดเดียวกับไอ้โฬมแต่อยู่ชั้นบนสุดเนื่องจากมีห้องว่างพอดี ไอ้โฬมก็เลยจัดการเป็นธุระให้เรื่องเช่าห้องจากเจ้าของคอนโด แน่นอนว่าผมไม่ได้มีเงินก้อนจะมาซื้อห้องในราคาที่แพงหูฉีก จึงอาศัยผ่อนจ่ายรายเดือนแทน นี่เป็นเหตุผลที่ผมจะต้องแข่งรถอาทิตย์ละสามถึงสี่ครั้งเพื่อให้มีเงินก้อนและเงินสำรองใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ถึงผมจะไม่ได้เป็นคนใช้เงินแบบสุรุ่ยสุร่ายก็เถอะนะ
ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟากลางห้องเป็นแบบตัวยาวแบบเดี่ยวสีเทาและพื้นพรมขนสีขาว ผ้าม่านถูกเปิดทิ้งเอาไว้เป็นกระจกประตูที่เลื่อนเปิดปิดออกไปนอกระเบียงได้ เห็นวิวทิวทัศน์แบบทั่วทิศรวมไปถึงแม่น้ำสายสำคัญและสะพานข้ามที่ติดไฟระยิบระยับสวยงาม ผมจดจ้องมองจอทีวีขนาดยักษ์ที่ติดผนัง ไฟด้านบนถูกตกแต่งเป็นแบบสี่เหลี่ยมให้แสงสว่างปรับความมืดสว่างได้ ห้องกว้างขวางหากแต่ว่ามันค่อนข้างเรียบแทบไม่มีอะไรเลย ด้วยเพราะผมอยู่คนเดียวไงซึ่งแบบนี้มันดีมากๆ
ผมเอนตัวลงนอนยืดขายาวๆ ด้วยส่วนสูง 189 ซม. ทำให้โซฟามันดูเล็กทันทีที่ปลายเท้าของผมเลยออกบนพนักด้านข้างสำหรับวางแขน สอดมือเข้าใต้ท้ายทอยและทอดสายตามองวิวตรงหน้า ขยับตัวเล็กน้อยผมก็จำต้องล้วงมือหยิบซองแก้วคุกกี้ที่นินิวบอกว่ามันเป็นคุกกี้ใหม่รสกะทิใบเตยแบบดั้งเดิม ใส่สไตล์ไทยๆ เข้าไป และแม้ว่ามันจะแหลกผมก็เลือกแกะมันออกกลิ่นหอมของใบเตยโชยติดจมูก เศษคุกกี้ชิ้นเล็กถูกหยิบเข้าปากรสชาติหอมอร่อย ไม่หวานจนเกินไป
มองป้ายราคาก็... “30 บาท”
ราคาถูกแต่รสชาติไม่ธรรมดาจริงด้วยแหะ ถึงจะเป็นพวกไม่ชอบกินขนมพวกนี้สักเท่าไหร่ พอได้กลิ่นของมันและความนุ่มนวลของคุกกี้ที่ละลายในปาก ยามหลับตาลงจมูกของผมก็รู้สึกเหมือนคล้ายกับว่าเคยได้กลิ่นแบบนี้มาจากไหนกันนะ นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกจริงๆ หากเป็นความทรงจำคงจะเป็นกลิ่นขนมที่แม่ของผมเคยทำให้กินสมัยยังเด็กมากกว่า
*--------------------------------------------------*
“เอ๊ะ”“ไม่สิ คนรู้ใจแบบปลอมๆ” พอหล่อนทักมาแบบนี้ฉันก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ เดี๋ยวนะ หน้าตาแบบนี้คุ้นจริงหากแต่ว่าฉันเจอคนมามากหน้าหลายตาไงก็เลยไม่ค่อยจะจำหน้าใครได้เสียเท่าไหร่ “ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไรกับพี่เจค”“...”“แต่พี่เจคไม่มีทางดึงใครให้มาเป็นคนรู้ใจได้ง่ายขนาดนั้นหรอก” แลดูคำพูดเหมือนจะไม่มีอะไรนะ แต่มันมีไงทุกคน สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่ลงท้ายแบบห้วนๆ ต่างจากกิริยาท่าทางที่เป็นคุณหนูผู้เพียบพร้อม ไม่ใช่คนนี้ที่กอดพี่เจคที่สนามแข่งเขามีผู้หญิงกี่คนกันแน่? ไม่อยากจะเชื่อว่าพี่เจคที่แสนเย็นชาคนนั้นจะเจ้าชู้ขนาดนี้“แล้วมาบอกฉันทำไม” คนยิ่งโกรธเขาเรื่องสนามแข่งอยู่ มาโยนไม้สุ่มไฟให้ลุกโชนอีกฉันก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นเป็นกอง “ถึงยังไงพี่เจคก็พูดออกจากปากเองไม่ใช่เหรอว่าฉันเป็นคนรู้ใจของเขา”“เธอไม่รู้จักพี่เจคดีพอ”“ใช่” ฉันไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ชอบใจที่เธอมากล่าวหาฉันราวกับตัวฉันไม่มีค่าพอให้พี่เจคดึงมาเป็นคนรู้ใจ ทั้งที่เรื่องตอนนั้นเขาพูดเองฉันไม่ได้รู้เรื่องสักหน่อย “แต่ล่าสุดพี่เจคขอให้ฉันอยู่ข้างๆ เขาแล้วล่ะ”ใบหน้าสวยหวานราวกับเจ้าหญิงถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย คนที่
Jake Lack #12หลบหน้า‘น่าสนใจ’พี่เงินพูดคำๆ นี้ เล่นเอาฉันถึงกับไปไม่เป็นเลยดิ อะไรที่ว่าน่าสนใจกันนะ “พี่หมายถึงอะไรเหรอ”“อ่า พี่กำลังหมายถึงว่าเอาขนมไปวางตามร้านน่ะ”“ค่ะ” ยกมือเกาศีรษะตัวเองและตักไอศกรีมกิน อย่างพี่เงินเนี่ยนะจะมาสนใจฉัน หล่อ รวยขนาดนี้จะมาสนใจผู้หญิงที่โคตรจะธรรมดาอย่างฉันทำไมกัน“ไม่มีใครมาจีบเพิร์ลบ้างเหรอ”“ไม่นะคะ” ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยมีใครมาจีบฉันเลย อาจจะเพราะฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้และเอาแต่คิดเรื่องค้าขาย โฟกัสแค่เงินเป็นหลักละมั้ง“แล้วคนที่ชอบล่ะ ไม่มีบ้างเหรอ มันต้องมีบ้างสิ”“คนที่ชอบเหรอ...” ฉันทำหน้านึกคิดจู่ๆ ใบหน้าของใครบางคนก็แวบเข้ามาจนฉันถึงกับนิ่งไป พลางสะบัดศีรษะตัวเองเพื่อให้หลุดโฟกัส จะบ้าหรือไงไปคิดถึงหน้าผู้ชายใจร้ายคนนั้นทำไมกันล่ะเพิร์ล! “หนูไม่มีใครหรอกค่ะ”“อายุเท่าไหร่แล้วเราน่ะ”“สิบเก้าค่ะ”“บ้าน่า เด็กสาวรุ่นเพิร์ลพี่ควงมานับไม่ถ้วน จะไม่มีเลยเหรอคนที่ชอบน่ะ”“ค่ะ ไม่มี” ก็บอกอยู่ว่าไม่มีก็คือไม่มีดิ พี่เงินจะคาดคั้นฉันเพื่อ?! “หนูคงตายด้านเรื่องผู้ชายมั้ง”“ถึงว่าอยู่ใกล้พี่ เพิร์ลไม่เห็นหวั่นไหว”“ใครบอกพี่ว่าหนูไม่หวั่นไหว” ฉั
“หนูไม่รู้เลยว่าพี่เงินจะเป็นซิลเวอร์ คิดว่าพี่แข่งแบบปกติด้วยซ้ำ”“ก็นะ พี่แข่งได้หลายประเภท แต่ที่ชอบคือแบบดริฟต์มากกว่า” เสียดายมาก! ซิลเวอร์ควรชนะเจคแลคบ้าง ไม่สิ มันจะมีอยู่หลายครั้งนะที่ซิลเวอร์ชนะเจคแลคน่ะ เหมือนคล้ายสลับๆ กันขึ้นอันดับหนึ่งมากกว่า“ไม่เตรียมตัวเหรอคะ”“อีกยี่สิบนาที พอดีพี่หิวน่ะเห็นเพิร์ลก็เลยแวะมาทัก”“งั้นพี่...” ก้มหน้าลงมองตะกร้าก็พบว่าแซนวิชมันหมดเหลือแค่ซองคุกกี้แค่ไม่กี่ซอง “เอาคุกกี้ไปกินรองท้องก่อนสิ”“จะดีเหรอ”“ดีสิคะ” ฉันฉีกยิ้มกว้างและยื่นซองคุกกี้โอ๊ตมีลให้พี่เงินสองอัน “เป็นคุกกี้โอ๊ตมีล เนื้อสัมผัสมันจะหนึบๆ หน่อยนะ หนูใส่ผลไม้แห้งกับอัลมอนล์ไปด้วย”“เท่าไหร่ รอบนี้พี่ขอจ่ายเงินนะ ไม่เอาฟรี”“แต่หนูอยากให้ เพราะได้รู้ว่าพี่คือซิลเวอร์” จะได้เอาเรื่องนี้ไปคุยโม้กับไอ้ตังให้มันหายงอนฉันสักที “รอบหน้าหนูค่อยคิดเงิน”“โอเค” เขาพยักหน้ารับพลางแกะคุกกี้กินพลางชูนิ้วโป้งให้เชิงบอกว่ามันอร่อย“คุกกี้มีพลังงานเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดตที่ดีสำหรับเพิ่มพลังงานในเวลาที่ต้องการได้ เพราะงั้นพี่กินคุกกี้หนูจะได้มีแรงแข่งไงคะ”“ความรู้แน่นมาก” เป็นไงฉันน่ะมันเก่
Jake Lack #11มีสิทธิ์อะไรไปโกรธเขาชิงช้าสวรรค์ที่นั่งรถเมล์ผ่านประจำแต่ไม่เคยได้เหยียบย่างเข้ามา มีบริเวณพื้นที่กว้างขวางและติดริมแม่น้ำสายสำคัญ หนำซ้ำยามพลบค่ำไฟที่ตกแต่งรอบๆ หรือบนชิงช้าสวรรค์ก็สวยงามมาก พอเห็นคนที่รอต่อคิวกันฉันก็ห่อเหี่ยวใจทันที เพราะคนค่อนข้างเยอะจนฉันทำปากงอง้ำ“คนเยอะอะ จะได้นั่งกี่โมงก็ไม่รู้” ด้วยเพราะเป็นวันหยุด กว่าพี่เจคจะวนหาที่จอดรถได้ก็เกือบสิบนาทีเชียวนะ “พี่เจคไปนั่งตรงนั้นก่อนก็ได้นะ หนูไปต่อคิวซื้อตั๋วก่อน”“ไม่เป็นไร” พี่เจคตอบ “ไปด้วยกัน”พูดจบเขาก็เดินล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์เดินนำฉันไปต่อคิว พอเห็นว่าฉันยืนเอ๋ออยู่ก็พยักหน้าให้มายืนต่อคิวด้วยกัน ฉันพาพี่เจคมาทรมานหรือเปล่าเนี่ย ความสูงของพี่เจคทำให้คนรอบข้างต้องหันกลับมามองเขากันใหญ่ ไม่ใช่แค่ความสูง ความหล่อเองก็เช่นกัน สาวน้อยสาวใหญ่บางคนมองพี่เจคแล้วก็เอามือปิดปากกรี๊ด แถมยังซุบซิบกันหากแต่ว่าคนข้างกายฉันกลับไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นอกจากรอต่อคิวซื้อตั๋วที่รอประมาณสิบนาทีก็มาถึงคิวเราสองคน ตอนแรกฉันจะควักเงินจ่ายเองก็ไม่ทันพี่เจค เขาออกเงินให้เสร็จสัพกระทั่งเดินนำฉันขึ้นบันไดมารอขึ้นชิงช้าสวรรค์
อธิบายออกไปด้วยเหตุและผล หวังว่าจะทำให้เด็กอย่างมันเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นฉันเป็นคนก่อ ฉันก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง “เรื่องที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอารมณ์ของฉันล้วนๆ ไม่ได้เกี่ยวกับพี่เจคเลย”“เธอรู้ใช่ปะเพิร์ล หวั่นไหวน่ะได้” มันกำลังจะพูดถึงอะไรกันแน่ ยิ่งพูดฉันก็ยิ่งไม่เข้าใจ “แต่เธอกับเขา ไม่เหมาะกัน”“จะให้บอกอีกกี่ร้อยครั้งว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับพี่เจค”“เขาอาจจะมีคนที่ชอบหรือคนรักแล้วก็ได้ ผู้ชายที่หล่อ รวยขนาดนั้นคิดว่าจะโสดให้เธอหวั่นไหวหรือไง”“ก็ช่างเขาสิ เขาจะโสด ไม่โสดมันเกี่ยวอะไรกับฉัน” อันที่จริงพี่เจคจะมีใครหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่แล้ว ที่ฉันทำอยู่ตอนนี้คือชดใช้ค่าซ่อมกระจกที่ตัวเองเป็นคนทำต่างหาก พี่เจคอาจจะกำลังสอนให้ฉันรู้จักรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ ถ้าหากวันนั้นฉันไม่ขับรถหนีมันอาจจะเคลียร์จบตั้งแต่ตอนนั้น แต่ด้วยความโง่เง่าของฉันไงเรื่องถึงได้บานปลายมาถึงตอนนี้ “แล้วแกเป็นอะไร จะวีนฉันเพื่อ?”“ฉันอิ่มแล้ว” ไอ้ตังลุกขึ้นยืนหยิบกระเป๋าเป้สะพายบ่า “กินกันสองคน คงจะดีกว่า”“ตัง”เรียกชื่อร่างสูงเสียงแผ่วเบาขณะไอ้ตังเดินออกจากร้านไป ฉันได้แต่สับสนและงุนงงกับเหตุกา
Jake Lack #10เรื่องจริง ไม่ใช่ฝันพรึ่บ‘อยู่ข้างๆ พี่ ได้ไหม’“เรื่องจริงหรือความฝันกันแน่วะเพิร์ล”ฉันกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งจากเตียงนอน สลัดผ้านวมที่นอนคลุมโปงและมองไปรอบห้อง พลางยกมือตบแก้มตัวเองสองทีก็พบว่าคำพูดของพี่เจคยังคงวนเวียนในหัวสมอง เวลานี้ตีสามกว่าแล้ว ฉันยังข่มตานอนไม่หลับเลยให้ตายสิ!“คนบ้า พูดจาอะไรก็ไม่รู้”ให้หลังจากพี่เจคพูดคำนั้น เราสองคนก็แทบจะไม่พูดอะไรเลยจนพี่เจคพาฉันไปกินข้าวและพามาส่งที่หน้าปากซอยเข้าบ้าน ฉันเองก็อึ้งและอึ้ง จนกลายเป็นคนหูหนวกตาบอดขึ้นมาทันที พอเจอยายนวลกับไอ้ตังที่พอเห็นฉันก็บ่นยับว่าทำไมกลับช้าบลาๆ ก็นะไม่มีเวลาจะเถียงมันกลับ กลายเป็นว่าเหมือนชีวิตหยุดสตั๊นไปแปบหนึ่งกว่าจะชาร์จพลังกลับมาได้ จนถึงตอนนี้ข่มตาก็ยังไม่หลับเลยเอี้ยวตัวเปิดโคมไฟลิ้นชักหัวเตียง สายตาเหลือบไปเห็นกล่องบุหรี่ที่ฉันยังบ้าเก็บของเขามาทั้งที่ควรทิ้งมันไปได้แล้วใช่ปะ พอเห็นแบบนี้พอจะโยนทิ้งถังขยะมันก็ทิ้งไม่ลงอะ จำต้องเปิดลิ้นชักและโยนมันใส่เข้าไปแทน“เจอกันอีก คงต้องถามให้ชัดๆ ไปเลยว่าที่พูดจริงหรือแค่กำลังอ่อนไหว”ใช่ พี่เจคอาจจะกำลังอ่อนแอหรืออ่อนไหวจากคำพูดของป้าปาก
Jake Lack #8ไม่มีอะไรในกอไผ่เสียงดังโครมครามดังจากด้านนอก เมื่อฉันสวมชุดนักศึกษาและรวบเส้นผมสีดำปะบ่าของตัวเองไว้ตรงท้ายทอยเป็นมวย ปล่อยเส้นผมสยายลงด้านข้างและสวมผ้ากันเปื้อนชะโงกหน้าไปข้างบ้านก็เห็นลุงต๋องกำลังนั่งซ่อมอะไรบางอย่างอยู่“ลุงทำอะไรน่ะ”“ยายบอกว่าโต๊ะวางของมันจะพังไม่ใช่เรอะ”“ค่ะ”
“แกแพ้แน่ไอ้ไข่ย้อย”“พอ” พี่เจคกดปิดกระจกจนฉันหันมามองเขาด้วยสีหน้าไม่พอใจ“หนูยังกวนตีนมันไม่จบเลยนะ”“เลิกกวน” ทำหน้าบูดใส่เขาที่ส่ายหน้าไปมา “ดื้อ”“ก็มันกวนตีนเราก่อนนะ”“รู้” ตอบแบบขอไปที “เดี๋ยวก็จบ”ไม่รู้หรอกนะว่ามันจะให้พี่เจคแข่งกับมันแบบไหน รู้แค่ว่าให้ขับไปเข้าเส้นชัยตรงที่กลุ่มเพื่อนม
“พอดีเลย มะรืนเป็นวันหยุดพี่จะสั่งให้เราทำข้าวกล่องสักห้าสิบกล่องเอามาส่งที่สนามก่อนบ่ายได้ไหม”“ดะ ได้สิคะ” โห กลิ่นเงินมันโคตรจะหอมเลยแหะ “หนูทำได้ค่ะ”“เป็นเด็กดีมาก เอาอะไรง่ายๆ ก็ได้นะ พี่จะเอามาเลี้ยงนักแข่งที่จะมาซ้อมที่สนามวันมะรืนกับพวกช่างซ่อมรถ” พยักหน้ารับและคงต้องบอกยายนวลให้หยุดขายของ
“ใช่ๆ ผีเข้า แบบพอหนูโยนตะกร้าเสร็จ ผีออกเลยพี่ หนูกลัวก็เลยหนี”“คิดว่าควายมันเชื่อไหม” คำตอบคือไม่อยู่แล้ว เพราะควายมันฟังไม่รู้เรื่อง พอเห็นปฏิกิริยาของพี่เขาแล้วฉันเดาใจเขาไม่ถูกและอ่านไม่ออกว่าเขากำลังคิดหรือรู้สึกยังไง แววตาคมจดจ้องมองเหมือนมหาสมุทรที่นิ่งสงบรอวันคลื่นจะถลาเข้าใส่ “ไปสถานีตำ







