Mag-log in“เป็นอะไรรึเปล่าครับ” เสียงทุ้มโทนต่ำค่อนไปทางเรียบนิ่งเอ่ยถามคนในอ้อมแขน
วินาทีนั้นกรรณิการ์คล้ายตกอยู่ในภวังค์ เมื่อลืมตาขึ้นมาเห็นใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติในระยะใกล้ รูปหน้าของเขาดูคมคาย ริมฝีปากหยักบางสีชมพูธรรมชาติ ดวงตาคมดุสีถ่านด้านหลังเลนส์แว่นใสไร้ขอบดูมีเสน่ห์ยากจะต้านทาน เรือนผมสีดำถูกเซ็ตขึ้นเปิดหน้าผากกว้าง เผยให้เห็นโครงหน้าหล่อได้อย่างชัดเจน ผิวของเขาค่อนข้างขาว แต่ดูเหมือนจะสว่างน้อยกว่าผิวของเธอสักหน่อย กรรณิการ์มองสำรวจใบหน้าดุจพระเจ้าสร้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้ตัวว่าเผลอจ้องเขานานเกินไป แต่เพราะกลิ่นโคโลญจน์อ่อน ๆ ผสมกับกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ จากร่างสูงตรงหน้าทำให้เธอไม่อยากผละออก “ได้ยินรึเปล่าครับ?” เขาถามซ้ำขึ้นอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าหญิงสาวดูเหม่อลอย คนที่เพิ่งได้สติขึ้นมารีบผละตัวออกจากอ้อมแขนหนา กรรณิการ์กระแอมเบา ๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองสบตาเขา ชายหนุ่มตรงหน้าจัดว่าหล่อมาก น่าแปลกที่เธอไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตาเขาเท่าไหร่นัก หรือจะเป็นเด็กใหม่ก็ไม่แน่ใจ แต่ดูจากสถานการณ์แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า... “ขอโทษนะคะ” “ไม่เป็นระ-” แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดจบ หญิงสาวก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนแล้ว “ตอนนี้เรายังไม่สะดวกให้จีบน่ะ ไว้ค่อยทักเรามาใหม่นะ” รอยยิ้มหวานพราวเสน่ห์ถูกมอบให้กับชายหนุ่มร่างสูงล่ำ ซึ่งจากที่คาดคะเนด้วยตาเปล่าแล้วน่าจะไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเก้าเซนติเมตร คนถูกกล่าวหาว่าจะมาจีบยืนนิ่ง เขากวาดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาอ่านยาก “ขอตัวก่อนนะคะ” กรรณิการ์บอกลาชายหนุ่มที่เพิ่งพบหน้า ก่อนจะเตรียมเดินเลี่ยงเขาออกไป ทว่า... “ขอโทษด้วยนะถ้ามันทำให้เธอคิดว่าฉันจะจีบ แต่ว่าเราก็แค่บังเอิญเดินชนกัน” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้น รั้งให้หญิงสาวหยุดชะงักเท้าที่กำลังจะเดิน และทันทีที่แก้ต่างให้ตัวเองเรียบร้อยแล้ว เขาก็เป็นฝ่ายเดินออกมาจากตรงนั้นก่อน ทิ้งให้หญิงสาวยืนเหม่อ ทำหน้าเหวออยู่ตรงนั้น ครั้นคิดประมวลผลอยู่ครู่หนึ่ง กรรณิการ์ก็แทบอยากกรีดร้องออกมาให้สุดเสียง รสชาติของการถูกปฏิเสธเป็นแบบนี้เองอย่างนั้นเหรอ! ใบหน้าสวยแสดงสีหน้าบึ้งตึงออกมา พลางมองตามแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มไปจนสุดสายตา ทัศนัยเดินกลับมาที่โต๊ะในโรงอาหาร ซึ่งมีเพื่อนสนิทอีกสองคนกำลังนั่งคุยกันอยู่ “ทำไมไปนานจังวะไทม์” เมื่อหันมาเห็นว่าคนที่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำกลับมาแล้ว พชรจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย “เจอคนแปลก ๆ นิดหน่อย” คนถูกถามตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งดังเดิม ร่างสูงทิ้งกายลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับเพื่อนสนิททั้งสอง ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบนิ่ง ไม่แสดงออกถึงอารมณ์ใด ๆ ผ่านสีหน้าและแววตาเลยสักนิด “ยังไงนะ คนแปลก ๆ แบบไหนมึงเล่ามาดิ๊” พอร์ชหรือพชรยังคงซักถามอย่างต่อเนื่อง ในบรรดากลุ่มเพื่อนสนิททั้งสามคน พชรเป็นคนที่ดูเข้าถึงง่ายที่สุด เพราะภาพลักษณ์เจ้าชู้ของหนุ่มแบดบอยประจำกลุ่ม ทำให้สาว ๆ ต่างกล้าเข้าหาเขามากกว่าคนหน้านิ่งปากหนักอย่างทัศนัย หรือหนุ่มเนิร์ดพูดน้อยอย่างศุภวิชญ์ “ก็แค่ผู้หญิงแปลก ๆ คนนึงหาว่ากูจะไปจีบเขา” ทัศนัยตอบกลับอย่างคนประหยัดคำพูด “เดี๋ยวนี้เขามีมุกจีบแบบใหม่แล้วเหรอวะ ไม่ใช่ว่าเขาตั้งใจจะจีบมึง แต่บอกว่ามึงเป็นฝ่ายอยากจีบ เพื่อจะได้หาเรื่องเข้าใกล้มึงอะไรแบบนี้” พชรคิดเป็นเรื่องเป็นราวพลางยกยิ้มขบขันไปด้วย ได้เห็นเพื่อนรักหน้านิ่งแสดงออกว่ากำลังเบื่อหน่ายกับประเด็นที่พูดคุยกัน ดูท่าแล้วชาตินี้มันคงไม่มีแฟนง่าย ๆ หรอก พวกเขาทั้งสามคนเป็นเพื่อนสนิทกันมากว่าเจ็ดปีแล้ว นับตั้งแต่เรียนอยู่มัธยมปลายจนถึงมหาวิทยาลัยปีสี่ พวกเขาสามคนก็ตัวติดกันมาตลอด และในบรรดาสามคนนี้ ทัศนัยเป็นคนเดียวที่ไม่เคยมีแฟนหรือคนคุยมาก่อน อย่าว่าแต่คนคุยเลย แค่พูดกับผู้หญิงให้เกินสามประโยคนั้นก็ยากกว่างัดฝาท่อระบายน้ำเสียอีก “ไม่รู้สิ ไม่ได้สนใจ” ดวงตาคู่คมภายใต้เลนส์แว่นหลุบมองหน้าจอมือถือของตัวเอง ทว่าก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นความผิดปกติบางอย่าง “แหวนกูหาย” ทัศนัยพูดขึ้นเสียงเข้ม เมื่อมองสำรวจมือทั้งสองข้างของตัวเองแล้วไม่พบแหวนสีเงินที่เขาสวมติดนิ้วตลอดเวลา “ลองหาในกระเป๋าเสื้อกับกระเป๋ากางเกงดูยัง” ศุภวิชญ์ที่นั่งเงียบอยู่นานพูดขึ้นบ้าง “หาแล้ว” คิ้วคมเข้มขมวดเข้าหากันเป็นปม แหวนวงนั้นมีความสำคัญกับเขามาก เพราะเป็นแหวนประจำตระกูล ซึ่งทัศนัยไม่เคยถอดมันออกจากนิ้วเลยนับตั้งแต่บิดามอบมันให้เขา หากไม่ใช่ตอนอาบน้ำหรือล้างมือ เดี๋ยวนะ ล้างมือ... “มึงทำหล่นไว้ไหนรึเปล่า?” พชรช่วยนึกถึงสิ่งที่พอจะเป็นไปได้ พวกเขารู้ถึงความสำคัญของแหวนวงนั้นดี เพราะทัศนัยใส่มันติดตัวตลอดเวลา ถึงแม้ว่าจะสามารถสั่งทำใหม่ได้ แต่เพื่อนเขาคงจะรู้สึกแย่น่าดูที่รักษาเอาไว้ไม่ได้ “นี่นาย” พลันน้ำเสียงหวานของใครบางคนก็ดังแว่วมาจากด้านหลังของพชรกับศุภวิชญ์ และเมื่อเจ้าของเสียงเดินมาหยุดอยู่ข้างโต๊ะ สองหนุ่มที่กำลังช่วยเพื่อนหาของอยู่ก็ถึงกับตกตะลึงไปตาม ๆ กัน กรรณิการ์เดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างกายของชายหนุ่มที่เพิ่งเดินชนกับเธอเมื่อครู่ พร้อมส่งรอยยิ้มหวานให้กับเจ้าของใบหน้าหล่อสะดุดตา แถมวาจายังสะดุดใจเธอไม่น้อย แต่ทว่าเขากลับมีสีหน้าเรียบนิ่ง และไม่แม้แต่จะหันมามองเธอด้วยซ้ำ คนอะไรหยิ่งเป็นบ้าเลย! พชรกับศุภวิชญ์หันมองหน้ากัน สลับกับมองหน้าเพื่อนสนิทที่ยังนั่งนิ่ง ก่อนจะเหลือบมองไปยังคนมาใหม่ด้วยความสงสัย พวกเขารู้จักกรรณิการ์พอสมควร เพราะชื่อเสียง (เสีย) ในมหา’ลัยของหญิงสาวนั้นมีให้ได้ยินอยู่แทบทุกวัน อย่างเหตุการณ์ที่เธอปฏิเสธคนคุยคนล่าสุดกลางโรงอาหารเมื่อเช้าก็กำลังเป็นที่พูดถึงกันอยู่ตอนนี้ แถมพวกเขาสองคนก็เห็นกับตาเนื้อ มีเพียงทัศนัยที่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำและไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรพวกนี้ด้วย “นี่ ได้ยินไหม เราพูดกับนายอยู่นะ” กรรณิการ์วางมือค้ำลงบนโต๊ะพลางจ้องใบหน้าของอีกคน เพื่อเน้นย้ำให้เขารู้ว่าเธอกำลังพูดกับเขาอยู่ ทัศนัยเงยหน้ามองหญิงสาวด้วยแววตานิ่งเรียบ มีเพียงหัวคิ้วเข้มซึ่งยังขมวดน้อย ๆ เพราะกำลังห่วงของสำคัญ “มีอะไร” เขาถามเสียงทุ้มห้วนสั้น ตอนนี้ทัศนัยแทบไม่มีกระจิตกระใจจะคุยกับใครแล้ว เขาอยากรีบตามหาแหวนของตัวเองให้เจอโดยเร็ว คิ้วเรียวสวยกระตุกเล็กน้อยด้วยความขัดใจกับความประหยัดคำพูดของเขา ราวกับกลัวว่าถ้าพูดกับเธอมากเกินกว่านี้ ดอกพิกุลจะร่วงออกมาจากปากอย่างไรอย่างนั้น แต่กรรณิการ์ก็เลือกที่กลบเกลื่อนความไม่สบอารมณ์นั้นเอาไว้ในใจ แล้วคลี่ยิ้มกว้างขึ้น ก่อนจะหยิบของบางอย่างออกมาวางตรงหน้าเขา “นายทำหล่นตรงที่เราเดินชนกันน่ะ” หญิงสาวไขข้อข้องใจให้กับชายหนุ่มไปในตัว แหวนเงินแท้ฝังเพชรเม็ดเล็ก ๆ ไว้ตรงกลางหนึ่งเม็ด และรอบวงแหวนมีรอยสลักเป็นลวดลายแสนประณีต ด้านในมีนามสกุลของเขาสลักเอาไว้ กรรณิการ์เก็บมันได้ตอนที่เธอเข้าห้องน้ำเสร็จแล้ว และกำลังจะเดินกลับไปที่ตึกคณะ แต่หางตาดันเหลือบไปเห็นแหวนวงนี้สะท้อนกับแสงแดดจนเกินเป็นประกายระยิบระยับ ซึ่งจากตำแหน่งที่เจอเธอก็พอเดาได้ว่าน่าจะเป็นของผู้ชายที่เดินชนกันก่อนหน้านั้น เธอจึงคิดว่าควรเอามันมาคืนเจ้าของ แต่เธอไม่ได้เอามาคืนฟรี ๆ หรอกนะ “ขอบใจ” มือหนากำลังจะยื่นมาหยิบของสำคัญของตัวเองคืน ทว่าหญิงสาวกลับคว้ามันไปเสียก่อน ทำเอาใบหน้าหล่อเริ่มฉายแววหงุดหงิดออกมาเล็กน้อย “แค่ขอบใจเองเหรอคะ” คนตัวเล็กจงใจถามอย่างยั่วเย้า สองหนุ่มที่นั่งมองเหตุการณ์ต่างลอบมองหน้ากันด้วยความสงสัยปนตื่นเต้น เพราะเพิ่งเคยเห็นใครรุกใส่เพื่อนสนิทของพวกเขาขนาดนี้ แถมคนรุกยังเป็นสาวฮอตในมหา’ลัยอีกด้วย ซึ่งนี่มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจมากกว่าอีก “ต้องการอะไร” ทัศนัยยังคงใช้น้ำเสียงราบเรียบ เขานึกรำคาญผู้หญิงคนนี้อยู่เล็กน้อย ไม่รู้ว่าอะไรดลบันดาลให้เขาต้องเจอกับเธอ “เราสนใจนายอ่ะ จีบได้ป้ะ?”หลังถูกเชิญขึ้นไปเต้นอยู่กับดีเจหนุ่มหล่อบนเวทีพอได้เหงื่อแล้ว กรรณิการ์ก็รู้สึกว่าเธอมีอาการแปลก ๆ ไป ทั้งร่างร้อนวูบวาบอีกทั้งยังรู้สึกมึนหัวคล้ายอาการเมาเหล้าท่ามกลางผู้คนและแสงสีชวนตาลาย ร่างเล็กค่อย ๆ ประคองตัวเองเดินแหวกออกไปเพื่อที่จะไปเข้าห้องน้ำ“ฮือ ร้อน” เสียงหวานพึมพำกับตนเองเพราะรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวหนักขึ้นภาพตรงหน้าดูพร่าเบลอเหมือนโลกหมุน อีกทั้งยังปวดหัวและวูบวาบไปทั้งตัว จนแทบควบคุมร่างกายไม่ไหวพลันคำพูดของพี่ชายก็ผุดขึ้นมาในหัว‘ยาปลุกเซ็กส์ทั่วไป ฤทธิ์จะแรงทำให้ร่างกายเราร้อนและรู้สึกมีความต้องการสูงมาก ยิ่งผสมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ยิ่งแรง ถ้ารู้ตัวว่าโดนยาพวกนี้ก็ต้องรีบจัดการ’แล้วสถานการณ์ตอนนี้เธอควรทำยังไงดี กรรณิการ์ได้แต่คิดอยู่ในใจ เธอพาร่างตัวเองออกมาจากกลางดงผู้คนได้แล้วแต่ทว่าจู่ ๆ ข้อมือก็ถูกใครบางคนกระชากอย่างแรง จนร่างสวยแทบลอยไปปะทะกับแผงอกของคนคนนั้น“อึก! ปล่อย” ดวงตาคู่สวยซึ่งฉ่ำเยิ้มด้วยพิษใคร่และฤทธิ์แอลกอฮอล์ตวัดมองคนที่เข้ามากระชากแขนพลางบิดข้อมือออกจากการเกาะกุมไปด้วย“เป็นอะไรรึเปล่ากรีน” เสียงคุ้นหูทำให้กรรณิการ์เพ่งมองใบหน้าของผู้ชายคน
FAMOUS CLUB 21:45 น. เสียงดนตรีดังกระหึ่มภายในคลับชื่อดังย่านใจกลางเมือง ในคืนวันศุกร์สุดสัปดาห์ทำให้ทุกโซนอัดแน่นไปด้วยเหล่านักล่าราตรี เพราะที่นี่เป็นคลับที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุด ดีเจงานดีทั้งชายและหญิง พนักงานเสิร์ฟหรือแม้กระทั่งการ์ดหน้าผับก็ยังหน้าตาดีเหมือนจับดารามาแต่งคอสตูม กรรณิการ์เป็นลูกค้าประจำของที่นี่บวกกับพี่ชายเป็นผู้ถือหุ้นหลักด้วย ทำให้เธอมักจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งด้านการบริการและความปลอดภัย “แกห้ามยัยกรีนหน่อยมั้ย ซดเหล้าเป็นน้ำเปล่าเลย” เสียงเพื่อนสาวในโต๊ะซุบซิบคุยกันเมื่อเห็นคนที่ชวนออกมาดื่มกระดกเหล้าเป็นน้ำเปล่า วันนี้กรรณิการ์รู้สึกเบื่อจนเข้าขั้นเหงา เธอจึงชวนกลุ่มเพื่อนสายปาร์ตี้ที่ค่อนข้างสนิทกันมาดื่มด้วย เพราะชวนคุณากรกับลลิตาแล้วทั้งสองต่างไม่ว่างกัน เธอจึงต้องชวนเพื่อนกลุ่มนี้มาด้วยแทน ซึ่งคนมีชื่อเสียงอย่างเธอก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีเพื่อนหลายกลุ่ม แต่ก็ไม่ได้สนิทเท่าสองคนที่เป็นเพื่อนรักจนตัวติดกันแทบตลอด กลุ่มไหนสนิทได้แค่ไหนเธอรู้ดี... “เฌอ สั่งเหล้าเพิ่มให้หน่อย” กรรณิการ์หันไปพูดข้างหูเพื่อนสาวที่ชื่อเฌอเอม ซึ่งเป็นเพื่อนที่เธอรู้จัก
นับตั้งแต่วันที่ความสัมพันธ์แสนวุ่นวายของเธอกับเขาจบลง โดยที่ชายหนุ่มเป็นคนออกปากไล่ด้วยตัวเอง กรรณิการ์ก็รู้สึกว่าชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยตอนปีสามมันดูน่าเบื่อไปหมด แม้กระทั่งกำลังนั่งเรียนอยู่ในวิชาเสรีที่เธอเป็นคนไปลากเพื่อนทั้งสองย้ายมาลงเรียนด้วยกัน จนต้องเสียเวลาดำเนินเรื่องและถูกอาจารย์บ่นจนหูแทบชา เธอก็ยังรู้สึกเบื่อหน่าย แต่ก็นับยังว่าเป็นโชคดีที่จะไม่ต้องเห็นหน้าคนหน้านิ่งนั่นอีก เพราะเขาไม่ได้มาช่วยสอนอีกแล้ว ตอนนี้ที่เธอกำลังเบื่อหน่ายเพราะไม่มีอะไรให้น่าสนใจ ปกติเธอมักจะมีคนคุยไม่เคยว่างเว้น แต่ช่วงนี้กลับไม่รู้สึกอยากคุยกับใครเป็นพิเศษ และนี่ก็คือสาเหตุของการที่เธอรู้สึกเหมือนจะแห้งเฉาตาย เพราะทุกอย่างมันดูน่าเบื่อไปหมด กรรณิการ์จึงหันไปมองรอบข้าง ก่อนจะเห็นเพื่อนสนิทอย่างคุณากรกำลังนั่งควงปากกาเล่นอยู่ รายนั้นก็ดูจะเหม่อลอยไม่ต่างจากเธอเท่าไหร่ แต่ที่ต่างก็คงจะเป็นอีกฝ่ายเหม่อแล้วยิ้มคล้ายกับกำลังเคลิ้มฝัน ส่วนเธอเหม่อเพราะรู้สึกเบื่อ “คิดอะไรอยู่ ทำไมถึงได้ยิ้มชวนคิดลึกแบบนี้” ก่อนที่เธอจะชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ แล้วกระซิบถามเสียงเบาพร้อมทั้งยกยิ้มล้อเลียนเพื่อนชายไปด้
ผ่านมาหลายวันหลังจากวันที่เกิดเหตุการณ์ผีผลักในรถของทัศนัย พอวันต่อมาเขาก็ไม่ได้เข้ามาที่มหา’ลัยทำให้ไม่ได้เจอหน้าหญิงสาว เพราะปีสี่ไม่ค่อยมีการเรียนการสอนมากเท่าไหร่ ส่วนมากจะเน้นให้นักศึกษาได้วางแผนทำวิจัย หรือบางคณะก็อ่านหนังสือติวเข้มเตรียมสอบ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ค่อยได้เจอกับคนน้องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แต่ก็มีบ่อยครั้งที่หญิงสาวส่งข้อความมาหา ถามไถ่ไปเรื่อยตามประสาของเธอ ถ้าจะมีสิ่งที่แปลกไปก็คงเป็นตัวเขาที่เริ่มตอบข้อความเธอบ่อยขึ้น ไม่ได้รู้สึกรำคาญเวลาถูกคนน้องหยอกล้อ หรือแกล้งหยอดคำหวานหรือส่งมุกจีบมาให้ พอเธอเลิกก่อกวน และพูดจาน่ารักกับเขาบ่อยขึ้น ทัศนัยก็รู้สึกว่าเนื้อแท้ของคนตัวเล็กไม่ได้แย่นัก กรรณิการ์เป็นผู้หญิงร่าเริง คุยเก่งและบางครั้งก็ชอบอ้อนแบบไม่รู้ตัว ถึงแม้จะพิมพ์คุยกันในแมสเสจเป็นส่วนใหญ่ แต่เขาก็พอจะจับสังเกตได้ เหมือนอย่างตอนนี้ที่คนน้องมานั่งอยู่กับเขาที่ใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ ซึ่งวันนี้เขาเข้ามหา’ลัยมาเพื่อพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาและจัดการเอกสารที่ช่วยอาจารย์สอนเล็กน้อย “แล้วพี่ไทม์จะกลับตอนไหนเหรอ” เสียงหวานของกรรณิการ์เอ่ยถามคนพี่ เนื่องจ
รู้ตัวอีกทีเธอก็ขึ้นมานั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ โดยมีสารถีเป็นชายหนุ่มรุ่นพี่สุดเย็นชาเสียแล้ว กรรณิการ์ลอบมองซีกหน้าด้านข้างของคนพี่ซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับถนนเบื้องหน้า โดยตรงไปตามเส้นทางที่จะไปเพ้นท์เฮ้าส์ของเธอ ความคิดที่เคยอยากแกล้งเขาเพื่อเอาคืนที่ถูกปฏิเสธในวันแรกนั้น ตอนนี้มันแทบจะเลือนหายไปจากสมองของเธอหมดแล้ว ไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน ที่หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงเวลาอยู่ใกล้เขา มันอาจจะเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้เอง คงเป็นวันที่เธอถูกดักทำร้ายล่ะมั้ง... แต่ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ในตอนนี้เธอก็ไม่กล้าพอที่จะคิดเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์นี้ เธอไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงในตอนนี้ เพราะอย่างนั้นจึงยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ได้ พอมาคิด ๆ ดู หากเธอเป็นฝ่ายที่ถูกตามก่อกวน ถูกแกล้งหรือยั่วโมโห แต่วันดีคืนดีอีกฝ่ายกลับมาทำท่าทางเหมือนตกหลุมรักเธอ มันก็คงพิลึกไม่น้อย แต่เรื่องแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนสวยอย่างเธอหรอก คนหล่อมีเยอะ แต่คนหล่อที่ตรงเทสเธอน่ะมันไม่ได้มีให้เจอบ่อย ช่วยไม่ได้ที่เขาอยากเกิดมาหล่อเอง “ถึงแล้ว” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นช่วยเรียกสติของคนที่กำลังเหม่อลอยให้กล
ภายในร้านชาบูหม้อไฟซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมฟุ้งของน้ำซุปหลากหลายรสชาติ กรรณิการ์สั่งเนื้อเซ็ตใหญ่มาพร้อมกับกุ้งถาดใหญ่อีกสองถาดโดยมีทัศนัยนั่งมองอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ หลังจากที่หยอกล้อชายหนุ่มรุ่นพี่จนพอใจแล้ว เธอก็ชวนเขามานั่งกินหม่าล่าหม้อไฟด้วยกัน ซึ่งก็ได้ถามคนพี่ก่อนแล้วว่าเขาสามารถกินเผ็ดได้ไหม และด้านทัศนัยเองก็ยืนยันว่ากินได้ เธอจึงพาเขามาที่ร้านประจำของตัวเอง “ทำไมสีมันดูจัดขนาดนี้” หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อเห็นว่าน้ำซุปในหม้อหม่าล่าสีดูจัดจ้านจนเขารู้สึกแสบท้องทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือทานเลยด้วยซ้ำ “หม่าล่าก็แบบนี้แหละค่ะ แต่ถ้าพี่ไม่ชอบก็มีอีกฝั่งเป็นทงคัตสึไงคะ” กรรณิการ์มองคนพี่พลางพยักเพยิดหน้าให้เขามองอีกฝั่ง ซึ่งเป็นน้ำซุปทงคัตสึรสชาติกลมกล่อมเหมาะกับคนที่ไม่ชอบทานเผ็ด “กินเผ็ดแบบนี้ไม่กลัวแสบท้องหรือไง” เขาถามด้วยความสงสัย สีของมันดูน่าจะเผ็ดมากแถมน้ำมันยังเยอะอีกด้วย เพราะด้วยภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่ดูเป็นคุณหนู แม้จะไม่ได้น่ารักน่าทะนุถนอมขนาดนั้น แต่เขาก็อดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่าเธอจะกินเผ็ดขนาดนี้ได้ยังไง “แค่นี้สบายมาก ถึงหนูจะเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสแต่เรื่องกินเผ็ดหนูได้เ
ตกเย็นหลังจากเลิกเรียนในคลาสสุดท้ายแล้ว กุลนิภาพี่สาวคนกลางของเธอก็ส่งข้อความมาบอกว่าจะเข้ามารับ เพราะเจ้าตัวมาทำธุระแถวนี้พอดี โดยคุณากรก็ขอติดรถไปด้วยกัน ความจริงแล้วเธอสามารถขอให้บิดาออกรถให้ได้หรือจะเรียกคนขับรถจากบ้านใหญ่มาคอยรับส่งก็สามารถทำได้ แต่เพราะอยากใช้ชีวิตแบบเรื่อยเปื่อยตามใจตัวเอง
ตกเย็นกรรณิการ์กลับมายังเพ้นท์เฮ้าส์ที่พักอาศัยอยู่กับพี่สาวคนกลางอย่างกุลนิภาด้วยสภาพเหนื่อยอ่อนวันนี้หลังจากที่ไปก่อกวนทัศนัยเสร็จแล้วตลอดทั้งคลาสเรียนช่วงบ่ายเธอก็เหมือนถูกสูบวิญญาณออกจากร่างไปจนหมดเพราะอาจารย์ที่สอนวิชานั้นไม่ค่อยชอบเธอนัก ส่วนสาเหตุก็มาจากการที่ตอนอยู่ปีสอง เธอโดดเรียนวิชานี
นับว่าในยังเป็นโชคดีที่เหตุการณ์รุนแรงนั่นเกิดขึ้นในช่วงเย็นวันศุกร์ ทำให้กรรณิการ์ไม่ต้องแต่งหน้าโบกรองพื้นหนา ๆ กลบเพื่อไปเรียน หรือพยายามหลบเลี่ยงสายตาของใคร เรื่องที่เธอถูกดักตบเมื่อวานถูกจัดการให้เงียบที่สุดโดยฝีมือบอดี้การ์ดของพี่ชาย ซึ่งเธอแอบขู่ฝ่ายนั้นไปว่าหากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูคนใน
เพราะเกรงว่าหากกลับไปที่เพ้นท์เฮ้าส์ในสภาพนี้แล้ว อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้หากพี่สาวอย่างกุลนิภาเห็นว่าน้องสาวคนเล็กของบ้านมีสภาพเหมือนพึ่งไปฟัดกับหมามาจากไหนสักที่ แน่นอนว่าหากพี่สาวรู้ พี่ชายเธอก็ต้องได้รู้ เกิดเรื่องเข้าหูเกรย์สันเมื่อไหร่ เธอไม่อาจรับรองความปลอดภัยให้ใครได้เลยจริง ๆ เพ







