LOGIN“เป็นอะไรรึเปล่าครับ” เสียงทุ้มโทนต่ำค่อนไปทางเรียบนิ่งเอ่ยถามคนในอ้อมแขน
วินาทีนั้นกรรณิการ์คล้ายตกอยู่ในภวังค์ เมื่อลืมตาขึ้นมาเห็นใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติในระยะใกล้ รูปหน้าของเขาดูคมคาย ริมฝีปากหยักบางสีชมพูธรรมชาติ ดวงตาคมดุสีถ่านด้านหลังเลนส์แว่นใสไร้ขอบดูมีเสน่ห์ยากจะต้านทาน เรือนผมสีดำถูกเซ็ตขึ้นเปิดหน้าผากกว้าง เผยให้เห็นโครงหน้าหล่อได้อย่างชัดเจน ผิวของเขาค่อนข้างขาว แต่ดูเหมือนจะสว่างน้อยกว่าผิวของเธอสักหน่อย กรรณิการ์มองสำรวจใบหน้าดุจพระเจ้าสร้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้ตัวว่าเผลอจ้องเขานานเกินไป แต่เพราะกลิ่นโคโลญจน์อ่อน ๆ ผสมกับกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ จากร่างสูงตรงหน้าทำให้เธอไม่อยากผละออก “ได้ยินรึเปล่าครับ?” เขาถามซ้ำขึ้นอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าหญิงสาวดูเหม่อลอย คนที่เพิ่งได้สติขึ้นมารีบผละตัวออกจากอ้อมแขนหนา กรรณิการ์กระแอมเบา ๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองสบตาเขา ชายหนุ่มตรงหน้าจัดว่าหล่อมาก น่าแปลกที่เธอไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตาเขาเท่าไหร่นัก หรือจะเป็นเด็กใหม่ก็ไม่แน่ใจ แต่ดูจากสถานการณ์แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า... “ขอโทษนะคะ” “ไม่เป็นระ-” แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดจบ หญิงสาวก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนแล้ว “ตอนนี้เรายังไม่สะดวกให้จีบน่ะ ไว้ค่อยทักเรามาใหม่นะ” รอยยิ้มหวานพราวเสน่ห์ถูกมอบให้กับชายหนุ่มร่างสูงล่ำ ซึ่งจากที่คาดคะเนด้วยตาเปล่าแล้วน่าจะไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเก้าเซนติเมตร คนถูกกล่าวหาว่าจะมาจีบยืนนิ่ง เขากวาดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาอ่านยาก “ขอตัวก่อนนะคะ” กรรณิการ์บอกลาชายหนุ่มที่เพิ่งพบหน้า ก่อนจะเตรียมเดินเลี่ยงเขาออกไป ทว่า... “ขอโทษด้วยนะถ้ามันทำให้เธอคิดว่าฉันจะจีบ แต่ว่าเราก็แค่บังเอิญเดินชนกัน” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้น รั้งให้หญิงสาวหยุดชะงักเท้าที่กำลังจะเดิน และทันทีที่แก้ต่างให้ตัวเองเรียบร้อยแล้ว เขาก็เป็นฝ่ายเดินออกมาจากตรงนั้นก่อน ทิ้งให้หญิงสาวยืนเหม่อ ทำหน้าเหวออยู่ตรงนั้น ครั้นคิดประมวลผลอยู่ครู่หนึ่ง กรรณิการ์ก็แทบอยากกรีดร้องออกมาให้สุดเสียง รสชาติของการถูกปฏิเสธเป็นแบบนี้เองอย่างนั้นเหรอ! ใบหน้าสวยแสดงสีหน้าบึ้งตึงออกมา พลางมองตามแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มไปจนสุดสายตา ทัศนัยเดินกลับมาที่โต๊ะในโรงอาหาร ซึ่งมีเพื่อนสนิทอีกสองคนกำลังนั่งคุยกันอยู่ “ทำไมไปนานจังวะไทม์” เมื่อหันมาเห็นว่าคนที่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำกลับมาแล้ว พชรจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย “เจอคนแปลก ๆ นิดหน่อย” คนถูกถามตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งดังเดิม ร่างสูงทิ้งกายลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับเพื่อนสนิททั้งสอง ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบนิ่ง ไม่แสดงออกถึงอารมณ์ใด ๆ ผ่านสีหน้าและแววตาเลยสักนิด “ยังไงนะ คนแปลก ๆ แบบไหนมึงเล่ามาดิ๊” พอร์ชหรือพชรยังคงซักถามอย่างต่อเนื่อง ในบรรดากลุ่มเพื่อนสนิททั้งสามคน พชรเป็นคนที่ดูเข้าถึงง่ายที่สุด เพราะภาพลักษณ์เจ้าชู้ของหนุ่มแบดบอยประจำกลุ่ม ทำให้สาว ๆ ต่างกล้าเข้าหาเขามากกว่าคนหน้านิ่งปากหนักอย่างทัศนัย หรือหนุ่มเนิร์ดพูดน้อยอย่างศุภวิชญ์ “ก็แค่ผู้หญิงแปลก ๆ คนนึงหาว่ากูจะไปจีบเขา” ทัศนัยตอบกลับอย่างคนประหยัดคำพูด “เดี๋ยวนี้เขามีมุกจีบแบบใหม่แล้วเหรอวะ ไม่ใช่ว่าเขาตั้งใจจะจีบมึง แต่บอกว่ามึงเป็นฝ่ายอยากจีบ เพื่อจะได้หาเรื่องเข้าใกล้มึงอะไรแบบนี้” พชรคิดเป็นเรื่องเป็นราวพลางยกยิ้มขบขันไปด้วย ได้เห็นเพื่อนรักหน้านิ่งแสดงออกว่ากำลังเบื่อหน่ายกับประเด็นที่พูดคุยกัน ดูท่าแล้วชาตินี้มันคงไม่มีแฟนง่าย ๆ หรอก พวกเขาทั้งสามคนเป็นเพื่อนสนิทกันมากว่าเจ็ดปีแล้ว นับตั้งแต่เรียนอยู่มัธยมปลายจนถึงมหาวิทยาลัยปีสี่ พวกเขาสามคนก็ตัวติดกันมาตลอด และในบรรดาสามคนนี้ ทัศนัยเป็นคนเดียวที่ไม่เคยมีแฟนหรือคนคุยมาก่อน อย่าว่าแต่คนคุยเลย แค่พูดกับผู้หญิงให้เกินสามประโยคนั้นก็ยากกว่างัดฝาท่อระบายน้ำเสียอีก “ไม่รู้สิ ไม่ได้สนใจ” ดวงตาคู่คมภายใต้เลนส์แว่นหลุบมองหน้าจอมือถือของตัวเอง ทว่าก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นความผิดปกติบางอย่าง “แหวนกูหาย” ทัศนัยพูดขึ้นเสียงเข้ม เมื่อมองสำรวจมือทั้งสองข้างของตัวเองแล้วไม่พบแหวนสีเงินที่เขาสวมติดนิ้วตลอดเวลา “ลองหาในกระเป๋าเสื้อกับกระเป๋ากางเกงดูยัง” ศุภวิชญ์ที่นั่งเงียบอยู่นานพูดขึ้นบ้าง “หาแล้ว” คิ้วคมเข้มขมวดเข้าหากันเป็นปม แหวนวงนั้นมีความสำคัญกับเขามาก เพราะเป็นแหวนประจำตระกูล ซึ่งทัศนัยไม่เคยถอดมันออกจากนิ้วเลยนับตั้งแต่บิดามอบมันให้เขา หากไม่ใช่ตอนอาบน้ำหรือล้างมือ เดี๋ยวนะ ล้างมือ... “มึงทำหล่นไว้ไหนรึเปล่า?” พชรช่วยนึกถึงสิ่งที่พอจะเป็นไปได้ พวกเขารู้ถึงความสำคัญของแหวนวงนั้นดี เพราะทัศนัยใส่มันติดตัวตลอดเวลา ถึงแม้ว่าจะสามารถสั่งทำใหม่ได้ แต่เพื่อนเขาคงจะรู้สึกแย่น่าดูที่รักษาเอาไว้ไม่ได้ “นี่นาย” พลันน้ำเสียงหวานของใครบางคนก็ดังแว่วมาจากด้านหลังของพชรกับศุภวิชญ์ และเมื่อเจ้าของเสียงเดินมาหยุดอยู่ข้างโต๊ะ สองหนุ่มที่กำลังช่วยเพื่อนหาของอยู่ก็ถึงกับตกตะลึงไปตาม ๆ กัน กรรณิการ์เดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างกายของชายหนุ่มที่เพิ่งเดินชนกับเธอเมื่อครู่ พร้อมส่งรอยยิ้มหวานให้กับเจ้าของใบหน้าหล่อสะดุดตา แถมวาจายังสะดุดใจเธอไม่น้อย แต่ทว่าเขากลับมีสีหน้าเรียบนิ่ง และไม่แม้แต่จะหันมามองเธอด้วยซ้ำ คนอะไรหยิ่งเป็นบ้าเลย! พชรกับศุภวิชญ์หันมองหน้ากัน สลับกับมองหน้าเพื่อนสนิทที่ยังนั่งนิ่ง ก่อนจะเหลือบมองไปยังคนมาใหม่ด้วยความสงสัย พวกเขารู้จักกรรณิการ์พอสมควร เพราะชื่อเสียง (เสีย) ในมหา’ลัยของหญิงสาวนั้นมีให้ได้ยินอยู่แทบทุกวัน อย่างเหตุการณ์ที่เธอปฏิเสธคนคุยคนล่าสุดกลางโรงอาหารเมื่อเช้าก็กำลังเป็นที่พูดถึงกันอยู่ตอนนี้ แถมพวกเขาสองคนก็เห็นกับตาเนื้อ มีเพียงทัศนัยที่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำและไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรพวกนี้ด้วย “นี่ ได้ยินไหม เราพูดกับนายอยู่นะ” กรรณิการ์วางมือค้ำลงบนโต๊ะพลางจ้องใบหน้าของอีกคน เพื่อเน้นย้ำให้เขารู้ว่าเธอกำลังพูดกับเขาอยู่ ทัศนัยเงยหน้ามองหญิงสาวด้วยแววตานิ่งเรียบ มีเพียงหัวคิ้วเข้มซึ่งยังขมวดน้อย ๆ เพราะกำลังห่วงของสำคัญ “มีอะไร” เขาถามเสียงทุ้มห้วนสั้น ตอนนี้ทัศนัยแทบไม่มีกระจิตกระใจจะคุยกับใครแล้ว เขาอยากรีบตามหาแหวนของตัวเองให้เจอโดยเร็ว คิ้วเรียวสวยกระตุกเล็กน้อยด้วยความขัดใจกับความประหยัดคำพูดของเขา ราวกับกลัวว่าถ้าพูดกับเธอมากเกินกว่านี้ ดอกพิกุลจะร่วงออกมาจากปากอย่างไรอย่างนั้น แต่กรรณิการ์ก็เลือกที่กลบเกลื่อนความไม่สบอารมณ์นั้นเอาไว้ในใจ แล้วคลี่ยิ้มกว้างขึ้น ก่อนจะหยิบของบางอย่างออกมาวางตรงหน้าเขา “นายทำหล่นตรงที่เราเดินชนกันน่ะ” หญิงสาวไขข้อข้องใจให้กับชายหนุ่มไปในตัว แหวนเงินแท้ฝังเพชรเม็ดเล็ก ๆ ไว้ตรงกลางหนึ่งเม็ด และรอบวงแหวนมีรอยสลักเป็นลวดลายแสนประณีต ด้านในมีนามสกุลของเขาสลักเอาไว้ กรรณิการ์เก็บมันได้ตอนที่เธอเข้าห้องน้ำเสร็จแล้ว และกำลังจะเดินกลับไปที่ตึกคณะ แต่หางตาดันเหลือบไปเห็นแหวนวงนี้สะท้อนกับแสงแดดจนเกินเป็นประกายระยิบระยับ ซึ่งจากตำแหน่งที่เจอเธอก็พอเดาได้ว่าน่าจะเป็นของผู้ชายที่เดินชนกันก่อนหน้านั้น เธอจึงคิดว่าควรเอามันมาคืนเจ้าของ แต่เธอไม่ได้เอามาคืนฟรี ๆ หรอกนะ “ขอบใจ” มือหนากำลังจะยื่นมาหยิบของสำคัญของตัวเองคืน ทว่าหญิงสาวกลับคว้ามันไปเสียก่อน ทำเอาใบหน้าหล่อเริ่มฉายแววหงุดหงิดออกมาเล็กน้อย “แค่ขอบใจเองเหรอคะ” คนตัวเล็กจงใจถามอย่างยั่วเย้า สองหนุ่มที่นั่งมองเหตุการณ์ต่างลอบมองหน้ากันด้วยความสงสัยปนตื่นเต้น เพราะเพิ่งเคยเห็นใครรุกใส่เพื่อนสนิทของพวกเขาขนาดนี้ แถมคนรุกยังเป็นสาวฮอตในมหา’ลัยอีกด้วย ซึ่งนี่มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจมากกว่าอีก “ต้องการอะไร” ทัศนัยยังคงใช้น้ำเสียงราบเรียบ เขานึกรำคาญผู้หญิงคนนี้อยู่เล็กน้อย ไม่รู้ว่าอะไรดลบันดาลให้เขาต้องเจอกับเธอ “เราสนใจนายอ่ะ จีบได้ป้ะ?”ผ่านมาหลายวันหลังจากวันที่เกิดเหตุการณ์ผีผลักในรถของทัศนัย พอวันต่อมาเขาก็ไม่ได้เข้ามาที่มหา’ลัยทำให้ไม่ได้เจอหน้าหญิงสาว เพราะปีสี่ไม่ค่อยมีการเรียนการสอนมากเท่าไหร่ ส่วนมากจะเน้นให้นักศึกษาได้วางแผนทำวิจัย หรือบางคณะก็อ่านหนังสือติวเข้มเตรียมสอบ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ค่อยได้เจอกับคนน้องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แต่ก็มีบ่อยครั้งที่หญิงสาวส่งข้อความมาหา ถามไถ่ไปเรื่อยตามประสาของเธอ ถ้าจะมีสิ่งที่แปลกไปก็คงเป็นตัวเขาที่เริ่มตอบข้อความเธอบ่อยขึ้น ไม่ได้รู้สึกรำคาญเวลาถูกคนน้องหยอกล้อ หรือแกล้งหยอดคำหวานหรือส่งมุกจีบมาให้ พอเธอเลิกก่อกวน และพูดจาน่ารักกับเขาบ่อยขึ้น ทัศนัยก็รู้สึกว่าเนื้อแท้ของคนตัวเล็กไม่ได้แย่นัก กรรณิการ์เป็นผู้หญิงร่าเริง คุยเก่งและบางครั้งก็ชอบอ้อนแบบไม่รู้ตัว ถึงแม้จะพิมพ์คุยกันในแมสเสจเป็นส่วนใหญ่ แต่เขาก็พอจะจับสังเกตได้ เหมือนอย่างตอนนี้ที่คนน้องมานั่งอยู่กับเขาที่ใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ ซึ่งวันนี้เขาเข้ามหา’ลัยมาเพื่อพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาและจัดการเอกสารที่ช่วยอาจารย์สอนเล็กน้อย “แล้วพี่ไทม์จะกลับตอนไหนเหรอ” เสียงหวานของกรรณิการ์เอ่ยถามคนพี่ เนื่องจ
รู้ตัวอีกทีเธอก็ขึ้นมานั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ โดยมีสารถีเป็นชายหนุ่มรุ่นพี่สุดเย็นชาเสียแล้ว กรรณิการ์ลอบมองซีกหน้าด้านข้างของคนพี่ซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับถนนเบื้องหน้า โดยตรงไปตามเส้นทางที่จะไปเพ้นท์เฮ้าส์ของเธอ ความคิดที่เคยอยากแกล้งเขาเพื่อเอาคืนที่ถูกปฏิเสธในวันแรกนั้น ตอนนี้มันแทบจะเลือนหายไปจากสมองของเธอหมดแล้ว ไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน ที่หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงเวลาอยู่ใกล้เขา มันอาจจะเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้เอง คงเป็นวันที่เธอถูกดักทำร้ายล่ะมั้ง... แต่ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ในตอนนี้เธอก็ไม่กล้าพอที่จะคิดเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์นี้ เธอไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงในตอนนี้ เพราะอย่างนั้นจึงยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ได้ พอมาคิด ๆ ดู หากเธอเป็นฝ่ายที่ถูกตามก่อกวน ถูกแกล้งหรือยั่วโมโห แต่วันดีคืนดีอีกฝ่ายกลับมาทำท่าทางเหมือนตกหลุมรักเธอ มันก็คงพิลึกไม่น้อย แต่เรื่องแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนสวยอย่างเธอหรอก คนหล่อมีเยอะ แต่คนหล่อที่ตรงเทสเธอน่ะมันไม่ได้มีให้เจอบ่อย ช่วยไม่ได้ที่เขาอยากเกิดมาหล่อเอง “ถึงแล้ว” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นช่วยเรียกสติของคนที่กำลังเหม่อลอยให้กล
ภายในร้านชาบูหม้อไฟซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมฟุ้งของน้ำซุปหลากหลายรสชาติ กรรณิการ์สั่งเนื้อเซ็ตใหญ่มาพร้อมกับกุ้งถาดใหญ่อีกสองถาดโดยมีทัศนัยนั่งมองอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ หลังจากที่หยอกล้อชายหนุ่มรุ่นพี่จนพอใจแล้ว เธอก็ชวนเขามานั่งกินหม่าล่าหม้อไฟด้วยกัน ซึ่งก็ได้ถามคนพี่ก่อนแล้วว่าเขาสามารถกินเผ็ดได้ไหม และด้านทัศนัยเองก็ยืนยันว่ากินได้ เธอจึงพาเขามาที่ร้านประจำของตัวเอง “ทำไมสีมันดูจัดขนาดนี้” หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อเห็นว่าน้ำซุปในหม้อหม่าล่าสีดูจัดจ้านจนเขารู้สึกแสบท้องทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือทานเลยด้วยซ้ำ “หม่าล่าก็แบบนี้แหละค่ะ แต่ถ้าพี่ไม่ชอบก็มีอีกฝั่งเป็นทงคัตสึไงคะ” กรรณิการ์มองคนพี่พลางพยักเพยิดหน้าให้เขามองอีกฝั่ง ซึ่งเป็นน้ำซุปทงคัตสึรสชาติกลมกล่อมเหมาะกับคนที่ไม่ชอบทานเผ็ด “กินเผ็ดแบบนี้ไม่กลัวแสบท้องหรือไง” เขาถามด้วยความสงสัย สีของมันดูน่าจะเผ็ดมากแถมน้ำมันยังเยอะอีกด้วย เพราะด้วยภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่ดูเป็นคุณหนู แม้จะไม่ได้น่ารักน่าทะนุถนอมขนาดนั้น แต่เขาก็อดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่าเธอจะกินเผ็ดขนาดนี้ได้ยังไง “แค่นี้สบายมาก ถึงหนูจะเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสแต่เรื่องกินเผ็ดหนูได้เ
นับว่าในยังเป็นโชคดีที่เหตุการณ์รุนแรงนั่นเกิดขึ้นในช่วงเย็นวันศุกร์ ทำให้กรรณิการ์ไม่ต้องแต่งหน้าโบกรองพื้นหนา ๆ กลบเพื่อไปเรียน หรือพยายามหลบเลี่ยงสายตาของใคร เรื่องที่เธอถูกดักตบเมื่อวานถูกจัดการให้เงียบที่สุดโดยฝีมือบอดี้การ์ดของพี่ชาย ซึ่งเธอแอบขู่ฝ่ายนั้นไปว่าหากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูคนในครอบครัวเธอเมื่อไหร่ ได้เจอคุณหนูกรีนเวอร์ชั่นนางมารอย่างแน่นอน คงต้องขอบคุณวีรกรรมต่าง ๆ ที่เธอได้สร้างสรรค์ไว้ เพราะเพียงแค่ขู่ไปเท่านั้น บรรดาบอดี้การ์ดที่คอยดูแลเธอก็รับคำเป็นอย่างดี กรรณิการ์กลับมาที่เพ้นท์เฮ้าส์เมื่อวานในช่วงบ่ายแก่ แล้วก็ต้องพบกับความแปลกใจที่ได้เห็นว่าคุณากร เพื่อนสนิทหนุ่มของเธอนั้นถูกพี่สาวเธอพาเข้ามาวัดตัวที่นี่ ดูท่าความสัมพันธ์ของสองคนนี้คงไม่ธรรมดา ว่ากันตามตรงเธอเองก็พอจะเดาออกจากการกระทำของเพื่อนสนิทตัวเองอยู่บ้าง คุณากรดูสนใจพี่สาวของเธอมาตั้งแต่ตอนอยู่ปีหนึ่งแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นคิดว่าคุณากรคงแค่ชอบเพราะพี่เธอสวย แต่ตอนนี้เธอคิดว่าคงไม่ใช่แค่นั้นแล้วล่ะ ติ๊ง! Ttime : หายดีแล้ว? กรรณิการ์หยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูข้อความที่ถูกส่งเข้ามา แล้วตอบกลับอีกฝ่าย
เพราะเกรงว่าหากกลับไปที่เพ้นท์เฮ้าส์ในสภาพนี้แล้ว อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้หากพี่สาวอย่างกุลนิภาเห็นว่าน้องสาวคนเล็กของบ้านมีสภาพเหมือนพึ่งไปฟัดกับหมามาจากไหนสักที่ แน่นอนว่าหากพี่สาวรู้ พี่ชายเธอก็ต้องได้รู้ เกิดเรื่องเข้าหูเกรย์สันเมื่อไหร่ เธอไม่อาจรับรองความปลอดภัยให้ใครได้เลยจริง ๆ เพื่อไม่ให้เรื่องราวมันน่าปวดหัวไปมากกว่านี้ กรรณิการ์จึงขอให้รุ่นพี่หนุ่มมาส่งที่หอของลลิตาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก ระหว่างทางภายในรถถูกปกคลุมด้วยความเงียบ หญิงสาวแอบชำเลืองมองคนที่กำลังขับรถอยู่เป็นระยะ เธอรู้สึกขอบคุณเขาสำหรับเรื่องในครั้งนี้มากจริง ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็แอบรู้สึกละอายใจกับการกระทำของตนเองไปด้วย จะไม่ให้รู้สึกแบบนั้นได้ยังไง ในเมื่อเธอไปก่อกวนตามแกล้งทำตัววุ่นวายใส่เขาตั้งมากมายขนาดนั้น แต่คนพี่กลับไม่คิดปล่อยผ่านตอนที่เห็นเธอโดนทำร้าย แถมยังอาสามาส่งกันอีก แม้จะเป็นลูกคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ แต่เธอก็ไม่ใช่คนที่เอาแต่ใจจนไม่สนสี่สนแปดขนาดนั้น ทุกครั้งที่กลั่นแกล้งเขาเธอก็พยายามไม่ให้มันเลยเถิดมากเกินไป ส่วนเรื่องแหวนเธอไม่ได้ตั้งใจจะเก็บไว้นานนัก แค่คิ
ตกเย็นหลังจากเลิกเรียนในคลาสสุดท้ายแล้ว กุลนิภาพี่สาวคนกลางของเธอก็ส่งข้อความมาบอกว่าจะเข้ามารับ เพราะเจ้าตัวมาทำธุระแถวนี้พอดี โดยคุณากรก็ขอติดรถไปด้วยกัน ความจริงแล้วเธอสามารถขอให้บิดาออกรถให้ได้หรือจะเรียกคนขับรถจากบ้านใหญ่มาคอยรับส่งก็สามารถทำได้ แต่เพราะอยากใช้ชีวิตแบบเรื่อยเปื่อยตามใจตัวเอง เธอจึงปฏิเสธที่จะซื้อรถส่วนตัวหรือใช้รถของครอบครัว ขณะกำลังนั่งเล่นมือถืออยู่บนรถโดยมีเพียงเสียงเพลงที่เปิดคลอเบา ๆ กลบความเงียบภายในรถนั้น ดวงตาคู่สวยพลันเหลือบขึ้นมองถนนเบื้องหน้าเพราะเริ่มมึนหัว แต่เรื่องบังเอิญก็ช่างเกิดได้ถูกจังหวะตรงเวลาเสียเหลือเกิน “เจ๊ เดี๋ยวจอดให้หนูลงข้างหน้านี้หน่อยค่ะ” เสียงหวานโพล่งขึ้นเมื่อรถกำลังจะเคลื่อนผ่านจุดหมายไป “จะไปเถลไถลที่ไหนอีกล่ะตัวแสบ” แม้จะปากบ่นอยู่บ้าง แต่กุลนิภาก็ตบไฟเลี้ยวเข้าข้างทางให้ในทันที “แค่ไปช้อปปิ้งเอง เอาเป็นว่าจะรีบกลับนะ” จบคำเบนซ์ลีย์คันหรูก็จอดนิ่งสนิท กรรณิการ์จึงหันมามองหน้าพี่สาวแล้วพูดต่ออีกประโยคว่า “ฝากเจ๊ไปส่งนิคด้วยนะ บ๊ายบาย” เนื่องจากคุณากรเองก็รู้จักมักคุ้นกับพี่สาวของเธออยู่พอสมควร เธอจึงคิดว่าคงไม่เป็นไรที่จะ







