Masuk“เราสนใจนายอ่ะ จีบได้ป้ะ?”
คำพูดของกรรณิการ์สร้างความตกตะลึงระคนตกใจให้กับสองหนุ่มที่นั่งฟังอยู่ ทั้งพชรและศุภวิชญ์ต่างหันมองหน้าเพื่อนสนิทอย่างทัศนัยซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าอึ้ง ๆ ปนงุนงง สาวฮอตเป็นฝ่ายรุกว่าอึ้งแล้ว แต่นี่เพื่อนพวกเขายังโดนสาวสวยดีกรีอดีตดาวมหา’ลัยขอจีบซึ่ง ๆ หน้าอีก มันจะหล่อเท่เสน่ห์แรงอะไรเบอร์นั้น แต่คนถูกขอจีบกลับไม่แสดงสีหน้าอาการอะไรออกมาแม้แต่น้อย เขาทำเพียงจ้องหน้าหญิงสาวนิ่ง ๆ ก่อนจะพูดออกมาด้วยสีหน้าที่เริ่มเปลี่ยนจากนิ่งสุขุมเป็นเบื่อหน่ายแทน “ไร้สาระ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ กรรณิการ์นึกหมั่นไส้ท่าทางไม่สนใจอะไรของชายหนุ่มไม่น้อย แต่เธอก็ยังทำทียิ้มแย้มแล้วตื๊อเขาต่อ มาถึงขนาดนี้แล้วเรื่องอะไรที่เธอจะถอยกลับไปมือเปล่า เขาทำเธอหน้าแตกละเอียดชนิดหมอไม่รับเย็บขนาดนั้น เธอคงจะยอมได้อยู่หรอก! “เราจริงจังนะ ถือว่านายอนุญาตก็แล้วกัน งั้นขอไอจีหน่อยสิ แลกกับแหวนวงนี้” หญิงสาวยกเรื่องแหวนเข้ามาเป็นข้อต่อรอง ทัศนัยนึกเหนื่อยใจอยู่ไม่น้อย เขาไม่เคยเจอผู้หญิงน่ารำคาญขนาดนี้มาก่อน หากเป็นปกติป่านนี้เขาคงลุกหนีไปแล้ว ไม่ยอมนั่งอยู่กับตัววุ่นวายอย่างนี้เป็นแน่ แต่เป็นเพราะแหวนที่อยู่ในมือเธอมันสำคัญกับเขามาก สุดท้ายจึงได้แต่จำใจให้ช่องทางติดต่อกับคนช่างตื๊อไป ถ้าเธอทักมาค่อยปล่อยเบลอก็แล้วกัน “มีแต่ไลน์” “ไลน์ก็ได้ค่ะ” คนตัวเล็กว่าพร้อมหยิบสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด เปิดเข้าหน้าแอดเพื่อนในมือถือของตนเองขึ้นมาก่อนจะส่งมันให้กับชายหนุ่มหน้านิ่ง ทัศนัยกรอกไอดีของตัวเองลงไป แล้วยื่นโทรศัพท์คืนให้หญิงสาว “แหวน” เสียงทุ้มเอ่ยสั้น ๆ ทว่ากรรณิการ์ที่รับมือถือมาเรียบร้อยแล้วกลับทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด นั่นคือการยัดแหวนสีเงินของทัศนัยลงในร่องอกของตนเองที่โผล่ออกมาให้เห็นวับ ๆ แวม ๆ เพราะหญิงสาวปลดกระดุมเสื้อช็อปลงมาถึงสองเม็ด ซึ่งด้านในมีเพียงเกาะอกสีดำสวมซับอยู่ จังหวะนั้นทั้งพชรและศุภวิชญ์ต่างเผลออ้าปากค้างไปตาม ๆ กัน ไม่คิดว่าคุณหนูสุดแซ่บจะแสบสันได้ถึงขนาดนี้ “ไว้เจอกันใหม่นะคะ” พูดจบก็ทำท่าส่งจูบขยิบตาให้เขาไปอย่างทะเล้น แล้วหมุนตัวเดินหนีออกมาทันที ทิ้งให้คนที่ถูกสับขาหลอกนั่งหงุดหงิดอยู่ในใจ ข้อเสียของคนใจเย็นและพูดน้อยคงเป็นการที่เขาไม่อาจตะโกนเรียกผู้หญิงสุดเหลี่ยมคนนั้นให้คนทั้งโรงอาหารหันมามอง หรือจะวิ่งไปคว้าตัวเธอมาแล้วบังคับให้คืนแหวนมาได้ “โคตรแสบ” คล้อยหลังกรรณิการ์ไปแล้ว พชรก็ชิงพูดอย่างนึกขบขัน ใจก็แอบสงสารเพื่อนสนิทที่ถูกสาวหลอกขอไลน์ เขายังคงมองแผ่นหลังของหญิงสาวไปจนลับสายตา ในใจก็แอบสงสารเพื่อนสนิทที่ถูกสาวสวยหักเหลี่ยมโหดแบบนี้ “เจอตัวเด็ดแล้วว่ะ” ตามมาด้วยศุภวิชญ์ที่หันกลับมาพูดแซวเพื่อน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังคงนั่งเงียบอยู่ตลอด “อย่าบอกนะว่าน้องเขาคือคนที่มึงบอกว่าเขาคิดว่ามึงจะไปจีบ?” พชรถามเพื่อนที่ยังนั่งหน้าตึงอยู่ด้วยความใคร่รู้ ทัศนัยไม่ตอบ เขาทำเพียงมองตามแผ่นหลังบางของคนที่ชิ่งของสำคัญเขาไปอย่างนึกหงุดหงิด “สงสัยจะใช่ ดูท่าน้องเขาไม่ปล่อยมึงง่ายแน่ รายนี้ไม่เคยพุ่งใส่ใครก่อน แต่ถ้าได้เป็นฝ่ายรุกก่อนกูว่ามึงหนีไม่รอดแล้วว่ะ” ศุภวิชญ์เอ่ยกลั้วหัวเราะ เห็นเพื่อนสนิทจอมนิ่งถูกก่อกวนจนหน้านิ่วคิ้วขมวดได้ พวกเขากลับนึกสนุกมากกว่าเห็นใจ ต่างจากทัศนัยที่เริ่มมีสีหน้าและแววตาอึมครึมลง ไม่เคยมีใครมาวุ่นวายกับเขาได้มากเท่าที่เธอคนนี้ทำ ทั้งที่เพิ่งเจอกันยังไม่ถึงหนึ่งวันด้วยซ้ำ แต่ผู้หญิงคนนี้กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนเส้นเลือดในสมองเต้นตุบ ๆ ทางด้านกรรณิการ์ที่เดินกลับมาถึงโต๊ะหน้าคณะของตนเอง ซึ่งมีเพื่อนสนิททั้งสองคนอย่างลลิตาและคุณากรนั่งรออยู่ ใบหน้าสวยก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงขึ้นมาทันที ร่างเพรียวเดินเข้าไปทิ้งกายนั่งลงข้างเพื่อนสาวคนสนิท แล้วกระแทกลมหายใจระบายความหงุดหงิดออกมา “เป็นอะไรของแก แล้วไหนบอกจะไปซื้อขนมกับน้ำส้ม ทำไมกลับมาตัวเปล่า” ลลิตาถามคนที่พอกลับมาถึงก็เอาแต่ทำหน้าบึ้งถอนหายใจทิ้ง จนเธอกลัวว่าเพื่อนสาวคนสวยประจำกลุ่มจะแก่เร็วเกินวัย “ไปเจอธันอะดิ มาตื๊อให้ฉันกลับไปคุยต่อ จนได้ยืนเถียงกันอยู่กลางโรงอาหารนู่น คนนินทากันฉ่ำ น่าอายชะมัด” กรรณิการ์บ่นร่ายยาวถึงเรื่องราวชวนหงุดหงิดให้เพื่อนสนิทฟัง ซึ่งคุณากรที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ก็พลันเงยหน้าขึ้นมาถามด้วยความเป็นห่วง “แล้วมันได้ทำอะไรแกรึเปล่า” มือหนาพับปิดหน้าหนังสือที่กำลังอ่านลง แล้วหันมาให้ความสนใจกับเพื่อนสนิทสาวแทน เพราะเป็นผู้ชายคนเดียวในกลุ่มเพื่อนผู้หญิง ถึงจะรู้ว่าเพื่อนสนิททั้งสองสามารถดูแลตัวเองได้ แต่เขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี กรรณิการ์ส่ายใบหน้าไปมาเบา ๆ เป็นเชิงปฏิเสธ “ฉันว่าแกระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะ ธันมันดูน่ากลัวแปลก ๆ อ่ะ” ลลิตาพูดเสริมขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงไม่ต่างกัน กลุ่มของพวกเธอมีกันอยู่สามคน ถึงแม้แต่ละคนจะมีสไตล์ที่แตกต่างกันไป แต่เรื่องหนึ่งที่มีเหมือนกันนั้นก็คือความเอาใจใส่คนรอบตัว และความเป็นห่วงที่มีให้กันอยู่เสมอ “อือ ฉันจะระวังนะ ขอบใจที่เป็นห่วง” กรรณิการ์รับคำเสียงอ่อน ก่อนจะเผลอถอนหายใจออกมาอีกเฮือกใหญ่ ใบหน้าสวยยังคงแสดงออกถึงความเบื่อหน่ายและดูหัวเสียเล็กน้อย อาการนั้นของหญิงสาวทำให้เพื่อนสนิทอีกสองคนต่างหันมองหน้ากันด้วยความสงสัย ปกติกรรณิการ์มักจะร่าเริงและช่างพูดช่างจา แต่ท่าทางแบบนี้ของเพื่อนสนิทสาวแน่นอนว่าย่อมมีเรื่องให้คิดหนักอยู่เป็นแน่ “แกมีเรื่องอะไรอีกรึเปล่า ทำหน้าบึ้งจนคิ้วแทบจะผูกกันเป็นโบว์แล้วนั่น” ก่อนที่ลลิตาจะเป็นคนเอ่ยถามขึ้น พร้อมทั้งยื่นมือไปจิ้มกลางระหว่างคิ้วของคนที่นั่งอยู่ข้างกัน ซึ่งคุณากรที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับคำพูดของลลิตา คนที่ถูกสายตาสองคู่จ้องหน้าก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง “จริง ๆ มันก็มี แต่ถ้าฉันเล่าให้ฟังพวกแกห้ามล้อฉันนะ” กรรณิการ์ทำท่าทางจริงจังขึ้นมาจนเพื่อนทั้งสองคนได้แต่มองหน้ากันอย่างงง ๆ แต่ก็ยอมรับคำไปก่อน “อือหึ้ ได้ดิ” ลลิตาว่า “ฉันไม่ใช่คนแบบนั้นอยู่แล้ว” และตามด้วยคุณากร คนตัวเล็กสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะยอมเล่าเรื่องราวระหว่างเธอกับชายหนุ่มที่บังเอิญเดินชนกันตรงมุมตึกให้เพื่อนทั้งสองฟัง “คือเมื่อกี๊ตอนแยกออกมาจากธันแล้ว ฉันไปเดินชนกับผู้ชายคนหนึ่งเข้าน่ะ” “อ่าห้ะ แล้ว?” ลลิตาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง พลางขยับตัวนั่งเท้าคางหันหน้าเข้าหาเพื่อนสาวอย่างให้ความสนใจ “ตอนแรกฉันคิดว่าเขาจะจีบ ก็เลยบอกไปก่อนว่าตอนนี้ยังไม่อยากคุยกับใคร แต่ตอนที่ฉันกำลังจะเดินออกมา เขาก็เรียกไว้แล้วบอกว่า...” กรรณิการ์เว้นช่วงประโยค พลางมองท่าทางตั้งใจฟังของเพื่อนทั้งสองแล้วก็เริ่มไม่อยากเล่าต่อไปจากนี้แล้ว มันน่าอายจนเธอแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนีตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่เพราะความอยากเอาชนะบวกกับความหมั่นไส้นิด ๆ หรืออาจจะมีความสนใจเข้ามาข้องเกี่ยวอีกเล็กน้อย ทำให้เธอเลือกที่จะเป็นฝ่ายพุ่งเข้าใส่เขาก่อนเอง “เขาไม่ได้จะจีบฉันจริง ๆ แถมยังทำหน้าแบบเบื่อโลกใส่ฉันอีก ฮือ!” ใบหน้าสวยบึ้งตึงหนักขึ้นกว่าเก่าเมื่อเล่ามาจนถึงจุดนี้ พูดกี่ครั้งคิดกี่หนก็ยังรู้สึกหน้าชาไม่หาย ทว่า... “อุ๊บ! ก๊าก~ ฮ่า ฮ่า!” ลลิตาที่กลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่ก็พลันหลุดเสียงหัวเราะออกมาเสียงดังก๊าก “ยัยเลิฟ! ไหนบอกว่าจะไม่ล้อไง!” เสียงหวานร้องถามเพื่อนสนิทด้วยความรู้สึกกระดากอาย “ฮึบ!” ก่อนที่คุณากรจะรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทางเพื่อกลั้นเสียงขำเอาไว้อย่างสุดความสามารถ ทว่าไหล่ที่สั่นไหวของชายหนุ่มก็ทำให้กรรณิการ์รู้ว่าเขากำลังหัวเราะเธออยู่ “นี่พวกแกหยุดขำเลยนะ!” ใบหน้าสวยง้อง้ำอมลมจนแก้มเนียนป่องทั้งสองข้าง “ยัยคุณหนูโดนเล่นแล้ว คิกคิก” ลลิตาที่ขำจนแทบเสียเส้นยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากหางตา เพราะหัวเราะจนท้องแข็งน้ำตาไหลไปหมดแล้ว ส่วนคุณากรที่ไม่อยากหัวเราะเสียงดังเพราะเกรงว่าจะทำให้เพื่อนเสียความมั่นใจก็กลั้นขำเอาไว้อย่างสุดฤทธิ์ “ฉันจะงอนพวกแกแล้วนะ ฮึ่ย!”หลังถูกเชิญขึ้นไปเต้นอยู่กับดีเจหนุ่มหล่อบนเวทีพอได้เหงื่อแล้ว กรรณิการ์ก็รู้สึกว่าเธอมีอาการแปลก ๆ ไป ทั้งร่างร้อนวูบวาบอีกทั้งยังรู้สึกมึนหัวคล้ายอาการเมาเหล้าท่ามกลางผู้คนและแสงสีชวนตาลาย ร่างเล็กค่อย ๆ ประคองตัวเองเดินแหวกออกไปเพื่อที่จะไปเข้าห้องน้ำ“ฮือ ร้อน” เสียงหวานพึมพำกับตนเองเพราะรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวหนักขึ้นภาพตรงหน้าดูพร่าเบลอเหมือนโลกหมุน อีกทั้งยังปวดหัวและวูบวาบไปทั้งตัว จนแทบควบคุมร่างกายไม่ไหวพลันคำพูดของพี่ชายก็ผุดขึ้นมาในหัว‘ยาปลุกเซ็กส์ทั่วไป ฤทธิ์จะแรงทำให้ร่างกายเราร้อนและรู้สึกมีความต้องการสูงมาก ยิ่งผสมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ยิ่งแรง ถ้ารู้ตัวว่าโดนยาพวกนี้ก็ต้องรีบจัดการ’แล้วสถานการณ์ตอนนี้เธอควรทำยังไงดี กรรณิการ์ได้แต่คิดอยู่ในใจ เธอพาร่างตัวเองออกมาจากกลางดงผู้คนได้แล้วแต่ทว่าจู่ ๆ ข้อมือก็ถูกใครบางคนกระชากอย่างแรง จนร่างสวยแทบลอยไปปะทะกับแผงอกของคนคนนั้น“อึก! ปล่อย” ดวงตาคู่สวยซึ่งฉ่ำเยิ้มด้วยพิษใคร่และฤทธิ์แอลกอฮอล์ตวัดมองคนที่เข้ามากระชากแขนพลางบิดข้อมือออกจากการเกาะกุมไปด้วย“เป็นอะไรรึเปล่ากรีน” เสียงคุ้นหูทำให้กรรณิการ์เพ่งมองใบหน้าของผู้ชายคน
FAMOUS CLUB 21:45 น. เสียงดนตรีดังกระหึ่มภายในคลับชื่อดังย่านใจกลางเมือง ในคืนวันศุกร์สุดสัปดาห์ทำให้ทุกโซนอัดแน่นไปด้วยเหล่านักล่าราตรี เพราะที่นี่เป็นคลับที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุด ดีเจงานดีทั้งชายและหญิง พนักงานเสิร์ฟหรือแม้กระทั่งการ์ดหน้าผับก็ยังหน้าตาดีเหมือนจับดารามาแต่งคอสตูม กรรณิการ์เป็นลูกค้าประจำของที่นี่บวกกับพี่ชายเป็นผู้ถือหุ้นหลักด้วย ทำให้เธอมักจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งด้านการบริการและความปลอดภัย “แกห้ามยัยกรีนหน่อยมั้ย ซดเหล้าเป็นน้ำเปล่าเลย” เสียงเพื่อนสาวในโต๊ะซุบซิบคุยกันเมื่อเห็นคนที่ชวนออกมาดื่มกระดกเหล้าเป็นน้ำเปล่า วันนี้กรรณิการ์รู้สึกเบื่อจนเข้าขั้นเหงา เธอจึงชวนกลุ่มเพื่อนสายปาร์ตี้ที่ค่อนข้างสนิทกันมาดื่มด้วย เพราะชวนคุณากรกับลลิตาแล้วทั้งสองต่างไม่ว่างกัน เธอจึงต้องชวนเพื่อนกลุ่มนี้มาด้วยแทน ซึ่งคนมีชื่อเสียงอย่างเธอก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีเพื่อนหลายกลุ่ม แต่ก็ไม่ได้สนิทเท่าสองคนที่เป็นเพื่อนรักจนตัวติดกันแทบตลอด กลุ่มไหนสนิทได้แค่ไหนเธอรู้ดี... “เฌอ สั่งเหล้าเพิ่มให้หน่อย” กรรณิการ์หันไปพูดข้างหูเพื่อนสาวที่ชื่อเฌอเอม ซึ่งเป็นเพื่อนที่เธอรู้จัก
นับตั้งแต่วันที่ความสัมพันธ์แสนวุ่นวายของเธอกับเขาจบลง โดยที่ชายหนุ่มเป็นคนออกปากไล่ด้วยตัวเอง กรรณิการ์ก็รู้สึกว่าชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยตอนปีสามมันดูน่าเบื่อไปหมด แม้กระทั่งกำลังนั่งเรียนอยู่ในวิชาเสรีที่เธอเป็นคนไปลากเพื่อนทั้งสองย้ายมาลงเรียนด้วยกัน จนต้องเสียเวลาดำเนินเรื่องและถูกอาจารย์บ่นจนหูแทบชา เธอก็ยังรู้สึกเบื่อหน่าย แต่ก็นับยังว่าเป็นโชคดีที่จะไม่ต้องเห็นหน้าคนหน้านิ่งนั่นอีก เพราะเขาไม่ได้มาช่วยสอนอีกแล้ว ตอนนี้ที่เธอกำลังเบื่อหน่ายเพราะไม่มีอะไรให้น่าสนใจ ปกติเธอมักจะมีคนคุยไม่เคยว่างเว้น แต่ช่วงนี้กลับไม่รู้สึกอยากคุยกับใครเป็นพิเศษ และนี่ก็คือสาเหตุของการที่เธอรู้สึกเหมือนจะแห้งเฉาตาย เพราะทุกอย่างมันดูน่าเบื่อไปหมด กรรณิการ์จึงหันไปมองรอบข้าง ก่อนจะเห็นเพื่อนสนิทอย่างคุณากรกำลังนั่งควงปากกาเล่นอยู่ รายนั้นก็ดูจะเหม่อลอยไม่ต่างจากเธอเท่าไหร่ แต่ที่ต่างก็คงจะเป็นอีกฝ่ายเหม่อแล้วยิ้มคล้ายกับกำลังเคลิ้มฝัน ส่วนเธอเหม่อเพราะรู้สึกเบื่อ “คิดอะไรอยู่ ทำไมถึงได้ยิ้มชวนคิดลึกแบบนี้” ก่อนที่เธอจะชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ แล้วกระซิบถามเสียงเบาพร้อมทั้งยกยิ้มล้อเลียนเพื่อนชายไปด้
ผ่านมาหลายวันหลังจากวันที่เกิดเหตุการณ์ผีผลักในรถของทัศนัย พอวันต่อมาเขาก็ไม่ได้เข้ามาที่มหา’ลัยทำให้ไม่ได้เจอหน้าหญิงสาว เพราะปีสี่ไม่ค่อยมีการเรียนการสอนมากเท่าไหร่ ส่วนมากจะเน้นให้นักศึกษาได้วางแผนทำวิจัย หรือบางคณะก็อ่านหนังสือติวเข้มเตรียมสอบ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ค่อยได้เจอกับคนน้องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แต่ก็มีบ่อยครั้งที่หญิงสาวส่งข้อความมาหา ถามไถ่ไปเรื่อยตามประสาของเธอ ถ้าจะมีสิ่งที่แปลกไปก็คงเป็นตัวเขาที่เริ่มตอบข้อความเธอบ่อยขึ้น ไม่ได้รู้สึกรำคาญเวลาถูกคนน้องหยอกล้อ หรือแกล้งหยอดคำหวานหรือส่งมุกจีบมาให้ พอเธอเลิกก่อกวน และพูดจาน่ารักกับเขาบ่อยขึ้น ทัศนัยก็รู้สึกว่าเนื้อแท้ของคนตัวเล็กไม่ได้แย่นัก กรรณิการ์เป็นผู้หญิงร่าเริง คุยเก่งและบางครั้งก็ชอบอ้อนแบบไม่รู้ตัว ถึงแม้จะพิมพ์คุยกันในแมสเสจเป็นส่วนใหญ่ แต่เขาก็พอจะจับสังเกตได้ เหมือนอย่างตอนนี้ที่คนน้องมานั่งอยู่กับเขาที่ใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ ซึ่งวันนี้เขาเข้ามหา’ลัยมาเพื่อพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาและจัดการเอกสารที่ช่วยอาจารย์สอนเล็กน้อย “แล้วพี่ไทม์จะกลับตอนไหนเหรอ” เสียงหวานของกรรณิการ์เอ่ยถามคนพี่ เนื่องจ
รู้ตัวอีกทีเธอก็ขึ้นมานั่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ โดยมีสารถีเป็นชายหนุ่มรุ่นพี่สุดเย็นชาเสียแล้ว กรรณิการ์ลอบมองซีกหน้าด้านข้างของคนพี่ซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับถนนเบื้องหน้า โดยตรงไปตามเส้นทางที่จะไปเพ้นท์เฮ้าส์ของเธอ ความคิดที่เคยอยากแกล้งเขาเพื่อเอาคืนที่ถูกปฏิเสธในวันแรกนั้น ตอนนี้มันแทบจะเลือนหายไปจากสมองของเธอหมดแล้ว ไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน ที่หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงเวลาอยู่ใกล้เขา มันอาจจะเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้เอง คงเป็นวันที่เธอถูกดักทำร้ายล่ะมั้ง... แต่ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ในตอนนี้เธอก็ไม่กล้าพอที่จะคิดเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์นี้ เธอไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงในตอนนี้ เพราะอย่างนั้นจึงยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ได้ พอมาคิด ๆ ดู หากเธอเป็นฝ่ายที่ถูกตามก่อกวน ถูกแกล้งหรือยั่วโมโห แต่วันดีคืนดีอีกฝ่ายกลับมาทำท่าทางเหมือนตกหลุมรักเธอ มันก็คงพิลึกไม่น้อย แต่เรื่องแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนสวยอย่างเธอหรอก คนหล่อมีเยอะ แต่คนหล่อที่ตรงเทสเธอน่ะมันไม่ได้มีให้เจอบ่อย ช่วยไม่ได้ที่เขาอยากเกิดมาหล่อเอง “ถึงแล้ว” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นช่วยเรียกสติของคนที่กำลังเหม่อลอยให้กล
ภายในร้านชาบูหม้อไฟซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมฟุ้งของน้ำซุปหลากหลายรสชาติ กรรณิการ์สั่งเนื้อเซ็ตใหญ่มาพร้อมกับกุ้งถาดใหญ่อีกสองถาดโดยมีทัศนัยนั่งมองอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ หลังจากที่หยอกล้อชายหนุ่มรุ่นพี่จนพอใจแล้ว เธอก็ชวนเขามานั่งกินหม่าล่าหม้อไฟด้วยกัน ซึ่งก็ได้ถามคนพี่ก่อนแล้วว่าเขาสามารถกินเผ็ดได้ไหม และด้านทัศนัยเองก็ยืนยันว่ากินได้ เธอจึงพาเขามาที่ร้านประจำของตัวเอง “ทำไมสีมันดูจัดขนาดนี้” หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อเห็นว่าน้ำซุปในหม้อหม่าล่าสีดูจัดจ้านจนเขารู้สึกแสบท้องทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือทานเลยด้วยซ้ำ “หม่าล่าก็แบบนี้แหละค่ะ แต่ถ้าพี่ไม่ชอบก็มีอีกฝั่งเป็นทงคัตสึไงคะ” กรรณิการ์มองคนพี่พลางพยักเพยิดหน้าให้เขามองอีกฝั่ง ซึ่งเป็นน้ำซุปทงคัตสึรสชาติกลมกล่อมเหมาะกับคนที่ไม่ชอบทานเผ็ด “กินเผ็ดแบบนี้ไม่กลัวแสบท้องหรือไง” เขาถามด้วยความสงสัย สีของมันดูน่าจะเผ็ดมากแถมน้ำมันยังเยอะอีกด้วย เพราะด้วยภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่ดูเป็นคุณหนู แม้จะไม่ได้น่ารักน่าทะนุถนอมขนาดนั้น แต่เขาก็อดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่าเธอจะกินเผ็ดขนาดนี้ได้ยังไง “แค่นี้สบายมาก ถึงหนูจะเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสแต่เรื่องกินเผ็ดหนูได้เ
ตกเย็นกรรณิการ์กลับมายังเพ้นท์เฮ้าส์ที่พักอาศัยอยู่กับพี่สาวคนกลางอย่างกุลนิภาด้วยสภาพเหนื่อยอ่อนวันนี้หลังจากที่ไปก่อกวนทัศนัยเสร็จแล้วตลอดทั้งคลาสเรียนช่วงบ่ายเธอก็เหมือนถูกสูบวิญญาณออกจากร่างไปจนหมดเพราะอาจารย์ที่สอนวิชานั้นไม่ค่อยชอบเธอนัก ส่วนสาเหตุก็มาจากการที่ตอนอยู่ปีสอง เธอโดดเรียนวิชานี
“ไม่เป็นไรหรอกน่า พี่ไทม์เขาอยากให้ฉันนั่งใกล้นี่นา ฉันฝากแกซื้อข้าวด้วยสิ เอากระเพราหมูกรอบไม่เผ็ดเหมือนเดิมเลย” สาวลูกครึ่งเอ่ยบอกกับเพื่อนสนิทด้วยสีหน้ายิ้มแย้มซึ่งคุณากรที่ลอบมองอยู่ ก็แอบอยากดุเพื่อนอยู่เหมือนกัน แต่พอคิดว่า ถึงบ่นไปเพื่อนสาวตัวดีก็คงไม่ยอมฟังอยู่แล้ว จึงไม่ได้พูดอะไร ออกมา แ
ทัศนัยชะงักไปเมื่อได้ยินประโยคนั้นของหญิงสาว เขาไม่รู้ว่าเด็กนี่ไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้พูดจาแก่แดดแบบนี้ออกมาได้“คิกคิก ล้อเล่นค่ะ” ก่อนที่เสียงหัวเราะของกรรณิการ์จะดังขึ้น ร่างเล็กสั่นเทิ้มจากการพยายามกลั้นเสียงขำไว้ท่าทางของเขาตอนที่เธอพูดประโยคนั้นไป ทำเอาหญิงสาวรู้สึกขบขันไม่น้อย เธอก็แค่
ตลอดทั้งวัน ทุกครั้งที่หันไปมองหน้าเพื่อนสนิททั้งสองเธอก็มักจะได้รับสายตาล้อเลียน และท่าทางกลั้นขำเหมือนคนเส้นตื้น จากทั้งสองคนอยู่เสมอ จนเวลาล่วงเลยมาถึงตอนเลิกเรียนในคลาสสุดท้ายของวัน“นี่ พวกแกหยุดหัวเราะได้แล้ว มันมีอะไรน่าขำขนาดนั้น?” เรียวคิ้วสวยขมวดมยุ่งอย่างขัดใจ เพราะยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ







