Masuk"อย่ายุ่งกับหนึ่ง ถ้าเพลงแตะหนึ่ง อย่าหาว่าพี่ใจร้ายก็แล้วกัน" ผมตวัดสายตามองเพลงอย่างหงุดหงิด ยิ่งเห็นอาการที่เกรี้ยวกราดของเธอผมยิ่งคิ้วกระตุกมากกว่าเดิมเข้าไปอีก
"ปกป้องกันจังนะคะ ลืมไปแล้วเหรอคะว่าเรากำลังจะมีลูกด้วยกัน" สุดท้ายแล้วผมก็ต้องชะงักด้วยคำพูดของเพลง "พี่ไม่ลืม เรื่องลูกก็ส่วนลูก เรื่องของเราก็ส่วนเรื่องของเรา" ผมว่าแล้วกำลังจะบิดลูกบิดประตูอีกครั้ง "พูดแบบนี้พี่ก้องจะไม่รับผิดชอบเพลงใช่มั้ย พี่ก้องจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ เพลงไม่..." "พี่ว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะ เพลงจะเรียกร้องให้มันได้ไรวะ!" เส้นอารมณ์ผมเริ่มขมวดเป็นปมละ ชักจะหงุดหงิดมากขึ้นทุกทีที่เพลงโวยวาย เสียงที่ค่อนข้างหวีดแหลมของเธอทำให้ผมเบื่อที่จะต้องกลับมาเจออะไรแบบนี้ "พี่รู้ว่าพี่ควรจะทำอะไร เพลงไม่ต้องมาคอยสั่ง บอกว่าจะรับผิดชอบก็คือรับผิดชอบ ถึงพี่จะเหี้ย แต่ถ้าเป็นลูกของพี่พี่ไม่เกี่ยงอยู่แล้ว" ปัง! พูดจบผมก็รีบเดินออกมาจากห้องของตัวเองทันที ผมไม่สนหรอกว่าเพลงจะกรีดร้องหรือจะทำอะไรต่อ แต่ผมรู้สึกไม่โอเคที่จะอยู่ที่นั่น ต่อจากนี้ถ้าไม่มีอะไรสำคัญผมจะไม่กลับมาอีก ปล่อยให้เพลงอยู่ไป ถือว่าผมให้แม่ของลูกได้อยู่สบายก็แล้วกัน โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง "ยังไงกันพวกมึง ไอ้นี่ก็หน้าเป็นส้นตีน ส่วนไอ้นี่ก็หน้าเป็นตูดหมา พวกมึงนี่ขยันมีปัญหารายวันกันซะเหลือเกิน" ไอ้นัทมันเอ่ยทักผมกับไอ้เจฟที่วันนี้พร้อมเพรียงกันทำหน้าไม่สบอารมณ์ แต่ดูท่าแล้วไอ้เจฟน่าจะดีกว่าผมหน่อย เพราะไม่มีเรื่องของคนอื่นมาพัวพันให้ปวดหัว "ไอ้นัท ไอ้คอนโดที่อยู่เยื้องกับคอนโดมึงชื่อไรนะ" ผมขยับปากถามไอ้นัท "Proud?" ไอ้นัทมันตอบ ผมจำได้ว่ามันไม่ได้ขึ้นต้นด้วยตัวPนี่หว่า "หึ อีกอันนึงดิ" "Around?" ไอ้นัทมันเอ่ยขึ้นมาอีกชื่อ "ไม่ใช่ดิ นี่มึงมีคอนโดกี่ที่วะ ไม่ใช่สองที่นี้" ผมมองไอ้นัทแล้วเอ่ยถามมันด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่อ ผมรู้ว่าบ้านมันรวย แต่ละคอนโดที่มันพูดชื่อขึ้นมานี่หรูๆทั้งนั้น "Finix?" "เออ! อันนี้! น่าจะใช่ ถ้ากูจำไม่ผิด" ผมดีดนิ้วแล้วมองไปที่นัทอย่างมีความหวัง "มึงถามไมวะ?" ไอ้นัทมันพูดกับผม แต่มือมันยังคงวุ่นกับมือถือของไอ้เจฟไม่เลิก แล้วดูสีหน้าของไอ้เจฟดิ เหมือนมันไม่ค่อยอยากให้ยุ่งกับมือถือของมันสักเท่าไหร่ "หาห้องให้กูหน่อยดิ ได้ป่ะ?" ผมถามมันออกไป "หาให้ใคร? เด็กใหม่มึง?" ดูปากมัน ไอ้เวรนี่... "เด็กใหม่พ่อง! กูจะไปอยู่เอง หาให้หน่อย กูไหว้ล่ะ นะเพื่อนนะ" "คอนโดนั้นมันโลว์ มึงจะอยู่ได้อ่อ ห้องก็เล็กเท่ารูหนู เครื่องอำนวยความสะดวกก็ไม่ครบ ที่จอดรถนี่ไม่ต้องพูดถึง น่าจะเต็ม รถหรูๆของมึงจะจอดข้างทางได้เหรอวะ" ผมแค่ให้มันหาห้องให้ มันพรรณนาซะยาวเหยียดเชียว "อยู่คนเดียวกูอยู่ได้ หาให้กูห้องนึง" "แล้วคอนโดมึงล่ะ?" มันย้อนถามผม "หาให้กูเถอะ อย่าถามมาก" ผมบอกมันออกไป อยู่ๆอารมณ์ก็ดีขึ้นมาซะอย่างนั้น ผมไม่เกี่ยงหรอกว่าคอนโดนั้นจะหรูหรือไม่หรู ขอให้อยู่ที่เดียวกับหนึ่งผมอยู่ได้ทั้งนั้นแหละ ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากันอีกที ถึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ขอไปอยู่ใกล้ๆ ผมน่าจะโอเคกว่าที่ที่อยู่ทุกวันนี้ จริงๆคอนโดเจ๋งๆผมก็มีเยอะ แต่มันไม่มีหนึ่งอยู่ไง ใจผมอยู่ที่ไหน ผมก็อยากเอาตัวเองเข้าไปอยู่ตรงนั้นแหละ "เอ้าไอ้นี่ มาสั่งกูเฉย กูเป็นขี้ข้ามึงเหรอ?" "มึงไม่ได้เป็นขี้ข้ากูหรอก แต่กูคิดว่ากูมีความลับของมึงอยู่ มึงจะหาห้องให้กูป่ะล่ะเพื่อน" ผมพูดกับไอ้นั้นพลางแสยะยิ้มให้มันไปด้วย เอาสิ ผมอยากรู้ว่ามันอยากให้รูปที่ผมถ่ายมันกับพีอาร์นมโตคนนั้นหลุดไปถึงมือพี่หมอกันต์รึเปล่า "ไอ้สัส! มึงนี่มันเลี้ยงไม่เชื่องจริงๆ ชั่วช้าเลวทราม" มันด่าผม "เออ กูชั่ว เหี้ยมากด้วย^^" "แม่ง! ไอ้เจฟมึงดูมัน มันจะดิสกู" มันหันไปอ้อน(ตีน) ไอ้เจฟทันที NAMNEUNG "ทำไมต้องเกร็งขนาดนั้นด้วย ไม่เหมือนหนึ่งคนเดิมเลยนะ" คาดว่าดินคงจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของฉันเขาถึงได้ถามพร้อมกับหรี่ตามองฉันอย่างพินิจพิจารณา "ดินก็อย่ามาจ้องหนึ่งสิ นี่มาทำงานหรือมาจ้องกันแน่" ก็นะ จะไม่ให้ฉันเกร็งได้ยังไงในเมื่อเวลาทำงานเขาเอาแต่จ้องฉันอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ นี่มันอะไรก็ไม่รู้ ทำไมฉันต้องทำงานร่วมกับเขา ทำไมพวกเราถึงต้องเป็นพาร์ทเนอร์กัน ทำไมเขาต้องมาสารภาพไอ้ความรู้สึกบ้าบออะไรกับฉันด้วยก็ไม่รู้ ถึงก่อนหน้านี้ฉันอาจจะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้ แต่ว่าตอนนี้...ตอนที่พวกเราต้องออกมาทำงานด้วยกันแค่สองคน มันทำให้ฉันทำตัวไม่ค่อยถูกน่ะ แล้วยิ่งเขาจ้องฉันตลอดเวลาแบบนี้ จะไม่ให้ฉันเกร็งได้ยังไงกัน "หลักๆคือจ้อง ส่วนทำงานเป็นงานอดิเรก" เขานี่มัน... "ถ้าดินเอาแต่จ้องหนึ่งอยู่แบบนี้หนึ่งคงทำงานไม่ได้หรอก ช่วยหันไปสนใจอย่างอื่นก่อนได้ป่ะ" ฉันถลึงตาใส่เขา "อย่างอื่นไม่มีอะไรให้น่าสนใจเท่าตรงนี้ดิ" เขาจีบฉัน เห็นได้ชัดเจนมากว่าตอนนี้ดินรุกฉันหนักมากกว่าเดิม นี่น่ะเหรอที่เขาบอกให้ฉันทำตัวเหมือนเดิม เพราะเขาเองก็จะทำตัวเหมือนเดิมกับฉันเหมือนกัน ไอ้ที่ว่าทำตัวเหมือนเดิมของเขาก็คือการจีบฉัน แล้วฉันล่ะ... การที่จะรู้ว่าใครรู้สึกยังไงกับเรามันสามารถทำให้รู้สึกแบบเดิมได้ด้วยเหรอ ฉันไม่ใช่คนจัดการกับปัญหาของตัวเองได้ง่ายขนาดนั้น "วันนี้คงไม่ต้องทำมั้งงาน" ฉันมองหน้าดินแล้วจ้องเขากลับ "อย่าจ้องมาก" ดินไม่ยอมละสายตาไปจากฉันเลย ยิ่งฉันจ้องเขา เขาก็จ้องฉันกลับ เราสองคนสบตากันอยู่ประมาณ3วิเห็นจะได้ สุดท้ายแล้วมันก็เป็นฉันที่ยอมเบนหน้าหนีไปทางอื่นแทน ไอ้สายตาแบบนั้นน่ะฉันเจอมานักต่อนักแล้ว จะให้มาหวั่นไหวกับใครหรืออะไรง่ายๆมันคงไม่ใช่(รึเปล่านะ...) "จ้องนานๆระวังจะตกหลุมรัก^^" ดินพูดออกมาพลางมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่กรุ้มกริ่ม ส่วนฉันก็ได้แต่เผยอปากเพราะไม่รู้จะพูดออกไปว่ายังไง "ไม่จ้องแล้วก็ได้" ฉันพูดพร้อมก้มลงมองไอแพดในมือเพื่อดูรายละเอียดของงานวันนี้ "เขินอ่ะดิ" ดินก้มลงมามองหน้าฉัน ซึ่งระหว่างที่เขากำลังก้มลงมานั้นมันเป็นช่วงที่ฉันกำลังจะเงยหน้าขึ้นไปพอดี มันเลยทำให้พวกเราสองคนได้สบตากันอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงได้ยอมสบตากับเขาอยู่นานเกิน5วินาที ใบหน้าของพวกเราสองคนอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ วูบหนึ่งฉันเห็นว่าแววตาของดินนั้นฉายแววเป็นประกาย ก่อนที่เขาจะหลุบตามองริมฝีปากฉันแล้วเป็นฝ่ายเบนหน้าไปทางอื่นแทน ตึก ตัก ตึก ตัก.... ไม่จริงน่า...ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาสักหน่อย ทำไมต้องใจเต้นด้วยล่ะ แค่ได้สบตากับคนที่เพอร์เฟคไปทุกอย่าง แค่ใบหน้าอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ หัวใจมันไม่น่าจะเต้นแรงแบบนี้... "หนึ่งทำงานไปก่อนเลย ดินขอไปคุยธุระแป๊บ" จู่ๆเขาก็เอ่ยทำลายความเงียบระหว่างเราสองคนขึ้น ฉันเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรงก่อนที่จะตอบเขาออกไปว่า "อื้อ" `พอฉันพูดจบเขาก็รีบลุกพรวดออกไปทันที ฉันมองแผ่นหลังกว้างของดินสลับกับมือถือของเขาที่ยังวางอยู่บนโต๊ะ ไหนเขาว่าจะออกไปคุยงานไง แล้วทำไมถึงได้ทิ้งมือถือไว้ตรงนี้ล่ะ หรือไม่...เขาอาจจะมีมือถืออีกเครื่องก็ได้ DIN Danupat' Talks เกือบแล้ว เมื่อกี้ผมเกือบจูบหนึ่งไปแล้ว ไอ้ริมฝีปากที่จิ้มลิ้มของเธอนั้น...น่าจับมาจูบซะให้เข็ด ไหนจะแววตาที่อ่อนโยนนั่นอีก แต่มันอยู่นิดเดียวติดตรงที่ว่าผมทำไม่ได้ ผมบังคับให้ตัวเองล่วงเกินหนึ่งไม่ได้ ผู้ชายอย่างผม ผ่านผู้หญิงมาเยอะก็จริง แต่ผู้หญิงที่ทำให้ผมไม่อยากละสายตาจากเธอไปไหน ไม่อยากทำอะไรให้เธอเจ็บ ไม่อยากทำอะไรให้เธอรู้สึกไม่ดี ที่สำคัญ คือผมอยากมองเธอแบบนี้ไปนานๆ เธออาจไม่ได้สวยโดดเด่นในแบบที่ผมชอบ แต่ก็จัดว่าสวย แล้วผมดันสนใจเธอ น่าแปลกมั้ยล่ะ ตอนแรกผมเองก็แปลกใจตัวเองเหมือนกัน หนึ่งคือผู้หญิงที่ผมตกหลุมรักมานานหลายเดือน ตอนแรกที่เธอเข้ามาทำงานใหม่ๆเธอยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร ผมเลยอาสาเทรนงานให้เธอ พวกเราสองคนอายุเท่ากัน แต่ผมทำงานก่อนเธอเพราะว่าผมทำอยู่ที่นี่มาตั้งแต่สมัยยังเรียนไม่จบ ผมคุ้นเคยกับงานเป็นอย่างดีตั้งแต่ยังเรียนอยู่แค่มอปลายด้วยซ้ำ เพราะนี่เป็นบริษัทของพ่อผม ผมทำงานอยู่ที่นี่ในฐานะพนักงานออฟฟิศธรรมดาคนหนึ่งที่ตำแหน่งอาจจะสูงกว่าคนอื่นเล็กน้อย ในที่นี้ไม่มีใครรู้ว่าผมเป็นลูกชายเจ้าของ ไม่มีใครรู้ว่าผมคือคนที่จะขึ้นมาบริหารที่นี่ในภายหลัง ทุกคนที่ทำงานกับผมนิสัยดี น่ารัก ไม่เคยนินทาเจ้านาย อย่างมากก็แค่บ่นที่งานมันหนักเกิน แต่ผมก็ขึ้นเงินเดือนตามเนื้อผ้า เดือนไหนหนักมากก็ขึ้นเยอะหน่อย แค่นั้นเอง ทุกคนในออฟฟิศอาจจะแค่รู้ว่าผมรวย แต่ไม่มีใครรู้ลึกกว่านั้นหรอก เพราะผมไม่อยากให้รู้ ส่วนหนึ่ง...ผมก็คงไม่บอกเธอเหมือนกัน เพราะถ้าเธอรู้ว่าผมเป็นใคร เธออาจจะไม่อยากยุ่งกับผมเลยก็ได้ เพราะแค่นี้เธอยังดูเกร็งที่ต้องอยู่กับผมสองคนเลย ผมรู้ว่าหนึ่งอาจจะฝังใจกับแฟนเก่าของเธอ ผมอาจต้องให้เวลาเธอหน่อย ผมมั่นใจว่าผมมีดีพอที่จะทำให้เธอหันมาสนใจผม แล้วผมก็มั่นใจว่าสักวันเธออาจจะมองผมมากกว่าเพื่อน ผมหวังว่าสักวัน...เธอจะเปิดใจให้ผมบ้าง ทุกคนล้วนมีอดีตที่เลวร้ายกันทั้งนั้นแหละ ผู้หญิงเป็นเพศที่ฝังใจ ลืมยาก ผมจะไม่เร่งเร้าเธอ ปล่อยให้มันเป็นไปตามเวลาน่าจะดีที่สุด อย่างน้อยผมก็มีเป้าหมาย การรอไม่ใช่เรื่องยากที่คนอย่างผมทำไม่ได้ ถึงจะไม่รู้ว่าหนึ่งจะลืมแฟนเก่าได้เมื่อไหร่ ถึงจะไม่รู้ว่าเธอกับคนนั้นเคยรักกันแค่ไหน แต่ผมก็จะรอ เพราะสายตาผม...มันไม่อยากมองใครแล้วจริงๆฟุ่บ... ก้องค่อยๆวางร่างฉันลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา ก่อนที่จะเป็นฝ่ายคร่อมร่างของฉันเอาไว้ "เธอเชื่อใจฉันมั้ย?" อยู่ดีๆเขาก็เอ่ยถาม ซึ่งคำถามของเขามันทำให้ฉันค่อนข้างที่จะประหลาดใจอยู่ไม่ใช่น้อย "เรื่อง...เรื่องอะไร" ฉันถามเขาออกไป "ให้ฉันดูแลเธอไง" เขาว่า "นายก็ดูแลฉันตลอดอยู่แล้วนี่" "ฉันอยากดูแลเธอแบบนี้มันก็จริง แต่อยากดูแลไปตลอดชีวิต อยากใช้ชีวิตร่วมกัน" "แล้วทุกวันนี้พวกเราไม่ได้อยู่ด้วยกันหรือไงล่ะ" "หมายถึงอยากใช้ชีวิตร่วมกันแบบที่คู่รักคนอื่นเขาทำกัน ฉันอยากใช้ชีวิตร่วมกับเธอ...ไม่ใช่ในฐานะแฟน" เขาพูดพร้อมกับค่อยๆเกลี่ยปอยผมของฉันไปทัดไว้ที่ข้างหู ประโยคที่เขาพูดขึ้นมาเมื่อครู่ มันทำให้ฉันอึ้งไปเลยเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่เคยจริงจังขนาดนี้มาก่อน ถึงจะเคยขอฉันแต่งงานงานตอนที่พวกเราตัดสินใจกลับมาคบกัน แต่ว่าเขาก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นอีกเลย ซึ่งฉันเองก็เข้าใจว่าเขาอยากจะให้พวกเราอยู่กันไปแบบนี้ โดยที่ไม่ต้องมีอะไรหวือหวา ไม่ต้องมีอะไรที่มันยุ่งยาก แต่ทำไมวันนี้เขาถึงได้จริงจังเรื่องนี้ขึ้นมาซะอย่างนั้น "นาย..." "ฉันว่าพวกเราแต่งงานกันให้เป็นเรื่องเป็นราวเถอะ เธ
"แต่ฉัน..." ฉันพยายามหาข้ออ้างเพื่อที่จะปฏิเสธเขา "งั้นไม่ทั้งคืนก็ได้ ขอทีเดียวพอ" ใบหน้าคมคายเคลื่อนเข้ามาใกล้จนปลายจมูกโด่งรั้นสัมผัสที่ผิวแก้มของฉันอย่างแผ่วเบา ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดที่ผิวแก้มของฉันจนใบหน้าร้อนผ่าว "นายก็เป็นแบบนี้ทุกที" ฉันยู่หน้าใส่เมื่อไม่สามารถปฏิเสธคำร้องขอของร่างสูงตรงหน้า พรุ่งนี้เขาต้องไปขึ้นเวรแต่เช้า เขาคงไม่ทะลึ่งทำเรื่องแบบนั้นทั้งคืนหรอก จริงมั้ย? "ไปอาบน้ำกันก่อนป่ะ?" เสียงทุ้มเอ่ยชักชวนพร้อมกับพยายามยุ่มย่ามกับเสื้อผ้าบนร่างกายของฉันไปด้วย "นายก็ไปอาบก่อนสิ" ฉันพยักเพยิดหน้าไปทางห้องน้ำ "อยากให้เธอถูหลังให้" เจ้าของเสียงทุ้มเคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ฉันอีกครั้ง ก่อนที่จะเอื้อนเอ่ยประโยคที่ทำให้ขนลุกไปทั้งตัว ไอ้ประโยคนี้ทำไมมันฟังดูสองแง่สองงามยังไงพิกล "นายมันเรื่องเยอะ หาเรื่องให้ฉันต้องเหนื่อยทุกทีแหละน่า" ฉันอดที่จะบ่นเขาออกไปไม่ได้ "เธอก็หาเรื่องให้ฉันเหนื่อยทุกวันเหมือนกันแหละ" ฉันเนี่ยนะ หาเรื่องให้เขาเหนื่อยทุกวัน เป็นเขาเองไม่ใช่เหรอที่หาเรื่องปล้ำฉันอยู่ทุกวี่ทุกวันน่ะ "ไปอาบน้ำได้แล้วไป พูดมากอยู่ได้" ฉันเป็นฝ่ายดันร่างหนาที่
"พี่แรมพ์จะทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ ไม่งั้นเพลงเอาเด็กในท้องออกจริงๆด้วย" หื้ม? ทำไมไอ้ประโยคนี้มันคุ้นๆจัง แถมเสียงที่แหลมจนแสบแก้วหูนั่นก็... ผมชะโงกหน้าเข้าไปมองในห้องพักนักดนตรี ในนั้นมีคนสองคนกำลังเจรจาอะไรบางอย่างกันอยู่ เจ้าของเสียงเล็กที่แสบแก้วหูนั้นผมรู้จักเธอดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้ เพราะผมไม่ค่อยได้สนใจอะไรเธอเท่าไหร่นัก เธอเป็นผู้หญิงที่เคยเข้ามาวนเวียนอยู่ในชีวิตของผมช่วงระยะเวลาสั้นๆ "ตามใจเธอ" แล้วเสียงที่ค่อนข้างจะเย็นชานี่ก็คือไอ้แรมพ์ เพื่อนสนิทที่ผมคบมาตั้งแต่สมัยอนุบาลแต่ไม่ค่อยมีคนรู้ ไอ้นี่น่ะมันเย็นชาอยู่แล้ว ยิ่งเรื่องผู้หญิงยิ่งไม่ต้องพูด มันเคยจริงจังกับใครเขาที่ไหน ฟันแล้วทิ้งไปวันๆคือคติประจำตัวของมัน "พี่แรมพ์! พี่จะทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ" เพลงยังคงโวยวายใส่ไอ้แรมพ์ไม่เลิก ส่วนผม ก็ได้แต่ยืนกอดอกมองสองคนนั้นอยู่ห่างๆ "แล้วเธอจะให้ฉันทำยังไง?" ไอ้แรมพ์เงยหน้าจากมือถือแล้วมองไปยังเพลงด้วยสายตาที่เย็นชาขั้นสุด ไอ้หมอนี่...ไม่มีความอ่อนโยนกับผู้หญิงเลย ผมล่ะยังนึกไม่ออกเลยว่าเวลาที่มันหลอกฟันผู้หญิงมันทำหน้ายังไง "พี่แรมพ์ต้องแต่งงานกับเพลง ไม่งั้นเพลงจะ..." "จะ
หนึ่งเดือนต่อมา "หนึ่ง ไปเถอะ ฉันอยากไป" ก้องคะยั้นคะยอให้ฉันไปเที่ยวเป็นเพื่อนเขาไม่เลิก ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้ฉันกับก้องกลับมาคบกันได้เดือนนึงแล้ว ถ้าถามว่าโอเคไหม ฉันว่ามันโอเคมากเลยล่ะ มันไม่อึดอัดเหมือนก่อนหน้าที่พวกเราจะเลิกกัน ฉันจะพูดว่ายังไงดีล่ะ ตอนนี้เหมือนฉันกับเขาปรับเข้าหากันมากขึ้น มีอะไรก็บอกกัน ไม่ชอบใจตรงไหนก็พูดเพื่อที่อีกฝ่ายจะได้ปรับตัว ฉันว่ามันโอเคมากๆ ไม่มีปัญหาอะไรเลย ทุกอย่างราบรื่นดี ซึ่งฉันเองมีความรู้สึกว่าพวกเราสองคนสวีทกันมากกว่าเมื่อก่อนขึ้นเป็นกองเลย "นายก็ไปสิ แต่ฉันไม่ไป" ฉันปฏิเสธเขาเป็นรอบที่สามน่าจะได้ ไม่รู้ว่าเขาจะตื๊อให้ฉันไปเที่ยวด้วยทำไมนัก ตั้งแต่กลับมาคบกันนี่เขาชวนฉันไปเที่ยวด้วยตลอด ไม่เคยจะไปคนเดียวสักครั้ง ซึ่งฉันเองไม่ค่อยชอบไปเที่ยวที่แบบนี้ไง ฉันดื่มไม่ได้ ดื่มไปนิดเดียวก็เมาแอ๋แล้ว คือมันไม่เอนจอยไง ถ้าฉันต้องไปเที่ยวกับเขาอีก ฉันอยู่ทำความสะอาดห้องไม่ดีกว่าเหรอ "โอเคๆ เธอไม่ไปฉันก็ไม่ไป แต่เธอโดนทั้งคืนนะ โอเคเปล่า?" "???" สองชั่วโมงต่อมา "เดี๋ยวนี้ไอ้ก้องแม่งควงเมียเที่ยวบ่อยจัด สงสัยกลัวเมียหายว่ะ ฮ่าๆๆๆ" นัท หนึ่งในเพื่
"หนึ่ง" "ฟังฉันนะ" ก้องเรียกเมื่อเห็นว่าฉันยังคงนิ่งกับคำถามที่เขาเพิ่งถามมา เขาจะให้ฉันตอบว่ายังไงล่ะ อยู่ดีๆก็มาขอฉันแต่งงานทั้งๆที่สถานะของพวกเรามันยังไม่ชัดเจนแบบนี้น่ะเหรอ เขากล้ามากนะ กล้าที่จะพูดออกมาจริงๆ "รู้จักกันก็ไม่ใช่น้อย ถึงฉันจะเดินทางผิดไปบ้าง แต่ใช่ว่าพวกเราไม่รู้นิสัยใจคอกัน" ก้องว่าก่อนที่เคลื่อนฝ่ามือข้างที่เกลี่ยปอยผมฉันเมื่อครู่ออกไป "..." "ฉันรักเธอเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือไม่เหี้ย แค่นี้พอจะทำให้เธอตอบตกลงได้ยัง" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นอีกระดับหนึ่ง "ฉันว่าพวกเรา..." "โอเค ตามนั้น แค่นี้ไม่เห็นจะยาก" ฉันยังพูดไม่ทันจบประโยค จู่ๆก้องก็อาศัยช่วงจงหวะที่ฉันยังไม่ทันตั้งตัวทำอะไรบางอย่างกับนิ้วมือข้างซ้ายของฉัน "นายทำอะไรน่ะ?" ฉันเอ่ยถามเขาด้วยความตกใจ ก่อนที่จะยกฝ่ามือข้างซ้ายขึ้นมาดู "ขอเธอแต่งงานไง" เขาพูดก่อนที่จะเคลื่อนริมฝีปากมาบรรจงจูบลงบนหน้าผากของฉันอย่างแผ่วเบา แล้วเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางแสงจากโคมไปที่มันสลัวแต่ฉันก็เห็นแสงระยิบระยับจากนิ้วนางข้างซ้ายอย่างเด่นชัด มันคือแหวนเพรชไม่ผิดแน่ ฉันไม่ตกใจเรื่องราคาของแหวนหร
"อื้ออออ!!!" ผมตัดสินใจเคลื่อนริมฝีปากไปทาบทับที่ริมฝีปากของหนึ่งพร้อมกับบดขยี้ลงไปอย่างแผ่วเบา ก่อนที่จะดุดันขึ้นทีละเสต็ป ทันทีที่โดนผมจู่โจมหนึ่งก็มีท่าทีต่อต้านอย่างเห็นได้ชัด เธอทั้งทุบทั้งจิก แต่ยิ่งเธอทุบผมเท่าไหร่ผมก็กลับบดขยี้ริมฝีปากลงไปแรงมากเท่านั้น ผมไม่ได้โมโห ผมไม่ได้โกรธที่เธอทุบผมเอาทุบผมเอา แต่ผมคิดถึงเธอต่างหาก คิดถึงอ้อมกอด คิดถึงสัมผัสของเธอ ผมคิดถึงเธอ... เฮือก.... ผมเปิดโอกาสให้หนึ่งได้สูดลมหายใจเข้าปอด ก่อนที่จะทาบทับริมฝีปากลงไปอีกครั้ง ครั้งนี้หนึ่งไม่ได้มีอาการต่อต้านผมเหมือนตอนแรก จากที่เคยทุบและจิกอกผมอยู่ก่อนหน้านี้ ตอนนี้เธอทำแค่วางฝ่ามือเล็กลงสัมผัสที่แผ่นอกผมเบาๆ ก่อนที่จะยอมเปิดโอกาสให้ผมได้ลิ้มรสชาติที่หอมหวานภายในโพรงปากของเธอทุกซอกทุกมุม ผมโคตรคิดถึงสัมผัสนี้เลย อึก... ผมถอนริมฝีปากออกทันทีที่ได้ยินเสียงสะอื้นของหนึ่ง "โกรธฉัน?" ผมถามพลางเคลื่อนปลายนิ้วขึ้นไปเกลี่ยน้ำตาออกจากกรอบตาให้หนึ่ง แต่คำตอบที่ได้คือเธอส่ายหน้า "แล้วร้องไห้ทำไม?" ผมถามพร้อมกับเคลื่อนฝ่ามือขึ้นไปสางผมนุ่มสลวยของเธออย่างแผ่วเบา "ฉันดูง่ายมากใช่มั้ย?" เธอช้อนตาขึ้
"มึงจะซัดใคร" เจฟหันไปถามก้อง "ไอ้ตำรวจหน้าม่อนั่น" ก้องตอบอย่างหัวเสีย "ตำรวจมันทำไมวะ?" เจฟถามต่ออีก "มันม่อเมียกู" เอ่อ... "อ่อ สรุปว่ามันมีตำรวจอยู่คนนึงใช่ป่ะ" "เออ!" "มันม่อเมียมึงหมายถึงว่ามันคิดจะล่อเมียมึง?" "ก็เออสิ ไอ้ฉิบหาย หัวร้อนเลย" ก้องว่าพลางยีหัวตัวเองอย่างหงุดหงิด ก็คือว่
"ฉันขอติดรถไปด้วยคนนะคะ" หลังจากที่หนึ่งทำให้ผมอึ้งไปพักใหญ่ เธอก็หันไปพูดกับหนึ่งในตำรวจที่กำลังจะคุมตัวผมไปที่สถานีตำรวจ ผมจะไม่ติดใจอะไรหรอกถ้าไอ้ตำรวจคนนั้นมันไม่มองหนึ่งด้วยสายตาที่อยากทำความรู้จักซะเต็มประดา แค่มองอย่างเดียวไม่พอต้องยิ้มให้คนของผมด้วย หมายถึงเธอจะไปกับผมก็ต้องเป็นคนของผมแหล
"ไปเถอะ ขอร้องล่ะ" เขายังคงไม่ละสายตาไปจากฉัน ถ้าจ้องมากไปกว่านี้ฉันจะเดินหนีแล้วนะ ทั้งๆที่เมื่อก่อนก็อยู่ด้วยกันตลอด ช่วงเวลาที่เรายังดีๆกันเขาก็ชอบใช้สายตาแบบนี้มองฉันตลอด ทำไมฉันถึงไม่คุ้นกับสายตาแบบนี้ของเขาอีกนะ หรือเพราะพวกเราอยู่ห่างกันนานเกินไป ฉันเลย...รู้สึกแปลกๆ "เอ่อ..." ฉันกำลังจะ
"แกเข้าไปก่อนเลย เดี๋ยวฉันตามไป" หลังจากที่ผิงขับรถมาจอดที่หน้าร้านอาหารเธอก็เอ่ยปากให้ฉันเข้าไปด้านในก่อน เมื่อกี้ที่คุยกันไม่ใช่แบบนี้นี่นา "แล้วแกจะไปไหน" ฉันถามผิงออกไป "ไปธุระแถวนี้แป๊บ เดี๋ยวมา" ผิงหยิบมือถือขึ้นมาดูอะไรบางอย่างแล้วชักสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด "มีเรื่องอะไรป้ะแก"







