ANMELDENมหาวิทยาลัย SKP
นี่สินะช่วงเวลาแห่งความสุขที่ต้องเก็บเกี่ยว นักศึกษาละลานตาหลากหลายอารมณ์ มีทั้งคนที่ดูตั้งใจมาเรียน บางคนก็เหมือนมาเดินแฟชั่นโชว์ หรือบางคนมาเพื่อจุดประสงค์อย่างอื่น เช่น หาแฟน
จึกๆๆ
ขวับ!
“แฮ่!!”
“อ๊ะ!! ทำไรเนี่ยมะนาว!!” ฉันสะดุ้งโหยงเมื่อหันไปตามแรงจิ้มแล้วเจอเพื่อนสนิทของตัวเองแลบลิ้นปลิ้นตาใส่
“แล้วแกยืนทำไรอยู่ สังเคราะห์แสงเรอะ?”
“แค่ยืนดูสิ่งที่ไม่เคยเห็น”
“งี้แหละน่า~ โลกภายนอกมันก็งี้แหละ” มะนาวกอดคอฉันและมองไปด้วยกัน
“แกสอนอะไรให้ยัยอิงอีก” แต่ก่อนที่เราสองคนจะได้คุยอะไรกันต่อ เสียงคุ้นเคยของอีกคนก็ทักขึ้นมา
“อย่าใส่ร้าย คุณหนูอาอิงแค่ต้องเรียนรู้โลกภายนอกมากขึ้น ฉันแค่ให้คำแนะนำ”
“คนอย่างแกชอบสอนเรื่องไม่เป็นเรื่อง” เพลงขวัญคือเพื่อนสนิทอีกคนที่มาจากโรงเรียนเดียวกัน เราสามคนสนิทกันตั้งแต่เข้าม.1 จนตอนนี้ก็ตัดสินใจเรียนที่เดียวกันอีก
จริงๆ สองคนนี้น่ะตั้งใจเข้าเรียนที่นี่อยู่แล้ว แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจตั้งแต่ทีแรก ได้มาที่นี่แค่เพราะความซวยที่มีน้องสาวอย่างอาย่าก็เท่านั้น
‘แต่ช่างมันเถอะ บางทีโชคชะตาคงอยากให้ฉันอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ^^’
“ใส่ร้ายยย”
“ถึงเวลาแล้ว ไปเรียนคาบแรกกันเถอะ” เพลงขวัญไม่สนใจเสียงครวญครางของมะนาว แต่ลากแขนฉันเดินนำออกมาทันที
“รอด้วยยย” ชื่อมะนาวก็แสบสมชื่อแหละ ^^
วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกของพวกเรา แอบตื่นเต้นเหมือนกันนะ ไม่รู้ว่าการเรียนการสอนจะแตกต่างกันมากแค่ไหน
“ย้ายของเข้าห้องเสร็จแล้วใช่มั้ย?” เพลงขวัญถามขึ้นทันทีเมื่อพวกเราได้ที่นั่งกันแล้ว
เพื่อนร่วมคลาสเยอะมากเลยล่ะ แต่ละคนมีทั้งน่าคบและไม่น่าคบ นี่ปีหนึ่งเองนะทำไมแต่งตัวแรงกันขนาดนี้
แต่ก็นะสไตล์แต่ละคนไม่เหมือนกัน มหาวิทยาลัยเอกชนอิสระย่อมเยอะเป็นธรรมดา ฉันแค่กลัวเพื่อนๆ จะหนาวเพราะกระโปรงมันสั้นเกินไป -_-!
“เสร็จแล้วๆ คุณแม่มาช่วยน่ะ”
“แล้วทำไมไม่บอกพวกฉันล่ะ จะได้ไปช่วย” เพื่อนสองคนของฉันนิสัยค่อนข้างแตกต่างกัน ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่าพวกเราทั้งสามคนนิสัยไม่เหมือนกันเลย
มะนาวจะแสบๆ ซ่าๆ ตามชื่อเลย ไม่กลัวใครพร้อมไฟต์ตลอด เพลงขวัญเหมือนพี่คนโตนิสัยจะดูเป็นผู้ใหญ่ที่สุด คอยดุคอยด่าเวลาฉันกับมะนาวเกเร ส่วนฉันคือความสดใสของกลุ่ม มะนาวบอกว่าฉันเหมือนดอกทานตะวัน ^^
“ไม่เป็นไรหรอก ของฉันไม่ได้เยอะอะไรอยู่แล้ว”
“เห้อออ~ บางทีกับเพื่อนก็ไม่ต้องเกรงใจมากก็ได้” มะนาวถอนหายใจใส่ฉันทันที
“มารยาทไง ^^”
“แกกำลังหลอกด่าว่าฉันไม่มีมารยาทอย่างนั้นใช่มั้ย!”
“เปล่าสักหน่อย”
“ยัย…!!”
“สวัสดีนักศึกษาทุกคน” แต่ก่อนที่ฉันจะถูกมะนาวด่า เสียงประกาศิตจากหน้าห้องก็หยุดบทสนทนาของพวกเราลงซะก่อน
คณะที่ฉันเลือกคือนิเทศศาสตร์ ซึ่งเหมือนเดิมไม่ใช่ความตั้งใจแรก แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะทุกอย่างประชันชิดไปหมด ไม่ลงคณะนี้ก็เกรงว่าปีนี้คงหาที่เรียนไม่ทันแล้ว โชคดีที่คุณพ่อคุณแม่เข้าใจ ท่านไม่ได้เคร่งเรื่องการเรียนของฉันอยู่แล้ว พวกท่านแค่อยากให้ฉันมีความสุข
นิเทศฯ ก็ไม่เลว ฉันชอบงานศิลปะ ชอบการถ่ายรูป ถือว่าได้เรียนรู้หลากหลาย ส่วนงานบริหารค่อยต่อป.โทเอาทีหลังก็ไม่ได้เสียเวลาอะไรอยู่แล้ว
“เลิกเรียนขอไปดูห้องแกได้มั้ยอิง”
“ได้สิ หาอะไรไปกินกัน ฉันอยากให้พวกแกไปอยู่แล้ว” ฉันหันไปตอบเพลงขวัญ ถึงเพื่อนไม่ขอฉันก็ตั้งใจจะชวนไปอยู่แล้ว
“แกนี่มันน่ารักจริงๆ เลย” ส่วนมะนาวที่นั่งอยู่ข้างขวาดึงหัวฉันไปหอมฟอดใหญ่
เพื่อนสองคนนี้ชอบคิดว่าฉันเป็นเด็กน้อยอยู่เรื่อยเลย ฉันแค่ตัวเตี้ยที่สุดในกลุ่มเท่านั้น อายุเราก็เท่ากันนะ ทำไมทำกับฉันแบบนี้ก็ไม่รู้ :(
@คอนโดอาอิง
“ว้าววว~” ทันทีที่เปิดประตูเข้ามา มะนาวก็ร้องขึ้นด้วยความตื่นเต้น ดวงตาของเพื่อนที่เปล่งประกายราวกับเด็กน้อยทำฉันหลุดขำทันที “ห้องแกไฮโซโบว์แดงมากเลยยัยคุณหนูทานตะวัน”
“เว่อร์น่ามะนาว” ฉันส่ายหน้าน้อยๆ หยิบรองเท้าสลิปเปอร์ให้เพื่อนคนละคู่ ทุกอย่างเตรียมพร้อมอย่างดี คุณแม่ค่อนข้างพิถีพิถันน่ะ ท่านเป็นคนเตรียมไว้ให้เพราะฉันบอกจะชวนเพื่อนมาบ่อยๆ การอยู่คนเดียวครั้งแรกฉันคงเหงาน่าดู
“หึๆ จริงของยัยนาว แต่ห้องใหญ่ขนาดนี้แกอยู่ได้ใช่มั้ย?” เพลงขวัญที่สำรวจห้องฉันเสร็จแล้วเอ่ยถามขึ้นมา
“ต้องได้สิ แค่ตื่นเช้ามาแล้วไม่เจออาย่าฉันรู้สึกว่าตัวเองอารมณ์ดีสุดๆ เลยล่ะ ถึงแม้ว่าจะเหงาหน่อยๆ ก็เถอะ”
“เดี๋ยวก็ชิน แกโตแล้วออกมาใช้ชีวิตข้างนอกคนเดียวแบบนี้ฉันสนับสนุนนะ”
“สนใจมาอยู่เป็นเพื่อนฉันมั้ย?”
“ไม่”
“…!” ตอบได้ทำร้ายจิตใจฉันมาก
“หัดอยู่คนเดียวให้เก่ง แกจะได้แข็งแกร่งกว่านี้”
“ค่ะแม่”
“กินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวฉันต้องกลับแล้ว”
“ใช่ๆ ฉันก็ต้องรีบกลับเหมือนกัน แต่ห้องแกสวยมากฉันชอบจัง เวลาทำรายงานเรามาทำห้องแกได้ป่ะ”
“ได้อยู่แล้ว”
“ทำที่ห้องสมุด แกหัดเกรงใจยัยอิงบ้าง”
“โหหหหแม่คะ…”
“หุบปากซะ”
“TT”
“ไม่เป็นไรหรอก…”
“หวงพื้นที่ส่วนตัวบ้างอาอิง อย่าให้ฉันต้องสอน”
“ค่ะแม่” พูดซะฉันกับมะนาวหน้างอคอตกกันเลยทีเดียว
เวลาต่อมา
หลังจากเพื่อนๆ กลับไปฉันก็มานั่งทบทวนบทเรียนอยู่คนเดียวในห้องนั่งเล่น สายตากวาดมองรอบห้องเพราะยังไม่คุ้นเคย คุณปู่บอกว่าจะซื้อคอนโดให้ฉัน ท่านก็ซื้อให้จริงๆ แถมยังเป็นห้องใหญ่มากๆ อีกด้วย
“ใหญ่เกินไปอ่ะ”
มองไปทางไหนก็เคว้งคว้างสุดๆ ห้องนอนสองห้อง ห้องน้ำสองห้อง พื้นที่ทำครัวแบบอเมริกันเคาน์เตอร์ใหญ่มาก ห้องนั่งเล่นกว้างขวางเพดานก็สูง นี่มันสำหรับอยู่เป็นครอบครัวชัดๆ
ครืดดด ครืดดด ครืดดด
แรงสั่นของโทรศัพท์มือถือดึงความสนใจของฉันให้หันไปหา แค่เห็นเบอร์คุณปู่โชว์หราก็รีบคว้าขึ้นมากดรับสาย
“ค่ะคุณปู่”
(ว่างมั้ยหลาน ปู่รบกวนมั้ย?)
“ไม่ค่ะ อิงแค่นั่งทบทวนบทเรียนนิดหน่อย”
(เด็กดี)
“คุณปู่มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ”
(จำสัญญาของเราได้มั้ย?)
“…”
(ถึงเวลาแล้วนะ)
“…ค่ะ”
(พร้อมแล้วใช่มั้ย ผ่านมาหลายเดือนแล้ว)
“พร้อมค่ะ”
(งั้นสุดสัปดาห์นี้ ปู่ให้พ่อหลานไปรับนะ)
“ได้ค่ะ”
(งั้นปู่ไม่รบกวนแล้ว เจอกันตามนัดนะ)
“ค่ะคุณปู่”
คิดว่าท่านลืมไปแล้วซะอีก เพราะฉันก็ลืมไปแล้วเหมือนกัน
เห้อออ~~ คนๆ นั้นจะหน้าตาเป็นยังไงนะ หวังว่าคุณปู่จะตาดีอย่างที่ท่านโอ้อวดไว้นะ
สุดสัปดาห์
รถคันหรูของป่ะป๊าแล่นไปตามถนนเส้นหลัก สถานที่นัดของเราคือโรงแรมในเครือของตระกูล ฉันตื่นเต้นจนแทบนอนไม่หลับ วันนี้เลยไม่ค่อยสดชื่นเท่าที่ควร
“เรียนเป็นไงบ้างลูก” ป่ะป๊าเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อรถแล่นมาได้สักพักแล้ว
“ดีค่ะ อิงเริ่มปรับตัวได้แล้ว”
“มีเรื่องไหนไม่สบายใจคุยกับป๊าได้ตลอดนะ ไม่ต้องเก็บไว้คนเดียว”
“ค่ะ ตอนนี้เรื่องเครียดคงเป็นเรื่องของคุณปู่นี่ล่ะค่ะ ป๊ารู้มั้ยว่าท่านจับคู่อิงกับใคร”
“ป๊าไม่รู้เหมือนกัน แต่เพื่อนของท่านป๊าเคยเจออยู่ คนใหญ่คนโตแวดวงสังคม แต่ก็ไม่เคยเจอหลาน”
“อิงปฏิเสธได้ใช่มั้ยคะ ป๊าช่วยอิงได้มั้ยถ้าอิงไม่ถูกใจคนคนนั้น”
“หึๆ ได้สิ อิงเป็นลูกสาวป๊านะ ป๊าจะยอมให้หนูไม่มีความสุขได้ยังไง”
แบบนี้ค่อยสบายใจหน่อย แค่ทำตามที่คุณปู่ขอไม่ถูกใจอย่างน้อยก็มีป่ะป๊าช่วยหนุนหลัง
@โรงแรมในเครือของตระกูล
เราใช้เวลาเดินทางแค่ไม่นานก็มาถึงโรงแรม ฉันเดินเคียงคู่ไปกับป่ะป๊าที่เดินผ่านพนักงานคนไหนทุกคนจะก้มหัวให้หมด ไม่ชินเลยแหะ
คุณปู่ใช้ดาดฟ้าเป็นสถานที่นัดของพวกเรา พื้นที่ส่วนตัวแถมบรรยากาศก็ดี ฉันเห็นท่านยิ้มกว้างตอนคุยกับเพื่อนสนิทก็พลอยยิ้มตามท่านไปด้วย
“มากันแล้วเหรอ มาๆ” ทันทีที่หันมาเห็นฉันกับป่ะป๊าเดินเข้ามาท่านก็กวักมือเรียก อารมณ์ดีสุดๆ ไปเลยล่ะ นี่สินะความสุขของคนวัยชรา
“สวัสดีครับคุณทามไท”
“หวัดดีๆ ไม่เจอกันนานเลยนะ ลูกชายเก่งมากเลย อาเจอเขาในงานสังคมรอบก่อนก็อดที่จะชมเขาไม่ได้”
เพื่อนของคุณปู่ที่อายุมากพอๆ กับท่านยังดูแข็งแรงมากๆ อยู่เลย ชายชราสองคนนี้กินยาอายุวัฒนะหรือเปล่านะ ทำไมดูไม่เหมือนคนอายุหกสิบเจ็ดสิบเลย
“อาอิงลูก นี่คุณปู่ทามไท”
“สวัสดีค่ะคุณปู่”
“หวัดดีจ้ะ น่ารักเหมือนแม่ของหลานเลย”
“ขอบคุณค่ะ”
“ขอโทษที่มาสายครับ” ยังไม่ทันที่ท่านจะได้คุยอะไรกับฉันต่อ เสียงทุ้มหนึ่งก็เอ่ยแทรกขึ้นมาดึงความสนใจจากทุกคนให้หันไปมอง
“เอ๊ะ?” คุณปู่ทามไททำหน้าตาแปลกๆ จนฉันต้องหันมองตามสายตาของท่าน
O.O?!
นี่มัน!!!
“ทำไม…ไทเกอร์”
คงเป็นอีกวันที่ฉันตื่นเต้นที่สุดวันนี้ฉันตื่นตั้งแต่แปดโมงเพื่อเตรียมตัวออกไปข้างนอกกับพี่ทิกเกอร์ ตั้งแต่เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ใช้เวลาเลือกชุดอยู่เกือบชั่วโมง มาวันนี้ก็ต้องคัดอีกรอบเพราะฉันอยากให้การเจอกันของเรามันน่าประทับใจทุกครั้งฉันแต่งหน้าอ่อนๆ ตามแบบสไตล์ของตัวเอง เน้นตรงหน้าแก้มให้เห็นสีชมพูระเรื่อกับริมฝีปากอวบอิ่มที่ทาลิปกลอสให้มันวาวน่ารัก และวันนี้ฉันก็เลือกมัดผมขึ้นเป็นหางม้าและลอนส่วนปลายให้ดูมีวอลุ่ม หน้าม้าซีทรูยิ่งทำให้ใบหน้าของฉันละมุนยิ่งขึ้น“เหมือนเด็กสามขวบเลยจริงๆ”ชุดที่ฉันเลือกใส่คือชุดเดรสแขนกุดสีขาวความยาวเหนือเข่าและกระโปรงก็ฟูเล็กน้อยด้วย เกิดมาขาสั้นเลยต้องใส่ส้นสูงเพ่ือเพิ่มความมั่นใจหันมองนาฬิกาอีกทีตอนนี้ก็ 11:45 เข้าไปแล้ว พี่ทิกเกอร์บอกว่าห้ามสาย แต่ฉันใช้เวลาตั้งแต่เช้าก็เกือบเสร็จไม่ทัน ‘นี่ฉันคงไม่เตรียมตัวเยอะเกินไปหรอกนะ’สองอาทิตย์แล้วที่ฉันได้เจอกับพี่ทิกเกอร์อีกครั้งหลังจากจบโรงเรียนมัธยมมา และนี่ก็เป็นครั้งที่สามที่เราได้เจอและได้พูดคุยกัน ไม่รู้ว่าเขาจะจำฉันได้บ้างมั้ย แต่สำหรับฉันทุกๆ วันความรู้สึกที่มีต่อพี่เขามันกลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อ
‘ทำไมต้องตั้งใจขนาดนั้นวะ ก็แค่กำไลกากๆ’เห็นแล้วโคตรจะหงุดหงิด อากาศก็ร้อนฉิบหาย ดวงอาทิตย์อยู่กลางกบาลกูละมั้ง“เสร็จแล้ววว”เสียงเล็กๆ ดังแทรกอารมณ์ขุ่นมัวของผมขึ้นมา พอหันไปมองก็เห็นรอยยิ้มกว้างจนตาหยีของยัยจอมจุ้น ไม่รู้จะดีใจอะไรนักหนา ลูบอยู่นั่นแหละไม่จูบมันเลยล่ะจุ๊บ~“เฮียไทเกอร์ต้องชอบแน่ๆ เพราะหนูตั้งใจทำสุดฝีมือเลย”‘กูจะบ้าตาย’“เสร็จแล้วก็กลับ” ผมเอ่ยบอกและขยับตัวลุกขึ้น คว้าแก้วน้ำที่เหลืออยู่เล็กน้อยมากินต่อ ไม่มีมันผมคงหงุดหงิดมากกว่านี้เพราะขาดน้ำตาล“เฮียไทเกอร์ว่างวันไหนนะ จะได้เอาไปให้”“เอามา ฉันเอาไปให้มันเอง”“จะดีเหรอคะ?”“เออ เธอหามันไม่เจอหรอก”“แต่หนูโทร…”“มันไม่ว่าง”“อ่า…ก็ได้ค่ะ พี่อย่าลืมนะคะ บอกว่าหนูฝากมาให้ตั้งใจทำสุดฝีมือเลยด้วย”“เออๆ”“พูดไม่เพราะเลย”“บ่นอะไร กลับได้แล้ว”“ค่าาา~”พลั่ก!“อุ๊ย!”“ประชดเหรอ?”“เปล่าสักหน่อย”ทำตัวโคตรน่าหมั่นไส้ พอโดนจับได้ก็แบะปากคว่ำอย่างกับเด็กสามขวบ เหอะ!‘กูไม่เอาหรอกพี่สะใภ้แบบนี้’@คอนโดทิกเกอร์ กำไลกากๆ ที่ยัยเด็กนั้นทำตอนนี้อยู่ในกำมือของผมแล้ว กำลังคิดอยู่ว่าจะเอามันไปทิ้งที่ไหนดีไม่ให้เหลือหลักฐาน“
10:25 AMฉันนั่งพนมมือไหว้โทรศัพท์ของตัวเอง ภาวนาว่าขอให้แผนการสำเร็จเพราะตอนนี้ฉันต้องทักไปชวนพี่ทิกเกอร์แล้วLine : พี่ทิกเกอร์ AhhIng : พี่ทิกเกอร์คะวันนี้เป็นเช้าวันหยุด ฉันไม่รู้ว่าพี่เขาจะตื่นหรือยัง ไม่รู้ว่าจะไปรบกวนวันพักผ่อนของเขามั้ย ส่งไปแค่ข้อความสั้นๆ หากว่าเขาว่างเขาก็คงตอบกลับมาเองแต่ขอให้ตอบกลับมาเร็วๆ เถอะ ตอนนี้ฉันตื่นเต้นจนนั่งไม่ติดโซฟาแล้วเนี่ยติ๊ง~“โอ๊ะ!” แค่ได้ยินเสียงข้อความดังขึ้นมา ฉันก็รีบคว้ามาเปิดดู และก็เป็นพี่ทิกเกอร์จริงๆ ด้วย “กรี๊ดดด~~~”P’Tigger : ว่า?ถึงจะเป็นแค่คำสั้นๆ แต่แค่นั้นหัวใจฉันก็ทำงานหนักแล้ว ใบหน้าร้อนผ่าว ร่างกายตื่นตัว แบบนี้สินะการนั่งรอข้อความของคนที่เราแอบชอบ ผ่านมาตั้งหลายปีฉันยังรู้สึกชอบพี่เขาอยู่แล้ว แถมตอนนี้ยังรู้สึกมากว่าเดิมอีกด้วยAhhIng : อาทิตย์หน้าพี่ว่างวันไหนคะถามกลับไปแล้วก็มานั่งลุ้นอีกว่าพี่เขาจะตอบกลับมาตอนไหน จะตอบว่าอะไร จนตอนนี้ฉันไถลตัวลงมานั่งบนพื้นพรมแล้วP’Tigger : ทำไมAhhIng : ไปเลือกของขวัญเป็นเพื่อนหนูได้มั้ยคะ?คงเป็นคำถามที่ตื่นเต้นและลุ้นระทึกที่สุด นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันจะได้ออกเดตแถมยังเป็นคน
“บอกแค่ว่าไม่อยากหมั้น” ไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองหรือเปล่า พี่ทิกเกอร์ขบกรามแน่นจนสันกรามเด่นนูนขึ้นมา ซึ่งสายตาของเขายังคงวางอยู่บนใบหน้าของฉัน“จะเป็นอะไรมั้ยถ้าหนูจะขอคอนแทคจากพี่ หนูอยากรู้เรื่องของเฮียไทเกอร์ค่ะ”“…”“พี่จะช่วยหนูมั้ยคะ?” ฉันถามและใช้ท่าประจำกายของตัวเองคือเอียงคอน้อยๆ รอคำตอบจากปากคนตัวสูง“…เอาไลน์เธอมา” เขาถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูสีดำสนิทไร้เคสป้องกันใดๆ ออกมาจากกระเป๋ากางเกง ฉันก็รีบหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาบ้างและเปิดคิวอาร์โค้ดให้พี่ทิกเกอร์สแกน“เพิ่มเพื่อนเลยค่ะ” ฉันเอ่ยบอกด้วยความตื่นเต้นแถมยังหลุดยิ้มกว้าง ไม่พอยังลืมตัวขยับไปยืนใกล้เขาและก้มมองโทรศัพท์ในมือหนา เพื่อดูว่าเขากดเพิ่มเพื่อนฉันหรือยัง “ส่งสติกเกอร์ให้หนูด้วย”“วุ่นวาย”“แงะ~” พอโดนว่าก็รีบเงยหน้าขึ้นไปแบะปากใส่เขาเหมือนกำลังงอแง แต่กลายเป็นว่าฉันได้เห็นรอยยิ้มแรกของเขาซะงั้น เพราะพี่ทิกเกอร์เขาหลุดยิ้มจนข้างแก้มบุ๋มลงไป แต่เพียงแค่เสี้ยววินาทีเขาก็รีบปรับสีหน้าและใช้ไหล่กระแทกฉันให้ถอยห่าง“อย่าเยอะ”“งั้นถ้าหนูอยากรู้ความเคลื่อนไหวของเฮียไทเกอร์ หนูทักหาพี่นะคะ
“ห๊าาา!!!” เพื่อนสองคนอุทานขึ้นมาพร้อมกัน เมื่อฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ตอนนี้พวกเราเลิกเรียนแล้วล่ะ ไม่มีคาบต่อเพราะอาจารย์ยกคลาสช่วงบ่าย ฉันคันปากอยากเล่ามาตั้งแต่เช้า เพิ่งจะมีโอกาสเอาตอนนี้“กะ…แกจะมีคู่หมั้นแล้วเหรอ?” มะนาวยกมือขึ้นทาบอก ท่าทางที่ดูโอเว่อร์ทำฉันหลุดขำพรืดออกมาโชคดีที่ร้านน้ำแข็งใสที่เรานั่งอยู่คนไม่เยอะ ไม่งั้นคงเรียกความสนใจได้ไม่น้อยกับเสียงเพื่อนทั้งสอง -_-“แกไม่ปฏิเสธเหรออาอิง” ส่วนเพลงขวัญหน้าตาดูจะซีเรียสมาก ฉันรู้เพราะเพื่อนคนนี้หวงเหมือนฉันเป็นลูกที่มันคลอดออกมา“ตอนแรกตั้งใจจะปฏิเสธนั่นแหละ”“แต่เพราะเป็นหมอนั่นแกเลยยอมรับ ง่ายไปมั้ย?” ฉันมีเพื่อนสนิทแค่สองคน ไม่แปลกที่เรื่องของคนที่ฉันชอบมะนาวกับเพลงขวัญจะรู้ นึกถึงตอนนั้นมะนาวยังแอบเอาของขวัญที่ฉันเตรียมไว้ไปใส่ในล็อกเกอร์ของพี่ทิกเกอร์อยู่เลย แค่คิดฉันก็เขินแล้ว -///-“งื้อออ~~ อย่าด่ากันสิ”“ฉันหมายถึงแกยอมรับง่ายไปมั้ย” มะนาวกรอกตามองบนใส่ฉันทันที นึกว่าเพื่อนจะด่าว่าฉันใจง่ายซะแล้ว ถึงมันจะจริงก็เถอะนะ ^^“ลองดูก็ไม่เสียหาย ฉันคุยกับคุณปู่กับป่ะป๊าแล้วด้วย ว่าถ้าเราสองคนเข้ากันไม่ได้พวกท่านต้อง
“แล้วเธออยากหมั้นกับคนที่ไม่รู้จักหรือไง”“หนูจำเป็น” ฉันตอบไม่เต็มเสียงและหันหน้าหลบสายตาเขา“ยังไง?”“เฮียรู้ใช่มั้ยว่าครอบครัวหนูไม่ค่อยเหมือนใคร”“พอรู้ แต่ไม่มาก” รู้มากรู้น้อยไม่สำคัญหรอก อย่างน้อยเขาก็รู้ มันก็ไม่ใช่ความลับที่จะบอกใครไม่ได้ แต่หากว่าพูดกับคนที่ไม่รู้เลยเขาคงคิดว่าฉันกุเรื่องขึ้นมาแน่ๆ“นั่นล่ะค่ะ ป่ะป๊ามีเมียสองคน ลูกชายคนโตของท่านเป็นลูกที่เกิดกับเมียอีกคน แม่ของหนูถึงจะเป็นเมียหลวงแต่กลับไม่มีลูกชายที่จะสืบทอดวงตระกูลได้” ฉันมองตาเขาตลอดตอนที่พูด พยายามสื่อให้รู้ว่าฉันไม่คิดจะโกหกเขาแม้แต่น้อย‘และฉันรู้ว่าเฮียไทเกอร์ฉลาดและมองคนออกแน่นอน’“...”“ที่หนูยอมรับหมั้น เฮียอาจจะคิดว่าหนูเห็นแก่ตัวก็ได้ เพราะมันเหมือนบ้านหนู...ไปจับน้องชายของเฮีย” ฉันเว้นวรรคเล็กน้อยกับประโยคนั้น แต่ปฏิกิริยาของเขายังคงนิ่งเฉย งั้นฉันจะคิดว่าเขาเชื่อและตั้งใจฟังฉันอยู่ละกัน“...”“แต่หนูไม่ได้คิดแบบนั้นนะคะ หนูไม่ได้คิดที่จะพึ่งพาบ้านของเฮียเลย”“อือ” คงเป็นเสียงแรกที่ออกมาจากปากของเขาตั้งแต่ฉันเริ่มอธิบาย อย่างน้อยเขาก็รับรู้แล้วละนะ“และก็เรื่องที่หนูทำ เฮียจะเชื่อมั้ยไม่รู้นะคะ







