เข้าสู่ระบบ
ด้านของเหนือเมฆ
หลังเคลียร์งานที่โรงพยาบาลเสร็จ เขาก็ขับรถกลับเพนท์เฮาส์ วันนี้อาคีราเพื่อนสนิทของเขาอีกคน จะมาหาเขาที่นั่น และเมื่อมาถึงเขาก็มาถึงพอดีเช่นเดียวกัน
“ได้ข่าวว่าเรซนี้มึงจะลง”
ควันบุหรี่พวยพุ่งไปทั่วระเบียงห้อง ดวงตาคมกริบไม่ได้หันมาหาคนถาม แต่เหม่อมองออกไปยังวิวทิวทัศน์เบื้องหน้า ที่เห็นเส้นทางทั้งเดินรถ เดินเรือ ภูเขาเล็กๆสีเขียวขจีอยู่ในที่ไกลๆ
“อืม ถูกท้าให้ลงจากฝั่งตรงข้าม”
“มันลงด้วย?”
“อ่า นานมากแล้วที่ไม่ได้เจอกัน อุตส่าห์กลับมาจากเมืองนอกเพื่อมาลงสนามที่นี่ กูที่เป็นเจ้าบ้านก็ต้องต้อนรับดีๆหน่อย”
อาคีราพยักหน้า ความเงียบขรึมของเหนือเมฆในตอนนี้เป็นชนวนเหตุให้เขาคิดไปไกล ว่าการแข่งขันที่ว่าไม่ธรรมดาแน่นอน หากเพื่อนของเขารับคำท้า ถึงขั้นลาพักร้อนอุ่นเครื่องเตรียมลงสนามตั้งแต่เนิ่นๆแบบนี้
“แล้วเรื่องอัดฉีดเอายังไง จะให้กูเพิ่มกี่เท่า”
เหนือเมฆเงียบไปอึดใจ พลางยกยิ้ม คราวนี้เขาหันกลับมามองหน้าเพื่อน
“แล้วแต่เลย เพราะยังไงกูชนะอยู่แล้ว”
สนามแข่ง
“จากกรายชื่อตัวตึงทั้งนั้นเลยพี่”
ในขณะที่เพิร์ธยังพูดไม่หยุดเพราะเขาตื่นเต้นแทนรุ่นพี่ของเขา ทว่าคนลงแข่งกลับยืนสูบบุหรี่อย่างสบายใจไม่รู้สึกเป็นทุกข์เป็นร้อน ยังคงพ่นควันโขมงและทอดมองไปเบื้องหน้า สนามแข่งที่เริ่มจะซาผู้คน และหลอดไฟตรงเสาเริ่มทำงาน ขาดก็แต่สปอร์ตไลท์ที่กำลังจะตามมาหากแต่ต้องรอให้มืดสนิทก่อน
“เห็นแล้ว”
“ไม่ตื่นเต้นหน่อยเหรอพี่”
ร่างสูงไม่ตอบแต่อัดสารนิโคตินเข้าปอดแทน ใครจะรู้ดีเท่าเขาถึงเหตุผลการลงแข่งครั้งนี้ และความเคียดแค้นที่เก็บสะสมอยู่ในใจจนจางหายไปแล้วกลับมาใหม่ได้ซ้ำๆเพียงแค่นึกถึงมัน ต่อคู่ต่อสู้ของวันพรุ่งนี้ที่เคยแย่งคนรักของเขาไป ด้วยวิธีสกปรก
“อย่างกูมีอะไรต้องตื่นเต้น”
เขาเอ่ยเสียงทุ้มเย็นพลางเปิดประตูรถขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัย แล้วติดเครื่องยนต์ที่เสียงเข้มขรึมพอกัน จากนั้นจึงจะบึ่งออกสนามไปยังเพนท์เฮาส์เพื่อที่จะพักผ่อน และเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันในวันรุ่งขึ้น ในขณะเดียวกันระหว่างขับรถก็เก็บคำถามของรุ่นน้องมาคิดด้วย ว่าคนอย่างเขานะหรือจะมีอะไรให้ต้องตื่นเต้น ในเมื่อความตื่นเต้นที่ว่ามันเกิดขึ้นกับชีวิตของเขาจนนับไม่ถ้วนแล้ว
ติ้ง!
แสงสว่างจากหน้าจอโทรศัพท์ดึงสติของร่างเล็กที่กำลังนอนมองเพดานอยู่ละสายตามามอง พลางหยิบมันขึ้นมาเปิดอ่าน
หลิน : พี่ส่งโลเคชั่นไปให้แล้วนะ พรุ่งนี้แปดโมงเจอกันที่นี่
วันหนึ่ง : ค่ะพี่
หลังจากคุยกับเพื่อนรุ่นพี่เสร็จ รู้ว่าต้องตื่นเช้าเธอก็รีบเข้านอน เพียงแค่ปิดเปลือกตาโหมดของห้วงนิทราก็ทำงานเลยทันที ผลของความเหนื่อยล้ามาทั้งวัน และนอนน้อยสะสมมานานหลายอาทิตย์ เพราะเอาแต่วุ่นวายกับการเปลี่ยนแปลง สูญเสียงานที่รักไปนานถึงครึ่งเดือน
สนามแข่งเช้านี้เต็มไปด้วยผู้เกี่ยวข้อง ผู้ทำหน้าที่ และนักแข่งบางส่วนที่มาเตรียมตัวบ้างแล้ว หากแต่กองเชียร์คนดูที่ต้องขึ้นสู่อัฒจันทร์นั้นยังคงประปราย เนื่องจากยังไม่ถึงเวลา
ร่างเล็กในชุดลำลองตามสไตล์สาวห้าวเดินเข้ามาข้างในด้วยความประหม่าที่เพิ่งจะเคยมาครั้งแรก หลายคนหันมองเธอด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ทั้งที่เธอนั้นมั่นใจว่าทั้งการแต่งกายและบุคลิกไม่ได้โดดเด่นอะไรถึงขั้นดึงความสนใจใคร จนกระทั่งเจอคนที่นัดหมายไว้ยืนอยู่ตรงบูธกับร่างสูงอีกคนคือแฟนของหล่อนในสภาพชุดนักแข่ง ถึงได้เร่งฝีเท้าเข้าไปหา
“พี่หลินสวัสดีค่ะ พี่เพลิงสวัสดีค่ะ”
“มาแล้ว คนสวยของพี่”
คนถูกทักทายหันมายิ้มกว้าง รวมถึงอีกคนที่กำลังยืนเท้าเอวสอบหันมาพยักหน้าน้อยๆให้ด้วย จากนั้นจึงจะหันมาพูดกับแฟนตัวเองสองสามคำแล้วเดินออกจากจุดที่เธอยืนอยู่ ไปสมทบกับทีมงานที่พิทของตัวเอง
“พี่เพลิงแข่งด้วยเหรอคะ”
“แน่นอน วันนี้มีแต่นักแข่งตึงๆ”
ในขณะที่หลินอธิบายด้วยท่าทางตื่นเต้น แต่คนฟังกลับยิ้มเจื่อน รู้สึกอึดอัดขึ้นมาแปลกๆ ทั้งที่สนามนั้นแสนจะกว้าง แถมผู้คนค่อยหนาตาขึ้นเรื่อยๆ อาจจะเป็นเพราะสาเหตุนี้ที่ทำให้วันหนึ่งไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะเธอไม่ชอบคนเยอะ
“แล้วหนึ่งต้องทำอะไรบ้างคะ”
“จริงสิ เธอไปลองชุดกับพี่ก่อนนะ ถ้าใส่ไม่ได้จะได้เปลี่ยนทัน”
“เปลี่ยนที่ไหนเหรอคะ”
“ที่ห้องรับรองจ้ะ ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวพี่พาไป ตอนที่ยังไม่มีการแข่งเธอยังต้องอยู่กับพี่ มา ตามมา” จังหวะกำลังพูดหลินพาเธอเดินเข้าไปยังตัวอาคาร ความช่ำชองและทะมัดทะแมงของหล่อน ทำให้วันหนึ่งที่มองอยู่เม้มปากแน่น ยิ่งเห็นว่าคนตรงหน้าเวลาทำงานจริงจังแค่ไหน ก็ยิ่งหวั่นใจว่าตนจะมาเป็นตัวถ่วงเท่านั้น “เดี๋ยวตอนแข่งหนึ่งต้องดูแลนักแข่งหมายเลขสิบเก้านะ”
ประโยคทิ้งทายของหลินทำให้ความทรงจำของเธอหลุดไปยังภาพเพลิงในชุดแข่งเมื่อกี้ที่สวมใส่ชุดหมายเลขสิบสี่ เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยเสมือนกำลังงง นั่นจึงทำให้หลินที่สังเกตอยู่รู้ทัน หล่อนหัวเราะเบาๆ อย่างเอ็นดู จากนั้นจึงเอ่ยกับรุ่นน้องด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“คนอื่นจ้ะ พี่เพลิงมีคนดูแลอยู่แล้ว”
“หนึ่งเข้าใจว่า..”
“งานของพวกเราคือดูแลนักแข่งรถ ดังนั้นไม่ว่าจะจับฉลากได้ใคร หน้าที่ของเรซควีนจะต้องบริการให้ถึงใจและเท่าเทียม วันนี้หนึ่งจับฉลากได้หมายเลขสิบเก้า..รู้ไหมว่า คนนี้ตัวตึงของสนาม สาวๆพากันเสียดายใหญ่ หนึ่งมาวันแรกก็ได้ไปยืนข้างกายเขาแล้ว ถือว่าแต้มบุญสูงมากเลยนะ”
“เขาเป็นใครคะ”
“เดี๋ยวถึงเวลาก็รู้เอง ไม่ต้องห่วงจ้ะ ดีกรีของเขา หล่อ รวย และเสือมาก อุ๊บ..” หลินหยุดหัวเราะร่วนให้กับประโยคก่อนหน้า “เข้าไปเถอะ รีบลองจะได้รู้ว่าคับหลวมตรงไหน หรือว่าพอดี เพราะชุดนี้คนหุ่นดีมากๆจะใส่สวย พี่ว่าหนูใส่ได้ เลยเลือกมา”
วันหนึ่งพยักหน้าให้อย่างว่าง่าย แม้จะยังคงกังวล เพราะยิ่งได้ดูแลคนที่ถูกขนานนามว่าเป็นตัวตึงที่ผู้หญิงมากมายต่างพากันแย่ง งานที่ทำบอกว่าง่ายในตอนแรก ก็คงไม่ใช่แล้ว
เสียงน้ำไหลในอ่าง ช่วยบรรเทาความประหม่าภายใต้ความเงียบได้ดีทีเดียว หลังร่างเล็กถูกเขาประคองมาถึงห้องน้ำ และให้เธอนั่งอยู่ในอ่างที่มีน้ำไม่ถึงครึ่ง โดยถอดเสื้อผ้าออกไปทั้งหมด ความตื้นเขินถาโถมหลังจากนั้น เมื่อเขาเอาแต่จ้องมองเรือนร่างเปลือยตรงหน้าตาไม่กะพริบ ความรู้สึกมายมายที่ไม่สามารถระบายกระจายไปทั่วพื้นที่สมอง คืนนี้ทั้งคู่มีสติ ไม่เหมือนคืนก่อน ถึงได้ต่างฝ่ายต่างเงียบกริบกันเช่นนี้ “หนาวหน่อย ไม่ได้ผสมน้ำอุ่น” “มะ ไม่เป็นไรค่ะ” แขนเรียวข้างที่มีผ้าพันแผลถูกเขายกไปวางบนตักแกร่งของตัวเอง ส่วนอีกข้างถูกรดด้วยน้ำจากอ่างที่ใช้มือตัก เขาทำมันอย่างอ่อนโยน ประหนึ่งอาบน้ำให้เด็ก การกระทำนี้ทำให้เธอเผลอนิ่วหน้า ก่อนก้มหน้างุดหลีกเลี่ยงการร้องไห้ ไม่เคยมีใครทำแบบนี้กับเธอ..ไม่เคยเลย “เป็นอะไรไป” “หนึ่งเป็นเด็กกำพร้า” “หืม?” จู่ๆเธอก็โพล่งขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำมือหนากำลังถูเนื้อเนียนอย่างละเมียดละไมชะงัก เงยหน้าขึ้นมาสบตาไหววูบ คิ้วที่ขมวดเข้าหากันของเขาบ่งบอกถึงควา
เขาพาเธอมายังคอนโดของเขาแทนที่จะพาไปโรงพยาบาล เนื่องจากอยู่ใกล้ที่สุด ความเงียบเข้าปกคลุมมาตั้งแต่ในรถ จนกระทั่งถึงห้องก็ยังไม่มีอะไรหลุดออกมาจากปากของพวกเขา ตอนนี้อยู่ในห้อง ทั่วพื้นที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยา ระหว่างทำแผล “ดีจัง ไม่ต้องไปถึงโรงพยาบาลเลย” ร่างเล็กคลี่ยิ้ม ช้อนตาขึ้นมองร่างสูงตรงหน้า ที่เอาแต่ทำหน้าเคร่งขรึม เขาเหลือบตาขึ้นมามอง พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย “แผลนี้ต้องเย็บนะ ทนไหวไหม” “ไหวค่ะ” “จะทำให้เบาที่สุด” ถึงจะบอกไปอย่างนั้น แต่เธอก็หวาดเสียวอยู่ดี พลันเบือนหน้าไปทางอื่นก็ตอนเห็นเข็ม และกัดปากเป็นการระบายความเจ็บปวด เขาเลือกที่จะเย็บสดๆเพียงเพราะต้องการให้ปากแผลปิดง่ายหายเร็วภายใต้การรอบมองของผู้รักษาเป็นระยะๆ จังหวะเข็มทิ่มทะลุเนื้อ ด้วยความกังวลว่าเธอจะเจ็บ ทว่าผิดคาดเธอไม่งอแงเลย เดาว่าการเย็บสดครั้งนี้คงจะเจ็บน้อยกว่าตอนมีดบาดเป็นไหนๆ หรือไม่ก็เจ็บจนชาไม่รู้สึกอะไร “ขอบคุณค่ะ”หลังจากเขาทำแผลเสร็จ ติดเทปบนผ้าก็อตเป็นอย่างสุดท้าย เธอก็ยิ้มให้อีกครั้ง เหนือเมฆรู้ว่ารอยยิ้มบาง
“อีหนึ่ง” มือหนาถูกกำเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันปูด ก่อนจะเดินเร็วเข้ามาหาเธออย่างลืมตัว กะจะจัดการตามอารมณ์รุนแรงที่ไม่สามารถข่มได้เหมือนที่ผ่านมา จนลืมไปว่าตอนนี้เธอถือมืดใช้ตัวเองเป็นตัวประกันอยู่ มานึกขึ้นได้และขึงตากว้างก็ตอนที่คมมีดเฉือนลงไปบนเนื้อของหญิงสาวแล้ว ฉึก! เกิดแผลฉกรรจ์บนแขน เห็นเลือดค่อยๆซึมออกมาก่อนไหลเป็นทางตกหล่นบนพื้น เซนต์เห็นภาพนั้นถึงกับตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก “เชี่ย หนึ่ง..นี่มึง..” “เข้ามาอีกสิ คราวนี้..” แม้ว่าจะเจ็บปวดแต่เธอก็ยังฝืน ยอมกัดฟันไว้ ก่อนจะย้ายปลายมีดมาจ่อที่คอแทน “ตรงนี้.. หลังจากนี้ก็จัดการศพของกูด้วยละกัน” เป็นจังหวะเดียวกันกับที่โทรศัพท์ดังขึ้นมาพอดี คราวนี้เป็นสายโทรเข้า เธอไม่ได้หันไปมอง ทว่าหัวใจกลับเต้นแรง ใบหน้าเห่อร้อนวูบวาบ และปวดหนึบตรงกลางอก ด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน เพิ่งรู้ว่าการทำตัวเองเจ็บปวดด้วยน้ำมือของตัวเอง มันเสียใจอะไรมากมายขนาดนี้ เธอจ้องเขม็งไปยังร่างสูงตรงข้าม สายตาแข็งกร้าวเอาเรื่อง ก่อนถอยมีดออกจากตัวอีกครั้ง เพื่อ
อารมณ์รุนแรงของเซนต์ หลังจากขาดสติเมื่อครู่ได้เผลอทำร้ายร่างกายวันหนึ่ง จนเธอตกใจ กลายเป็นชนวนเหตุให้ต้องปกป้องตัวเอง เขาเข้าใจมันดี เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าครั้งนี้เธอจะใจเด็ดถึงขั้นกล้าเล่นมีด และเริ่มลังเลเมื่อสังเกตจากแววตาเห็นความนิ่ง และมุทะลุ เขาถึงได้ไม่กล้าแลก ไม่ใช่เพราะกลัวตัวเองตายหรือเจ็บ แต่กลัวว่าเธอจะเปลี่ยนใจไปทำตัวเองมากกว่า“วางมีดลงหนึ่ง เดี๋ยวก็เจ็บตัวจริงๆหรอก” “งั้นก็ออกไปสิ” “หนึ่ง.. กูไม่..” “ออกไป! ถ้ากลัวว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ มึงก็ออกไป” “ให้โอกาสกันหน่อยไม่ได้เหรอวะ” “โอกาสอะไรอีก กูให้มึงมามากแล้วเซนต์ เพราะให้มากเกินไปไง กูถึงได้เป็นแบบนี้ มึงรู้ไหม..ตอนนี้กูแม่งโคตรไม่ชอบตัวเองเลย ..เพราะมึง” เธอหมายถึงงานที่เธอรัก ชีวิตที่เธอต้องการ ผู้คนที่เคยคัดสรรให้เข้ามาในชีวิตด้วยตัวเอง และอะไรต่อมิอะไรที่เธอเคยจัดการมันได้ ด้วยสองมือของเธอ แต่วันนี้กลับกลายเป็นว่าทุกอย่างเหมือนฝืนไปหมด ยากไปหมด แม้กระทั่งที่ซุกหัวนอน เธอไม่ได้ชอบที่นี่ กลับต้องย้ายมาอย่างจำใจด้วยเหตุผลเพรา
เส้นผมของเธอถูกกระชากไปข้างหลังอีกครั้ง หลังเขาพุ่งเข้ามาอีกรอบ หญิงสาวกัดฟันกรอด ทอดมองเพดานที่อยู่ภายในม่านตา ก่อนจะตัดสินใจกระทืบเท้าเขาอีกที จากนั้นถีบกลางลำตัวจนเขาถอยร่นไปไกลพอสมควร “อีหนึ่ง!” และเพราะรู้ว่าไม่สามารถสลัดไปได้อย่างถาวร แค่ถ่วงเวลาไว้ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เธอจึงคิดว่าวิธีอื่น จังหวะนั้นเหลือบไปเห็นมีดจึงไม่รีรอที่จะวิ่งไปคว้าไว้ ก่อนจะชี้ไปข้างหน้าอย่างสิ้นคิด “เข้ามาสิ คราวนี้กูแทงจริงๆด้วย”“เข้ามาสิ คราวนี้กูแทงจริงๆด้วย” ในตอนนั้นเธอคิดแบบนั้นจริงๆ มือบางถึงได้ไม่สั่น แต่จับด้ามมีดแน่นและอยู่ในท่าเตรียมพร้อม ในสมองไม่มีห่วงอะไรเลย นั่นเพราะเธอตัวคนเดียว ที่ผ่านมาเธอหนีเพราะอยากมีชีวิตรอด และอาจจะรักชีวิตมากเกินไปจึงเลือกที่จะยอมเอาตัวเข้าแลก เพื่อเปิดทางให้ใครอีกคนเข้ามา คนที่ใครต่อใครบอกว่าเขาสามารถช่วยเธอได้ ทว่าตอนนี้เหมือนจะรู้แล้วว่าต่อให้เป็นคนที่มีอิทธิพลมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถปกป้องเธอได้ทัน เท่ากับตัวเธอเองที่ช่วยเหลือตัวเอง ต่อมาคือความน้อยใจต่อโชคชะตาที่มีต่อเบื้องบน เธออุตส่า
“พี่เซนต์..” ประตูถูกปิดทันทีที่ตั้งสติได้ แต่เหมือนจะเร็วไม่เท่ามือเขา ที่คว้าบานประตูไม่กลัวจะถูกปิดทับ ความรู้สึกกลัวถาโถมในใจเพียงชั่วพริบตาเดียว เป็นชนวนเหตุทำให้หัวใจเต้นแรง เธอทำอะไรไม่ถูกรนไปหมด “มึงต้องเชิญกูเข้าห้องหนึ่ง ไม่ใช่ปิดประตูใส่” “ขึ้นมาได้ไง” ประตูบานนั้นยังคงถูกยื้อยึดฉุดกระชาก กระทั่งฝ่ายหญิงพ่ายแพ้เพราะทนแรงอีกคนไม่ไหว บานประตูถูกผลักเข้ามาพร้อมกับร่างเล็กที่ปลิวไปตามแรง “ง่ายจะตาย” เท้าเล็กถอยร่นไปข้างหลัง ดวงตาขึงกว้างตอนประตูปิดกลับ “บอกแล้วไง มึงหนีไม่พ้น” เพิ่งจะตระหนักได้ว่ามีเงินเช่าคอนโดที่ราคาแพง ความปลอดภัยก็จะแพงตามด้วย อันที่จริงที่นี่ก็ไม่เลว แต่เขาอาจจะใช้กลอุบายพร้อมกับเงินมากกว่าถึงได้เข้ามาได้สำเร็จเซนต์จัดเป็นคนหน้าตาดีมากคนหนึ่ง ถ้าไม่ได้รู้จักมากพอ ดูเผินๆเขาดูเหมือนคนไม่มีพิษไม่มีภัย ด้วยบุคลิกท่าทางที่ดูใจดี แต่ใครจะรู้ว่าเขานี่แหละคือวายร้าย คนเลวคนหนึ่งที่ควรไปนอนในคุก มากกว่าเดินคลุกคลีอยู่กับคนปกติและคนอย่างเซนต์มักจะใช้เงินฟาดหัวคนอื่นเพื่อแลกกับสิ่งที







