Masukโดนพุ่งเข้ามาจูบเป็นรอบที่สองแบบไม่ทันตั้งตัว(อีกแล้ว) แถมจูบครั้งนี้มันก็ป่าเถื่อนและหนักหน่วงรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าเลยด้วย มันเหมือนโซ่สูบวิญญาณฉันไปเลย ฉัน ฉันหายใจไม่ออก ทั้งเจ็บ ทั้งแสบ ทั้งหายใจไม่ออกจริงๆ
ฟึ่บ! อึก! โชคดีที่หมอนี่ยอมถอนจูบออกไป(แรงๆ)ทันเวลา ฉันถึงยังมีโอกาสหายใจอยู่ หายใจถี่มากด้วย ถี่แบบคว้าอากาศเข้าปอดรัวๆแทบไม่ทัน “นะ..นายทำแบบนี้ทำไม” เสียงฉันสั่นมากตอนนี้ เพราะการเปล่งเสียงพูดมันแย่งกันกับจังหวะการหายใจ “สั่งสอนคนทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิดอย่างเธอไง” “ฉันไม่ได้ผิด!” “ไม่ผิดเหรอ เธอทำร้ายริสา แบบนี้เรียกไม่ผิดเหรอ” “มันทำฉันก่อน!” “ไม่มีทาง! คนอย่างริสาไม่มีทางทำร้ายใครก่อน ถ้าเป็นเธอก็ว่าไปอย่าง” “เหรอ นายเห็นหรือไง ทุกครั้งที่ยัยนั่นคาบข่าวไปฟ้องนาย นายก็ไม่เคยอยู่ในเหตุการณ์ นายฟังความข้างเดียว ฟังแต่จากปากของยัยนั่น นายมันลำเอียง! โง่อีกต่างหาก!!” “ส่วนเธอมันก็เลวสินะ ถึงทำร้ายริสาซ้ำแล้วซ้ำเล่า!” “โซ่!!!” ปึก! เพียะ!!! ฉันผลักโซ่ออกอีกครั้งแล้วตบหน้าหล่อๆของเขาไปเต็มแรง ก็เขามาว่าฉันเลวทำไมล่ะ! ไอ้เสียใจก็เสียใจแหละ แต่มันก็โกรธ(มากๆ)ด้วย! “สมายด์!!!” “ไง! เลวสมใจนายมั้ย ตอนยัยนั่นมันโดนฉันตบ หน้ามันก็หันขวับไปอีกทางเหมือนกับนายตอนนี้นี่แหละ แต่มีอีกอย่าง คือปากขี้ฟ้องของมันแตกด้วยนะ เลือดนี่ไหลซิบ ดีเหมือนกัน จะได้เอาเลือดชั่วๆออกซะบ้าง” ฉันเหยียดยิ้มอย่างสาแก่ใจ ถึงแม้ข้างในจะยังคงเจ็บปวดที่โซ่ด่าฉันโคตรแรงเพื่อยัยนั่นก็เถอะ แต่ฉันก็ไม่มีทางแสดงความอ่อนแอออกไปให้หมอนี่เห็นหรอก! “สะใจมากใช่มั้ย ชอบมากใช่มั้ยกับการได้ใช้กำลังกับคนอื่น” “ใช่! ฉันชอบมาก โดยเฉพาะกับคนตอแหลอย่างอีริสาแฟนนาย!” “งั้นลองเองบ้างเป็นไง!” “อื้อ!!!” โซ่กระชากใบหน้าฉันเข้าไปจูบอีกรอบ นี่สามครั้งแล้วนะ! สามครั้งแล้วที่เขาจูบฉัน! จูบดูดดึงอย่างบ้าคลั่งรุนแรงและป่าเถื่อนอ่ะ แถมครั้งนี้เขากัดปากฉันด้วย กัดแรงจนฉันโคตรจะเจ็บยิ่งกว่าโดนดูดดึงและบดขยี้จูบ เลือดไหลแล้วอีกต่างหาก เพราะฉันรู้สึกได้ถึงรสชาติเค็มปะแล่มของมัน ผละ!!! ยัดเยียดจูบป่าเถื่อนบ้าคลั่งนั่นให้ฉันเสร็จ โซ่ก็ผละฉันออกอย่างแรง หมับ! ฉันลืมความเจ็บจากแรงผละ เพราะมันติดใจที่ปากมากกว่า ฉันถึงเอามือมาแตะตรงปากที่เจ็บหลังจากเซห่างโซ่ออกมาเพราะแรงผละโดยอัตโนมัติเพื่อความแน่ใจ แล้วพอเอามือมาดู ฉันก็เห็นเลือดติดนิ้วมาจริงๆ “โซ่!!! นี่นาย! นายกัดฉันปากแตก!” “ใช่! ฉันกัดปากเธอ จงใจกัดเลยด้วย ไง! ปากแตกแล้วรู้สึกเป็นไงบ้างอ่ะ” “ฮึ่ย! ไอ้บ้าโซ่!!!” นี่ฉันโกรธดับเบิ้ลโกรธแล้วนะ และครั้งนี้ฉันไม่มีทางยอม!! ฟึ่บ! หมับ! ฉันพุ่งเข้าไปหาโซ่แล้วกดคอเขาลงมาหา ก่อนจะพุ่งปากตัวเองไปหาปากเขา งั่บ!! “โอ๊ย!!” โซ่ร้องออกมา เพราะฉันทำเหมือนกับที่หมอนี่ทำกับฉันไง ใช่! ฉันกัดปากหมอนี่ แถมจงใจกัดแรงๆให้เลือดแม่งไหลซิบไปเลยด้วย! “สมายด์! นี่เธอ!” โซ่เอามือไปแตะปากตัวเองแล้วเห็นเลือด แน่นอนว่าความโกรธมันคงทวีคูณสุดๆ เขาถึงละจากมือตัวเองมาถลึงตาเอาเรื่องฉันด้วยความโกรธจัด แต่ใครกลัว! นาทีนี้ฉันโคตรจะสะใจมากกว่า ฉันถึงเหยียดยิ้มสาแก่ใจออกไป “ไง ปากแตกแล้วรู้สึกเป็นไงบ้างอ่ะ” “สมายด์!!!” “ไม่ต้องมาถลึงตา! นายทำฉันก่อน ถือว่าเราหายกัน กลับไปได้แล้ว แล้วก็ไม่ต้องสะเออะมาเหยียบคอนโดฉันอีก เพราะยังไงฉันก็ไม่มีทางกลับไปขอโทษอีแฟนตอแหลของนาย ฉันเกลียดมัน! รวมถึงควายตาบอดอย่างนายด้วย! ฉันเกลียด เกลียดๆๆๆๆ ไปเลยนะ! ไปให้พ้นเลยไป!!!” ฉันตวาดใส่ก่อนวิ่งกลับเข้ามาในห้องนอนแล้วปิดล็อคประตูทันที “ฮือๆๆ” เพราะหนีหมอนั่นเข้าห้องมาได้แล้ว ความอ่อนแอที่เก็บเอาไว้ ฉันก็สามารถแสดงออกมาได้แล้ว ไม่ต้องเก็บ ไม่ต้องแกล้งทำเป็นว่าเข้มแข็ง ฉันถึงปล่อยน้ำตาออกมาทันทีที่ปิดล็อคประตูแล้วหันหลังพิงมันไว้ “ฮือๆ ฮือๆๆ” น้ำตามันยังคงพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย เพราะมันยังคงเจ็บปวด ยังคงเสียใจ และมันยังคงน้อยเนื้อต่ำใจ ตั้งแต่มียัยริสาเข้ามาในชีวิต โซ่ก็ไม่เคยทำดีกับฉันอีกเลย มันเป็นสิบปีมาแล้ว และครั้งสุดท้ายที่โซ่ยิ้มให้ฉันอย่างอบอุ่นและอย่างเพื่อนที่แสนดี ฉันก็จำไม่ได้แล้ว ว่ามันคือเมื่อไหร่ ในเมื่อมันนานมาก นานจนเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น เพราะรอยยิ้มนั้น.. เขาเอาไปให้ยัยริสาหมดแล้ว! ยัย‘ริสา’ ลูกบุญธรรมของพ่อกับแม่ ที่พ่อกับแม่เอามันมาจากสถานเลี้ยงกำพร้าเมื่อตอนฉัน 7 ขวบ มันเองก็ 7 ขวบ โซ่ก็ด้วย ก่อนหน้านั้น ฉันกับโซ่เป็นเพื่อนสนิทกัน เล่นด้วยกันทุกวัน เพราะบ้านของเขาอยู่ติดกับบ้านฉัน เลยเล่นด้วยกันได้ทุกวัน เราเลยสนิทกันมาก และฉันมีความสุขมาก จนกระทั่งพ่อรับยัยงูพิษนั่นเข้ามา โซ่ก็เปลี่ยนไป เพราะเขาเชื่อคำตอแหลของยัยนั่นทุกอย่าง ยัยนั่นใส่ร้ายอะไรฉันให้ฟัง เขาก็เชื่อหมด เขามันโง่ ทั้งๆที่รู้จักกับฉันมาก่อน น่าจะรู้จักนิสัยใจคอฉันดีกว่าใคร แต่เขากลับเชื่อคนที่มาทีหลังอย่างยัยนั่นมากกว่า เขาถึงใจร้ายกับฉัน เกลียดฉัน ไม่เคยเห็นฉันดีอีกเลย แค่เพราะมันไปฟ้องว่าฉันแกล้งมัน “โซ่ นายมันโง่ นายมันใจร้าย ฉัน ฮึก ฉันเกลียดนาย เกลียดนาย เกลียดๆๆๆๆ เกลียดนายที่สุดเลย ฮือ ฮึก ฮึก ฮือๆๆๆๆ!” ปึก! ฉันครูดลงมาตามแผ่นประตูก่อนจะทรุดลงกับพื้น ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บ ยิ่งคิดถึงวันเก่าๆก็ยิ่งปวดร้าว แล้วก็ยิ่งเสียใจ ยิ่งเสียดาย เพราะวันคืนพวกนั้นคงไม่มีทางหวนกลับมาอีกแล้ว ในเมื่อโซ่รักยัยนั่น รักถึงขนาดเอามันเป็นแฟน แต่กับฉัน หมอนั่นยิ่งเกลียด คิดว่าฉันเลว นิสัยไม่ดี ชอบรังแกยัยนั่นมาตั้งแต่เด็กจนโต เขาไม่เคยรู้ว่ามันเสแสร้งแกล้งทำ รวมทั้งเรื่องเมื่อกลางวันด้วย ที่จู่ๆมันก็มาตบฉัน คงเพราะพ่อแม่ไม่อยู่ ไปคุยงานที่ต่างประเทศ มันถึงกล้าทำอย่างโจ่งแจ้ง กล้าเข้ามาตบแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย อยู่ๆก็เข้ามาตบ ทั้งๆที่ฉันนั่งไถโซเชียลของฉันอยู่ดีๆที่ห้องนั่งเล่นของบ้าน แล้วฉันจะยอมได้ไง ฉันเลยตบมันกลับไปแบบไม่ยั้งมือ ปากมันเลยแตก แล้วมันก็คงคาบข่าวไปฟ้องโซ่เหมือนที่เคยทำมาตลอด ก็คงจะไปตอแหลกับโซ่ว่าฉันหาเรื่องมัน บวกกับคงตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จเหมือนอย่างเคย แล้วก็คงบีบน้ำตาดราม่าจัดเต็มแถมไปด้วย! ดีไม่ดี อาจจะลงทุนกัดปากตัวเองเพิ่มให้มันเป็นแผลยิ่งกว่าเดิมด้วยอีกต่างหาก เพื่อใส่ร้ายให้ฉันยิ่งดูร้ายกาจ แล้วไอ้ควายโซ่ก็เชื่อจริงๆ ไม่งั้นคงไม่เดือดร้อนแทนจนถึงขนาดตามมาเอาเรื่องฉันถึงคอนโดหรอก แถมยังจะลากฉันกลับไปขอโทษอีงูพิษนั่นที่บ้านอีก แล้วถ้าถามว่าทำไมฉันถึงพอจะเดาออกอ่ะเหรอ ว่ายัยริสาไปแหกตาโซ่ด้วยวิธีไหน หึ ที่ฉันรู้ก็เพราะฉันรู้จักนิสัยอีงูพิษนั่นดีไง ต่อหน้าคนอื่นมันทำเป็นดี อ่อนแอ ไม่มีพิษสงอะไร แต่ตอนอยู่ตามลำพังกับฉัน มันแม่ง เหี้ยยิ่งกว่าตัวร้ายในซีรี่ส์ซะอีก มันเกลียดฉัน เกลียดตั้งแต่พ่อแม่พามันเหยียบเข้ามาในบ้าน ฉันก็ไม่รู้เหตุผลหรอกว่าทำไม รู้แต่ว่ามันแสดงออกชัดเจนว่ามันเกลียดฉัน แต่อย่างที่บอกว่าอยู่ต่อหน้าคนอื่น มันเฟค เฟคมาตั้งแต่เด็กยันตอนนี้ แล้วโซ่ก็เชื่อมัน ทุกวันนี้เพราะว่ามัน จากที่เคยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ตอนนี้โซ่ถึงได้เกลียดฉันเข้ากระดูกดำ และเห็นฉันเป็นศัตรู! SMILE ENDซึ่งถ้าใช่มันก็ดี แต่ผมก็ยังคงอดแปลกใจไม่ได้อยู่ดี ว่าทำไมถึงได้เจอเร็วขนาดนี้(วะ)? ไหนบอกว่าหายากไง“หืม คุณท่านอะไร เรียกคุณพ่อกับคุณแม่สิ” สมายด์ยิ้มบอกอย่างเอ็นดู ดูเหมือนเมียผมจะถูกใจว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้น่าดูเลย “นั่นสิ เราคนกันเองทั้งนั้นนะ” ซึ่งผมเองก็รู้สึกเอ็นดูเธอไม่ต่างกับสมายด์หรอก เพราะผมว่าเธอก็น่ารักดี ดูใสซื่อ ไม่มีพิษมีภัย ไม่มีอะไรแอบแฝง ผมถึงยิ้มบอกเธออีกคน“เอ่อ ค่ะ คุณพ่อ คุณแม่”“น่ารักมากจ้ะ” สมายด์ยิ้มบอก“แน่สิครับ พลอยไพลินของผมน่ารักอยู่แล้ว ผมถึงรักไง”ฟอดด!!กึก!จู่ๆไอ้เสือก็หอมแก้มว่าที่เมียโชว์พวกผมซะอย่างนั้น แล้วยัยลูกสะใภ้ขี้ตกใจของเราจะเป็นยังไงได้ ถ้าไม่ใช่สะดุ้งอีกรอบ เพราะขนาดโดนโอบไหล่เมื่อกี้ เธอยังสะดุ้งเลย แล้วเล่นโดนหอมแก้มโชว์อย่างไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ แม่งจะเหลือเหรอแต่ถึงจะอย่างนั้น เธอก็ยังพยายามนิ่งและคลี่ยิ้มบางๆออกมา คงไม่อยากให้เสือเสียหน้ามั้งครับ เลยพยายามทำให้เราเห็นว่า เธอเต็มใจและไม่ได้ตกใจ ซึ่งผมก็พอจะเข้าใจเธออยู่ แต่ยังไม่เข้าใจไอ้ลูกชายเลยสักนิด วันนั้นยังทำท่าทางจะเป็นจะตาย มาวันนี้กลับยิ้มหน้าบาน แถมยังพูดคำว่า‘รัก’ได้เต็มป
นั่นไม่ใช่เสียงของเสือคนเดียวหรอก แต่เป็นเสียงของสิงห์กับกระทิงด้วย ที่พลันหันมามองแม่ตัวเองเต็มตาขึ้นแล้วอุทานพร้อมกันโดยอัตโนมัติ ส่วนกวางเหรอ ก็หันมามองนะ แต่เหมือนตกใจจนพูดไม่ออก ได้แต่อ้าปากค้าง“แม่ว่าแม่พูดชัดนะ เพราะงั้นไม่ต้องมาทำเป็นงงกันเลย”“เอ่อ แต่ผม ผมยังไม่มีแฟนเลยนะครับ จะให้แต่งงานได้ไง” เสือบอกเสียงเครียดระคนกับความตกใจ(หนักมาก)ที่ยังไม่หาย และผมก็พอจะรู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ ในเมื่อเจ้าลูกชายยังรักชีวิตโสดและไม่อยากแต่งงาน“ก็หาสิ ไม่เห็นจะยาก”“ยากสิครับ หาเมียนะครับ ไม่ใช่ลูกหมา”“ก็ใช่ แต่แม่พูดเรื่องนี้ตั้งนานแล้วนะ ลูกจะได้มีเวลาหาเมียที่มันต้องใช้เวลานานกว่าหาลูกหมา แต่เราอยากปล่อยเบลอเองนี่นา และคราวนี้แม่จะไม่ยอมแล้ว แม่จริงจัง ลูกต้องหาเมียมาให้ได้เร็วๆนี้ แม่อยากให้ลูกแต่งงาน แม่กับพ่ออยากอุ้มหลานใจจะขาด” ฮึก! โดนพาดพิงซะอย่างนั้น จะแก้ตัวก็ไม่ได้ กลัวจะไม่ได้อยู่ทันเห็นพระอาทิตย์ขึ้นในวันพรุ่งนี้“แต่ว่าผม..”“ไม่มีแต่ รีบไปหาเมียมาเลย ใครใช้ให้ทำเฉยก่อนหน้านี้”“แต่ไอ้สิงห์กับไอ้กระทิงก็ปล่อยเบลอนี่ครับ แล้วทำไมแม่ไม่ไปกดดันไอ้สองตัวมันด้วยล่ะ
หลายปีต่อมาผมบอกรึยังว่าผลจากการปั๊มรัวๆแรงๆแบบไม่พักทั้งคืน(เข้าหอ)วันนั้นมันประสบความสำเร็จจริงๆอย่างที่ผมเคลมเอาไว้ ก็นะ อย่างที่บอกว่าฝีมือ(ตอก)ของผมขั้นเทพขนาดนั้น และผมกับเมียพยายามกันอย่างหนักขนาดนั้น โซ่จูเนียร์จะไม่มาเข้าท้องเมียได้ไง แต่โซ่จูเนียร์ไม่ได้มีแค่หนึ่งหรอกครับ แต่มีถึงสี่ เพราะคนเดียวมันไม่พออ่ะนะ มีคนแรกแล้ว เราเลยปั๊มกันต่ออีก เลยได้มาสี่จูเนียร์แบบจุกๆ แถมเผลอแป๊บเดียวก็โตๆกันหมดแล้ว ร้ายๆกันทุกคนอีกต่างหาก ไม่รู้เหมือนกันว่าได้ใครมา“ที่รัก ทำไรอยู่ครับ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียว หืม” หมับ!ฟอดด..ผมไม่ใช่แค่ถามหรอก แต่นั่งลงปลายเตียงข้างๆสมายด์แล้วโอบไหล่เธอพร้อมกับหอมแก้มนุ่มๆนั่นไปฟอดนึงด้วย ถึงแม้จะมีลูกสี่คนแถมโตๆกันหมดแล้ว แต่ผมก็ยังรักเธอหมดหัวใจไม่เคยเปลี่ยน แก้มนิ่มๆหอมๆนั่นของเธอก็ไม่เปลี่ยนเลยเหมือนกัน แม้อายุจะเยอะขึ้น แต่เธอก็ยังสาวยังสวยเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด ไม่รู้ว่าเมียผมเป็นอมตะหรือไง ถึงได้สวยไม่สร่างขนาดนี้ “อ่านเสร็จแล้วเหรอ” เธอหันมาถามผมพร้อมกับคลี่รอยยิ้มบางๆนั่นให้กว้างขึ้นอีกนิด แล้วก็ที่เธอถามแบบนั้น เพราะก่อนจะนอน ผมเข้าไปอ่านสรุ
ในที่สุดผมก็ได้ชวนเมียเข้าหอ(ฉ่ำ)อย่างใจอยากแล้วล่ะครับ น้ำแตกกันไปตั้งสามสี่ยกแล้ว จะไม่ให้บอกว่าฉ่ำได้ยังไง ฉ่ำทั้งข้างนอก ฉ่ำทั้งข้างใน แถมฉ่ำทั้งปากทั้งท้องเมีย เพราะยกก่อนหน้านี้กับยกนี้ สมายด์ทั้งดูดทั้งเลียน้ำรักของผมลงคอไปจนหมด ไม่สิ ยกนี้ยังไม่หมด เพราะเธอยังดูดเลียน้ำผมอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่เลย และแน่นอนว่าผมโคตรชอบ ที่เมียยัดเยียดทั้งความฟินและความเสียวให้แบบไม่พักแบบนี้ ทั้งเสียวทั้งฟินจนร้อนไปหมดทั้งตัวอีกรอบ “อาา~ ผัวร้อนอีกแล้วครับเมีย ไป อืมม ไปอาบน้ำกันมั้ย”หมับ! ผมบอกพลางขยุ้มผมนุ่มสลวยของสมายด์แรงขึ้นอีกนิด พร้อมกับแหงนหน้าครางกระเส่าแหบพร่าปนเสียงพูดที่กระท่อนกระแท่น เพื่อระบายความเสียวจนแทบขาดใจออกมาและไม่ต้องบอกก็รู้ใช่มั้ย ว่าผมไม่ใช่แค่จะชวนเมียไปอาบน้ำ แต่จะชวนไปปลดปล่อยความร้อนระอุที่เธอนั่นแหละเป็นคนยัดเยียดให้ ..ซึ่งตอนนี้อุ้งปากร้อนๆของเธอก็ยังคงยัดเยียดมันให้ผมไม่หยุดหย่อน!แล้วไหนจะมือบางร้อนผ่าวนั่นของเธออีก ที่มันสาวลูกชายแข็งขึงของผมไปพร้อมกับจังหวะการดูดเอ็นเข้าออกจนเปียกแฉะด้วยน้ำลายเธอไปเกินครึ่งลำ แล้วแบบนั้นผมจะไปไหนรอด ถ้าไม่ใช่xxxแข็งแล
สี่เดือนต่อมา ผมอยากจะบอกว่า วันนี้คือวันแต่งงานของผมกับสมายด์ครับ ตั้งแต่ผมขอเธอแต่งงานไปวันนั้น ในที่สุดก็ถึงวันแต่งสักที กว่าจะถึงวันนี้ได้ บอกเลยว่ามันหนักหนาสาหัสเอาการอยู่เหมือนกัน เพราะพ่อแม่สมายด์ไม่ค่อยจะปลื้มสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะพ่อของเธอ ที่ยังเคืองผมอยู่มาก แม้จะไม่ถึงขั้นโกรธจนอยากฆ่าผมให้ตายคามือเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังโกรธมากและไม่ค่อยจะยอมไฟเขียวเรื่องแต่งงาน แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้ พยายามเอาใจว่าที่พ่อตาแม่ยายสารพัด จนในที่สุด พวกท่านก็เริ่มจะเป็นปลื้มขึ้นมาบ้าง แม้ว่าที่พ่อตาจะยังคงเขม่นผมอยู่อีกนิดหน่อย แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับโอเคก็แล้วกัน แต่เรื่องหนักหนามันไม่ได้มีแค่เรื่องพ่อตาแม่ยาย(ไม่ปลื้ม)หรอกครับ แต่มันยังมีอีกเรื่อง ..คือเรื่องของริสา ! ทั้งๆที่ผมเคยคิดว่าเธออาจจะออกไปจากชีวิตของผมกับสมายด์แล้ว เพราะเธอหายเงียบไปเลยตั้งแต่ตอนนั้น แต่เปล่าเลย เธอยังคอยดูสมายด์อยู่ตลอด จนวันนั้น จู่ๆเธอก็บุกมาหาสมายด์ถึงบ้าน ตลอดสี่ปี เธอยังโกรธแค้น และเธอจะมาแก้แค้น เธอจะมาฆ่าสมายด์ ! ที่ผมรู้ เพราะผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย คือวันนั้นผมรู้สึกเอะใจที่สมายด์หายออกไปรับแขกข้า
สองเดือนต่อมา ‘ริสา’ ‘อีสมายด์?’ มันตกใจจนตาแทบถลน ที่เห็นว่าเป็นฉัน ก่อนแววตาแห่งความตกใจจะเปลี่ยนเป็นแววตาแดงก่ำแห่งความโกรธแค้น ‘มึงมาทำไม! มาเยาะเย้ยกูเหรอ มาสมน้ำหน้ากูใช่มั้ย! ที่สภาพกูเป็นแบบนี้!!’ ‘เปล่า กูมาเยี่ยม แล้วก็มาขออโหสิกรรม’ ‘ไม่มีทาง! มึงทำให้ชีวิตกูเป็นแบบนี้! กูไม่มีวันอโหสิกรรมให้มึง กูจะจองล้างจองผลาญมึงไปตลอดชีวิต กูจะสาปแช่งมึงทุกคืนทุกวัน ไม่ให้ชีวิตมึงมีความสุขอีกตลอดไป!’ ได้ยินแบบนั้น ฉันได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ‘ถ้ามึงทำแบบนั้น คนที่จะไม่มีความสุขไปตลอดชีวิตไม่ใช่กูหรอก แต่เป็นมึงต่างหาก เพราะมึงเลือกจะจมปลักกับความโกรธแค้น ความโกรธแค้นที่ไม่เคยทำให้ใครมีความสุข’ ‘มึงไม่ต้องมาสอนกู!! กูมีความสุขดี ยิ่งกูได้สาปแช่งมึง กูก็ยิ่งมีความสุข ได้ยินมั้ยว่ากูมีความสุข!!’ ดวงตาแดงก่ำถลึงใส่ฉันอย่างกร้าวแข็ง ‘งั้นก็แล้วแต่มึง มึงไม่อโหสิกรรมให้กูก็ไม่เป็นไร แต่กูอโหสิกรรมให้มึง ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน ขอให้เราไม่ต้องมาพบเจอกันอีก ลาก่อน’ ฮึก! สองแขนแกร่งที่สวมกอดหน้าท้องฉันจากด้านหลัง ทำฉันที่กำลังยืนมองออกไปข้างนอกผนังกระจกบนคอนโดสูงของโซ่ พร้อมก







