เข้าสู่ระบบตอนที่ 6
หนังตะลุง
“คลุมสักหน่อยเถอะครับ เดี๋ยวจะไม่สบาย”รามินทร์นั่งลงข้าง ๆ เหมือนอย่างทุกครั้ง ในเวลาที่เธอเศร้า เขาจะอยู่ตรงนี้เสมอ
“แต่ถ้าง่วง คุณก็ควรจะไปนอนในบ้าน ไม่ใช่ตรงนี้นะ”แต่ความอบอุ่นนั้นก็ไม่วายมีเสียงดุจากคนตัวกว่าตามมา พราววลินยิ้มน้อย ๆ ให้กับคนแก่ขี้บ่นข้าง ๆ ก่อนจะตอบกลับ “ใครบอกคุณคะว่าฉันง่วง?”
“ก็ผมเห็นคุณนั่งหลับตาอยู่ นึกว่าง่วงนอน แล้วอีกอย่าง ที่นี่ไม่ได้มีแค่เราที่อยู่สองคนนะครับ ออกมานั่งคนเดียวแบบนี้มันไม่เหมาะ”
“แต่คุณบอกว่าที่นี่ปลอดภัย เพราะงั้นฉันจะนั่ง จะนอนยังไงก็ต้องได้สิ”
“ก็จริง ที่นี่ปลอดภัย แต่ถ้าไม่สบายขึ้นมามันจะแย่เอานะ”
“แล้วคุณก็ไม่ได้ป้องกันตัวเองขนาดนั้นด้วย เกิดมีเสือสิงห์ที่ไหนเห็นเข้าก็คงจะไม่ดี”เขามองตรงไปที่ใบหน้าของเธอ ไม่กล้าแม้แต่จะมองอย่างอื่นที่ต่ำลงไป แต่พราววลินกลับรู้ความหมายของอีกฝ่าย เธอจึงได้ทีแกล้งเขาต่อ
“แถวนี้ก็น่าจะมีนะ เสือสิงห์น่ะ”รามินทร์ขมวดคิ้วมอง ดวงตาสวยของหญิงสาวยังคงมองตรงมาที่เขา ทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าคนที่พราววลินหมายถึงคือตัวเขาเอง
“ผมไม่ใช่เสือ ไม่ใช่สิงห์ ผมเป็นแค่แมวน้อยน่ารักต่างหาก”
“แล้วแมวน้อยเป็นแมวจรจัดหรือเป็นแมวมีเจ้าของแล้วล่ะคะ”
“คิดว่ายังไงล่ะครับ?”
“อืม..เมื่อตอนกลางวัน ฉันเห็นมีผู้หญิงสองคนพากันแย่งเป็นเจ้าของแมวตัวนี้กันอยู่นะคะ ฮอตปรอทแตกจริง ๆ เลยว่าไหม?”คำบอกเล่าของหญิงสาวทำให้คนนั่งฟังเหวอไป เธอคงจะหมายถึงน้ำหอมกับมะลิที่ชอบแวะเวียนมาเป็นประจำ วันนี้ก็คงจะมาอีกเช่นเคย
เขาถึงได้หนีไปอยู่สวนยางแทนที่จะอยู่บ้าน“ถึงแมวจะฮอต แต่แมวก็เลือกเจ้าของนะครับ”
“งั้นก็..เลือกเจ้าของดี ๆ แล้วกันนะคะ พอดีแถวนี้ไม่ค่อยอยากเลี้ยงแมวเท่าไรน่ะค่ะ”พราววลินลุกขึ้นยืนพร้อมกับผ้าคลุมที่เขานำมาให้ ขาเรียวพาตัวเองก้าวเดินกลับเข้าไปในบ้านแต่ก็ถูกเสียงของคนด้านหลังหยุดเอาไว้ “แต่แมวมันจะรักเจ้าของที่ไม่สนใจมันนะครับ”
ปากอวบอิ่มคลี่ยิ้มออกมา เธอไม่ได้หันกลับไป และขาเรียวก็ก้าวเดินต่อ ปล่อยให้ดวงตาคมมองตามแผ่นหลังของเธอเข้าไปจนสุดสายตาและรอยยิ้มเล็ก ๆ บนหน้า
....
หลายวันผ่านไป
“น้องพราวใส่ผ้าถุงเหมือนในละครม่านรักเลย เรื่องนั้นเล่นเป็นนางเอกคู่กับคุณเจนภพด้วยพี่จำได้”หนูเล็กยิ้มแป้นตั้งแต่เช้า เพราะภาคภูมิใจกับเสื้อคอกระเช้าสีขาวลายนกสีอ่อนและผ้าถุงปาเต๊ะสีชมพูที่หล่อนได้หามาให้พราววลินใส่เข้าสวนยางและสวนผลไม้ในวันนี้ “โห เรื่องนั้นผ่านมาตั้งหลายปีแล้วนะคะ พี่หนูเล็กยังจำได้อยู่อีกเหรอ”
“จำได้ พี่ชอบมาก ตอนนั้นยังลุ้นอยู่เลยว่าธมนจะให้อภัยนายหัวทีปต์หรือเปล่า”
“เม้าท์เรื่องละครไม่รอปัทท์เลยพี่หนูเล็ก เม้าท์ด้วย”ปัญณพรที่เดินลงมาจากชั้นบนเกิดได้ยินเข้าพอดีจึงรีบเดินลงมาแจมด้วย แต่เมื่อเข้ามาใกล้ เด็กสาวก็พลันไปเห็นชุดบนตัวของพราววลินเข้า “พี่พราวสวยจังเลยค่ะ”
“แล้วนี่จะไปไหนกันเหรอคะ ปัทท์ขอไปด้วยสิ อ่านแต่หนังสืออยู่ในบ้าน ปัทท์เบื่อมาก ก.ไก่ล้านตัวเลย”
“กำลังจะพาคุณพราวแกไปสวนยางน่ะค่ะ วันนี้คนงานเขาย้อมผ้ากัน”
หนูเล็กและปัญณพรพาพราววลินนั่งรถมาที่สวนยาง บริเวณที่คนงานผู้หญิงและลูก ๆ ของพวกเธอกำลังพากันทำหัตถกรรมพื้นบ้าน พื้นที่ตรงนี้เป็นลานกว้างที่ถูกปกคลุมไปด้วยต้นยางและต้นไม้ จึงทำให้มีร่มที่เย็นสบาย มีใบไม้แห้งร่วงโรยลงมาตามพื้นมากมาย แต่มันกลับเป็นที่ที่นายหัวอดิศรปล่อยทิ้งร้างไว้ เพราะไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร นอกจากเป็นที่นั่งสังสรรค์ทั่วไปของพวกคนงาน จนกระทั่งรามินทร์ได้เข้ามาบริหารเต็มตัว เขาจึงทำที่นี่ไว้เป็นลานหัตถกรรมพื้นบ้านให้คนงานทุกคนได้เรียนรู้กันไป
“คนงานเขาเป็นชาวบ้านที่นี่เหรอน้องปัทท์”
“ใช่ค่ะ ส่วนน้อยที่จะมาจากจังหวัดอื่น”
“นี่เป็นการย้อมผ้าจากธรรมชาตินะคะคุณพราว”หนูเล็กผายมือให้พราววลินเดินเข้าไป ผ้าหลากสีและลวดลายอันสวยงามถูกผึ่งไว้ตรงหน้าของเธอ รวมถึงหัตถกรรมพื้นบ้าน
อื่น ๆ อย่างพวกจักรสานกระเป๋า ตะกร้าก็ด้วย“แล้วหัตถกรรมพวกนี้นี่เอาไปขายที่ไหนเหรอคะ”
“เอาไปขายที่ศูนย์สินค้าท้องถิ่นนี่แหละค่ะ เงินพวกนี้เข้ากระเป๋าคนงานหมดเลยนะคะ นายหัวไม่ได้เก็บส่วนบงส่วนแบ่งอะไรสักบาทเดียว นายหัวน่ะคิดว่า เผื่อเวลาฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินจริง ๆ ก็จะได้ไม่เดือดร้อน วิ่งหายืมเงินคนอื่น หรือเกษียณตัวไปก็จะได้มีอาชีพพวกนี้ไว้ทำมาหากินต่อ คนงานที่นี่เลยรักนายหัวมาก ๆ เลยล่ะค่ะ”
“เพราะเขาใจดี คนเลยรักเขา”หลายวันที่ผ่านมานี้ ความรู้สึกบางอย่างในใจเริ่มเพิ่มขึ้น เธอเผลอยิ้มให้กับความใจดีของรามินทร์อย่างไม่รู้ตัวหลายต่อหลายครั้ง แต่มีเพียงคนนอกอย่างหนูเล็กและปัญณพรนี่สิ ที่ได้เห็นรอยยิ้มของคนตรงหน้า ทั้งสองคนต่างมองหน้ากันอย่างรู้ใจจนคนเผลอยิ้มรู้ตัวรีบหุบยิ้มทันที
“เอ่อ..พราวอยากลองทำบ้างน่ะค่ะ”เธอเปลี่ยนเรื่องแก้สถานการณ์เมื่อครู่ สองคนตรงหน้ายิ้มกริ่มก่อนพาเธอเดินเข้ามาหาคนงานที่ยืนอยู่ หนูเล็กแนะนำเธอให้ทุกคนรู้จักเพียงแค่ชื่อของเธอเท่านั้น และไม่ได้บอกว่าเธอเป็นใคร เพื่อความปลอดภัยของหญิงสาวเอง
อีกอย่างคนงานส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยได้ดูทีวีหรือละครที่เธอเล่น ทำให้ไม่ค่อยมีใครรู้จักเธอในฐานะ พราว พราววลิน สักเท่าไร ส่วนบางคนที่ดูประจำก็จำหน้าไม่ค่อยได้และคงไม่มีเวลาจำเพราะต้องทำงานหาเงินเลี้ยงปากท้องของตนเองและครอบครัวพราววลินได้เรียนรู้อะไรมากมายจากชาวบ้าน ได้ลองทำหลายสิ่งหลายอย่างที่เธอยังไม่เคยได้ลองทำ รอยยิ้มจากชาวบ้าน ทำให้รู้สึกผ่อนคลายเหมือนได้ชาร์จพลังจนแบตเตอรี่เต็มร้อย แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกสุขใจกับความจนที่ชาวบ้านต้องเผชิญ เธอเข้าใจดีว่ามันต้องอดทนมากแค่ไหน แต่สำหรับบางคนที่นี่พวกเขาต่างก็บอกเธอว่า พวกเขาสบายใจที่ได้อยู่กับเจ้านายอย่างนายหัวรามินทร์ รู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจเหมือนได้อยู่บ้านของตน
และสิ่งหนึ่งที่เธอรู้มา รามินทร์และครอบครัวของเขาช่วยเหลือคนมามากมาย คนงานที่อยู่ที่นี่เองก็เช่นกัน ทุกคนต่างบอกกับเธอว่า ‘นายหัวรามมีบุญคุณกับพวกเรา’
เขาเป็นคนดี ดีมากจนเธอรู้สึกว่าเขาไม่มีอยู่จริง
แต่ก็จริง เขามีอยู่จริงในโลกของเขา แต่เขาไม่มีอยู่จริงในโลกของเธอ
“พี่พราวคะ พวกเราให้”เสียงของเด็ก ๆ ดังเข้ามาในโสตประสาท ผ้าคลุมสีชมพูอ่อนวาดลวดลายสวยงามถูกส่งมาให้กับเธอ มือเรียวยื่นรับมาด้วยความเต็มใจ “สวยจัง”
“ขอบคุณนะคะ”
“พรุ่งนี้มีหนังตะลุงด้วยนะคะ พี่พราวอยากไปหรือเปล่า”ปัญณพรโบกมือลาเด็ก ๆ ประจวบเหมาะกับที่นึกขึ้นมาได้ว่าแถวบ้านมีหนังตะลุงฉายในวันพรุ่งนี้ ได้ปิดเทอมทั้งทีขอเที่ยวก่อนกลับไปเครียดเรื่องสอบต่อสักหน่อยเถอะ “ได้นะ พี่พร้อมเสมอ”
“เย่! มีคนไปเป็นเพื่อนแล้ว!”
“แหม พี่ก็พาไปทุกปี”หนูเล็กเดินเข้ามาพร้อมถาดอาหารกลางวันที่ได้มาจากป้าเล็กผู้เป็นมารดา “โหย แต่พี่หนูเล็กนั่งหลับตลอดเลย ปัทท์จะสะกิดสักหน่อยก็เกรงใจ”
“ว่าแต่ พี่พราวเคยดูหนังตะลุงใช่ไหมคะ เห็นในละครมีฉากนี้อยู่นี่น่า”
“ถ้าไม่นับเรื่องทำงานก็ไม่เคยดูหรอก มันต้องสั่งคัทเป็นช่วง ๆ พี่ดูไม่สนุกเลย”
“งั้นปัทท์รับรองว่า พรุ่งนี้สนุกชัวร์ค่ะ ไม่มีใครมาขัดจังหวะการดูหนังตะลุงแน่นอน”
….
ตกเย็น
“ไปไหนนะ?”
“ไปดูหนังตะลุงค่ะ”
“ไปกับใคร?”
“ไปกับพี่หนูเล็กแล้วก็พี่พราว”
“แล้ว...”
“พี่รามเลิกถามได้เล่า ปัทท์ก็ไปทุกปี”
ปัญณพรพูดเสียงยืดยาวหลังจากที่เอ่ยขออนุญาตจากพี่ชาย จะเรียกว่านี่เป็นข้อดีหรือข้อเสียของรามินทร์ดีที่เขาค่อนข้างจะเข้มงวดกับการที่น้องสาวขออนุญาตออกไปเที่ยวที่ไหนสักที่แบบนี้
ถามละเอียดยิ่งกว่าซักประวัติคนไข้เสียอีก
“ปีนี้มีคนไปด้วยตั้งสองคน พี่รามไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”
“งั้นปีนี้พี่ไปด้วย”
“ห้ะ! จริงดิ! พี่จะไปด้วยจริงเหรอ”ปัญณพรถึงกับตาลุกวาว เพราะปกติแล้ว
รามินทร์จะทำงานตลอดเวลาจนแทบไม่มีเวลาออกไปไหน นอกเสียจากว่าจะมีงานประเพณีใหญ่ ๆ ที่ทางผู้จัดงานจะเชิญไปออกงานเท่านั้นเขาถึงจะไป เพราะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานเช่นกัน “ทำไม? พี่ไปด้วยไม่ได้เหรอ”“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย ปัทท์ก็แค่ตกใจ ปกติพี่ก็ทำแต่งาน งาน งานแล้วก็งาน”
“เอ..หรือว่า...”เด็กสาวมองคนที่กำลังทำอาหารกับป้าเล็กอยู่ในครัวแล้วก็พอจะเข้าใจ มีบางอย่างเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม นอกจากพี่ชายจะห่วงเธอแล้ว ก็คงจะเป็นห่วงพี่สาวคนสวยตรงหน้านี้ด้วย “อะไร?”เขาทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“เปล๊า เปล่า ๆ เปล่าเลย ไม่มีอะไรเล๊ย”
“อย่ามาเสียงสูงเลยเราน่ะ”
“งั้นพี่ก็ตอบคำถามของปัทท์มา”
“ว่ามา”
“พี่ชอบพี่พราวใช่ไหม”
คำถามที่ไม่คาดคิดหลุดออกมาจากปากของปัญณพร ทำเอาคนที่กำลังดื่มชาอยู่เมื่อครู่สำลักออกมาแทบหยิบทิชชู่มาเช็ดปากเกือบไม่ทัน
“ถามอะไรเนี่ย เดี๋ยวคุณพราวเธอก็ได้ยินหรอก”
“เอ้า ก็ถามความจริงไงคะ พี่รู้หรือเปล่าว่าแววตาที่พี่มองพี่พราว ไม่เหมือนกับที่พี่มองคนอื่น ปัทท์เป็นน้องสาวพี่ ปัทท์รู้อยู่แล้ว ว่าที่มองน่ะไม่ได้มองอย่างเอ็นดูเหมือนน้องสาวด้วย เพราะแววตาที่พี่มองปัทท์จะไม่เหมือนกับที่พี่มองพี่พราวเลยแม้แต่นิดเดียว”วาจาคมคายจากเด็กสาวอายุสิบแปดปีที่ชอบเพ้อฝันมักจะตรงใจคนฟังเสมอ รามินทร์เองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่โดนน้องมองออกทุกประการ
“ก็อาจจะใช่”เขายอมรับออกไปตามตรงด้วยเสียงที่เบาแทบจะพูดเพียงใช้ลมปากแต่มันก็ทำให้ปัญณพรคิ้วกระตุก ได้ยินเสียงแว่ว ๆ ออกมาจากปากพี่ชาย
“อะไรนะ”
“ไม่มีอะไร ไปอ่านหนังสือไป”
“อ่านอะไร วันนี้ตอนเช้าอ่านไปแล้ว ฮันแน่ ไล่แบบนี้แสดงว่าใช่ ไม่ต้องห่วงนะคะปัทท์จะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ รูดซิบปากสนิทด้วย...”มือเรียวแบมือขอแบงค์เทาจากพี่ชาย แต่สิ่งที่ได้ก็คือกำปั้นเขกหัวกลับไป ปัญณพรหัวเราะน้อย ๆ และยิ้มร่าเดินไปนั่งที่โต๊ะทานข้าว อาหารเย็นหลากหลายสไตล์ถูกวางลงตรงหน้า ทุกคนเริ่มทานข้าวและพูดคุยกัน แต่ส่วนใหญ่คนที่จะชวนคุยคือปัญณพรและเรื่องที่คุยในวงสนทนาก็ไม่พ้นเรื่องละครสมัยก่อนอยู่ดี แถมยังมีป้าเล็กและหนูเล็กมาแจมเพิ่ม ส่วนรามินทร์ผู้ที่ไม่ค่อยได้ดูละครกับเขาก็ได้แต่นั่งทานข้าวและฟังสาว ๆ เขาคุยกันไป และงานเลี้ยงก็ย่อมมีวันเลิกรา ทุกคนทานข้าวเสร็จก็ต้องแยกย้ายกันไปพักผ่อน ปัญณพรกลับห้องไปอ่านหนังสือเช่นเดิม รามินทร์และ
พราววลินกลับไปเคลียร์งานของตนต่อตอนนี้หญิงสาวเริ่มพิมพ์ตอบกลับคนอื่น ๆ ตามปกติ แต่ก็ไม่รู้ว่าหลังจากที่เธอเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ข่าวจะเริ่มลุกฮือขึ้นอีกหรือเปล่า
แต่สายตาก็พลันไปเห็นกล่องข้อความปริศนาที่ส่งจากเพื่อนใหม่เข้ามา คิ้วสวยขมวดมอง นิ้วเรียวกำลังจะกดเปิดดู “จุ๊ จุ๊ จุ๊”
เสียงสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่งดังเข้ามาในโสตประสาท ทำให้คนที่นั่งอยู่รีบลุกขึ้นทันที ดวงตาหงส์มองซ้ายขวาด้วยความระมัดระวังแต่ก็มองไม่เห็นต้นเสียงเสียที จนกระทั่งเธอเห็นมันตกลงมาบนพื้นห้อง “ว้าย!”
พราววลินรีบเปิดประตูวิ่งออกมาจากห้องจนชนเข้ากับคนที่กำลังจะลงไปเอาไวน์แดงชั้นดีขึ้นมาดื่มบนห้องต่อ “คุณพราว เป็นอะไรไป”
“ม..มันมีจิ้กจกอยู่ในห้องฉัน!”เธอร้องเสียงหลงเกาะแขนเขาไว้ ด้วยความที่ตกใจ ทำให้เธอไม่ได้ป้องกันตัวมากเท่าที่ควร ชุดนอนสายเดี่ยวผ้าลินินสีดำมีลูกไม้รายล้อมรอบเนินอกอวบ อกนิ่มถูกสัมผัสเข้าที่ท่อนแขนแกร่งด้วยความไม่ได้ตั้งใจ ทำให้รามินทร์ชะงักไปครู่หนึ่งประจวบเหมาะกับที่เขาดื่มแอลกอฮอล์มาทำให้ต้องใช้เวลาประมวลผลสักเล็กน้อย
“นี่คุณเมาเหรอคะ”เหมือนว่าเธอจะรู้ตัว พราววลินผละตัวออกและเอียงคอถามแทน “เอ่อ..นิดหน่อยครับ เมื่อกี้คุณบอกว่ามีจิ้งจกเหรอ”
“ใช่ค่ะ ฉัน..ฉันกลัวจิ้งจกน่ะ ไม่อยากให้มันอยู่ในห้อง”เธอพูดอ้อมแอ้มในลำคอ ใจก็ไม่อยากจะยอมรับเท่าไรหรอกว่าตัวเองจะมีสิ่งที่กลัวจำพวกสัตว์ด้วย แต่พอมาเจอจริง ๆ ก็ไม่มีความอดทนมากพอที่จะอยู่ร่วมกับพวกมัน
ชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องและมองไปรอบ ๆ ตามที่พราววลินบอก แต่จิ้งจกที่หล่นลงมาเมื่อครู่กลับหายไปจากที่เดิม “ไม่เห็นมีเลย”
“มันมีจริง ๆ นะ”
“มันคงออกตามช่องหน้าต่างไปแล้ว คุณนอนเถอะ”
เมื่อไม่มีอะไรอยู่ด้านใน เขาก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในนี้ต่อ เพราะหากใครในบ้านมาเห็นเข้า พราววลินจะเสียหายได้ แต่พอก้าวขาจะเดินออกไป เสียงของมันก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“กรี๊ด! คุณราม!”คราวนี้มันวิ่งเข้ามาราวกับว่าตกใจจนหาทางออกไม่เจอ
ทำให้พราววลินรีบวิ่งไปเกาะคนตัวสูงอีกครั้ง แต่อีกฝ่ายไม่ได้ทันตั้งรับจึงพากันเสียหลักลงเตียงกันทั้งคู่ รามินทร์เป็นคนรองรับตัวของหญิงสาวเอาไว้ ทำให้เขาเผลอส่งเสียงในลำคอออกมาเสียเสียงดัง พราววลินลืมตาขึ้นมองหลังจากที่ทุกอย่างสงบลง เจ้าจิ้งจกวิ่งผ่านประตูออกไปด้านนอก ส่วนเจ้าของบ้านกับเจ้าของห้องตอนนี้กำลังแนบชิดกันอยู่เธอยังอยู่บนตัวของเขา ความนุ่มนิ่มของเธอทำให้เขามึนหัวขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
แต่สมองก็ยังพยายามทำหน้าที่ของมัน ความเป็นผู้ชายกำลังต่อสู้กับตรรกะในสมอง“คุณ..ช่วยออกไปจากตัวผมก่อนได้ไหม”
“ทำไมคะ? คุณรังเกียจฉันเหรอ”พราววลินเอียงคอมอง เธอไม่ได้รู้สึกเอียงอายอะไรเลยด้วยซ้ำที่นอนอยู่บนตัวเขาแบบนี้ แถมยังคิดอยากจะแกล้งเขาต่ออีก
“ผมไม่ได้รังเกียจ แต่ผมเป็นผู้ชายนะ”
“เป็นผู้ชายแล้วยังไงต่อคะ?”
“เป็นผู้ชายที่มีสัญชาตญาณความเป็นผู้ชาย ถ้าคุณยังไม่ลุกออกไปแล้วยังเอา..เอาหน้าอกถูกตัวผมอยู่แบบนี้ ความเป็นผู้ชายจะชนะตรรกะในสมองของผมแทน”คำเตือนที่ไม่มีคำหยาบโลนช่างเพราะเสนาะหูเธอจริง ๆ แต่บ้าจริง! นี่เธอกำลังคิดอะไรอยู่กัน ใจเริ่มเต้นแปลก ๆ แบบนี้ ไม่ปลอดภัยกับความรู้เลยสักนิด
“แล้วผมเมาอยู่แบบนี้ คุณคิดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น”
“ถ้าเป็นคนใจดีแบบคุณ ฉันยอมนะ”
“นี่คุณพราว...”
คนอายุมากกว่าเริ่มดุเด็กอีกครั้ง เธอเล่นแบบนี้แล้วเขาหายใจไม่ทั่วท้องเลยสักนิด นิ้วเรียวกรีดกรอบหน้าคมของหนุ่มลูกครึ่งสเปนไล่ลงมาจนถึงลำคอ ทำให้ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง แต่มันกลับทำให้แม่เสือสาวอย่างเธอสนุกขึ้นมาซะอย่างนั้น
“พอละ แค่นี้ดีกว่า”ทุกอย่างหยุดลงกลางอากาศ พราววลินยันกายสาวลุกขึ้นและผายมือเชิญให้เจ้าบ้านออกจากห้องนอนของตนเอง “ขอบคุณนะคะที่เข้ามาไล่จิ้งจกให้”
“ฝันดีค่ะ”
รามินทร์ส่ายหน้าและยิ้มน้อย ๆ ให้กับความแสบของอีกฝ่าย เขาลุกขึ้นและเดินออกไปที่หน้าประตูห้อง “ฝันดีครับ ตัวแสบ”
เขาทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนเดินลงไปด้านล่าง เขาไม่สามารถเดินกลับเข้าห้องได้ในทันทีเพราะสิ่งที่เธอทำ ทำให้เขาแทบไม่มีสมาธิอยู่กับตัวเลย
ภาพที่เธอทำเมื่อครู่ยังวนอยู่ในหัวจนต้องส่ายศีรษะเบา ๆ มือหนาคว้าขวดและแก้วไวน์ขึ้นพร้อมกับเดินมานั่งที่โซฟา เขากระดกมันเข้าไปเพื่อให้ตัวเองเมาจนหลับไป
อย่างน้อยมันก็หลับอยู่ที่โซฟา ไม่ได้ไปทำอะไรใครที่ไหน แต่มันกลับติดตรงที่ว่าเขาเป็นพวกคอแข็งนี่สิ กว่าจะมึนจนหนังตาเริ่มปิดก็ดื่มไปจนหมดสองขวดเต็ม นายหัวหนุ่มเอนตัวลงนอนที่โซฟาทันทีแบบปิดสวิตซ์ตัวเองไปด้วยหัวอันหนักอึ้งเพราะแอลกอฮอล์ ขณะเดียวกันก็มีผ้าห่มผืนหนาคลุมตัวของเขาเอาไว้...เป็นผ้าห่มจากพราววลินริมฝีปากอวบอิ่มคลี่ยิ้มออกมา ดวงตาหงส์มองแก้มแดงระเรื่อของคนนอนอยู่ และมองไปที่ขวดไวน์สองขวดพร้อมกับแก้วใบงามก่อนจะคว้ามันไปทำความสะอาดให้
ขาเรียวก้าวเดินมาที่โซฟาและก้มลงกระซิบข้างหูด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง “ฝันดีนะคะ”“พี่ราม”
....
รามินทร์ตื่นตั้งแต่เช้าด้วยความเพลียจากการดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปในปริมาณมาก แต่มันก็คุ้มกับการที่ได้ฝันว่าพราววลินเรียกเขาว่า ‘พี่ราม’
แต่นั่นคงเป็นได้แค่ความฝัน เพราะหญิงสาวปฏิเสธ ไม่เรียกเขาว่าพี่
“เมื่อคืนนอนสบายไหมคะ”รามินทร์หันตามต้นเสียง ดวงตาคมมองหญิงสาวที่อยู่ในชุดออกกำลังกาย เขาส่ายหัวเบา ๆ ให้ตัวเองปรับโฟกัสมากขึ้นก่อนตอบเธอ
“ก็..สบายดีนะครับ โซฟาบ้านผมนุ่มทุกตัว”
“ก็คงจะใช่ แต่เจ้าของบ้านตัวทื่อไปหน่อยนะคะ”ไม่วายเธอพูดทิ้งท้ายไว้
ร่างสมบูรณ์แบบที่ผ่านการดูแลมาอย่างดีเดินกลับขึ้นไปด้านบน ปล่อยให้อีกคนนั่งมองตามไป ผู้หญิงอะไร แซวเก่งจริง ๆ“นายหัว นั่งยิ้มอะไรอยู่คนเดียวคะนี่ เมื่อคืนกลับบ้านดึกเหรอคะ”แต่เสียงของป้าเล็กก็ดังขัดจังหวะ ทำรอยยิ้มให้กลายเป็นเหวอไป
“ดูสิดู กลิ่นเหล้าแร๊งแรง ไอ้ไข่นุ้ยพาไปไหนมาคะ”
“ไม่ได้ไปไหนสักหน่อยครับ ผมก็ดื่มอยู่ในบ้านเนี่ยแหละ”เขาแก้ต่าง ป้าเล็กก็พยักหน้าให้แต่ครู่หนึ่งก็เดินเข้ามานั่งลงที่โซฟาก่อนจะทำท่ากระซิบ
“เมื่อเช้าป้าไปตลาดมา ได้ยินข่าวของคุณพราวเธอด้วยนะคะ”
“ข่าว? ข่าวอะไรเหรอครับ?”
“ก็ข่าวลือเรื่องแฟนเก่าเธอน่ะสิคะ เห็นว่าโดนพักงานตั้งสามเดือน มือที่สามก็ด้วย แต่สมควรแล้วล่ะ แรงได้อก[1]!”หล่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสะใจ ถึงแม้ว่าพราววลินเพิ่งจะมาอยู่ที่นี่ แต่เรื่องที่หญิงสาวเจอ มันก็ไม่ใช่ว่าจะลืมได้ง่าย ๆ แถมในตอนว่าง ๆ บางครั้งก็แอบเห็นเธอเหม่อมองสิ่งรอบตัวอย่างไร้จุดหมายอีกด้วย ผู้ชายกับผู้หญิงพรรค์นี้ไม่เคยมีแม้แต่ยางอาย ต่อให้มีกฏหมายก็เอาไม่อยู่ ต้องเจอแบบนี้แหละถูกแล้ว แต่หล่อนก็ว่ามันยังน้อยเกินไป น่าจะโดนไล่ออกกันทั้งคู่เลยดีกว่า
“ผมพอจะรู้แล้วล่ะครับ”รามินทร์เองก็ยิ้มตอบ เรื่องนี้เขารู้ตั้งแต่ข่าวออกมาแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงจะแปลกใจมากกว่านี้ที่เจอหมอภูภูมิบุกเข้ามาทำอะไรมิดีมิร้ายพราววลินถึงสถานที่ส่วนตัว ปกติแล้วคนแบบนั้นน่าจะมีวิธีการที่ดีกว่านี้ แต่เขาคงประเมินความคิดความอ่านของอีกฝ่ายมากเกินไป ภูภูมิที่เขาเห็นวันนั้นเหมือนจะขาดสติไปแล้วมากกว่า
“แล้วเรื่องนี้คุณพราวเธอรู้ไหมคะเนี่ย เธอจะสงสารหรือเปล่า”หล่อนถามต่อ
“ไม่รู้สิครับ ผมไม่ได้มีพลังวิเศษอ่านใจใครได้นะครับป้าเล็ก ถ้าคุณพราวเธอจะใจอ่อนกลับไป ผมก็ห้ามอะไรเธอไม่ได้”
“โอ๊ยนายหัว จะมาเป็นผู้ยงผู้ใหญ่อะไรตอนนี้ ห้ามสักนิดก็ดีนะคะ คุณพราวเธอออกจะเหมาะสมกับนายหัวจะตายไป นายแม่ก็ออกจะปลื้ม”ป้าเล็กทำทีเป็นยุยงคนที่เพิ่งตื่น เพราะนิรดาหรือนายแม่นิรดานั้นอยากให้นายหัวรามินทร์แต่งงานเสียวันนี้ วันพรุ่งนี้เลย
แต่ติดตรงที่ว่า ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนหลีกเลี่ยงทุกทาง จนตอนนี้กลายเป็นหูทวนลมแทนเวลานิรดาพูดถึงเรื่องแต่งงานถ้านายแม่นิรดาได้มาเห็นว่าลูกชายพาผู้หญิงเข้ามาอยู่ในบ้าน และเป็นคนที่สนิทชิดเชื้อมาตั้งแต่รุ่นพ่อแล้วคงจะดีใจมากกว่าตกใจเสียด้วยซ้ำ
....
“หนูเล็ก ปัทท์แต่งตัวเสร็จหรือยัง เดี๋ยวก็ไปดูหนังตะลุงไม่ทันพอดี”
แขนแกร่งมีกล้ามเนื้อเป็นมัดยกขึ้นมองเข็มเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งทุ่ม ใกล้เวลาที่หนังตะลุงจะเริ่มขึ้นแล้ว แต่น้องสาวตัวดีก็ยังไม่ออกมาจากห้องเสียที“มาแล้ว ๆ มาแล้วค่า ปัทท์แค่ให้พี่พราวแต่งหน้าให้แป๊บเดียวเอง บ่นอีกและ”เสียงบ่นยังไม่ทันจาง ปัญณพรก็เอ่ยแทรกเข้ามา เด็กสาวอยู่ในชุดผ้าถุงและเสื้อคอจีนสีฟ้าทั้งตัวพร้อมกับเกล้าผมขึ้นเป็นทรงดังโงะปล่อยปอยผมลงทั้งสองข้างพร้อมกับปักปิ่นที่
รามินทร์เคยซื้อมาฝากจากเชียงใหม่ “สวยม้ะ”น้องสาวเดินเข้ามาหาพี่ชายและยื่นใบหน้าเข้าไปให้เขาดู “ไม่สวย”“เห้ย! แต่งตั้งนาน ไม่สวยได้ไง นี่ฝีมือดาราระดับประเทศเลยนะคะนายหัวราม”
รามินทร์หัวเราะน้อย ๆ กับท่าทีของน้องสาว สุดท้ายเขาก็ตอบกลับไปตามความจริงว่า น้องสาวของเขานั้นสวยมาก แต่สายตาของเขากลับไม่ได้มองไปที่ปัญณพรเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคมยังมองไปรอบ ๆ ราวกับว่ากำลังหาใครบางคนอยู่ใครบางคนที่ปัญณพรก็รู้ว่าเป็นใคร
“พี่พราวพร้อมหรือยังคะ ชักช้าเดี๋ยวคนแก่แถวนี้บ่นเอาน้า”
“ยายปัทท์ พี่ยังไม่ได้บ่นเลย”ชายหนุ่มรีบตอบกลับ ทันใดนั้นหญิงสาวก็เดินเข้ามาให้เขาชะงักไป พราววลินอยู่ในชุดผ้าถุงแบบเดียวกับปัญณพรแต่เป็นสีชมพูอ่อน ซึ่งมันก็เข้ากับผิวขาว ๆ ของเธอมาก ผมยาวสลวยเองก็ถูกทำให้เป็นเป็นลอนใหญ่ ข้างขวามีดอกไม้ทัดหูเอาไว้ ใบหน้าสวยถูกแต่งแต้มด้วยสีชมพูอ่อนให้ดูเด็กลง
เธอทำให้เขาตกอยู่ในห้วงภวังค์อีกครั้ง
แต่คราวนี้เหมือนว่าเธอจะรู้ตัวว่าเธอเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขานิ่งค้างไป
ไม่สิ ไม่ใช่แค่เธอ ทั้งปัญณพร ทั้งหนูเล็กก็เข้าใจในแบบเดียวกัน
“อะแฮ่ม! ตาหวานเป็นน้ำเชื่อมแล้วค้า”เด็กสาวพูดแซวขัดจังหวะ นายหัวราม
ผู้สุขุมและเป็นผู้ใหญ่ บัดนี้ได้เสียอาการให้กับหงส์ผู้งดงามตรงหน้าเสียแล้ว“ขอโทษนะคะ พอดีพราวเช็คปลั๊กไฟในห้องอยู่ ไม่อยากถอดทิ้งไว้น่ะค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ...งั้นเราไปกันเลยดีกว่า”
รามินทร์ผายมือให้อย่างสุภาพบุรุษ ปล่อยให้ปัญณพรและหนูเล็กพากันยิ้มกริ่มและผายมือให้พราววลินเดินไปก่อนตนเองเช่นกัน เพราะเด็กสาวและพี่เลี้ยงได้วางแผนไว้ให้นายหัวหนุ่มตัวติดกับพราววลิน จะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นกามเทพสื่อรักให้กับชายหญิงคู่นี้
….
นายหัวรามพาสามสาวมาที่ลานเล่นหนังตะลุงของชาวบ้าน บริเวณรอบ ๆ ยังคงใกล้กับทะเลจึงทำให้ได้ยินเสียงคลื่นดังมาเล็กน้อย บรรยากาศแสงไฟจากคบเพลิงที่ถูกปักเรียงกันไปจนสุดหาด
“พี่พราวนั่งข้างพี่รามเลยค่ะ เดี๋ยวไปนั่งริมกับพี่หนูเล็ก พอดีปัทท์ชอบเดินออกไปซื้อของกินบ่อย”ปัญณพรจัดที่นั่งให้รามินทร์และพราววลินได้นั่งข้างกันเสร็จสรรพ ส่วนเธอและหนูเล็กก็นั่งข้างหญิงสาวต่อพร้อมกับถือถุงลูกชิ้นปิ้งกับแก้วน้ำอัดลมที่แวะซื้อร้านเมื่อครู่ไว้ในมือ “แถวนี้เป็นชนบท ไม่ใช่ในเมืองที่จะมีใครสนใจดาราหรอก”
“เพราะงั้นคุณพราวทำตัวตามสบายเถอะครับ”และเหมือนว่ารามินทร์จะรู้สึกได้ว่าพราววลินจะระแวดระวังเป็นพิเศษ เขาจึงเอ่ยออกมาพร้อมกับยื่นน้ำเปล่าเย็น ๆ ให้กับเธอ
เสียงดนตรีและเสียงคนพากย์ดังขึ้น ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างพากันนั่งดูหนังตะลุงด้วยความสนุกสนาน พราววลินเองก็เช่นกัน เธอได้มองดูสิ่งที่คนทั่วไปบอกว่ามันสนุกแบบที่เป็นชาวบ้านธรรมดา ๆ ไม่ได้อยู่ในฉากหรือในกองละครเหมือนอย่างทุกครั้ง
และแววตาที่ส่องประกายของเธอกลับทำให้ใครบางคนเพิ่งรู้ตัวว่า ตนกำลังตกหลุมรักคนข้าง ๆ ไปแล้ว ไม่...คงจะตกหลุมรักมาตั้งนานแล้ว
หัวใจมักไวกว่าสมอง มือแกร่งค่อย ๆ ขยับเข้าไปสัมผัสกับมือเรียว ทำให้คนที่กำลังมองไปข้างหน้ารู้ตัว แต่แทนที่เธอจะขยับมือออก เธอกลับตอบรับสัมผัสของเขาด้วยตนเอง
มือทั้งสองเริ่มเกาะกุมตามความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้นภายในใจ
สำหรับเขา เธอเป็นดาวที่อยู่ในจักรวาล เป็นดาวที่อยู่เหนือทุกอย่างรวมถึง
ดวงอาทิตย์ เธอเป็นดาวที่ไม่รู้ว่าอีกกี่หมื่นกี่ล้านปี เขาจะเอื้อมถึงสำหรับเธอ เขาเป็นดวงอาทิตย์ที่ให้ความอบอุ่น เป็นดวงอาทิตย์ที่เป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง เขาเป็นศูนย์กลางจักรวาล ที่ถึงแม้จะเห็นตำแหน่งที่อยู่ชัดเจน ก็ไม่มีใครสามารถเข้าใกล้เขาได้
แต่นั่นเป็นแค่สิ่งที่ติดอยู่ในสมอง หากใจสองดวงเริ่มโคจรใกล้กันแล้ว ไม่ว่าหญิงสาวจะเป็นดวงดาวที่ไม่มีวันเอื้อมถึง หรือชายหนุ่มจะเป็นดวงอาทิตย์ที่ไม่มีใครสามารถเข้าใกล้ได้ สุดท้ายความรักก็จะนำพาให้ทุกเหตุผลหายไปเอง
“เป็นยังไงบ้างครับ วันนี้สนุกหรือเปล่า?”หลังจากกลับมาถึงบ้าน ทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับเข้าห้องของตนเอง แต่เจ้าบ้านและคนอาศัยยังคงเดินเล่นอยู่ริมหาดด้านนอก
พราววลินที่เดินอยู่ก่อนแล้ว หันมองคนที่เพิ่งเดินเข้ามาหาเธอ
“แล้วคุณเห็นว่าฉันสนุกหรือเปล่าล่ะคะ”เธอยิ้มถามอย่างทะเล้น เหมือนเด็กชอบกวนประสาทผู้ใหญ่ แต่ก็นะ เธอเด็กกว่าเขาตั้งสิบกว่าปี แม้เธอจะอายุใกล้เข้าเลขสามแล้ว
เธอก็ยังมีความเป็นเด็กอยู่ดีเขาจะรู้ไหมว่าเธอจะไม่ทำทะเล้นกับใครที่ไหน หากเธอไม่ได้รู้สึกสบายใจกับคน ๆ นั้นจริง ๆ และเขาก็เป็นหนึ่งในนั้น...คนหนึ่งในที่ทำให้เธอรู้สึกสบายใจ
“อืม..ถ้าให้ผมตอบ ผมว่าวันนี้คุณสนุกที่สุดเลยล่ะ”
“เหรอคะ ไม่เห็นจะรู้ตัวเลย”
“คุณนี่ช่างสังเกตดีจังเลยนะคะ”
“ไม่ได้สังเกตอะไรสักหน่อย แค่...”
“แค่..?”หญิงสาวเดินขยับเข้ามาใกล้และเอียงคอมองคนตรงหน้าก่อนเอื้อมเอาแขนมาคล้องคอเขาเอาไว้ ทำเอาชายหนุ่มลอบกลืนน้ำลาย หายใจไม่ทั่วท้อง
“คุณดูแลผู้หญิงดีแบบนี้ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าคุณไม่เคยมีแฟนมาก่อน”
“ฉันไม่เชื่อว่าจะไม่มีใครตกหลุมรักคุณ และไม่เชื่อว่าคุณจะไม่เคยตกหลุมรักใคร”
“เพราะผมดูแลผู้หญิงดี? แค่นี้เลยเหรอ?”
“ไม่ใช่แค่เรื่องนั้นหรอกค่ะ ภายนอกคุณก็ดูดี ภาพลักษณ์ การศึกษา คำพูด
ทุกอย่างคุณดูดีไปหมด ถ้าเป็นในละคร คุณก็คงไม่ต่างจากพระรองที่นางเอกไม่เลือก”“แล้วถ้าเป็นคุณ คุณก็จะไม่เลือกพระรองอย่างผมด้วยใช่ไหม”คำถามของเขาทำให้เธอหัวเราะน้อย ๆ ออกมา มือเรียวยกมือทั้งสองข้างของเขามาจับที่สะโพกของตนเองและพาเขาขยับไปมาเหมือนการเต้นรำแบบหนึ่งที่คู่รักนิยมทำกัน
“เสียใจด้วยนะคะ พอดีฉันไม่ใช่นางเอก”
“เต้นรำกันเถอะ”
[1] สะใจ, สะใจจริง ๆ
ตอนที่ 21ไม่ได้ดีที่สุด แต่เข้าท่าที่สุด(จบบริบูรณ์)หลังจากนั้นไม่นานรุ้งแก้วก็คลอดเด็กผู้หญิงออกมาโดยที่ภูภูมิยังอยู่ข้าง ๆ จนถึงวินาทีที่เด็กเกิดขึ้นมา แต่เวรกรรมของทั้งคู่ก็ยังไม่หมดไปเมื่อคุณพิชญะได้มีการคุยกับบิดาและมารดาของภูภูมิว่าถึงอย่างไรก็ต้องมีพิธีแต่งงาน แม้ว่าตอนที่ภูภูมิรู้จะเอ่ยคัดค้านไปสุดชีวิต เพราะตนได้คิดไว้แล้วว่าจะเลี้ยงลูกด้วยตัวคนเดียว แต่เขาก็ต้องแพ้ให้กับอำนาจของผู้ใหญ่และอำนาจเงินที่บิดามอบให้ถึงแม้ว่าเขาจะโดนไล่ออกจากโรงพยาบาลและอาชีพที่เคยทำ แต่คำว่า ล้มบนฟูกก็ยังใช้ได้เสมอ บิดาของเขาคิดไว้แล้วว่าถ้าหากภูภูมิถูกตัดสินว่าพ้นผิด จะให้เขามาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัวจนกว่าจะเรียกความไว้วางใจจากญาติ ๆ และบิดากลับมาได้อีกครั้งหนึ่งส่วนรุ้งแก้ว ตั้งแต่วันนั้นเธอก็เอาแต่เงียบ เธอตั้งใจดูแลลูกของเธออย่างดีราวกับว่าไม่มีอาการทางจิต แต่ก็ถูกหมอตัดสินว่าเธอควรจะได้เข้ารับการรักษา แต่ที่น่าตกใจกว่าคือเธอยอมเข้ารับการรักษาด้วยตนเองโดยที่ไม่ต้องมีใครมาบังคับให้ทำ ทำให้นิเวศและโสนดีใจมาก แต่มันก็ไม่ได้มากเท่าที่ควร เพราะรุ้งแก้วยังต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นเดิม“ตุ
ตอนที่ 20คำขอโทษแต่ก็ใช่ว่าคำพูดของบุษบาจะไม่เป็นผล หญิงสาวที่พยายามทำให้ตนเองโดดเด่นน้อยที่สุดกลับไม่ได้ทำให้ตนเองโดดเด่นน้อยลงเลย จะมีก็เพียงแต่น้องชายสองคนนี่แหละที่จะพอเสริมให้เธอดูเป็นคนธรรมดาลงได้ตั้งแต่วันนั้นเธอก็นอนคิดอยู่นานว่าจะทำอย่างไรดีกับความรู้สึกสับสนนี้ จึงจับกลุ่มกับพีรัตน์โทรหาพลพนธ์น้องชายคนกลางเพื่อปรึกษากันก็อย่างว่าคนที่พวกเขาเกลียดกลับเป็นบิดาที่ใกล้เข้าสู่ประตูยมโลก เรื่องใหญ่แบบนี้ มารดาที่รักขอมาแบบนี้ก็ต้องมานั่งคุยกันหน่อยล่ะ ไม่อย่างนั้นเธอคงนอนไม่หลับไปทั้งคืนและมันก็ได้ข้อสรุปว่าพวกเขาควรจะไปอย่างน้อยก็ครั้งสุดท้าย สำหรับคนที่พวกเขาเคยคิดว่าเป็นพ่อ“นี่พี่มั่นใจนะว่าชุดนี่เด่นน้อยสุดแล้วน่ะ?”พีรัตน์ถาม“ก็ใช่น่ะสิ ชุดดำแบบคลาสสิคของสาว Working Women เลยนะ ดูเด่นตรงไหนไม่ทราบ”พราววลินตอบพร้อมยืดอกด้วยความมั่นใจ“ทุกตรง”พวกเขาตอบ“ท่าทางของพี่น่ะสิที่ทำให้มันเด่นขึ้นมา”พลพนธ์ตอบเสริมขึ้นอีก“ก็ช่วยไม่ได้ พี่เกิดมาเพื่อรับออร่าความเด่นอยู่แล้ว”พราววลินตอบอย่างมั่นใจ น้องชายสองคนไม่ปฏิเสธกับสิ่งที่เธอพูด พวกเขาเพียงแต่ส่ายหน้าและยิ้มน้อย ๆ ให้พี่สาว
ตอนที่ 19เวรกรรม“ก็ดี เพราะพราวเคยพูดแล้วว่าตัวเองจะไม่มีทางยอมความ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็จะไม่ยอมเด็ดขาด”กลางดึกคืนเดียวกัน หญิงสาวเดินไปมาอยู่ที่ระเบียงชั้นสองใกล้กับห้องนอนของรามินทร์ พร้อมกับเสียงของเขาที่ยังดังอยู่ในหัวของเธอตลอดเวลาเธอไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าตัวเองมีความคิดเล็ก ๆ ที่จะทำแบบนั้นจริง ๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะว่าเด็กในท้องของรุ้งแก้ว แม้เด็กคนนั้นจะเป็นลูกของหมอภูภูมิกับรุ้งแก้ว คนที่แย่งคนรักของเธอก็เถอะ แต่สุดท้ายเพราะคำเตือนของรามินทร์มันก็ทำให้เธอเอนเอียงกลับมาที่ความตั้งใจเดิม“พี่รามนี่เวลาใจดีก็ดีอย่างกับอะไร พอถึงเวลาเด็ดขาดก็เด็ดขาดเป็นบ้าเลย”แต่เธอก็เข้าใจในสิ่งที่เขาบอก ความปลอดภัยย่อมมาเป็นที่หนึ่ง เขาคงจะคิดแบบนั้นถึงได้พูดเตือนสติเธออยู่นัย ๆ หญิงสาวถอนหายใจ ส่ายหน้าน้อย ๆ ให้ตนเองตั้งสติ ในขณะเดียวกันเสียงแจ้งเตือนจากมือถือก็ดังเข้ามา หญิงสาวปัดจอขึ้นลงไปมา แอพข่าวที่เธอเคยติดตั้งไว้แจ้งเตือนข่าวใหม่ล่าสุดขึ้นพร้อมกับพาดหัวข่าวว่า‘มะเร็งในสมองคร่าชีวิต คุณนิเวศ ดุจประการรัตนา ทายาทคนโตผู้สืบทอดตำแหน่งประธานบริษัทของครอบครัว ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล
ตอนที่ 18รู้เสียงวางกระดาษพร้อมกับเสียงเก็บเสื้อผ้าดังเป็นระยะ ๆ ในห้องชุดของคอนโดหรู ทำให้คนที่เพิ่งกลับมาจากการทำงานเต็มเวลารีบเดินเข้ามาดูต้นเหตุของเสียง“รุ้ง ทำอะไรน่ะ? จะเก็บเสื้อผ้าไปไหน?”หมอภูภูมิเลิกคิ้วถามคนท้องใกล้คลอดอย่างแปลกใจ จะว่าเปลี่ยนไปนอนโรงพยาบาลเพื่อเตรียมคลอดก็ไม่ใช่ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นรุ้งแก้วต้องบอกเขาแล้ว...และท่าทางชะงักแบบนั้นนั่นแหละที่ทำให้น่าสงสัยมากกว่าเดิม“จะกลับไปอยู่บ้านเหรอ?”เขาลองถามอีกครั้ง“เปล่าค่ะ”เธอเว้นวรรค “พอดีว่ารุ้งจะไปหาเพื่อนที่อังกฤษ กว่าจะกลับก็คงจะถึงกำหนดคลอด ว่าจะคลอดที่นั่นเลยแล้วค่อยกลับมา”“หมายความว่ายังไง เราตกลงกันไว้แล้วนี่ว่าลูกน่ะเป็นของพี่”“รุ้งก็เคยบอกพี่ไปแล้วเหมือนกันว่ารุ้งไม่ได้ตกลงกับพี่ รุ้งเองก็อยากอยู่กับลูกเหมือนกัน ถ้าพี่อยากได้ลูก ก็ต้องให้รุ้งอยู่ด้วย เราสามคนควรจะเป็นครอบครัวเดียวกัน รุ้งจะไม่ยอมให้ลูกขาดคนใดคนหนึ่งไปหรอกนะ”รุ้งแก้วตอบกลับทันทีอย่างเหลืออด ที่ผ่านมาเธอไม่มีโอกาสได้พูดแบบนี้กับหมอภูภูมิสักที พอครั้งนี้ถึงโอกาสแล้ว เธอก็อยากจะพูดมันออกมาตามความต้องการของตัวเอง“นี่เธอคิดจะทำอะไรกันแน่เนี่ย
ตอนที่ 17ขาดไม่ได้เช้าวันถัดมาพราววลินเริ่มทำงานตามตารางงานปกติของตนเอง ขณะเดียวกันรามินทร์ก็หายตัวไปจัดการกับลูกค้าที่ตอนนี้กำลังก่อความวุ่นวายอยู่จนพนักงานไม่สามารถควบคุมได้ แต่ครั้งนี้มันกลับไม่เหมือนทุกครั้ง เขารู้สึกราวกับว่ามีบางอย่างแปลกไป โดยเฉพาะสถานการณ์เมื่อครู่ที่ลูกค้าเองก็ทำตัวแปลก ๆ ใส่จนพนักงานและเขางงไปตาม ๆ กัน “คิดไปเองหรือเปล่า?”“ลูกค้าคนนั้นชื่ออะไรครับ?”แต่ถึงจะพูดว่าตนเองคิดไปเอง แต่ก็ไม่ได้วางใจจึงเอ่ยถามชื่อของอีกฝ่ายตามสิทธิ์เจ้าของรีสอร์ท “เอ่อ..เมื่อกี้เขากำลังจะเช็คอินแต่อยู่ ๆ ก็โวยวายขึ้นมาก่อน น้อง ๆ ก็เลยยังไม่ทันได้ถามชื่อน่ะค่ะ”ผู้จัดการเป็นฝ่ายตอบแทน“แต่ดูท่าจะเป็นคนไทยนะคะ เมื่อกี้หนูได้ยินเขาพูดโทรศัพท์กับใครด้วย พูดไทยชัดมากเลยนะคะ”พนักงานสาวรีบบอก ชายหนุ่มนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ ร่างสูงเบนทิศทางไปที่ชายหาด เห็นกองรายการกำลังถ่ายทำกันอยู่จึงเดินมองอยู่ไกล ๆ แต่ก็ไม่พ้นสายตาของทีมงานประจำรายการเข้าจึงชูป้ายบอกกับผู้ดำเนินรายการหน้ากล้องเผื่อจะได้ประเด็นเกี่ยวกับรามินทร์มาบ้าง“เออแล้วไม่นานมานี้ เห็นน้องพราวเล่าเร
ตอนที่ 16เป็นเพราะใครกลางดึกสงัดวันเดียวกัน พราววลินเดินไปมาอยู่ที่ระเบียงบ้านชั้นสองในห้องนอนของตนเอง ในมือจับโทรศัพท์เอาไว้ คิ้วสวยขมวดเข้าหากันก่อนจะยกมือถือขึ้นโทรหารามินทร์อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับจากเขา “ห้าครั้งแล้วนะ ทำอะไรอยู่?”เสียงเอ่ยขึ้นอย่างกังวลใจ ปกติแล้วหากไม่เจอกัน เขาก็จะเป็นฝ่ายโทรหาเธอตลอด แต่มาวันนี้กลับเงียบหายไป ไม่ส่งข้อความมาบอกกันเลยเสียด้วยซ้ำ“แต่! ไม่ได้สิ เราเองก็มีงานต้องทำเหมือนกัน จะมัวแต่รอเขาแบบนี้มันใช้ได้ซะที่ไหน”ด้วยความที่นิสัยปกติ เธอไม่ใช่คนที่จะมารอมือถือจากใคร เมื่อรู้ตัวก็พยายามไม่สนใจและทำงานของตนเองต่อ แต่ใจเจ้ากรรมก็ทำให้สมาธิหายไป เธอลังเลไปมาจนในที่สุดเสียงมือถือก็ดังขึ้น ทำให้เธอรีบรับมันทันทีโดยที่ไม่ต้องคิด“พี่ราม! ทำไมไม่รับสายคะ”(พี่ไม่ใช่ผู้ชายคนนั้นนะ) แต่เสียงทุ้มของปลายสายทำให้เธอชะงัก ก่อนจะมองดูที่หน้าจอมือถือ และมันก็เป็นอย่างที่เธอคิด คนที่เธอไม่อยากคุยที่สุดโทรเข้ามา“พี่ภูมีอะไรคะ พราวว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะคะ”เธอตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายใจ คนบ้าอะไรเซ้าซี้ไม่เลิกจริง ๆ เธอชักจะสงสารเด็กในท้องข







