เข้าสู่ระบบ“มาทำอะไรที่นี่” จิรณัฐเผยยิ้มที่มุมปากเอ่ยถามขวัญข้าวที่เอาแต่ยืนอ้ำอึ้ง เห็นได้ชัดว่าสีหน้าของเธอดูอึดอัดอยู่ไม่น้อย
“ป้าสุดาสั่งข้าวที่ร้านให้เอามาส่งให้คุณค่ะ คุณอย่าคิดมากนะฉันไม่รู้ว่าเป็นคุณ ถ้ารู้ฉันคงให้น้ามาลือมาส่งแทนแล้ว งั้นฉันวางไว้ตรงนี้นะ” หญิงสาววางปิ่นโตไว้บนโต๊ะหินอ่อนแล้วรีบหันหลังเดินจากไป แต่เดินได้ไม่กี่ก้าวก็ถูกจิรณัฐตะโกนรั้งเอาไว้
“เดี๋ยวสิข้าว…” ชายหนุ่มเดินลงบันไดตรงมาหาหญิงสาวที่ยืนนิ่งอยู่ จิรณัฐจ้องไปที่ขวัญข้าวด้วยความเอ็นดูพร้อมเผยยิ้มออกมาอีกครั้ง
“รีบขนาดนี้กลัวพี่ทำอะไรข้าวเหรอ"
“พี่?” หญิงสาวสับสนนักทำไมท่าทีของจิรณัฐวันนี้ถึงได้เปลี่ยนไป ไหนจะยังเรียกแทนตัวเองว่าพี่อีกแถมยังเอ่ยชื่อของเธอออกมาตรงๆ ด้วย น้ำเสียงและท่าทีที่เย็นชาเมื่อก่อนก็ไม่มีแล้ว
"ขอโทษนะที่ผ่านมาทำให้ข้าวรู้สึกไม่ดี พี่ยอมรับว่าอคติกับข้าวมากไปข้าวก็อย่าถือสาพี่เลยนะ ในเมื่อข้าวเป็นคนที่ภูมิไว้ใจให้ความเอ็นดูก็ไม่มีอะไรให้พี่ติดใจแล้ว พี่เชื่อว่าภูมิมองคนไม่ผิด งั้นต่อไปนี้เราเจอกันก็คุยกันดีๆ …โอเคมั้ย”
“ฉันก็คุยดีมาตลอดมีแต่คุณนั่นแหละที่อคติกับฉัน” เสียงพึมพำของหญิงสาวทำจิรณัฐหลุดขำออกมา ขวัญข้าวเองถึงจะบ่นให้แต่พอได้ยินชายหนุ่มเอ่ยขอโทษก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเช่นกัน
“แล้วคุณไม่กลับอเมริกาแล้วเหรอ”
“กลับสิแต่คงอีกสักพักมีเรื่องบางอย่างต้องจัดการก่อน ในเมื่อข้าวเรียกภูมิว่าพี่ได้ข้าวก็ต้องเรียกพี่ว่าพี่ได้เหมือนกัน ต่อไปก็ไม่ต้องเรียกคุณแล้ว ถ้าข้าวมีเรื่องไม่สบายใจอยากระบายกับใครสักคนข้าวก็คุยกับพี่ได้ ก็ถือซะว่าพี่เป็นตัวแทนของภูมิแล้วกัน”
ขวัญข้าวเม้มปากเผยยิ้มมองไปที่จิรณัฐด้วยความผ่อนคลาย น้ำเสียงที่อบอุ่นแววตาที่อ่อนโยนนั้นไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงเป็นคนที่เติมเต็มพลังบวกให้กับภูภูมิอยู่เสมอ ก่อนหน้านี้ที่ชายหนุ่มเย็นชาใส่เธอก็คงเป็นเรื่องเข้าใจผิด และตอนนี้เธอเองก็ไม่ได้ติดใจอะไรแล้ว
“ไม่มีอะไรแล้วฉัน…เอ่อ…ข้าวกลับก่อนนะคะ ไว้เที่ยงจะกลับมาเก็บปิ่นโต” หญิงสาวกล่าวลาก่อนจะเดินไปยังจักรยานของเธอที่จอดไว้
จิรณัฐหลังจากที่ขวัญข้าวกลับไปก็เดินมาหยิบปิ่นโตกลับขึ้นไปบนบ้าน ไม่ทันได้เปิดทานก็มีสายจากเฌอรินโทรเข้ามาก่อน ชายหนุ่มเห็นเพื่อนสาวโทรมาก็เผยยิ้มในทันที
“จิณทำอะไรอยู่”
“กำลังจะกินข้าวน่ะ”
“งั้นเฌอวางสายให้จิณได้กินข้าวก่อนดีกว่า”
“ไม่ต้องหรอกคุยก่อนค่อยกินก็ได้ ว่าแต่ที่มูลนิธิเป็นยังไงบ้าง เตรียมตัวไปถึงไหนแล้วมีอะไรบอกจิณได้เลยนะ”
“จะมีอะไรได้ล่ะ ถ้าจะมีก็คงมีแต่คนคิดถึงจิณนั่นแหละ”
“จิณต้องรบกวนเฌอไปอีกสักพักใหญ่ๆ เลยล่ะ ขอโทษนะที่ไม่ได้อยู่ช่วย ไปซูดานเฌอต้องดูแลตัวเองดีๆ นะ”
“ก็บอกแล้วไงว่าเฌอเต็มใจ เดินทางครั้งนี้ไม่มีจิณก็ไม่เป็นไร แต่ครั้งต่อไปเราต้องไปด้วยกันนะ” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความคาดหวัง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องออกเดินทางไปยังถิ่นทุรกันดารเพื่อช่วยเหลือคนในพื่นที่โดยที่ไม่มีคู่หูอย่างจิรณัฐไปด้วย เธอก็หวังว่าครั้งต่อไปชายหนุ่มจะกลับมายืนเคียงข้างกับเธอเหมือนเช่นเดิม
“อืม เดินทางครั้งหน้าจิณจะไปด้วย” ชายหนุ่มรับปาก เฌอรินเองก็เผยยิ้มกว้างพอใจกับคำตอบของจิรณัฐเช่นกัน
ก่อนหน้านี้เฌอรินค่อนข้างผิดหวังเมื่อรู้ว่าจิรณัฐเปลี่ยนใจไม่กลับเพนซิลเวเนียกะทันหันทั้งๆ ที่งานศพของภูภูมิเสร็จสิ้นแล้ว แต่หญิงสาวเองก็ไม่ได้ถามไถ่หาเหตุผลเพราะรู้สึกได้ว่าชายหนุ่มไม่ต้องการที่จะบอก บางทีอาจจะเป็นเหตุผลส่วนตัวบางอย่างเธอเองเลยไม่อยากจะรบเร้า
หลายวันผ่านไป ช่วงสายของวัน บ้านไร่ส้มแสงตะวัน
จิรณัฐนั่งอยู่ที่ระเบียงบ้านจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยืมภูภัคมาใช้เพื่อดูรายละเอียดมูลนิธิเอลล่าด้วยความตั้งใจ ระหว่างนั้นก็เหลือบเห็นวารีที่กำลังเดินขึ้นบันไดบ้านมาพอดี ชายหนุ่มจึงละสายตาออกจากหน้าจอคอมเผยยิ้มเล็กน้อยเพื่อทักทาย
“วามาหาภัคเหรอ ภัคพึ่งลงไปในไร่เมื่อกี๊เอง”
“วามาหาจิณนี่แหละ พอดีพึ่งหัดทำขนมกล้วยกับแม่มาเลยจะเอามาให้จิณชิมดู อยากรู้ว่าฝีมือของวาพอจะเปิดร้านขนมได้มั้ย”
“จิณไม่ชอบกินขนมหวานน่ะเลยไม่รู้ว่ารสชาติที่วาทำมันอร่อยมั้ยตัดสินใจไม่ได้หรอก อ่อ…แต่จิณมีคนที่จะชิมแทนแล้ว ข้าวขึ้นมานี่หน่อยสิ…” จิรณัฐตะโกนเรียกขวัญข้าวให้ขึ้นมาที่ลานระเบียงบ้าน ชายหนุ่มยอมรับว่ารู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่ต้องอยู่กับวารีตามลำพัง เพราะยังไงมันก็ดูไม่เหมาะสมที่แฟนของเพื่อนสนิทจะมาจะอยู่ใกล้ชิดสนิทสนมกับเขา ถึงแม่ว่าภูภูมิจากไปแล้วก็ตาม
“ข้าวชิมขนมให้พี่หน่อยสิว่าอร่อยมั้ย” วารียื่นกล่องขนมให้ขวัญข้าวได้ลองชิม ขวัญข้าวเองแม้จะรู้สึกสับสนเล็กน้อยกับสถานการณ์ตรงหน้าแต่ก็ยังคงชิมขนมตามที่วารีเอ่ยขอ
“อร่อยอยู่แต่หวานไปนิด” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบมองไปที่จิรณัฐ ก่อนจะเปลี่ยนกลับมามองวารีด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสบอารมณ์
“อ้าว!เหรอตอนพี่ชิมก็ว่าใช้ได้อยู่นะ งั้นพี่คงติดหวานไปจริงๆ นั่นแหละ ดูท่าว่าฝีมือพี่คงจะเปิดร้านขนมไม่ได้แล้ว” วารีเอ่ยหยอก ดูท่าฝีมือการทำขนมของเธอยังต้องปรับปรุงอีกมาก
“ข้าวมาเก็บปิ่นโตค่ะ” ขวัญข้าวหันไปแจ้งต่อจิรณัฐด้วยสีหน้าที่บึ้งตึง
“อยู่ในครัวเดี๋ยวพี่ไปหยิบมาให้นะ” จิรณัฐลุกจากเก้าอี้เดินไปยังส่วนครัว พอเห็นว่าขวัญข้าวเอาแต่กวาดสายตามองตามตัวเองไม่วางตาก็รีบกวักมือเรียกให้เข้ามาหา
“รีบไปไหนต่อมั้ยถ้าไม่รีบอยู่เป็นเพื่อนพี่ก่อนสิ”
“ข้าวต้องรีบไปช่วยป้าที่ร้านค่ะ น้ามาลือเข้าเมืองไม่มีใครอยู่ช่วย”
“แล้วทำไมถึงหน้าตึงขนาดนี้” ชายหนุ่มเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่ค่อยสบอารมณ์ของหญิงสาว
“ตึงที่ไหนก็ปกตินี่ เอาปิ่นโตให้ข้าวหน่อยสิคะข้าวจะได้กลับร้านสักที”
“อ๊ะนี่ พี่ไปกับข้าวด้วยดีกว่า”
“จะไปทำไมคะ ก็พี่วารอพี่อยู่ข้างนอกไม่ใช่เหรอ”
“เพราะวามานี่แหละพี่ถึงต้องออกจากบ้าน”
“นี่พี่จิณหลบหน้าพี่วาอยู่เหรอคะ”
“แล้วพี่ไม่ควรทำแบบนั้นหรือไง วาเป็นแฟนเพื่อนสนิทพี่นะ พี่ไม่อยากให้เกิดประเด็นเข้าใจผิดกัน”
“อ้าว!พี่จิณไม่ได้ชอบพี่วาหรอกเหรอ” คำถามของขวัญข้าวทำให้จิรณัฐชะงักในทันที ชายหนุ่มจ้องไปที่หญิงสาวด้วยความข้องใจ ทำไมจู่ๆ ถึงได้ถามแบบนี้
“ทำไมพูดจาเลอะเทอะขนาดนี้ พี่ไม่แย่ถึงขนาดชอบแฟนเพื่อนหรอกนะ หรือต่อให้ไม่ใช่แฟนเพื่อนพี่ก็ไม่ชอบ อย่าไปพูดแบบนี้ที่ไหนอีกเดี๋ยวจะเป็นเรื่องใหญ่เอา…เข้าใจมั้ย” จิรณัฐตำหนิไปที่หญิงสาวอย่างไม่ค่อยพอใจ
“เป็นการแอบรักข้างเดียวสินะ”
“บ่นอะไร”
“งั้นก็แปลว่าพี่จิณไม่รู้ว่าพี่วา…” หญิงสาวชะงักไม่กล้าพูดต่อ
“วาทำไม?”
“พี่วา… ไม่ทำไมค่ะ ปิ่นโตก็ได้แล้วงั้นข้าวกลับก่อนดีกว่า” หญิงสาวส่ายหน้าเปลี่ยนเรื่องคุยก่อนจะหันหลังเดินออกจากครัวไป เมื่อสักครู่เธอเกือบหลุดปากพูดในสิ่งที่ไม่สมควรพูดเสียแล้วยังดีที่ไหวตัวทัน เรื่องแบบนี้จะพูดโดยไม่มีหลักฐานไม่ได้ เกิดจิรณัฐไม่เชื่อขึ้นมาเธอต้องถูกตราหน้าว่าเป็นคนโกหกอย่างแน่นอน
จิรณัฐบอกต่อวารีว่ามีธุระต้องออกไปข้างนอก วารีเองเมื่อชายหนุ่มไม่ได้อยู่ที่บ้านแล้วก็ขอตัวกลับเช่นกัน ขวัญข้าวเองหลังจากที่วารีกลับออกไปก็มองไปที่จิรณัฐด้วยความเคลือบแคลง
“เลิกมองได้แล้วไม่กลับร้านเหรอ” คำพูดของชายหนุ่มเหมือนเรียกสติหญิงสาวกลับมา ใช่แล้วตอนนี้เธอควรต้องกลับไปช่วยป้าที่ร้านได้แล้ว
ขวัญข้าวเอาแต่เหม่อคิดถึงเรื่องความลับของวารีที่เธอแอบไปรู้มา หญิงสาวเดินใจลอยโดยไม่ทันสังเกตว่าตัวเธอเองได้เดินถึงบันไดบ้านแล้ว
“ข้าวระวัง!” โชคดีที่จิรณัฐรีบเข้ามาดึงแขนพาหญิงสาวถอยหลังออกมาได้ทัน ด้วยความร้อนใจกลัวจะตกบันไดเลยดึงแขนหญิงสาวไว้ค่อนข้างแรงทำให้ปิ่นโตที่เธอถือไว้หลุดมือในทันที
ขวัญข้าวเบิกตาโตจ้องไปที่จิรณัฐด้วยความสับสน จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ไหนจะสีหน้าของจิรณัฐที่มองเธอด้วยความเป็นกังวล ยังจะมือใหญ่นั้นที่จับแขนเธอไว้อีก แถมตอนนี้ตัวเธอก็ยังจะแนบชิดกับชายหนุ่มอีกด้วย แล้วทำไมตอนนี้เธอถึงได้ใจเต้นแรงนักนะ
จิรณัฐหลงใหลกับความหอมหวานที่ได้สัมผัสลูบไล้เรือนร่างของแฟนสาว ชายหนุ่มไม่เคยมีความปรารถนาเรื่องเช่นนี้จนได้ตกหลุมรักขวัญข้าว นับตั้งแต่นั้นก็โหยหาอยากจะครอบครองตัวหญิงสาวมาตลอดแต่ต้องหักใจไว้ ณ ช่วงเวลานั้นยังมีเรื่องราวมากมายที่ไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้เลยทำได้แค่อดทน แต่ ณ ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นแล้ว“พอก่อนค่ะ” ขวัญข้าวผลักชายหนุ่มออกห่างเล็กน้อย“ทำไมกลัวพี่จะทำมากกว่าจูบเหรอ”“ไม่ได้กลัวค่ะแต่มีเรื่องจะถาม พี่จิณรู้ตัวตอนไหนคะว่าชอบข้าว"“ไม่แน่ใจคงจะเป็นความรู้สึกซึมลึกมั้ง แต่ถ้าชัดเจนที่สุดแบบว่ายอมรับใจตัวเองก็คงตอนงานโคมลอยนี่แหละ”“เอ๊ะ! ถ้าเป็นตอนนั้นมันก็ก่อนที่พี่เฌอจะสารภาพรักพี่นะสิ แล้วทำไมพี่ถึงไม่ปฏิเสธพี่เฌอล่ะ นี่พี่ชอบข้าวแต่ก็ชอบพี่เฌอไปด้วยเหรอหลายใจจริงๆ"“ก็พี่ปฏิเสธไง เราสองคนก็ตกลงเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม”“นี่พี่วาก็โกหกเหรอ”“วาอาจจะไม่ได้โกหกก็ได้แต่ฟังไม่จบ บางคนก็เป็นแบบนั้น” จิรณัฐแสยะยิ้มนึกถึงภูภัค เพราะตอนนั้นชายหนุ่มก็แอบฟังเหมือนที่วารีทำแต่ฟังไม่จบเช่นกัน“อ๋อ ที่ทำตัวห่างจากพี่เพราะเรื่องนี้ใช่มั้ย จะเล่นบทนางเอกเสียสละว่างั้น”“ไม่ใช่สัก
ขวัญข้าวยิ้มกว้างไม่สามารถเก็บซ่อนความสุขไว้ได้ ไม่ใช่แค่ชายหนุ่มที่ต้องอดทนรอ4ปี หญิงสาวเองก็อดทนรอเช่นกัน และก็ถึงเวลาแล้วที่ความอดทนตลอด4ปีที่ผ่านมาต้องถูกปลดปล่อยเสียที“ข้าวก็เหมือนกันค่ะ 4ปีที่ไม่มีพี่จิณเหมือนชีวิตข้าวขาดอะไรไป แต่ข้าวก็ใช้ชีวิตอย่างดีไม่ทำให้พี่จิณต้องเป็นห่วงแน่นอน ข้าวมีเพื่อน มีสังคม มีครอบครัวที่น่ารักเหมือนที่พี่จิณอยากให้เป็น ข้าวได้ทำทุกอย่างที่อยากจะทำเกือบครบแล้วขาดก็แค่เรื่องเดียว…คือข้าวไม่มีจิณคอยอยู่ข้างๆ”“แล้วตอนนี้ข้าวพร้อมจะให้พี่อยู่ข้างๆ มั้ย แล้วพี่สามารถบอกได้หรือยังว่าพี่รักข้าว” ชายหนุ่มนัยน์ตาสั่นเครือยิ้มหวานมองไปที่หญิงสาว“แล้วนี่ไม่เรียกว่าบอกเหรอคะ”“อ้าว! พี่บอกไปแล้วเหรอ งั้นถ้าบอกไปแล้วข้าวล่ะจะตอบรับมั้ย”“พี่จิณแน่ใจใช่มั้ยคะว่าความรู้สึกที่พี่จิณมีให้ข้าวไม่ได้เปลี่ยนไปแล้ว 4ปีมันนานมากเลยนะ”“พี่แน่ใจ แน่ใจตั้งแต่ให้คำมั่นกับพ่อข้าวตั้งแต่วันนั้นแล้ว ข้าว…เป็นแฟนกับพี่นะ” จิรณัฐหยอดคำหวานส่งสายตาหวานซึ้งไปที่หญิงสาวอย่างคาดหวัง“ค่ะ ข้าวตกลงเป็นแฟนพี่จิณ” หญิงสาวยิ้มเขินตอบรับอย่างไม่ลังเล ทั้งสองต่างสวมกอดกันและกันอีกครั้ง
ขวัญข้าวนัยน์ตาสั่นไหวรู้สึกถึงบรรยากาศที่คุ้นเคย หญิงสาวค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้สวนในขวดแก้วที่ตั้งไว้ริมหน้าต่างและเห็นว่ามีแผ่นกระดาษที่เหมือนจะเขียนอะไรบางอย่างไว้ก็หยิบขึ้นมาอ่าน ไม่นานนักน้ำตาของหญิงสาวก็หลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย“ถ้าเจอกันอีกครั้ง พี่ไม่ยอมปล่อยข้าวไปไหนแล้วนะ” ขวัญข้าวเผยยิ้มกว้างทั้งน้ำตา หญิงสาวรีบวางโน้ตกลับไว้ที่เดิมวิ่งออกจากห้องนอนมาที่ลานระเบียงก็เห็นจิรณัฐยืนยิ้มให้อยู่จิรณัฐเมื่อเห็นหญิงสาวคนรักก็ยิ้มหวานนัยน์ตาสั่นไหวมองขวัญข้าวด้วยความคิดถึง มือทั้งสองข้างก็กางออกรอรับอ้อมกอดที่อบอุ่นที่จะเข้ามาเติมเต็ม หญิงสาวเองก็ไม่ทำให้ชายหนุ่มผิดหวังรีบเข้าไปสวมกอดไว้แน่น ทั้งสองรับรู้ได้ว่าต่างฝ่ายต่างโหยหาซึ่งกันและกัน เมื่อกลับมาเจอกันอีกครั้งเรื่องทุกอย่างที่ต้องอดกลั้นไว้ก็ได้ปลดปล่อยออกมา“พี่จิณสบายดีนะคะ” หญิงสาวคลายอ้อมกอดออกมองไปที่จิรณัฐด้วยความอาวรณ์ แม้แต่ในตอนนี้เธอก็ยังคงยิ้มด้วยความสุขที่ได้กลับมาเจอชายหนุ่มอีกครั้ง“พี่สบายดี ข้าวสบายดีนะ ดูข้าวโตขึ้นเยอะเลย”“ข้าวสบายดีค่ะ ว่าแต่พี่จิณทำไมมาอยู่นี่คะ”“พี่เป็นคนงานที่ไร่ส้มแสงตะวันน่ะ ก่อนหน้านี้เคย
1 เดือนต่อมา ประเทศเซียร์ราลีโอนเฌอรินใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มนั่งมองดูเด็กๆ อย่างเพลิดเพลินที่กำลังเล่นสนุกกัน ก่อนรอยยิ้มนั้นค่อยๆ คลายลงเมื่อเห็นชายหนุ่มที่คุ้นเคยยืนอยู่อีกฟากกำลังยิ้มและมองมาที่เธอ หญิงสาวไม่คาดฝันว่าจะได้เจอจิรณัฐที่นี่ เมื่อเห็นชายหนุ่มปรากฏตัวก็รีบเดินตรงไปหาอย่างไม่ลังเล“ขอโทษนะที่จิณมาช้าไป”“ไม่เป็นไรเลยแค่จิณมาเฌอก็ดีใจแล้ว ถ้าจิณมาที่นี่แล้วข้าวล่ะ ข้าวมาด้วยเหรอ?”“จิณอกหักน่ะ อย่าพูดถึงอีกเลยไปเล่นกับเด็กๆ ดีกว่า” ชายหนุ่มเผยยิ้มกว้างก่อนจะเดินนำไปยังกลุ่มเด็กๆ ที่เล่นกันอยู่“อกหัก? นี่ข้าวปฏิเสธจิณเหรอ…เป็นไปได้ไง” เฌอรินไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน ขวัญข้าวชอบจิรณัฐมากขนาดนั้นเป็นไปได้ไงที่จะปฏิเสธ ระหว่างสองคนนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ช่วงดึกของวันเฌอรินเดินออกมาสมทบกับจิรณัฐซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดพักนัก หญิงสาวมาถึงเห็นชายหนุ่มเอาแต่เงยหน้าขึ้นมองไปยังบนท้องฟ้าด้วยใจที่สงบนิ่งก็ทำให้หวนนึกถึงจิรณัฐในอดีตขึ้นมา“ไม่เห็นจิณในมุมนี้มานานแล้วนะ ตอนอยู่ไทยการใช้ชีวิตของจิณดูวุ่นวายแต่ก็มีชีวิตชีวามาก มัวแต่ทำเพื่อคนอื่นจนขาดความเป็นตัวเองไป”“สรุปดีหรือ
จิรณัฐมาส่งขวัญข้าวที่บ้านมาลี เห็นหญิงสาวเอาแต่เซื่องซึมก็รู้สึกเป็นห่วง ขวัญข้าวเองเห็นสีหน้าที่เป็นกังวลของจิรณัฐก็คิดโทษตัวเอง ดูเหมือนเธอจะทำให้ชายหนุ่มลำบากใจอีกแล้ว“อย่าทำหน้าแบบนี้สิคะข้าวไม่เศร้าแล้วก็ได้”“แน่ใจ?”“แน่ใจค่ะ สงสารก็แต่น้าลือป่านนี้คงเศร้ามากแน่ๆ เพื่อนสนิทมาจากไปแบบนี้ น้าสุบินน่าสงสารนะคะเห็นน้าลือบอกว่าอยู่ตัวคนเดียวมานานแล้ว ยิ่งมาเป็นมะเร็งอีกความอยากมีชีวิตอยู่ต่อเลยไม่มี”“ทางออกสุดท้ายที่เลือกนั้นแปลว่าได้คิดมาอย่างดีแล้ว ทุกคนล้วนมีวิธีจัดการของตัวเองเราฝืนกรรมใครไม่ได้หรอก แต่ถ้ายังรู้ตัวว่าแก้ไขได้ก็ต้องรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ ข้าวเองก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะทำอะไรต่อจากนี้พี่ก็อยากให้ข้าวทำด้วยความสุข”“เข้าใจแล้วค่ะ” หญิงสาวพยักหน้ายิ้มรับ“พรุ่งนี้พี่ต้องเข้ากรุงเทพ น่าจะอีกสัก3วันถึงจะกลับ”“ไปอีกแล้วเหรอคะ” หญิงสาวหน้างอ แค่ได้ยินว่าชายหนุ่มต้องเดินทางออกห่างจากเธอไปอีกก็เป็นกังวลแล้ว“ดูทำหน้าเข้าสิก็บอกแล้วไงว่าจะกลับมา เข้าบ้านเถอะพรุ่งนี้ต้องไปช่วยงานน้าสุบินใช่มั้ย เห็นน้าลือบอกว่าสวดแล้วเผาเลยนี่”“ค่ะ งั้นไว้เจอกันนะคะ” หญิงสาวโบกมือลาเดินเข้าไป
“แม่ตบวาทำไม?” วารีถามผู้เป็นแม่ด้วยขุ่นเคือง“ฉันตบที่แกไม่รักดี ตบที่การกระทำของแกมันไร้ยางอายนะสิ ภูภัคมาหาฉันบอกความหน้าด้านและพฤติกรรมแย่ๆ ของแกให้ฉันฟังหมดแล้ว และก็ย้ำให้ฉันดูแกให้ดีๆ อย่าได้เข้าไปวุ่นวายกับพวกเขาอีก พวกเขาไม่อยากเกี่ยวข้องอะไรกับแกแล้ว”“นี่ภัคมาหาแม่เหรอ ภัคมาบอกแม่ว่าที่ภูมิตายเป็นเพราะวาใช่มั้ย แม่อย่าเชื่อภัคนะวาไม่ได้ทำให้ภูมิตาย วาไม่เกี่ยวข้องกับการตายของภูมิเลย”“แกยังจะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องอีกเหรอ ไม่ใช่เพราะแกเหรอที่ทำให้ภูมิเสียใจจนต้องดื่มจนเมาแล้วเอาชีวิตไปทิ้งน่ะ แกไม่รักเขาแล้วแกจะตอบตกลงแต่งงานกับเขาทำไมวารี!” ผู้เป็นแม่ตะคอกไปที่ลูกสาว เธอเองก็หลั่งน้ำตาด้วยความโกรธไม่คิดว่าวารีลูกสาวของเธอจะมีความคิดและพฤติกรรมแย่ๆ ขนาดนี้ เธอผิดหวังในตัววารีมาก“ฉันก็นึกว่าแกขออยู่ที่เวียงผาต่อเพราะยังคิดถึงภูมิอยู่ ที่ไหนได้แกอยู่เพราะผู้ชายที่เขาไม่เห็นแกอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ คิดอะไรอยู่น่ะวา ศักดิ์ศรีของแกมันหายไปไหนหมด ไปเก็บของซะพรุ่งนี้ฉันจะส่งแกไปอยู่กับตายายที่ซานตง”“ไม่นะแม่วาไม่ไป วายอมรับผิดแล้วแม่อย่าส่งวาไปเลยนะ วาอยู่ที่นั่นไม่ได้จริงๆ”“ฉันกับพ







