LOGIN(ซันนั่งไรเดอร์มาก็ได้)
เสียงแพรวพราวแนะนำเราผ่านสปีกเกอร์โฟนที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะหน้ากระจก ส่วนเราน่ะเหรอกำลังหยิบกระโปรงพลีทยาวยี่สิบสี่นิ้วมาสวม พอออกจากผับมาเมื่อคืนไม่ทันไรรถยนต์เราก็ถูกชนท้ายเข้าอย่างจัง โชคดีที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก ทว่าทำให้เราต้องส่งรถเข้าอู่ซ่อม พอเป็นแบบนี้แล้วเราจึงต้องหาวิธีไปมหาวิทยาลัยด้วยตัวเอง “เราต้องทำยังไง” (โหลดแอปไรเดอร์ที่ฉันแชร์ไปให้นะ แล้วซันก็กรอกข้อมูลปกติเลย) “อือ แป๊บหนึ่งใส่เสื้อก่อน” (เจอกัน) “จ้า” แพรวพราวตัดสายไป เราจัดการแต่งตัวให้เข้าระเบียบที่สุดกับชุดเซ็ทสุดท้ายในตู้เพราะยังไม่ได้ซักเลยสักที วัน ๆ เรายุ่งอยู่กับการทบทวนบทเรียน เตรียมสอบเก็บคะแนนและคลายเครียดด้วยการไปเที่ยว ฟังไม่ผิดหรอก เราเอาเวลาที่มีค่าไปเที่ยวอาทิตย์ละหน เรื่องนี้อย่าให้ถึงหูคุณพ่อเด็ดขาดไม่อย่างนั้นเราซวยแน่ เมื่อก่อนเราไม่มีโอกาสได้ออกไปเที่ยวกลางคืนแบบนี้หรอก ที่บ้านเคร่งครัดเป็นอย่างมากชนิดที่ว่าอึดอัดแทบจะหายใจไม่ออก จนกระทั่งเราได้ทำผลงานดีเด่นให้ครอบครัวภูมิใจเมื่อเดือนก่อน คุณพ่อถึงยอมอนุมัติให้เราย้ายมาอยู่คอนโดมีเนียม เรายืนส่องกระจกสไตล์มินิมอลที่ตั้งตระหง่านอยู่มุมห้องริมหน้าต่าง กระจกยาวจนเห็นสัดส่วนทั้งหมดชัดเจน ก่อนจะค่อย ๆ เลือกกระเป๋าทีละใบมาลองเทียบดู “กระเป๋าผ้าก็แล้วกัน” ในที่สุดก็เลือกได้แล้ว เสร็จสับจึงหยิบแว่นตาสีขาวมาสวมเอาไว้จนกลายเป็นเด็กเรียนอย่างสมบูรณ์แบบ ใส่รองเท้าผ้าใบเข้าไปอีกพร้อมกับมัดผมหางม้าปล่อยปอยหวานลงตามกรอบหน้าเล็กน้อย ใบหน้าของเราเป็นรูปไข่ดูเรียวก็จริงอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีแก้ม กลัวว่าตนเองจะหน้าบานเท่ากระด้งจนถูกเพื่อนล้อน่ะสิ แอปพลิเคชันที่เพื่อนส่งมาให้นี่มันใช้ยังไงล่ะเนี่ย เราค่อย ๆ ทำตามคำแนะนำของแพรวพราวเพราะไม่เคยลองใช้มาก่อน ใช้เวลาไม่นานมากก็ยืนยันตำแหน่งหน้าคอนโดมีเนียมเรียบร้อยแล้ว ดูข้อมูลจากแผนที่ในแอปพลิเคชัน ผู้ที่เราต้องเรียกว่าไรเดอร์กำลังจะเลี้ยวเข้ามาในซอย ไรเดอร์ xxx : ถึงแล้วครับ เราตื่นเต้นจนใจสั่นกับการขึ้นรถคนแปลกหน้าครั้งแรกในชีวิต อ่านข้อความบนหน้าจอสมาร์ทโฟนจบก็รีบโกยเถอะโยมลงไปด้านล่าง กระจกรถโตโยต้ายาริสที่เป็นคันเดียวกันในแอปพลิเคชันค่อย ๆ เลื่อนลงแล้วถามเราอย่างรีบเร่ง “ให้ไปส่งตามหมุดเลยนะครับ” “ค่ะพี่” เราเปิดประตูขึ้นรถเองพร้อมกับนั่งเงียบตลอดทาง ถึงจะน่าหงุดหงิดไปบ้างที่พี่ไรเดอร์พาขับขึ้นถนนหลัก อ้อมไกลเป็นกิโลทั้งที่ความจริงไปทางลัดไม่กี่นาทีก็ถึงแล้ว จนในที่สุดก็จอดกึกที่หน้าประตูทางเข้า “…” เราต้องลงตรงนี้ใช่ไหมเนี่ย? ก้มมองในแอปพลิเคชันขึ้นชัดเจนว่าส่งผู้โดยสารเสร็จสิ้น เราจึงจำใจต้องเดินลงจากรถทั้งที่มันห่างไกลจากตึกคณะบริหาร “ขอบคุณค่ะ” แน่นอนว่าไรเดอร์ขับออกไปเฉยเลย ไม่แม้แต่หันมามองหน้าเรา บรื้นนนน!! ช่างเถอะ ถือซะว่าเราได้ขอบคุณตามมารยาท เราเดินตามข้างร้านสะดวกซื้อติดกับตึกภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลเพราะถ้าเดินไปด้านหลังจะเร็วกว่า คนน้อยกว่า ทว่าเราคงจะคิดผิด เดินผ่านมาถึงลานสาธารณะ มีสระน้ำและป้ายคณะใหญ่เกือบเท่าฝาบ้านตั้งอยู่ บนแท่นป้ายมีนักศึกษากลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ด้วย พอเราเดินผ่านจึงกลายเป็นจุดสนใจไปโดยปริยาย “มาลูบป้ายเหรอค้าบบ~” วันบ้าอะไรเนี่ย...น่าอายจะตายชัก “คนสวยมีผัวยัง” เอาน่าพวกเขาไม่รู้จักเรา ไม่ รู้ จัก...เรา “ไอ้นี่โสดคร้าบ” ไม่รู้จัก...ก็ต้องรู้จักแล้วล่ะ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปเราโดนแซวสุดทางแน่ ไม่ได้มีแค่หนึ่ง สอง สาม แต่มีตลอดสายราวกับเป็นแหล่งรวมตัวของพวกเขาก่อนอาจารย์จะเข้าสอน “เปล่าจ้า เราแค่ผ่านมาน่ะ” เรายิ้มแบบธุรกิจให้ใครก็ไม่รู้และเอ่ยอย่างสบาย ๆ ทั้งที่ภายในใจมันเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ “หลงทางเหรอให้ไปส่งป่าว” ใครก็ไม่รู้ตั้งท่าจะเดินตามหลังเรามา คิดจะจีบกันโต้ง ๆ แบบนี้เลย? “ไม่เป็นไรค่ะ เราอยู่ปีสองแล้ว” “จริงอ่า หน้าเด็กนะเธอเนี่ย” เขายังอ้อร้อ ยิ้มจนตาหวานเยิ้มแถมยังยืนดักหน้าเราไม่ให้เดินไปไหน รู้จักซันไชน์น้อยไปซะแล้ว “ขอบคุณนะ” เรายิ้มหวานและรีบสาวเท้าหนีสุดชีวิต เมธีนั่งเขียนตารางธาตุให้น้องชายจอมทัพอยู่บนม้าหินอ่อนข้างสวนสาธารณะ แต่เพราะพวกแม่งพูดจอแจกันไม่จบไม่สิ้นเขาจึงต้องท่องวนท่อนเดิม ๆ จนหงุดหงิด “เอาใหม่ เคโพแทสเซียม ซีเอแคลเซียม...” “เธอระวัง!! ระวังตกหลุมรักผมนะคร้าบ” “เราจะระวังนะคะ” ผู้หญิงตัวคนเดียวที่ใจกล้าเดินผ่านมาแถวนี้ตามลำพังยังคงถูกแซวตลอดทาง แล้วเธอก็ยังตอบกลับทุกคนด้วย “เฮ้ยย~ น่ารักอ่ะเธออ” “เงียบ ๆ หน่อยดิวะ” เมธีเอ่ยแทรกเสียงหัวเราะต่อกระซิกของเพื่อนในรุ่นที่มันชวนปวดหัวจนเขียนไม่จบสักทีเราฟังแพรวพราวเทศนาจนจบจึงได้เดินกลับมาที่ตึึก ก่อนจะเดินเข้าไปในอาคารสายตาของเราก็เหลือบไปเห็นเจ้าของเสื้อช็อปสีแดง ปลายเท้าหยุดชะงักอัตโนมัติพร้อมกับเพ่งดูให้ชัดเจนว่าเป็นใครกันแน่ ในหัวสมองของเรากำลังคอยเป่าหูว่าเป็นเขา “คุยด้วยหน่อย” เสียงเข้มเอ่ยเรียกจนแพรวพราวหัวหลังกลับมามอง เจ้าของใบหน้ายิ้มยั่วโมโหนั้นกลับกลายเป็นคนที่เราคิดไม่ถึงเพราะตั้งแต่เรียนอยู่ที่นี่เขาไม่เคยย่างเท้าเข้ามาคุยส่วนตัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว “พี่วายุ?” เราเอ่ยอย่างเพ้อพกพลางประจันหน้ากับผู้ชายที่เคยคิดอยากจะเป็นแฟนเราท่าเดียว “ลมอะไรหอบพี่มาถึงนี่” “ลมแห่งรัก” เขายังคงกวนเราด้วยคำพูดชวนคลื่นไส้ สาบานเลยว่าถ้าเขาพูดอีกคำเดียวเราจะไม่คุยด้วยอีกเลย เขาจับเราลากไปยังด้านหลังของตึกไม่ต่างจากวิธีการของแพรวพราว พอเราเดินมาถึงแล้วเขาก็ปล่อย ซึ่งในเวลเดียวกันเราก็สะบัดมือออกพอดี “จะมาสารภาพรักซันอีกหรือไง” เราทำทีหัวเราะเยาะพร้อมกับกอดทรวงอกล้อเลียนอย่างเป็นมิตร
แพรวพราวนั่งมองไปยังทางเดินด้วยความสงสัย เราไม่ได้คิดจะสนใจสิ่งที่เพื่อนกำลังทำอยู่ “คนที่แกล้งซันอ่ะ...” “หือ” เสียงของแพรวพราวทำให้เราหันมองเพื่อนทันที แพรวพราวนิ่งค้างไปสักพักก่อนจะพูดต่อ “...ใช่พี่เมธีหรือเปล่า” “ใช่ เขานั่นแหละ” เราจ้วงตักข้าวใส่ปากต่อเนื่องแล้วเคี้ยวรุนแรงด้วยความหงุดหงิด เราทำอะไรเขาไม่ได้หนิ... ฟุบ! เราสะดุ้งโหยงเพราะมีแก้วน้ำชาเขียววางลงข้าง ๆ พร้อมกับร่างสูงของพี่เมธีที่กำลังก้าวขาเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ยาวของพวกเรา “ชาเขียวหวานน้อยครับน้องซันไชน์” ใบหน้ายักคิ้วหลิ่วตาเหมือนเดิมที่ชวนหงุดหงิดมองมาที่เราพร้อมอมยิ้มละมุน ด้านของแพรวพราวนั้นได้อ้าปากค้างไปแล้ว เราจับแก้วน้ำขึ้นมาและมองแก้วน้ำอีกแก้วในมือเขาก่อนจะเข้าใจว่าเขาซื้อมาให้เราจริง ๆ ไม่ใช่การแกล้งเล่นแต่อย่างใด “ซื้อให้เรา?” “ใช่ ก็บอกว่าจะเอามาให้ ทำหน้าบึ้งเป็นตูดลิงทำไม” นี่!...นี่เขายังอุตส่าห์เห็นว่าเรากำลังทำหน้ายังไงอยู่งั้นเหรอ คงจะไม่ม
“ไม่บอกก็ไม่ต้องบอก” เฮือก! พี่เมธีกระซิบข้างหูระยะประชิดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าจนเราขนลุกซู่ไปทั้งตัว อุตส่าห์รีบหนีออกมาจากเขาแล้วยังจะมาเจออยู่ร้านเดียวกัน ถ้าไม่ติดว่าร้านป้าชงน้ำอร่อยล่ะก็เราคงรีบย้ายไปร้านอื่นแล้วเพราะแถวยาวเป็นหางว่าวเลย เขาคงไม่ทันสังเกตใช่ไหมว่าเราสะดุ้งโหยงแรงมาก ๆ เขามองหน้าเราพร้อมกับยิ้มมุมปาก สายตาแข็งกร้าวนั้นดูอบอุ่นกว่าที่ผ่านมาพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อยและหัวเราะลำคอเมื่อมองหน้าเรา มีอะไรน่าขำขนาดนั้นกันนะ “ช่วยบอกให้ชื่นใจทีว่าพี่ไม่ได้ตามเรามา” เราแหงนหน้ามองคนตัวสูงด้านหลังแล้วถามอย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันก็ยกมือมาขยับแว่นเล็กน้อย “ไม่บอกหรอกครับ” เขาก้มลงมาสบตาและยิ้มกว้างขณะเอ่ยกวนเรากลับบ้าง แน่นอนล่ะว่าเรารู้ซึ้งทันทีว่าเราควรจะบอกร้านข้าวมันไก่ให้พี่เขาดี ๆ จะได้ไม่ถูกกวน “งั้นเราจะถือว่าพี่ตามเรามา” หัวใจของเราสั่นไหวเมื่อพยายามสบตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ พี่เมธียิ้มพลางยักไหล่กวน ๆ เป็นสิ่งตอบแทน เราขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดก่อนจะถูกเขาผลักดันหลังเบา ๆ ให้ขยับ
หลายวันต่อมา… “มีคนมาถามหามึงตั้งแต่เมื่อวานละไอ้เมธี” หัวหน้าห้องเดินมาทักทายเมธี “ใคร” “ไม่รู้สาวที่ไหน” “ถามว่า?” “ถามมึงมาเรียนป่าว ทำไร อยู่ไหน เวลาว่างมึงทำอะไร เชี้ยไรสักอย่างกูจะตอบได้ไหมมึงคิดดูดิ นั่นมาละ สงสัยกูหลบไม่ทัน” หัวหน้ารีบเดินหลบทันทีจากที่เป็นพวกชอบนั่งเล่นรับลมหน้าตึกคณะจนต้องย้ายมาสูดอากาศหลังสวน คราวนี้เธอเดินเข้ามาถึงด้านในเพราะเห็นหลังไหว ๆ ของหัวหน้าห้อง “มึงแม่ง!” ชายหนุ่มสบถและเดินออกไปหาสาวสวย แต่งตัวแซ่บตามประสาของสาวปีสี่ เธอคือ ‘เอมิลี่’ คนที่เขาได้ใช้เวลาร่วมกันบนรถเมื่อหลายวันก่อน “เธอมาทำไม” ชายหนุ่มยังคงนั่งอยู่กับที่ เป็นเพื่อนเขาที่หลบหลีกให้เอมิลี่นั่งลง “บังเอิญจังเลยเมธี อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ” เธอแสร้งทำเป็นตกใจขณะหย่อนก้นนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างระแวดระวังเพราะใบหน้าของเมธีตอนนี้แข็งกร้าวอย่างชัดเจน “...” ชายหนุ่มไม่ตอบพลางก้มลงทำงานของตนเองต่อ “จริงสิ พรุ่งนี้เมธีว่างไหม” “ฉันพูดชัดเจนไปแล้วนะว่าหลังจากนี้เราจะไม่เกี
@ผับไจแอนท์เฮฟวี่ เมธีนั่งจิบเหล้าพอเป็นพิธีในขณะที่มองรอบ ๆ ผับขนาดใหญ่ “วันนี้น้องวิบวับมาไหมวะ” ภูริเอ่ยติดตลก “มาก็เสร็จกูดิ” เมธีหัวเราะในลำคอ เขาคิดถึงความซื่อบื้อของซันไชน์และต้องขอบคุณภูริที่เอาเรื่องของหมามาเป็นข้ออ้าง เพราะซันไชน์ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังถูกหลอก แถมเรียวขาอ่อนเธอก็น่าลูบไล้มากเลยทีเดียว “มึงรับคำท้าไอ้วาว่างั้น” “...” ไม่ตอบใด ๆ ทั้งสิ้น “กูไปละ” วายุเอ่ยตัดบทแล้วเดินออกมาโต๊ะ เหลือก็แค่เมธีคนเดียวที่นั่งจิบเหล้าชิลเฝ้ารอดูซัันไชน์ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีแม้แต่เงา มีเพียงเสียงบรรเลงเพลงจากฝีมือของดีเจสั่นสะเทือนไปสุดขั้วหัวใจ ผู้หญิงหลายคนแต่งตัวโชว์เรือนร่างที่แสนสวยงามให้พวกเขาได้เชยชม ก่อนจะมีใครบางคนเดินเข้ามาทักทายคนตัวสูง “นั่งด้วยได้ไหมคะ” สาวสวยในชุดเดรสสั้นเปิดแผ่นหลังกว้างนั่งลงบนที่ว่างข้างเมธี สายตาจับจ้องเขาราวกับจะกลืนกิน ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปากเหล่มองสาวสวยอย่างมีเลศนัย “มีผัวยัง” “ถ้ามีจะเดินมานั่งด้วยเหรอคะ” เมธีเข้าใจพร
ทุก ๆ เดือนครอบครัวของเราจะมีนัดเจอทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตารวมถึงญาติบางคนตามกำหนดตารางของคุณพ่อ ซึ่งเราก็ไม่ทราบได้ว่าวันนี้จะต้องเจอคุณลุงคุณป้าท่านไหน เมื่อไรเดอร์ขับมาถึงบ้านของเราที่ใหญ่โตพอสมควรก็ทำการชะลอจอดหน้าบ้าน “ขับเข้าไปข้างในเลยก็ได้ค่ะพี่” เราชี้ไปยังทางลานกว้างก่อนจะถึงประตูบ้านจริง ๆ ซึ่งมันไกลมาก “ครับ ๆ” เรามีประสบการณ์มาแล้วและจะไม่ทำให้มันเกิดซ้ำสองอีก มีหวังได้เดินไกลจนขาลากแน่กว่าจะถึงหน้าประตูบ้าน หลังจากมาถึงบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็เข้าไปจัดการตัวเองในห้องจนพร้อมที่จะเจอคนอื่นในสภาพลูกสาวของวงตระกูลจึงวิ่งหน้าตั้งลงจากชั้นสองจนเดอนมาถึงหน้าห้องครัว “มาแล้วค่าคุณแม่” คุณแม่ยืนหั่นพริกอยู่ในครัวหน้านิ่วคิ้วขมวดจนกระทั่งได้ยินเสียงใสแจ๋วของเรา “ซันไชน์! คิดถึงจังเลยลูก มากอดทีคนสวยของแม่” คุณแม่กางแขนออกกว้างเดินเข้ามาใกล้เราเรื่อย ๆ พร้อมกับโผกอดร่างบาง ๆ ของเรา มือยังไม่ทันได้ล้างเลยด้วยซ้ำ “คิดถึงเหมือนกันค่ะ แต่ว่าแม่ยังไม่ล้างมือเลยนะคะ” “โทษทีค่ะลูกรัก แม่ช่วยแม่ครัวหั่นพริกประดับจานจะได้พร้อมเสริฟเร็ว ๆ ป่านนี้ลุงกำนันน่าจะมาถึงแล้วน







