LOGIN
เราชื่อ ‘ซันไชน์’ เพื่อนมักจะเรียกสั้น ๆ ว่า ‘ซัน’ ปัจจุบันเรียนที่มหาวิทยาลัยดังเพราะครอบครัวเราเป็นคนมีอยู่มีกิน
ถ้าพูดแบบนี้ไม่เรียกว่าอวดรวยหรอกใช่ไหม? พระจันทร์เต็มดวงสาดส่องไปทั่วหน้าผับไจแอนท์เฮฟวี่ ซึ่งเป็นผับที่นักศึกษามาเที่ยวเยอะที่สุดในย่านนี้ รวมถึงเราด้วย...ถึงจะมาไม่บ่อยก็เถอะ “บัตรครับ” การ์ดดูแลทางเข้ามองรูปร่างเราตั้งแต่หัวจรดเท้า เพราะว่าเราสวมเสื้อสีดำผูกรัดรอบต้นคอ แหวกร่องอก ไม่พอ ยังเปิดแผ่นหลังเนียนที่เราดูแลผิวพรรณจนขาวผ่องราวกับพอกผิวมาตลอดเวลาอีกด้วย ช่วงล่างคือกระโปรงสั้นประดับกลิตเตอร์ ใช้คลุมบั้นท้ายยังไม่มิดชิดเลยด้วยซ้ำ ดีที่ยังรัดเข้ารูปคล้ายทรงสอบทำให้ตอนนี้เราเปล่งประกายและโชว์เนื้อโชว์หนังสุด ๆ “เรียบร้อยใช่ไหมคะ” เราเห็นเขาเงียบไปนานถึงได้ทักท้วง “ค...ครับ เชิญเลย” การ์ดส่งบัตรคืนให้เรา ภายในผับดังเปิดไฟสีแดง สลัว ๆ อยู่ท่ามกลางความมืด ราวกับห้องเชือด ไกลออกไปดีเจสาวก็กำลังมิกซ์เพลงพร้อมกับเต้นตามจังหวะ หัวใจของเราเต้นตามแรงสั่นของคลื่นเบสที่หนักหน่วงจนแทบจะยืนอยู่เฉย ๆ ไม่ไหวแล้ว สายตาหลายคู่จ้องมองมาที่เราจนรู้สึกได้ แม้ว่าจะยืนอยู่ในมุมมืดยังชวนให้รู้สึกประหม่ายังไงไม่รู้ แต่แล้วยังไงล่ะ เราแค่อยากมาสนุกคนเดียวแก้เครียด ดื่มมึน ๆ สักหน่อยจะได้นอนสบาย “ขาวอย่างกะหลอดไฟ” เพื่อนสนิทของ ‘เมธี’ จ้องมองคนตัวเล็กไม่วางตา ทั้งกลุ่มมีถึงสี่คนแต่กลับสนใจสาวสวยคนเดียวกัน “รุ่นนี้พอกผิว พวกมึงอย่าไปหลงกลเลย กูเจอมาเยอะละ” จอมทัพเตือนสติเพื่อนทั้งกลุ่มถึงแม้จะรู้ว่ามันเปล่าประโยชน์ “กูว่าไม่” ภูริครุ่นคิดก่อนจะตัดบทเพื่อน “พนันกับกูป่าวไอ้ภู” วายุแทรกพร้อมกับเหล่ตามองเมธีที่เอาแต่นั่งเงียบ เขาจิบเหล้าในแก้วอย่างสบายอารมณ์ขณะซุ่มมองผู้หญิงคนนั้นเงียบ ๆ “เอาดิ กูว่าขาวโอโม่ของจริง” ภูริรีบล้วงกระเป๋าหาเงิน ปั๊ก! “ขาวเชี่ยไร! กูให้มึงพนันว่าไอ้เมธีมันจะพลาดหรือเปล่าคนนี้ ไม่ได้จะพนันว่าขาวจริงขาวพอกเว้ย” วายุตบศีรษะภูริเสียงดังฟังชัดพลางลอบสังเกตเพื่อนอย่างเมธี “เกี่ยวไรกับกู?” เมธีเอ่ยเสียงเรียบเหล่ตาจ้องเขม็งคนตัวเล็ก “ไปดิ มึงจะจ้องอีกนานไหม” วายุชักจะอารมณ์เสียเพราะภูริส่ายหน้าไม่พนันด้วย ส่วนด้านเมธีนั้นเอาแต่แอบมองเธอพร้อมกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ไม่เริ่มเข้าไปสักที “กูรู้ว่ามึงชอบ” “สมกับเป็นเพื่อนรัก” เมธีเอ่ยเสียงเรียบ เขาเห็นว่าเธอกำลังมีความสุขกับการดื่มทีละนิดแล้วร่อนเอวไปมา มองดูเพลินตาดีเหมือนกันจึงไม่อยากเข้าไปขัด แกร๊ง~ เมธียกแก้วชนให้วายุก่อนจะกระดกดื่มหมดทีเดียว “หมดเวลาแดกเหล้ากับพวกมึงละ” พูดจบก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นพลางขยับเสื้อเชิ้ตให้เรียบตึง สายตาแพรวพราวจ้องเขม็งเหยื่อตัวน้อยที่กำลังโยกย้ายส่ายสะโพกอย่างไม่สนใจใคร ไม่ทันได้ทำความรู้จัก เธอก็หันมาสบตาเข้าพอดีพร้อมกับโปรยยิ้มหวานใส่เบา ๆ มือเรียวรวบเรือนผมสีน้ำตาลคาราเมลมวยสูงขึ้นขณะหันหลังให้ราวกับว่าเมื่อกี้นี้ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น “หื้ม! เจอเลยสาวน้อย” เมธีกระตุกยิ้มหวานเดินตรงไปที่โต๊ะของเธอ เขาวางมือลงบนโต๊ะอย่างใจเย็นก่อนจะกระซิบเบา ๆ ข้างหูเธอจากด้านหลัง “มาคนเดียวเหรอ” เรารู้สึกถึงลมหายใจร้อนเป่าลงรดต้นคอจนขนลุกวูบวาบชวนให้หัวใจสั่นไหว ตื่นเต้นจนไม่รู้ว่าเราจะเก็บอาการได้หรือเปล่า หวังว่าเขาจะจับไม่ได้นะ! เรื่องที่เราแอบสนใจเขาอยู่เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นก็คงไม่อ่อยหรอก “ระวังครับ!” “อ๊ะ…” มือหนาประคองเอวเราเอาไว้เต็มฝ่ามือเลยล่ะ จังหวะที่หันกลับมาดูหน้าเขาชัด ๆ แล้วเห็นกรอบหน้ารูปไข่ หัวคิ้วชนเข้าหากันเล็กน้อย สายตาคมเข้ม ริมฝีปากชุ่มชื้นน่าจูบก็มีความคิดในหัวแว๊บมาทันทีว่า… นี่มันผู้ชายในฝันชัด ๆ หัวใจของเรากระตุกวูบยิ่งกว่าเดิมถึงจะรู้ว่าผู้ชายอย่างเขากำลังรุ่มร่ามร่างกายของเราอยู่ ฝ่ามือหนากำลังแผ่ความอบอุ่นจนเกือบจะร้อนมายังเนื้อหนังมังสาที่ปิดไม่มิดของเรา ให้ตายสิ! มันดีมากจริง ๆ “มาคนเดียวเหรอ” “อะ...อื้ม” เราตอบด้วยท่าทางเคอะเขิน เขายังคงจับเอวคอดเอาไว้อยู่ เราเองก็ไม่พลาดที่จะวางมือลงบนไหล่กว้างอย่างอ่อนโยนประหนึ่งว่ากำลังพยุงตัวเองเอาไว้ “โสด?” เขาเลิกคิ้วสูง “ถามทำไมคะ จะจีบเราเหรอ” เราทั้งคู่ไม่มีใครปล่อยมือออก แถมยังโยกตามจังหวะจะโคนเบา ๆ ราวกับอยู่ในงานเต้นรำ “ไม่จีบ” เขาพูดออกมาผ่านรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “อ๋อ แต่เราโสด พี่ล่ะโสดไหม” “ถ้ามีแฟนคงไม่มาเที่ยวข้างนอกหรอก” คำพูดของคนเจ้าชู้ช่างดีต่อใจเหลือเกิน ถึงมุขนี้เก่าไปบ้างก็ไม่เป็นไร “เป็นแบบนี่เอง” เราปล่อยมือออก ทว่าเป็นเขาที่กระตุกแขนเบา ๆ ก็ทำเราเซไปแนบชิดกับหน้าอกแกร่งกำยำของเขาแล้ว “อุ้ยพี่! คิดอะไรปะเนี่ย” เราถามหน้าตาตื่น “คิดดิ ไปโรงแรมปะล่ะเดี๋ยวออกค่าห้องเอง” “โรมแรมไหนอ่ะ” “ใกล้ ๆ นี่แหละ ไปไหมสรุป” “…” เราก็ถามไปงั้นแหละ เห็นแบบนี้เก็บเวอร์จิ้นมานาน ไม่เคยลองเลยสักครั้ง อาทิตย์หนึ่งจะออกมาเที่ยวครั้งหนึ่ง หาเกาะแกะผู้ชายที่แสนจะหื่นกระหายพอชื่นใจ แล้วก็กลับไปนอน แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว เราเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่อยากจะรู้จักความอบอุ่นแบบเนื้อแนบเนื้อ แต่คิดยังไงมันก็ไม่คุ้มเสีย ว่าแล้วก็ขอจับ ๆ คลำ ๆ หน่อยเถอะนะ เขาคงจะไม่ว่ากันหรอกมั้ง ไม่หวงตัวด้วยนี่นา เราใช้ปลายนิ้วแตะเอวแกร่งเลื่อนขึ้นไปตามร่องลึกของทรวงอกเพื่อวัดขนาดของความแข็งแรงก่อนจะถูกมือหนากุมเอาไว้เสียก่อน “อย่าลูบ เดี๋ยวแข็ง” “…” น่าเสียดายชะมัดยาด “ว่าไง จะไปไหม” เขาเอ่ยอย่างหมดความอดทน “ไม่ไปอ่ะ” เราชักมือกลับแล้วทำหน้าเซ็ง ๆ ด้วยใบหน้าใสซื่อราวกับเสียดายของ เขาจึงได้แต่ขมวดคิ้วมุ่น “อ้าว ทำไมล่ะ” “เราไม่ได้ตั้งใจมาทำอะไรแบบนั้น…แต่เราก็อยากรู้จักพี่นะ” เรายกแก้วขึ้นมาจิบพลางเหล่ตามอง “รู้จักทำไม ก็อย่างที่เห็นนี่แหละ” คนตรงหน้าเอ่ยอย่างเอือมระอา ท่าทางจะเริ่มหงุดหงิดใส่เราแล้วแฮะ อีกอย่างนี่ก็ดึกมากแล้วเรากลับดีกว่า เดี๋ยวจะตื่นสายเอา “งั้นเราไม่รั้งพี่และ” จู่ ๆ เราก็พูดขึ้นมาพร้อมกับหันหลังกลับ “…?” เขายืนเหม่อเล็กน้อยที่เห็นเราผละออกจากอ้อมกอดที่แสนจะอบอุ่นนั่นและที่เราทำแบบนั้น ไม่ใช่ไม่อยากนะ...แต่เราต้องมีคุณค่าในตัวเอง ไม่ใช่ใช้อารมณ์ชั่ววูบ!! โว๊ยยย~ เสียดายอ้อมกอด อยากจะลากมาหนุนแทนหมอนสักคืน “เฮอะ!” เมธีแสยะยิ้มเบา ๆ มองประตูทางเข้าที่มีผู้คนเดินเข้าออก เพราะนี่เขาเพิ่งจะโดนสาวน้อยปฏิเสธแล้วเดินหนีออกไปราวกับเป็นซินเดอเรลล่า ทั้งที่เธอเองก็สนใจเขาเหมือนกัน ชายหนุ่มเดินกลับไปหากลุ่มเพื่อนพร้อมกับรับแก้วเหล้าที่วายุยื่นให้อย่างรู้ใจกันและกัน สายตาพวกเขาบ่งบอกได้อย่างชัดเจนเลยว่ากำลังหัวเราะเยาะเจ้าพ่อเพลย์บอยอย่างเมธีอยู่ภายในใจ “แห้วว่ะ” จอมทัพแซว “…” ใบหน้าหล่อเหลาไม่ได้ตอบอะไร ครุ่นคิดหาเหตุผลที่ทำให้คนตัวเล็กหันหลังกลับออกไป น่าจะไม่ได้เกิดจากเขาแน่ ๆ “แค่โดนสาวเมินเองไอ้เมธี ทำหน้าจ๋อยเหมือนหมาเลยว่ะ” “กูไม่ได้อะไร” เขาแก้ตัว เธออ่อยเขาหรอกถึงได้เดินเข้าไปคุย ที่จริงวันนี้เขาตั้งใจจะมานั่งดื่มชิล ๆ ก็เท่านั้นแหละ “ขาว สวย หมวย อึ๋ม” วายุเอ่ยเสียงเรียบพร้อมกับยกยิ้มมุมปาก “มึงไม่เสียดายรึไง” “ผู้หญิงก็เหมือนเสื้อผ้า จะเสียดายทำห่าไร วันหน้าก็มีคอลเลคชั่นใหม่ออกมาให้ลองอยู่ดี” เมธีเป็นหนุ่มที่มีเสน่ห์ เขาไม่จำเป็นที่จะต้องตามตื้อสาวคนไหน เพียงแค่สบตาก็ตัดสินได้ทันทีว่าเธอจะไปต่อหรือพอแค่นั้น ตั้งแต่ที่จำความได้เขาไม่เคยรู้สึกเสียดายหรือต้องตามตอแยผู้หญิงคนไหนเลย “แต่คนนี้มึงยังไม่ได้ลองนะ” จอมทัพเค้นหัวเราะหึหึในลำคอ “กูท้าเลยไอ้เมธี แน่จริงก็เอาเธอมาเป็นคอลเลคชั่นใหม่ของมึงให้ได้ดิ” วายุเอ่ยขึ้นด้วยความคึกคะนอง “…” “ปกติแม่งจีบสาวเก่งสัด ตอนนี้มึงไม่มีน้ำยาแล้วอ่อวะ” เสียงท้าทายจากปากของเพื่อนสนิทอย่างวายุเอ่ยดูถูกอย่างไม่ลังเล สร้างความขำขันให้กับทุกคนในกลุ่ม “…” “เงียบแบบนี้ไม่กล้า?” “กูไม่จำเป็นต้องตามเกมไร้สาระของมึง” “มึงแค่ไม่กล้า” วายุหัวเราะอย่างอารมณ์ดีที่ได้แหย่รังแตน ถึงจะสนิทกันมากแต่เมธีมันเป็นพวกปากร้าย มั่นใจในตัวเองสูง การได้เยาะเย้ยจึงเรื่องสนุกสุดเหวี่ยง “ใช่ปะล่ะ” “…” เมธีส่ายหน้าไปมาพร้อมกับจิบเหล้าทีละนิด ไม่มีอาการสะทกสะท้านต่อคำท้าทายของวายุ เรียกว่าเป็นความเคยชินเสียยังดีกว่า ไอ้นี่แม่งชอบเล่นอะไรแผลง ๆ น่าเบื่อ...จนไม่มีค่าพอที่จะไปตอกกลับมันเราฟังแพรวพราวเทศนาจนจบจึงได้เดินกลับมาที่ตึึก ก่อนจะเดินเข้าไปในอาคารสายตาของเราก็เหลือบไปเห็นเจ้าของเสื้อช็อปสีแดง ปลายเท้าหยุดชะงักอัตโนมัติพร้อมกับเพ่งดูให้ชัดเจนว่าเป็นใครกันแน่ ในหัวสมองของเรากำลังคอยเป่าหูว่าเป็นเขา “คุยด้วยหน่อย” เสียงเข้มเอ่ยเรียกจนแพรวพราวหัวหลังกลับมามอง เจ้าของใบหน้ายิ้มยั่วโมโหนั้นกลับกลายเป็นคนที่เราคิดไม่ถึงเพราะตั้งแต่เรียนอยู่ที่นี่เขาไม่เคยย่างเท้าเข้ามาคุยส่วนตัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว “พี่วายุ?” เราเอ่ยอย่างเพ้อพกพลางประจันหน้ากับผู้ชายที่เคยคิดอยากจะเป็นแฟนเราท่าเดียว “ลมอะไรหอบพี่มาถึงนี่” “ลมแห่งรัก” เขายังคงกวนเราด้วยคำพูดชวนคลื่นไส้ สาบานเลยว่าถ้าเขาพูดอีกคำเดียวเราจะไม่คุยด้วยอีกเลย เขาจับเราลากไปยังด้านหลังของตึกไม่ต่างจากวิธีการของแพรวพราว พอเราเดินมาถึงแล้วเขาก็ปล่อย ซึ่งในเวลเดียวกันเราก็สะบัดมือออกพอดี “จะมาสารภาพรักซันอีกหรือไง” เราทำทีหัวเราะเยาะพร้อมกับกอดทรวงอกล้อเลียนอย่างเป็นมิตร
แพรวพราวนั่งมองไปยังทางเดินด้วยความสงสัย เราไม่ได้คิดจะสนใจสิ่งที่เพื่อนกำลังทำอยู่ “คนที่แกล้งซันอ่ะ...” “หือ” เสียงของแพรวพราวทำให้เราหันมองเพื่อนทันที แพรวพราวนิ่งค้างไปสักพักก่อนจะพูดต่อ “...ใช่พี่เมธีหรือเปล่า” “ใช่ เขานั่นแหละ” เราจ้วงตักข้าวใส่ปากต่อเนื่องแล้วเคี้ยวรุนแรงด้วยความหงุดหงิด เราทำอะไรเขาไม่ได้หนิ... ฟุบ! เราสะดุ้งโหยงเพราะมีแก้วน้ำชาเขียววางลงข้าง ๆ พร้อมกับร่างสูงของพี่เมธีที่กำลังก้าวขาเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ยาวของพวกเรา “ชาเขียวหวานน้อยครับน้องซันไชน์” ใบหน้ายักคิ้วหลิ่วตาเหมือนเดิมที่ชวนหงุดหงิดมองมาที่เราพร้อมอมยิ้มละมุน ด้านของแพรวพราวนั้นได้อ้าปากค้างไปแล้ว เราจับแก้วน้ำขึ้นมาและมองแก้วน้ำอีกแก้วในมือเขาก่อนจะเข้าใจว่าเขาซื้อมาให้เราจริง ๆ ไม่ใช่การแกล้งเล่นแต่อย่างใด “ซื้อให้เรา?” “ใช่ ก็บอกว่าจะเอามาให้ ทำหน้าบึ้งเป็นตูดลิงทำไม” นี่!...นี่เขายังอุตส่าห์เห็นว่าเรากำลังทำหน้ายังไงอยู่งั้นเหรอ คงจะไม่ม
“ไม่บอกก็ไม่ต้องบอก” เฮือก! พี่เมธีกระซิบข้างหูระยะประชิดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าจนเราขนลุกซู่ไปทั้งตัว อุตส่าห์รีบหนีออกมาจากเขาแล้วยังจะมาเจออยู่ร้านเดียวกัน ถ้าไม่ติดว่าร้านป้าชงน้ำอร่อยล่ะก็เราคงรีบย้ายไปร้านอื่นแล้วเพราะแถวยาวเป็นหางว่าวเลย เขาคงไม่ทันสังเกตใช่ไหมว่าเราสะดุ้งโหยงแรงมาก ๆ เขามองหน้าเราพร้อมกับยิ้มมุมปาก สายตาแข็งกร้าวนั้นดูอบอุ่นกว่าที่ผ่านมาพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อยและหัวเราะลำคอเมื่อมองหน้าเรา มีอะไรน่าขำขนาดนั้นกันนะ “ช่วยบอกให้ชื่นใจทีว่าพี่ไม่ได้ตามเรามา” เราแหงนหน้ามองคนตัวสูงด้านหลังแล้วถามอย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันก็ยกมือมาขยับแว่นเล็กน้อย “ไม่บอกหรอกครับ” เขาก้มลงมาสบตาและยิ้มกว้างขณะเอ่ยกวนเรากลับบ้าง แน่นอนล่ะว่าเรารู้ซึ้งทันทีว่าเราควรจะบอกร้านข้าวมันไก่ให้พี่เขาดี ๆ จะได้ไม่ถูกกวน “งั้นเราจะถือว่าพี่ตามเรามา” หัวใจของเราสั่นไหวเมื่อพยายามสบตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ พี่เมธียิ้มพลางยักไหล่กวน ๆ เป็นสิ่งตอบแทน เราขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดก่อนจะถูกเขาผลักดันหลังเบา ๆ ให้ขยับ
หลายวันต่อมา… “มีคนมาถามหามึงตั้งแต่เมื่อวานละไอ้เมธี” หัวหน้าห้องเดินมาทักทายเมธี “ใคร” “ไม่รู้สาวที่ไหน” “ถามว่า?” “ถามมึงมาเรียนป่าว ทำไร อยู่ไหน เวลาว่างมึงทำอะไร เชี้ยไรสักอย่างกูจะตอบได้ไหมมึงคิดดูดิ นั่นมาละ สงสัยกูหลบไม่ทัน” หัวหน้ารีบเดินหลบทันทีจากที่เป็นพวกชอบนั่งเล่นรับลมหน้าตึกคณะจนต้องย้ายมาสูดอากาศหลังสวน คราวนี้เธอเดินเข้ามาถึงด้านในเพราะเห็นหลังไหว ๆ ของหัวหน้าห้อง “มึงแม่ง!” ชายหนุ่มสบถและเดินออกไปหาสาวสวย แต่งตัวแซ่บตามประสาของสาวปีสี่ เธอคือ ‘เอมิลี่’ คนที่เขาได้ใช้เวลาร่วมกันบนรถเมื่อหลายวันก่อน “เธอมาทำไม” ชายหนุ่มยังคงนั่งอยู่กับที่ เป็นเพื่อนเขาที่หลบหลีกให้เอมิลี่นั่งลง “บังเอิญจังเลยเมธี อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ” เธอแสร้งทำเป็นตกใจขณะหย่อนก้นนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างระแวดระวังเพราะใบหน้าของเมธีตอนนี้แข็งกร้าวอย่างชัดเจน “...” ชายหนุ่มไม่ตอบพลางก้มลงทำงานของตนเองต่อ “จริงสิ พรุ่งนี้เมธีว่างไหม” “ฉันพูดชัดเจนไปแล้วนะว่าหลังจากนี้เราจะไม่เกี
@ผับไจแอนท์เฮฟวี่ เมธีนั่งจิบเหล้าพอเป็นพิธีในขณะที่มองรอบ ๆ ผับขนาดใหญ่ “วันนี้น้องวิบวับมาไหมวะ” ภูริเอ่ยติดตลก “มาก็เสร็จกูดิ” เมธีหัวเราะในลำคอ เขาคิดถึงความซื่อบื้อของซันไชน์และต้องขอบคุณภูริที่เอาเรื่องของหมามาเป็นข้ออ้าง เพราะซันไชน์ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังถูกหลอก แถมเรียวขาอ่อนเธอก็น่าลูบไล้มากเลยทีเดียว “มึงรับคำท้าไอ้วาว่างั้น” “...” ไม่ตอบใด ๆ ทั้งสิ้น “กูไปละ” วายุเอ่ยตัดบทแล้วเดินออกมาโต๊ะ เหลือก็แค่เมธีคนเดียวที่นั่งจิบเหล้าชิลเฝ้ารอดูซัันไชน์ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีแม้แต่เงา มีเพียงเสียงบรรเลงเพลงจากฝีมือของดีเจสั่นสะเทือนไปสุดขั้วหัวใจ ผู้หญิงหลายคนแต่งตัวโชว์เรือนร่างที่แสนสวยงามให้พวกเขาได้เชยชม ก่อนจะมีใครบางคนเดินเข้ามาทักทายคนตัวสูง “นั่งด้วยได้ไหมคะ” สาวสวยในชุดเดรสสั้นเปิดแผ่นหลังกว้างนั่งลงบนที่ว่างข้างเมธี สายตาจับจ้องเขาราวกับจะกลืนกิน ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปากเหล่มองสาวสวยอย่างมีเลศนัย “มีผัวยัง” “ถ้ามีจะเดินมานั่งด้วยเหรอคะ” เมธีเข้าใจพร
ทุก ๆ เดือนครอบครัวของเราจะมีนัดเจอทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตารวมถึงญาติบางคนตามกำหนดตารางของคุณพ่อ ซึ่งเราก็ไม่ทราบได้ว่าวันนี้จะต้องเจอคุณลุงคุณป้าท่านไหน เมื่อไรเดอร์ขับมาถึงบ้านของเราที่ใหญ่โตพอสมควรก็ทำการชะลอจอดหน้าบ้าน “ขับเข้าไปข้างในเลยก็ได้ค่ะพี่” เราชี้ไปยังทางลานกว้างก่อนจะถึงประตูบ้านจริง ๆ ซึ่งมันไกลมาก “ครับ ๆ” เรามีประสบการณ์มาแล้วและจะไม่ทำให้มันเกิดซ้ำสองอีก มีหวังได้เดินไกลจนขาลากแน่กว่าจะถึงหน้าประตูบ้าน หลังจากมาถึงบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็เข้าไปจัดการตัวเองในห้องจนพร้อมที่จะเจอคนอื่นในสภาพลูกสาวของวงตระกูลจึงวิ่งหน้าตั้งลงจากชั้นสองจนเดอนมาถึงหน้าห้องครัว “มาแล้วค่าคุณแม่” คุณแม่ยืนหั่นพริกอยู่ในครัวหน้านิ่วคิ้วขมวดจนกระทั่งได้ยินเสียงใสแจ๋วของเรา “ซันไชน์! คิดถึงจังเลยลูก มากอดทีคนสวยของแม่” คุณแม่กางแขนออกกว้างเดินเข้ามาใกล้เราเรื่อย ๆ พร้อมกับโผกอดร่างบาง ๆ ของเรา มือยังไม่ทันได้ล้างเลยด้วยซ้ำ “คิดถึงเหมือนกันค่ะ แต่ว่าแม่ยังไม่ล้างมือเลยนะคะ” “โทษทีค่ะลูกรัก แม่ช่วยแม่ครัวหั่นพริกประดับจานจะได้พร้อมเสริฟเร็ว ๆ ป่านนี้ลุงกำนันน่าจะมาถึงแล้วน







