ฟังจากที่เพื่อนเล่าแล้ว ต้องรักอดคิดกระหวัดไปถึงชายหนุ่มที่เจอวันนี้ไม่ได้ ผู้ชายคนนั้นก็มีใบหน้าและแววตานิ่งๆ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ รูปร่างก็สูงใหญ่จนเธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกข่มอยู่ แถมยังเคลื่อนไหวได้เงียบเชียบอีกด้วย
หวังว่าเขาคงจะไม่ใช่คนที่เพื่อนของเธอกำลังพูดถึงหรอกนะ
ต้องรักหยิบบัตรคิวขึ้นมาดูแล้วต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ มาโรงพยาบาลทีไรเธอกับมารดาไม่เคยเสร็จธุระก่อนเที่ยงได้เลยสักครั้ง และวันนี้ก็คงเช่นกัน
“คิวยาวเลยละแม่ ทนหน่อยนะจ๊ะ” ทั้งที่ออกจากบ้านมาตั้งแต่หกโมงเช้า แต่พอมาถึงโรงพยาบาลกลับมีคนมาเช้ากว่า ต้องรออีกกว่าหกสิบคิวจึงจะถึงคิวของมารดา
“โรงพยาบาลรัฐก็อย่างนี้แหละ รักนั่งหลับไปก่อนก็ได้นะลูก เมื่อคืนเราก็กลับมาดึกมากไม่ใช่หรือ”
มือผอมเกร็งของมารดาลูบศีรษะบุตรสาวด้วยความรักใคร่และสงสารจับใจ เมื่อคืนต้องรักกลับถึงบ้านเกือบตีสี่ นอนได้แค่ชั่วโมงกว่าๆ ก็ต้องรีบตื่นพาหล่อนมาหาหมอ เสร็จจากที่นี่ก็ต้องเดินทางไปเรียนที่มหาวิทยาลัยต่ออีก หล่อนรู้ว่าลูกสาวนั้นเหนื่อยสายตัวแทบขาดแต่ก็ไม่เคยปริปากบ่นให้ได้ยิน
ต้องรักในชุดนักศึกษานั่งกอดกระเป๋าสะพายพร้อมกับเอนตัวข้างหนึ่งพิงกำแพงก่อนจะหลับตาลงอย่างว่าง่าย คิดว่ากว่าจะถึงคิวของมารดา เธอคงได้งีบหลับอย่างน้อยสองหรือสามชั่วโมง
ทันทีที่ปิดเปลือกตาลง หญิงสาวก็เข้าสู่ห้วงนิทรา เสียงจ้อกแจ้กจอแจของผู้ที่มาใช้บริการไม่มีผลกระทบกับต้องรักนัก เพราะนอนง่ายเป็นปกติอยู่แล้ว ตั้งแต่หันมาทำงานกลางคืน เธอต้องฝึกให้ตัวเองหลับง่ายและตื่นไวอยู่เสมอ บางครั้งขณะนั่งรอเรียนวิชาต่อไปที่มหาวิทยาลัย เธอก็อาศัยฟุบหลับตามโต๊ะใต้ต้นไม้ที่คณะเป็นประจำ
“รัก...รักเอ๊ย...ใกล้ถึงคิวแล้วลูก”
เสียงของมารดาที่ได้ยินอยู่ใกล้ๆ ส่งผลให้ต้องรักรีบผุดนั่งตัวตรงทันที แม้จะยังงัวเงียอยู่มากแต่เธอก็ต้องรีบดึงสติกลับมาให้เร็วที่สุดด้วยการตบแก้มของตัวเองเบาๆ สองสามครั้ง
ต้องรักชะเง้อมองลำดับคิวปัจจุบันบนแผงตัวเลขดิจิทัลที่หน้าห้องตรวจ อีกสี่คิวจึงจะถึงคิวของมารดา ยังพอมีเวลาไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นขึ้นกว่านี้
“รักไปห้องน้ำก่อนนะแม่ เดี๋ยวรักมาจ้ะ”
หญิงสาวลุกขึ้นเดินไปยังห้องน้ำที่อยู่มุมสุดของทางเดิน เปิดก๊อกแล้ววักน้ำขึ้นล้างหน้าสองสามครั้ง ก่อนจะดูเวลาที่นาฬิกาข้อมืออีกที
“ค่อยยังชั่วหน่อย ได้หลับไปอีกสองชั่วโมงครึ่ง” เสร็จเรียบร้อยเธอก็เดินมานั่งข้างมารดาตามเดิม
ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ที่โรงพยาบาลจนถึงสิบเอ็ดโมงเศษ หลังจากรับยาเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็พามารดาเดินออกมาหน้าโรงพยาบาลเพื่อหารถกลับบ้าน
“เดี๋ยวแม่นั่งแท็กซี่กลับเองก็ได้ลูก รักไปเรียนเถอะ”
ผู้เป็นมารดาหันมาบอก ต้องรักจึงพยักหน้ารับ ทุกครั้งที่มาโรงพยาบาล หากเธอต้องไปมหาวิทยาลัยต่อ มารดาจะนั่งแท็กซี่กลับไปเองทุกครั้ง
“จ้ะแม่ งั้นเดี๋ยวรักเรียกแท็กซี่ให้”
หญิงสาวมองหารถแท็กซี่ เมื่อเจอคันที่ว่างอยู่จึงโบกเรียกให้จอดเทียบริมบาทวิถี หลังบอกจุดหมายปลายทางให้โชเฟอร์ทราบพร้อมกับส่งมารดาขึ้นรถไปแล้ว เธอก็รีบเดินจ้ำอ้าวไปยังป้ายรถเมล์ที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนั้นทันที เพราะรถประจำทางสายที่เธอต้องนั่งไปมหาวิทยาลัยนั้นกำลังจอดรอรับผู้โดยสารอยู่ที่ป้าย โดยไม่ได้สังเกตรถยุโรปคันงามที่จอดเยื้องอยู่ด้านหน้ารถประจำทางคันที่เธอกำลังเดินขึ้นไปแม้แต่น้อย
คิ้วหนาขมวดมุ่นเมื่อเห็นร่างเล็กของหญิงสาวคนที่เขาเจอเมื่อคืน เขาเห็นเธอตั้งแต่เดินออกมาจากโรงพยาบาลพร้อมกับผู้หญิงดูมีอายุคนหนึ่งซึ่งคงเป็นมารดา จนกระทั่งเห็นเธอวิ่งขึ้นรถประจำทางไป เป็นเพราะการจราจรที่ติดขัดด้านหน้าโรงพยาบาลที่ทำให้เขากวาดตามองไปเรื่อยเปื่อย จนไปสะดุดกับเธอเข้าโดยบังเอิญ และเขาก็จำเธอได้ในทันที แต่สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจคือชุดนักศึกษาที่เธอสวมอยู่ต่างหาก
“เอก ประวัติพนักงานที่ฉันให้ดูน่ะ ได้ดูรึยัง”
ชายหนุ่มถามขึ้นลอยๆ เอกรัฐซึ่งนั่งอยู่ข้างชัชวาลที่ทำหน้าที่เป็นคนขับจึงหันมาตอบคำถามผู้เป็นนาย
“ดูแล้วครับคุณธิป ขอโทษครับที่ผมลืมบอก ผู้หญิงคนนั้นชื่อต้องรักครับ อายุยี่สิบเอ็ดแล้ว รู้สึกว่ากำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย”
เอกรัฐรายงานคร่าวๆ แล้วหันหน้ากลับไปตามเดิม ในขณะที่คนถามทำเพียงตอบรับในลำคอเบาๆ
ต้องรัก...งั้นหรือ
ระหว่างที่ต้องรักกำลังวางขวดโซดาให้ลูกค้า หญิงสาวก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อรู้สึกได้ว่ามีมือตะปบลงมาที่บั้นท้ายพร้อมออกแรงบีบอย่างหนักหน่วง ด้วยความตกใจต้องรักรีบปัดมือนั้นออกไปอย่างแรงพร้อมกับหันไปมองหน้าคนที่คิดลวนลามอย่างเอาเรื่อง
ทว่าอีกฝ่ายกลับคิดว่าตนเองเป็นลูกค้าจึงไม่นำพาต่อสายตาไม่พอใจของหญิงสาว ด้วยความมึนเมาและต้องการเอาชนะ เขาจึงตวัดเอวคอดของต้องรักให้เข้าไปใกล้ พร้อมกับยื่นใบหน้าเข้าไปหมายจะหอมแก้มนวลสักฟอด
“น้องชื่ออะไรจ๊ะ น่ารักจังเลย คืนนี้ไปต่อกับพี่ไหมคนสวย”
“ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ ฉันบอกให้ปล่อยไง”
หญิงสาวยกมือขึ้นปัดป้องเต็มกำลังพลางร้องบอกให้ลูกค้ากลัดมันรายนี้ยอมปล่อยตัวเธอ แต่ด้วยเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มไปทั่ว กอปรกับนักท่องเที่ยวแน่นขนัดจึงไม่มีใครสนใจไยดีกับเสียงร้องที่ถูกกลืนหายของต้องรักเท่าไรนัก หนำซ้ำผู้ชายคนอื่นๆ ที่มากับลูกค้ากลัดมันรายนี้กลับหัวเราะร่วนอย่างเห็นเป็นเรื่องขบขัน
“จะเล่นตัวไปทำไมน้อง ยอมๆ มันไปเหอะน่า ไอ้นี่มันกระเป๋าหนักนะจะบอกให้ มันจ่ายไม่อั้น สนรึเปล่าจ๊ะ ฮ่าๆ”
“สนบ้าอะไรเล่า ฉันมาทำงานนะไม่ได้ขายตัว ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะฟ้องผู้จัดการ”
ต้องรักตะเบ็งเสียงขู่แข่งกับเสียงเพลงที่ดังกรอกหูอยู่รอบทิศ สายตาก็พยายามมองหาผู้จัดการร้านหรือเพื่อนพนักงานด้วยกันให้มาช่วย ทว่าจู่ๆ ก็มีมือหนึ่งกระชากต้นแขนเธอให้หลุดพ้นจากวงแขนของลูกค้าคนนั้นได้สำเร็จ
“เฮ้ย! อะไรวะ หาเรื่องกันนี่หว่า”
ชายหนุ่มสี่ห้าคนในโต๊ะนั้นลุกพรวดขึ้นแทบจะพร้อมกัน ต่างมองหน้าผู้ที่เข้ามาสอดอย่างไม่พอใจและตั้งใจเอาเรื่องเต็มที่ ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคที่เอ่ยออกมาจากปากของผู้มาใหม่
“ผับของผมไม่มีนโยบายให้ลูกค้าลวนลามหรือข่มเหงพนักงานได้ ยกเว้นเด็กจะเต็มใจเอง”
ชนาธิปจ้องกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ ท่าทางนิ่งขรึมดูน่าเกรงขาม อีกทั้งบอดีการ์ดที่ยืนประกบอยู่ด้านหลังทั้งสองข้างที่ยืนล้วงปกเสื้อสูท ราวกับจะบอกว่าพร้อมชักปืนขึ้นมายิงได้ทุกเมื่อ ชายหนุ่มในโต๊ะเลยทำได้เพียงมองหน้ากันไปมา แต่เพราะกลัวเสียฟอร์มจึงแสร้งอารมณ์เสียกลบเกลื่อน
“ลวนลามบ้าอะไร นังเด็กนี่มันยอมเองต่างหาก เขาตกลงราคากันเรียบร้อยแล้วคุณมายุ่งอะไรด้วย”
เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่แทรกซึมอยู่ในเส้นเลือดทำให้ชายหนุ่มกลัดมันกล้าต่อปากต่อคำกับผู้เป็นเจ้าของสถานที่อย่างไม่ลดราวาศอก
ชนาธิปปรายตามองไปยังหญิงสาวที่ยืนหลบอยู่ด้านหลังเขาเป็นเชิงถาม ต้องรักนั้นรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“ไม่จริงค่ะ เขาโกหก เขาลวนลามฉัน ฉันไม่เคยคิดขายตัวนะ”
ต้องรักเผลอจับแขนของเขาเขย่าไปมาเพื่อยืนยันคำพูดของตัวเอง นาทีนี้เธอลืมไปเสียสนิทว่าชายหนุ่มคนที่มาช่วยไว้นั้นเป็นคนเดียวกันกับที่เจอเมื่อคืนวาน
“อีตอแหล!”
คนเมาชี้หน้าด่าต้องรักพร้อมกระโจนเข้าหา แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นบอดีการ์ดร่างใหญ่สองคนปรี่เข้ามาขวางไม่ให้เข้าถึงตัวเจ้านายได้ พร้อมกับเปิดสาบเสื้อให้เห็นวัตถุสีดำมะเมื่อมที่เหน็บไว้กับเอว
“เด็กคนนี้เป็นพนักงานของผม และผมก็ไม่ชอบให้ลูกค้าแย่ๆ มาทำร้ายคนของผมด้วย ผมหวังว่าจะไม่เจอพวกคุณที่นี่อีก”
พูดจบเขาก็กลับหลังหันพร้อมแตะหลังของต้องรักเบาๆ ให้เดินตามเขาออกไปจากบริเวณนั้นทันที ทิ้งให้เอกรัฐกับชัชวาลอยู่จัดการลูกค้านิสัยเสียกลุ่มนั้นต่อไป
พอได้ยินคำว่าสยาม ชนกนันท์ก็ตาวาวขึ้นทันที เพราะทุกครั้งที่ได้ไปย่านนั้นกับบิดามารดา ตนมักได้เสื้อผ้า หรือของที่อยากได้ติดมือกลับบ้านเสมอ และครั้งนี้จึงไม่พลาดเช่นกัน“ไปค่ะคุณพ่อ ถ้างั้นให้อเล็กซ์กับอลัน...”“ให้อยู่บ้านไป อยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ไงลูก” ชนาธิปชิงพูดก่อนบุตรสาว จากนั้นก็หันไปถามสองแฝดด้วยภาษาอังกฤษ“พวกนายจะเอาอะไรไหม”“เบียร์!” สองหนุ่มตอบมาพร้อมกัน ชนาธิปยิ้มเย็นพลางพูดว่า“No!” เขามองหน้าฝาแฝดทั้งสองคนแล้วลอบถอนหายใจแผ่ว สองหนุ่มนี่ยิ่งโตหน้าตาก็ยิ่งหล่อเหลา อีกทั้งรูปร่างยังสูงใหญ่จนไม่น่าเชื่อว่าเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบแปด“ถ้าพวกนายอยากดื่มก็ดื่มได้ แต่ต้องไม่ใช่ที่นี่ เอารถที่บ้านออกไปหาร้านนั่งดื่มกันข้างนอกก็ได้ ตามสบาย”ชนาธิปบอกอย่างใจกว้าง เพราะอย่างไรเสียสองคนนี้เขาก็ถือว่าเป็นหลาน หรือญาติที่ใกล้ชิดที่สุด แต่เขาจะไม่วุ่นวายกับสองคนนี้เลยถ้าหากว่าทั้งคู่จะไม่มาวอแวชนกนันท์ สายตาหวานเชื่อมนั่นเขาดูออกว่าทั้งสองคนนั้นถูกใจบุตรสาวของเขา และกำลัง
“อ้าว คุณธิปพาภรรยามาด้วยหรือคะไม่น่าเชื่อ ปกติเห็นไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด” อีฟหน้าเสียอย่างเห็นได้ชัด“ลูกผมสองคนยังเล็กมากครับ ผมเลยไม่อยากให้ลูกไปงานเลี้ยงกับผม ภรรยาผมเขาก็เลยต้องอยู่ดูแลลูกที่บ้าน ผมก็ตามใจเธอ”เขาดูนาฬิกาข้อมือแล้วพูดว่า “ผมขอตัวก่อนดีกว่า ป่านนี้อาหารน่าจะมาเสิร์ฟแล้ว ฝากความระลึกถึงคุณเบิร์ดด้วยนะครับ”ชนาธิปยิ้มบาง ๆ ให้อีกครั้งแล้วเดินจากไป ทิ้งสายตาผิดหวังของหญิงสาวไว้ที่เดิมโดยไม่คิดหันกลับไปมองอีกเมื่อชนาธิปกลับเข้าไปในร้านอาหาร ชายหนุ่มก็เห็นภรรยาคนสวยนั่งจ้องตนเขม็งแทบไม่กะพริบตา เขาเห็นแล้วอดยิ้มไม่ได้ เพราะเธอมองเขาแบบนี้ก็หมายความว่าเธอเห็นที่เขาหยุดคุยกับผู้หญิงคนนั้น“เลขาฯ ของคุณเบิร์ดเจ้าของโครงการบ้านในสวนน่ะ เขามาเดินซื้อของ เจอพี่พอดีเขาก็เลยทัก” ชายหนุ่มอธิบายให้ภรรยารู้โดยไม่รอให้เธอเปิดปากถาม“รักยังไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย เห็นรักเป็นคนขี้หึงไปได้” เธออมยิ้ม สีหน้าพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัดที่เขาบอกเธอไปตามตรง“หรือไม่ใช่ เห็นสายตาก
“อุ้ยเล่าให้ฟังว่าพี่ชายเขาทำงานหลายอย่างมาก พักผ่อนน้อย ความเครียดก็เยอะ แต่เพราะเขาไม่เคยป่วยก็เลยไม่เคยไปตรวจสุขภาพสักที จึงไม่รู้ว่าความจริงแล้วตัวเองเป็นโรคความดันสูง พออาการกำเริบ บทจะไปเขาก็ไปแบบกะทันหันจนคนในครอบครัวไม่ทันได้เตรียมใจเลยค่ะ”ชนาธิปยิ้มอ่อนพลางจูบหน้าผากภรรยาอย่างรักใคร่ เธอเคยบอกว่าเขาเปรียบเสมือนโลกทั้งใบของเธอกับลูก เพราะฉะนั้นต้องรักจึงขอร้องเขาว่าอย่าทำอะไรที่เป็นการสุ่มเสี่ยงหรืออันตรายต่อชีวิตอย่างเด็ดขาด และเขาก็เคยรับปากเธอไว้แล้ว“เราก็เลยกลัวว่าพี่จะเป็นเหมือนพี่ชายของเพื่อนหรือ”ต้องรักพยักหน้าอยู่กับอกเขา “รักกับลูกไม่ต้องการอะไรค่ะ ขออย่างเดียวคือขอให้พี่อยู่กับเราแม่ลูกไปนาน ๆ รักอยากให้พี่อยู่ดูความสำเร็จของลูกด้วยกันกับรัก อยู่เป็นปู่ย่าให้หลานของเราแค่นี้ก็พอค่ะ”ชายหนุ่มยิ้มกว้างกับประโยคน่ารักน่าใคร่ของภรรยา เขาหัวเราะแล้วพูดว่า “เป็นคุณปู่อย่างเดียวเองหรือ พี่อยากเป็นคุณตาด้วยนะ เป็นทั้งปู่ทั้งตาเลยได้ไหมต้องรัก เธอจะได้เป็นทั้งคุณย่าและคุณยายไง”ต้องรักหัวเ
ต้องรักเหลือบมองสามีที่นั่งจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าด้วยแววตาหลงใหล เธอชอบแอบมองเวลาเขามีสมาธิอยู่กับอะไรบางอย่างเพราะความมุ่งมั่นเคร่งขรึมของเขานานวันก็ยิ่งมีเสน่ห์เสียจนไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไร เขาจะรู้ตัวบ้างไหมว่าภรรยาคนนี้หลงรักเขามากขึ้นทุกวันหญิงสาวเห็นมุมปากเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ก็รู้ทันทีว่าเขารู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกจับจ้องจึงทำทีเป็นเบนสายตาไปมองบุตรชายที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่บนเบาะตรงหน้าแทน“ไม่แอบมองต่อแล้วหรือ” เสียงทุ้มถามขึ้นลอย ๆ“ไม่มองแล้วค่ะ คนถูกมองรู้ตัวแล้วอย่างงี้จะเรียกว่าแอบมองได้ยังไง” เธอตอบยิ้ม ๆ พลางรีบเอื้อมมือตบก้นบุตรชายที่เริ่มทำปากเบะเหมือนจะร้องไห้ และทำท่าจะตื่นชนาธิปวางมือจากคอมพิวเตอร์ตรงหน้าแล้วเดินมานั่งใกล้ภรรยา เขามองต้องรักกล่อมลูกให้หลับด้วยแววตาแสนรักนี่คือลูกกับเมียของเขา คือครอบครัวที่เขาเคยวาดฝันหลายต่อหลายครั้งว่าอยากมีตั้งแต่ยังไม่ได้เจอกับต้องรักก่อนหน้านั้นเขาทำงานให้นิโคลัส ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับมอบชีวิตทั้งชีวิตให้อีกฝ่
“อยากสิคะ แต่รักจำได้ว่าคุณธิปบอกให้ชะลอไปก่อน”ชนาธิปยื่นหน้าไปหอมแก้มเธออีกครั้ง ก่อนพูดให้เธอเข้าใจ“ตอนนั้นกับตอนนี้มันไม่เหมือนกัน ตอนนั้นฉันติดปัญหาเรื่องรับช่วงต่อจากรูคส์ ฉันเลยไม่อยากมีลูกให้เป็นภาระของเธอ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ฉันไม่เกี่ยวข้องกับรูคส์แล้ว ฉันพร้อมเต็มที่สำหรับการเป็นพ่อคน”ต้องรักเบี่ยงหน้าไปมองเขาเต็มตา วันนี้เขาทำให้เธอซาบซึ้งจนเกือบร้องไห้ไปกี่ครั้งแล้วนะ แต่ที่แน่ๆ ก็คือเธอรักผู้ชายคนนี้เหลือเกิน“รักก็พร้อมค่ะ”เสียงอ้อแอ้ที่ดังอยู่ข้างหูตามมาด้วยน้ำเปียกๆ ที่แตะลงบนแก้ม ส่งผลให้ชนาธิปต้องลืมตาตื่นขึ้นทันที ชายหนุ่มยิ้มกว้างเมื่อเห็นท่าทางดีอกดีใจของบุตรชายวัยเจ็ดเดือนตอนที่เขาลืมตาขึ้น“ว่าไงลูกพ่อ” เขาช้อนแขนเจ้าตัวจ้อยให้ขึ้นมายืนบนท้อง เจ้าตัวเล็กเห็นพ่อจับให้ยืนก็กระโดดผลุงๆ ไปมาบนท้องพร้อมกับหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างอารมณ์ดีจังหวะนั้น ต้องรักเปิดประตูห้องเข้ามา เห็นสองพ่อลูกกำลังนอนเล่นกันอยู่บนเตียงก็อดยิ้มออกมาไม่ได้&l
ให้ต้องรักไปปรากฏตัวสักทีก็ดีเหมือนกัน สาวๆ เหล่านั้นจะได้เลิกตอแยเขาเสียที แต่ทางออกที่ดีที่สุดก็คงไม่พ้น...การแต่งงาน“แต่งงานกันไหมต้องรัก”เคธี่เคยบอกกับเขาว่าผู้หญิงทุกคนล้วนมีความฝันอยากใส่ชุดแต่งงานสวยๆ ด้วยกันทั้งนั้น เพราะมันเป็นงานที่จัดครั้งเดียวในชีวิต แม้ต้องรักเคยบอกเขาว่าไม่ต้องการจัดงานใหญ่โตอะไร แต่เขาก็อยากให้เกียรติเธอ และจัดงานแต่งงานให้เธออยู่ดี“ก็เราแต่งกันไปแล้วไม่ใช่หรือคะ ที่วัดไง” เธอหลับตาพริ้มอยู่กับอกของเขา รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นเมื่อคิดถึงเช้าวันนั้น“หมายถึงจัดงานที่เป็นเรื่องเป็นราวน่ะ คนทั่วไปจะได้รับรู้ว่าฉันแต่งงานแล้ว และเธอคือภรรยาของฉัน ฉันไม่ชอบเวลาที่มีคนมองว่าเธอเป็นของเล่นบนเตียงของฉัน แล้วก็เอาเธอไปพูดเสียๆ หายๆ” เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง มือใหญ่เลื่อนมาวางที่หน้าท้องแบนราบของเธอแล้วลูบไล้แผ่วเบา“เวลามีลูก เราจะได้เอารูปแต่งงานให้ลูกดูได้ด้วยไง ไม่ดีหรือ”“ตามใจคุณธิปเลยค่ะ”ต้องรักคลี่ยิ้มอยู่กับอกกว้างของเขา เปลือกตาเริ่มหนักอึ้งขึ้นอีก