LOGINเพราะ นอ.เคยเป็นเด็กเอาแต่ใจอยากได้อะไรต้องได้ แถมเกือบแย่งสามีชาวบ้าน ทำให้ พอ.ปฏิเสธเธอทุกอย่างแม้ครอบครัวจะให้หมั้นกันไว้ พอ.ก็ลั้นวาจาว่าจะไม่เอาเธอทำเมียเด็ดขาด แต่เพราะคืนนั้นเธอโดนวางยา พอ.เลยเผลอใจได้เสียกับเธอ สุดท้ายติดยังกับเงา #นิยายเซตเดียวกันกับเรื่อง สัญญาร้ายนายมาเฟีย
View Moreหากจะบอกว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอนก็คงไม่ผิด เพราะขนาดคนที่เคยมีทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังกลายเป็นคนจนขอทานก็มีให้เห็น กล่าวถึงตระกูลที่ร่ำรวยอีกตระกูลก็คงไม่พ้นตระกูลจางนักธุรกิจใหญ่ที่มีชื่อเสียง แถมลูกสาวก็เป็นดีไซเนอร์แถวหน้าจบจากต่างประเทศ ทว่า เรื่องราวชีวิตมันก็เหมือนละครมีขึ้นก็ต้องมีลง
บ้านตระกูลซู "คุณอัน หากคุณไม่ยื่นมือมาช่วยพวกเรามีหวังธุรกิจของผมพังทลายแน่ ๆ " "จางเอิน ลุกขึ้นเถอะผมเข้าใจสถานการณ์ของคุณตอนนี้ แต่ธุรกิจของคุณผมเองก็ไม่สันทัดเท่าไร" เสียงทุ้มของชายสูงวัยสนทนากันอยู่ ซูลี่อัน และ จางเอิน เขาทั้งสองรู้จักกันเพราะต้นตระกูลเคยเป็นมิตรไมตรีกันมาก่อน เมื่อถึงรุ่นที่สี่ของตระกูลซูก็เหมือนจะห่างเหินกันพอสมควรจึงทำให้ลูก ๆ ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ ซูอันพยุงคนที่นั่งคุกเข่าขอร้องเขาในห้องรับแขก ส่วนเหตุผลที่ต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะอารมณ์ชั่ววูบของจางลี่ถิง "หากลูกสาวผมไม่ก่อความวุ่นวายเรื่องทั้งหมดก็ไม่เป็นอย่างนี้ ตงหยางไม่น่าเล่นผมแรงจนทำให้หุ้นบริษัทดิ่งตัวลงมาก" เมื่อเขาลุกขึ้นแล้วก็รีบฟูมฟายเรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัว หากจะเท้าความกลับไปละก็เรื่องที่เกิดขึ้นก็เพราะจางลี่ถิงแท้ ๆ ที่ทำให้ซิงเหยียนเกือบเสียลูก ทำเอามาเฟียหนุ่มอย่างตงหยางหักแข่งขาตระกูลจางจนแทบพังไม่เป็นท่า "เอาเถอะ เห็นแก่ตระกูลเราทั้งสองเคยเป็นมิตรไมตรีกันเรื่องที่คุณเสนอมาผมจะปรึกษาซูซางอีกครั้ง" "จริงหรือครับ หากคุณยอมยื่นมือเข้าช่วยบริษัทเรา ผมยอมให้ลี่ถิงแต่งงานเข้าตระกูลจางทันที" "อย่าพึ่งพูดไปถึงขั้นนั้นดีกว่า อีกอย่างหมอซางเองก็ไม่รู้เรื่อง ผมเกรงว่าลูกชายผมจะไม่เห็นด้วย" "คุณซูอัน หากคุณช่วยบริษัทเราหุ้นส่วนเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของเราก็ถือซะว่าเป็นค่าตอบแทน อีกอย่างหากเราทั้งสองตระกูลเป็นทองแผ่นเดียวกันละก็ เงินทองก็จะไม่รั่วไหลไม่ต้องแบ่งให้ใครเก็บไว้ให้ลูกให้หลานไม่ดีกว่าหรือครับ" ที่จางเตึกพูดมามันก็ถูกธุรกิจของตระกูลจางก็พอมีกำไลจากโรงงานผลิตกระเป๋าแบรนด์ส่งออก อีกอย่างที่จางเอินเสนอคือหุ้นส่วนตั้งเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์นั้นแปลว่ามันมากกว่าเขาเป็นเท่าตัว "ผมขอคิดดูก่อนแล้วกัน เรื่องที่คุณเสนอมาก็น่าสนใจ" "ขอบคุณ ที่คุณซูอันที่ยังเห็นแกมิตรภาพครั้งเก่าของเรา" เย็นของวันนั้น "พ่อว่ายังไงนะครับ" "ตระกูลจางอยากผูกมิตรกับเรา เขาอุตส่าห์บากหน้ามาขอร้องฉัน ฉันเห็นว่าเราทั้งสองตระกูลเคยมีไมตรีต่อกันมาก่อนไม่น่าจะมีปัญหา" "คำว่าผูกมิตรที่ว่าหมายถึงอะไรกันครับ" "แกน่าจะรู้ว่าเขามีลูกสาว ถิงถิงเองการศึกษาก็ดี หน้าตาก็ไม่ได้ขี้เหร่ ฉันว่า" "อย่าบอกนะว่าจะให้ผมแต่งงานกับเธอ เธอร้ายขนาดนั้นผมแต่งไม่ลงหรอก" พลันสายตานิ่งสนิทพร้อมคำพูดที่โพล่งออกไป หมอซางก็มุ่งหน้าขึ้นไปที่ชั้นบนของบ้านหลังใหญ่ ส่วนซูซ่านผู้เป็นน้องสาวได้แต่ยืนมองตามร่างพี่ชายก่อนที่เธอจะกวาดสายตามามองผู้เป็นบิดาที่ยืนหน้าเข้ม "จริงอย่างที่พี่ซางบอก พ่อรู้ไหมคะว่าเธอร้ายแค่ไหน เธอเกือบทำให้ลูกของตงหยางตายนะ" "ฉันรู้ แต่เธอเองก็สำนึกผิดแล้วนี่" "แล้วไงคะ พ่อจะให้พี่ซางแต่งกับคนพรรค์นั้นเข้าบ้านเหรอ" "ก็แค่หมั่นกันไว้ก่อน อีกอย่างธุรกิจตระกูลจางก็น่าจับตามองเพียงแค่ตอนนี้เขาเจอตงหยางขัดแข็งขาเท่านั้นหากเราหนุนหลัง มีหรือจะไม่สำเร็จ" "แต่อย่างไรหนูก็ไม่เห็นด้วยหรอกค่ะ" "ฉันถามพี่แกไม่ได้ถามแกสักหน่อย อีกอย่างนี่มันเรื่องผู้ใหญ่ไม่ใช่เด็ก!" คำพูดของซูอันสร้างความไม่พอใจให้กับลูกสาวเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าเธอเองก็ไม่ชอบลี่ถิงเท่าไรนัก ก็ตั้งแต่ที่ตงหยางกับภรรยาไปฮันนีมูนเธอก็ติดสอยห้อยตามป้าลี่ไป ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าตงหยางมีภรรยา แต่นั่น พ่อยังจะอุตส่าห์แต่งเธอเข้าบ้าน ซูซ่านกระทืบเท้าตึก ๆ ขึ้นมาที่ชั้นบนของบ้านก่อนที่เธอจะเอื้อมมือมาเคาะประตู ก๊อก ก๊อก "พี่ซางเปิดประตูให้ฉันหน่อย" เธอยืนเรียกพี่ชายอยู่หน้าห้อง ไม่นานร่างสูงใบหน้าดุดันราวกับคนกำลังใช้ความคิดก็เปิดประออกกว้าง "มีอะไร" "พี่จะแต่งกับยัยคนนั้นจริง ๆ เหรอ พี่ก็เห็นว่าเธอร้ายขนาดไหน แม้แต่คนที่มีภรรยาแล้วเธอยังคิดแย่ง อีกอย่างเธอเกือบทำเหยียนเหยียนแท้ง" "เธอพูดเรื่องอะไร" "ก็เรื่องที่พ่อจะให้พี่แต่งตระกูลจาง ยัยจางลี่ถิงไงเล่า" "เธอคิดว่าพี่ชอบคนแบบนั้นเหรอ" "ใครจะไปรู้ละ บางทีพี่อาจจะชอบยัยปากแดงก็ได้" "เหลวไหลไร้สาระ แค่พ่อเสนอเท่านั้น" "งั้นก็ดี เพราะฉันไม่ยอมรับเธอมาเป็นพี่สะใภ้แน่นอน" ซูซ่านยิ้มร่าออกมาเพราะพอใจกับการตัดสินใจของพี่ชาย คนอย่างจางลี่ถิงไม่เหมาะสมกับพี่ชายที่แสนดีของเธอสักนิด หลังจากคุยกันแล้วเธอกับพี่ชายก็แยกย้ายกันตรงนั้นเหลือเพียงหมอซางที่เดินเข้าไปนั่งที่โซฟาในห้อง "แค่คิดเห็นหน้าเธอ ผมก็เอียนจะแย่" เขาพึมพำกับตัวเองจากนั้นก็ส่ายหัวเบา ๆ ไม่รู้ว่าพ่อคิดยังไงถึงอยากจะผูกไมตรีกับตระกูลนั้น บ้านตระกูลจาง "หากไม่ทำแบบนี้ ธุรกิจเราก็ต้องล่ม เพราะใครหากไม่ใช่เพราะแก" "พอเถอะค่ะคุณ แค่นี้ลี่ถิงก็รู้สึกผิดแล้ว" "ก็เพราะเลี้ยงกันแบบนี้ไง ทุกอย่างถึงเป็นแบบนี้เอาแต่ใจตัวเอง" จางเอินตะคอกเสียงหนักใส่ภรรยาและลูกสาวที่นั่งกอดกันตัวสั่นระริกบนโซฟาตัวใหญ่ จางลี่ถิงร้องไห้จนตาบวมเปล่งส่วนมารดาเอาแต่กอดปลอบลูกสาว "พ่อคะ หนูไม่รู้นี่ค่ะว่าพี่หยางเขาจะใจร้ายขนาดนี้" "ใคร ๆ ก็รู้ว่ามันเป็นมาเฟียทำได้ทุกอย่าง" "แต่พ่อจะยกหนูให้หมอซางไม่ได้นะคะ หนูไม่ชอบหมอซาง" "หุบปากซะ! หากแกทำให้หมอซางรักไม่ได้แกเตรียมย้ายไปอยู่บ้านเช่าได้เลย!" "พ่อ......" คำสั่งเด็ดขาดของจางเอินทำเอาคุณหนูหน้าขาวริมฝีปากแดงอย่างลี่ถิงถึงขั้นร้องไห้ซบอกมารดา เธอ "แม่หนูไม่อยากแต่งกับหมอซาง" "แต่พ่อพูดมาก็ถูกหากเราไม่ขอให้ตระกูลซูช่วยมีหวังได้ไปนอนห้องเช่านะลูก" "ฮือ...ฮึก...."วันแต่งงาน ต้องเรียกว่าผ่านเรื่องร้ายไปแล้วก็ต้องมีเรื่องดีงานมงคลกันบ้าง หมอซางจูงมือจางลี่ถิงเข้าประตูวิวาห์อย่างชื่นมื่น ท่ามกลางสักขีพยานมากมายที่เข้ามาร่วมงาน ส่วนคุณหลิวเขาไม่ได้มาแต่ส่งของขวัญชิ้นใหญ่มาให้เจ้าสาวกับเจ้าบ่าว นั้นก็คือตั๋วไปฮันนีมูนที่ฝรั่งเศสเมืองโรแมนติกทริปหนึ่งอาทิตย์เรียกว่าจัดเต็ม บรรยากาศในงานอบอวลไปด้วยความอบอุ่น แขกที่มาร่วมงานมากหน้าหลายตา เพราะทั้งสองตระกูลมีชื่อเสียง งานแต่งถูกเนรมิตดุจเทพนิยายเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสี พร้อมทั้งแสงไฟที่ประดับประดาก็ยิ่งงามตาเป็นอย่างมาก เมื่อบ่าวสาวจูงมือกันเข้ามายังสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ ผู้คนที่เข้ามาร่วมงานต่างยกมือถือขึ้นมาเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก หมอซางโปรยยิ้มให้แขกที่มาร่วมงานด้วยความปลื้มปรีติไม่ต่างจากเจ้าสาวที่ยิ้มร่าส่งรอยยิ้มหวาน ๆ ให้แขกที่มาร่วมงานในวันนี้ ส่วนลี่เหมยมารดาของลี่ถิงตื้นตันจนอดกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว ไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องร้าย ๆ ผ่านไปจะเกิดเรื่องดี ๆ ขึ้นมาขนาดนี้ เปรียบดังฟ้าหลังฝนแท้ ๆ พิธีการเป็นไปตามขั้นตอนทุกอย่าง เจ้าบ่าวเจ้าสาวตัดเค้กกล่าวขอบคุณแขก หลังจากนั้นก็เป็นการเลี้ยงฉลองมงคล
จางลี่ถิงพยายามดิ้นเพราะเป็นห่วงหมอซางมาก ยิ่งเห็นเขาฟุบไปกองกับพื้นแบบนั้นน้ำตาเธอก็ไหลออกมาไม่ขาดสาย "ฮือออ" เธอพยายามจะตะเบ็งเสียงขอร้องฉีเกอให้หยุด แต่มันไม่อาจทำได้เพราะเธอถูกปิดปากด้วยผ้าอย่างแน่นหนา "เป็นอะไร ห่วงผัวเหรอไม่ต้องห่วงหรอกมันยังไม่ตายแค่สลบไปเท่านั้น ก็แค่ไม้ท่อนเดียวคงไม่ส่งมันไปลงนรกหรอกนะ" ลี่ถิงจ้องมองหน้าคนกระทำด้วยสายตาเกรี้ยวกราดเธอโมโหจนตัวสั่นอยากจะฉีกเลือดฉีกเนื้อฉีเกอออกมาเป็นชิ้น ๆ แต่ไม่สามารถทำได้ ส่วนฉีเกอที่เห็นอาการของลี่ถิงเขาก็สาวเท้ามาใกล้จากนั้นก็ดึงผ้าปิดปากเธอออก "ไอ้สารเลว" "ฮ่า ฮ่า ฮ่า ด่าไปก็เท่านั้นแหละ " ฉีเกอมองเรือนร่างของลี่ถิง คนที่นั่งติดกับเก้าอี้ ใบหน้าเธอผุดไปด้วยเหงื่อเรียวขาขาว ๆ มันชวนให้ฉีเกอนึกครึ้ม ยกมือไปลูบไล้อย่างหื่นกาม "แกจะทำอะไร" "คราวก่อนเธอโชคดีที่ไอ้หมอช่วย แทนที่จะเป็นฉันที่ได้ชมเรือนร่างเธอวันนั้นแต่มันดันเป็นคนได้ไป ฉันอยากรู้ละสิว่าเธอมีดีขนาดไหนหมอซางถึงได้ติดใจจนลืมไม่ลง" "ถอยไปนะ" ฉีเกอจับหัวไหล่ของลี่ถิงไว้แน่น พร้อมกับฝังจมูกลงไปที่ซอกคอของเธอพยายามจะขื่นใจลี่ถิง จนเธอต้องร้องเสียงหลง "กรี๊ด ปล่
รูปของลี่ถิงถูกส่งเข้ามือถือหมอซาง ในขณะที่เธอสลบแถมยังถูกมัดติดกับเก้าอี้อีก รูปนั้นทำให้หมอซางตกใจสุดขีดใบหน้าของหมอเข้มขึ้น และข้อความที่ส่งมามันยิ่งเพิ่มความโกรธให้หมอซางมากด้วย หากไม่อยากให้เมียแกตายละก็ เอาเงินสดมาให้ฉันสิบล้านบาท และที่สำคัญหากแกแจ้งตำรวจหรือบอกคนอื่นรับรองได้ว่าเมียแกจะเหลือแค่ซาก หมอซางขมวดคิ้วหนาไม่รู้ว่าคนร้ายเป็นใครเพราะรูปและข้อความที่ถูกพิมพ์ส่งมาเป็นมือถือของลี่ถิง นัยน์ตาของหมอซางตอนนี้มีแววเป็นกังวลปะปนไปด้วยความห่วง จริงอยู่ว่างานใช้กำลังเขาไม่สันทัดแถมไม่มีลูกน้องในมือเหมือนซูอันผู้เป็นพ่อ แต่ถ้าจะให้บอกว่าลี่ถิงถูกจับตัวไปละก็เรื่องราวอาจจะใหญ่โต ตระกูลจางอาจเคลื่อนไหวและนั้นอาจจะส่งผลให้จางลี่ถิงได้รับอันตราย สิ่งที่คิดได้ตอนนี้คือ เพื่อนของเขาตงฉิน หมอซางไม่รอช้าเดินทางไปหาตงฉินปรึกษาเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อเรื่องถึงหูตงฉินมีหรือว่าเขาจะไม่ช่วยเพราะหมอซางเองก็เป็นเพื่อนเขาเช่นกัน คำบัญชาของตงฉินก็ไม่ต่างจากตงหยางเท่าไรนัก ระดับเจ้าพ่อมาเฟียแล้วละก็แค่ตามหาคนที่หายไปก็ไม่ใช่เรื่องยาก และเมื่อกล้องวงจรปิดที่ลานจอดรถถูกตามสืบได้จากลูกน้องของตง
ทุกอย่างหยุดนิ่งหมอหลันและหมอซางหันมามองลี่ถิงที่ยืนถือของเต็มมือ หมอซางได้สติรีบผลักตัวหมอหลันให้ถอย "ลี่ถิง ซื้ออะไรมาเยอะแยะ" เชื่อไหมว่าสายตาลี่ถิงไม่ได้มองหมอซางแต่มองมาทางหมอหลัน เธอเลือกที่จะวางถุงของไว้บนโต๊ะภายในห้อง จากนั้นก็สาวเท้ายาว ๆ มาที่หมอหลันกระโปรงรัดรูปสีแดงสั้นเหนือเข่ามันพลิ้วตามแรงเหวี่ยงของการเดินแบบเยื้องย่าง "ไม่ทราบว่าห้องของหมอมู่หลันอยู่ที่นี่หรือคะ" "เปล่า ฉันก็แค่เข้ามาหาพี่ซาง" "พี่ซางเหรอ?....." คำพูดดูสนิทสนมจนลี่ถิงต้องเหวี่ยงสายตาร้ายกาจมาที่หมอซาง จากนั้นก็สาวเท้ามาหาคู่หมั้นตัวเองยกนิ้วขึ้นไปเกลี่ยที่ใบหน้าหมอซางจนเขาต้องกลื่นน้ำลายเฮือกใหญ่ "หมอซางไหนบอกฉันมาสิว่า หมอหลันเธอเข้ามาทำอะไรห้องคุณ" "ไม่มีอะไรเธอแค่เข้ามาถามเรื่องของเราเท่านั้น" "เรื่องของเรา...เหรอคะ" น้ำเสียงของเธอเยือกเย็นจนน่าขนลุก หลังจากเล่นกับใบหน้าหล่อแล้วก็หันกลับมามองหมอหลัน ที่ยืนตัวสั้นเพราะการกระทำเมื่อครู่มันทำให้เธอไม่พอใจ "หมอหลันเรื่องของฉันกับหมอซางคนนอกไม่น่าจะเกี่ยว สิ่งที่คุณทำเมื่อครู่ฉันเคยผ่านมันมาก่อนอย่าคิดแย่งคนที่เขามีเจ้าของเลยค่ะ มันไม่สนุกแน่และอ
รุ่งเช้า จางลี่ถิงตื่นก่อนหมอซางเธออาบน้ำแต่งตัวเพื่อเปิดร้านตามปกติ อีกทั้งวันนี้ลูกค้าก็เริ่มทยอยมารับเสื้อผ้าที่สั่งตัดไว้ คนที่ตื่นสายแถมเขายังไม่เป็นเดือดเป็นร้อนที่จะกลับไปที่โรงพยาบาลก็คือคุณหมอซาง แถมตอนนี้เขายังใจเย็นนั่งเล่นนอนเล่นอยู่ในห้องจางลี่ถิงถึงแม้ว่าจะอาบน้ำเรียบร้อยแต่ชุดที่ใส
"หมอซางนั่นคู่หมั้นนายหรือเปล่า" หนึ่งในเพื่อนหมอทักขึ้นเมื่อเห็นร่างอรชรในชุดเกาะอกสีแดงกำลังนั่งดื่มกับเพื่อนของเธอ ทำเอาหมอซางต้องหันมามองจากนั้นก็หลบสายตาไป เหมือนกับว่าหมอไม่ได้เห็นความสำคัญเธออยู่แล้ว"นายจะไม่เข้าไปทักเธอหน่อยเหรอ""คงไม่จำเป็น อีกอย่างเธอก็มากับเพื่อน" ช่างเป็นคู่หมั้นที่ไม
ไม่เสียแรงที่หมอซางได้พยายามทำงานวิจัยเกี่ยวกับอาการผู้ป่วยที่วินิจฉัยโรคไม่ได้จนได้รับคัดเลือกไปฝึกอบรมยังโรงพยาบาลต่างอำเภอต้องเรียกว่าแหล่งชนบทเป็นระยะเวลาหนึ่งอาทิตย์ แต่การไปครั้งนี้หมอไม่ได้ไปคนเดียวทางโรงพยาบาลยังส่งหมอมู่หลันไปกับหมอซางด้วย ทำให้เรื่องนี้ถึงหูลี่ถิงในฐานะคู่หมั้นในขณะที่ร่
#งานหมั้นไม่คิดเลยว่าเวลาจะเดินทางมาเร็วขนาดนี้ เพียงสองอาทิตย์ที่ลี่ถิงได้ทำงานที่ตัวเองรักเกือบเสร็จและยังทำการตัดเสื้อผ้าตัวเองและเสื้อผ้าหมอซาง เพื่อที่ใช้ในพิธีหมั้นจนเสร็จบรรยากาศในงานเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ระดับสองตระกูลดังเกี่ยวดองทั้งที มีหรือจะไม่ใหญ่โตจางลี่ถิงสวมชุดกี่เผ่าสีแดงม้วนผมป