Se connecterภายในร้านบะหมี่เล็กๆในตลาด ลูกค้ามีเพียงไม่กี่โต๊ะเท่านั้น มีชายหญิงคู่หนึ่งกำลังทำสงครามเงียบกัน ชามบะหมี่ร้อนทั้งสองถ้วยถูกทิ้งไว้มาเกือบครึ่งชั่วยามจนเส้นอืดหมดแล้ว ลู่เข่อซินนั่งจ้องหน้าชายคนรักของตนเอง เจียวมิ่งเองก็มีท่าทีนิ่งเรียบเหมือนกำลังรู้สึกผิดแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มเอ่ยกับนางเช่นไร วันนั้นงานเขายุ่งและเร่งด่วนจริงๆ จนทำให้ลืมนัดที่ให้หญิงสาวไว้ กว่าจะนึกขึ้นได้ก็เข้ายามโหย่วไปแล้ว ชายหนุ่มรู้ดีว่าคนที่ฉลาดเช่นนางหากไม่เห็นเขาไปรับคงหาทางลงจากเขาเองได้แน่
"แล้ววันนั้นเจ้าได้ไปรับข้าที่บนเขาตามที่บอกหรือไม่" ลู่เข่อซินเอ่ยถามไปอย่างนั้นทั้งที่รู้คำตอบอยู่ก่อนแล้ว หากเขาไปจริงหลังจากนั้นก็ต้องรู้ว่านางหายไป ความเป็นไปได้สุดคือกลับไปถามถิงถิงที่จวนหลี่ แต่สหายตนบอกว่าไม่เห็นเขาไปเหยียบที่นั่นเลยด้วยซ้ำ "ขออภัยที่ข้าละเลยเจ้า ครานี้ข้ายอมรับผิดทุกอย่าง ซินเออร์เจ้าจะโกรธข้าก็ได้และอยากให้ข้าทำอันใดเพื่อเป็นการไถ่โทษข้าก็ยอมทั้งนั้น" เจียวมิ่งไม่เอ่ยเปล่า พลางยื่นมือมากุมมือเรียว ลู่เข่อซินดึงมือตนเองกลับ ครั้งนี้เขาทำนางเสียความรู้สึกมากจริงๆ มันสะสมมานานจนนางเองก็ไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกนี้เช่นไรดี นางรักเขามากแต่นางก็รักตัวเองด้วยเช่นกัน อยากให้ความรักนี้มันไปด้วยกันได้พร้อมๆกัน "เจ้าตอนนี้เปลี่ยนไปมาก จนข้าเองก็เดาใจไม่ออกว่ากำลังคิดอันใดอยู่เรายังรักกันอยู่หรือไม่ กว่าเจ้าจะว่างมาพบข้าได้ก็ผ่านวันนั้นมาเป็นอาทิตย์แล้ว หากว่าวันนั้นเกิดเรื่องกับข้าที่บนเขาเจ้าคงเห็นข้าอีกทีก็คงไร้ลมหายใจไปแล้วกระมัง" ความรู้สึกที่ไม่อาจทนเก็บงำได้ระเบิดออก เพราะนางใส่อารมณ์กับชายหนุ่มทำให้น้ำเสียงดังขึ้นมาเล็กน้อย ลู่เข่อซินรู้สึกเกรงใจลูกค้าคนอื่นจึงได้ลุกออกจากร้านไป "ซินเออร์ รอข้าเดี๋ยว ซินเออร์" เจียวมิ่งล้วงเอาเงินและจ่ายค่าบะหมี่ก่อนจะรีบวิ่งเดินตามหญิงสาวไป ลู่เข่อซินกำมือแน่นอย่างอดกั้นอารมณ์แต่น้ำตาก็ยังไหลออกมาโดยไร้เสียงสะอื้น เขาเป็นที่พึ่งเดียวและเป็นโลกทั้งใบของนาง "เข่อซินเจ้าใจเย็น ใจเย็นๆก่อนได้หรือไม่" เจียวมิ่งที่ขายาวกว่าเดินมาดักหน้านางก่อนจะจับมือเรียวมากุม หญิงสาวหันหน้าหนีด้วยอารมณ์ที่ยังไม่สงบ "เจ้าก็รู้ว่าข้ารักเจ้ามากเพียงใด ได้โปรดอย่าทำเช่นนี้กับข้าเลยได้หรือไม่ อีกแค่เดือนเดียวเท่านั้นพอเจ้าเป็นอิสระแล้วเราจะแต่งงานกัน" "เจ้าทำให้ข้าต้องกลับมาทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง ว่าคนที่ข้าจะฝากชีวิตไว้เขามีคุณสมบัติมากพอหรือยัง" หญิงสาวเอ่ยออกไปตามตรง นางมีความคิดเป็นของตนเอง ก่อนที่ท่านพ่อท่านแม่จะเสียพวกท่านก็เลี้ยงนางด้วยความรัก นางจึงรู้ดีว่าความรักที่ดีเป็นอย่างไรหากนางรักสบาย นางคงเลือกทางลัดที่ดี ไม่อดทนรอเขาและมองเขาผู้เดียวมาตลอด ตั้งแต่ที่ชายหนุ่มเป็นเพียงบัณฑิตธรรมดาไม่ได้มียศฐาบรรดาศักดิ์อะไร ทั้งที่มีคนที่ดีกว่าเขาเข้ามาหามากมาย ถึงแม้ว่านางจะเป็นแค่บาวรับใช้ก็ตาม "ก็ได้" ชายหนุ่มเอ่ยพลางคุกเข่าก้มหน้ามองพื้น "เจ้าทำอันใด" "เจ้าจะทุบจะตีข้าเช่นไรก็ได้ข้ายอมทุกอย่าง ขอเพียงเจ้าให้อภัยข้าและอย่าทิ้งข้าไป ชีวิตข้าไม่มีเจ้ามิได้ หรือเจ้าจะให้ข้าคำนับขอโทษเจ้าก็ได้" ชายหนุ่มไม่เอ่ยเปล่าแต่ยังก้มหน้าไปที่พื้นทำท่าจะคำนับหญิงสาวอีกด้วย ลู่เข่อซินรีบคุกเข่าก้มไปที่พื้นห้ามเขาอย่างรวดเร็ว "เจ้าจะบ้าไปแล้วหรือ สิ่งที่ข้าต้องการจากเจ้าคือความใส่ใจ หากเจ้ามิว่างก็ช่วยบอกข้าก่อนมิใช่บอกให้ข้ารอ หากทำอย่างที่พูดไม่ได้หรือว่ายังไม่แน่ใจว่าจะทำได้ก็อย่าพึ่งด่วนสรุปบอกข้า เพราะคนที่รออย่างข้าเต็มไปด้วยความคาดหวังว่าเจ้าจะทำได้ เราทั้งคู่ตอนนี้เหมือนคนไม่รับรู้ชีวิตของกันและกัน เจ้ารู้หรือไม่ว่าคืนก่อนวันนั้น ข้าเกือบถูกคุณชายใหญ่รังแกทำมิดีมิร้ายจนบาดเจ็บไปทั้งตัว บนเขาวันนั้น....ฮึก! บนเขาข้ารอเจ้าเกือบสองชั่วยาม หิมะตกหนักจนข้าเกือบแข็งตาย ข้าป่วยไม่สบายเกือบเอาชีวิตไม่รอด เจ้าอยู่ที่ใด ที่พึ่งเดียวของข้า คนแรกที่ข้านึกถึง เจ้าไปอยู่ที่ใด" ลู่เข่อซินเอ่ยไปร้องให้ไปด้วยดูน่าสงสารจนจับใจ "ซินเออร์" เจียวมิ่งรู้สึกผิดจนไม่รู้ว่าจะเอ่ยอันใดออกไป มือเรียวยกขึ้นปาดน้ำตาลวกๆจากนั้นเดินออกไปทันที ปล่อยให้ชายหนุ่มนั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นด้วยความรู้สึกผิด น้ำตาของเขาไหลออกมาพร้อมๆกับหิมะที่โรยปรายลงมาเช่นกัน .......... สองสัปดาห์ผ่านไป "เอ้านี่! ขนมเจ้า" ถิงถิงเอ่ยกับหญิงสาวพลางยื่นขนมให้ ลู่เข่อซินยิ้มกว้างก่อนจะรับขนมมาวางไว้ ถิงถิงนั่งลงข้างๆสหายช่วยซักผ้ากองโตที่ไม่มีท่าว่าจะเสร็จสักที "พวกเจ้าสองคนเมื่อไหร่จะดีกัน ข้าว่าเจ้าหายโกรธรองแม่ทัพได้แล้ว เขามาง้อเจ้าทุกเย็นหลังเลิกงานแต่เจ้าก็ไม่ยอมไปพบเขา อีกทั้งทุกเช้าก็ซื้อขนมมาฝากไว้ให้เจ้าไม่ขาด ข้าว่าเขาสำนึกผิดไม่กล้าทำผิดต่อเจ้าอีกแล้วล่ะ" "อื้ม~ ข้าว่าครั้งนี้เขาก็รู้สึกผิดไม่น้อยเช่นกัน" ลู่เข่อซินเอ่ยอย่างเห็นด้วย เพราะนางคบหากับเขามานานจึงรู้ว่าชายหนุ่มมีนิสัยเช่นไร ท้ายที่สุดนางก็ต้องยกโทษให้เขาอยู่ดีไม่รู้ว่าจะเสียเวลาไปกับการผิดใจกันนานๆทำไม "อีกแค่เดือนเดียวก็จะออกไปจากที่นี่แล้ว เจ้าคิดไว้หรือยังว่าจะไปทำอันใด" "ข้าหรือ....ก็คงกลับบ้านเกิดที่อำเภอเทียนตงไปพักผ่อนเสียหน่อย แล้วค่อยกลับมาหางานในโรงเตี๊ยมที่เมืองหลวงทำ ข้ามิอยากเป็นบ่าวรับใช้ใต้ชายคาเรือนผู้อื่นแล้วล่ะ เป็นพนักงานในโรงเตี๊ยมก็ได้ค่าแรงวันต่อวัน วันไหนอยากหยุดก็หยุดได้เลย แล้วเจ้าเล่าจะไปทำอันใดหรือว่าแต่งงานกับท่านรองแม่ทัพเลย" ถิงถิงเอ่ยหยอกล้อสหายพรางชนไหล่นางเบาๆ "เขาตั้งใจไว้เช่นนั้นจริงๆ แต่ข้าก็ไม่อยากพึ่งพาเขาเกินไป อยากเปิดร้านขนมเล็กๆไม่ต้องใหญ่โตด้วยนะข้าขี้เกียจจัดการร้าน มีพนังงานสักคนพอ วันไหนเหนื่อยก็ปิดร้าน วันไหนไม่อยากขายก็หยุดพัก ข้าว่าชีวิตที่ธรรมดาแบบนั้นทำให้ข้ามีความสุข" "ไว้พนักงานคนเดียวผู้นั้นข้าจะไปสมัครนะ" "ย่อมได้ ฮ่า" หญิงสาวเอ่ยพลางหัวเราะออกมาพร้อมกัน พวกนางก็แค่สตรีธรรมดาที่ไม่ได้มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ "งานเจ้าเสร็จแล้วหรือถึงได้มาช่วยข้าได้" หญิงสาวเอ่ยถามสหายเพราะปกติงานของถิงถิงคือดูแลความสะอาดของเรือนหลี่ซูฮวา และทุกวันนางจะต้องยืนคอยรับใช้ที่นั้น มิได้เป็นบ่าวคนสนิททุกวันจึงถูกใช้ต่อมาอีกที "วันนี้มีคนใหญ่โตมา คุณหนูใหญ่จึงไล่พวกข้าออกมาให้เหลือบ่าวไว้ไม่กี่คน รักษาภาพรักคุณหนูผู้เรียบง่ายไม่เรื่องมาก" ถิงถิงเอ่ยเบาราวกระซิบด้วยน้ำเสียงล้อเรียน ลู่เข่อซินถึงกับส่ายหน้าให้ท่าทางที่ขี้เล่นของสหาย "คนใหญ่โตที่ใดกัน" "อ๋องหนิงเฉินน่ะ ข้าไม่เห็นมาจวนหลี่เป็นเดือนแล้ว" คำพูดของถิงถิงทำเอาหญิงสาวชะงักมือที่กำลังซักผ้า ตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้นนางก็ไม่ได้พบกับเขาอีกเลย จนเกือบลืมเรื่องที่นางเคยไปอยู่ที่จวนโจวจนหมดสิ้น นี่สิที่เขาเรียกว่าเวลาพัดผ่านไปเร็วดั่งสายลม ที่ๆเคยอยู่หรือที่ๆเคยไปล้วนเลื่อนลางหายไป จนบางคราก็ลืมความรู้สึกขณะนั้นแล้วห้าปีต่อมาสายลมเย็นในช่วงปลายยามเว่ยพัดเบาๆ บริเวณลานหญ้ากว้างทำให้อากาศเย็นสบายตลอดทั้งวัน เด็กหญิงตัวเล็กกำลังวิ่งเล่นส่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยท่าทีร่าเริง ส่วนเด็กชายตัวเท่ากันกำลังนอนกลิ้งไปกับพื้นหญ้ากับเจ้าแมวขนปุกปุย วิ่งเล่นกันด้วยความสนุกสนาน ดูเหมือนว่าจวนแห่งนี้จะมีพี่เลี้ยงมากกว่าจวนอื่นๆ หลังสมรสกันได้เพียงแค่สามเดือน ลู่เข่อซินก็ตั้งท้องลูกแฝดชายหญิงในไม่นาน เนื่องด้วยผู้เป็นบิดาอายุมากแล้วเกรงว่าตนเองจะไม่ได้อยู่กับลูกนานๆ ท้องแรกก็เป็นลูกแฝดเลยเล่นทำเอาหญิงสาวเหน็ดเหนื่อยยามตั้งท้องเป็นอย่างมาก ปากของเขาก็บอกว่าไม่อยากเห็นหญิงสาวต้องทรมานอีกแล้ว แต่ในใจลึกๆของโจวหนิงเฉินก็อยากมีลูกเพิ่ม เขาไม่คิดเลยว่าเมื่อก่อนตนไม่อยากมีผู้ใดอยู่ตัวคนเดียว พอมีเจ้าตัวเล็กสองคน จวนของเขาก็เป็นจวนมากขึ้น เป็นครอบครัวมากขึ้น เขาไม่ได้สัมผัสความรู้สึกที่อบอุ่นเช่นนี้มาหลายสิบปี จนอยากมีเจ้าตัวเล็กเพิ่มอีก"ท่านแม่~ ท่านพ่อกลับมาแล้วเจ้าค่ะ"เด็กหญิงเอ่ยพลางชี้ไปทางประตูหน้าจวน เด็กสองคนแข่งกันวิ่งเข้าไปหาผู้เป็นบิดา โจวหนิงเฉินอ้าแขนรับคนทั้งคู่มาอุ้มด้วยแขนสองข้าง เดินมาทางหญิง"วันนี้ดื
"ครานี้ไม่มีคนอยู่แล้วนะ"โจวหนิงเฉินเอ่ยพลางยื่นหน้าไปใกล้หญิงสาว มือเรียวยกขึ้นห้ามเขาเอาไว้ก่อน "ท่านอ๋องมิเหนื่อยหรือเจ้าคะ""มิเหนื่อย อีกทั้งหิวมาเสียด้วย"ทันทีที่เอ่ยจบเขาก็แนบหน้าประชิดและบรรจงจูบช้าๆ ที่ริมฝีปากบางอย่างแผ่วเบา หญิงสาวตอบรับการจูบนั้นอย่างมิปฏิเสธ ครานี้หญิงสาวเป็นคนของเขาอย่างสมบูรณ์ เป็นฮูหยินของเขาอย่างถูกต้อง มือหนาคว้าร่างบางมานั่งบนตักตนเอง หญิงสาวเองก็ยกแขนขึ้นโอบคอชายหนุ่มเอาไว้ แล้วใช้ลิ้นตวัดที่ริมฝีปากของเขา ก่อนจะแทรกลิ้นเข้าในปากเกี่ยวรัดกันเอาไว้เบาๆ ร่างใหญ่ยกหญิงสาวให้ลอยลิ่วเหนืออากาศเดินไปยังเตียงกว้างทันทีและวางนางลงเบาๆ"ข้าชอบรอยยิ้มของเจ้าที่สุดฮูหยิน"โจวหนิงเฉินเอ่ยขณะที่ใช้มือสัมผัสไปที่เรียวปากบาง"ข้าเองก็ชอบดวงตาของท่านพี่ยามที่มองข้าที่สุดเช่นกันเจ้าค่ะ"หญิงสาวเอ่ยพลางเอื้อมมือไปสัมผัสที่ใบหน้าคม มือหนาเอื้อมมือไปถอดเครื่องหัวบนศีรษะนางออก เส้นผมดกดำสยายตกลงมาตามแรงลม"สตรีที่ข้ารัก วันนี้กลายมาเป็นฮูหยินของข้าแล้ว"โจวหนิงเฉินไม่เอ่ยเปล่าแต่ยังจูบพิตไปที่หน้าผากเนียนอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนริมฝีปากมาที่ปลายจมูกเรียว และสุดท้
จ้งตง.ยามชื่อ (กลางฤดูเหมันต์เดือนสิบเอ็ด) แสงอาทิตย์ยามสายทอแสงเป็นประกายสะท้อนเกร็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ช่วงกลางฤดูเหมันต์เช่นนี้นับว่าหาดูได้ยาก ก่อนวันงานหิมะตกหนักจนทำให้ทุกคนเป็นกังวล แต่วันนี้กลับเห็นแสงแดดของดวงอาทิตย์ได้ เหมือนกำลังอวยพรให้คู่บ่าวสาว ผ้ามงคลสีแดงถูกตกแต่งบนเกี้ยวไม้ประดับประดาด้วยม่านมุขเพิ่มความเป็นสิริมงคล ขบวนเจ้าสาวยาวนับลี้กำลังเคลื่อนตัวไปยังจวนเจ้าบ่าวที่ตั้งตารอการมาถึง สองข้างทางมีชาวบ้านมารอเชยชมเจ้าสาวของอ๋องหนิงเฉิน บุรุษที่ขึ้นชื่อว่าเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า ขบวนเกี้ยวหยุดลงหน้าจวนที่ตกแต่งเพื่อต้อนรับการมาถึงของเจ้าสาวเช่นกัน บุรุษสวมชุดมงคลดูงามสง่าใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มรอรับเจ้าสาวอยู่ก่อนแล้ว"รับตัวเจ้าสาว"โจวหนิงเฉินเข้าไปอุ้มหญิงสาวลงจากเกี้ยวเพื่อไม่ให้เท้าแตะพื้นก่อนเข้าจวน พรมแดงทอดยาวจากหน้าประตูจวนไปยังห้องโถงพิธี หนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษชะตาต้อง สวมอาภรณ์มงคลสีขาวสะอาดทั้งตัว ด้ายแดงลวดลายมงคลที่ถูกปักเย็บอย่างประณีตเข้าคู่กัน สมกับเป็นชุดมงคลที่เจ้าบ่าวป่าวประกาศไว้ว่าตัดเอาไว้ตั้งแต่พบนางได้เพียงปีเดียวเท่านั้น ทำให้ยามที่เดินเคียงข้าง
หนึ่งเดือนผ่านไปหลังจากงานพระราชสมภพของฝ่าบาทได้เพียงสองวัน ก็มีประกาศคลายข้อสงสัยที่กำลังถูกราษฎร ที่วิจารณ์เหตุการณ์ไฟใหม้ที่อำเภอชายแดนติดกับแคว้นเจียงซี แท้จริงแล้วของที่ถูกเผาถูกสับเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นก่อนแล้ว เพื่อไม่ให้ข้าวของ วัถุดิบ แร่ต่างๆต้องเสียเปล่า ขุนนางที่เกี่ยวข้องถูกประหาร ส่วนคนที่เรือนก็ถูกริบทรัพย์ทั้งหมด นับว่าครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ ไทเฮามีโทษประหารแต่ยังไม่ทันได้ประกาศบทลงโทษ นางก็ตัดสินใจปลิดชีวิตของตนเองลงในตำหนัก มีข่าวลือออกมาว่าก่อนวันที่นางจะสิ้นใจ ได้นั่งสนทนากับฝ่าบาททั้งวันทั้งคืน"ทั้งหมดหนึ่งเหรียญภู่เงินเจ้าค่ะ"ลู่เข่อซินยังคงใช้ชีวิตปกติของนางทุกวัน ตอนนี้ร้านของนางไปได้ดีมากๆ และยังเปิดอีกหลายที่ต่างจากความคิดของนางก่อนหน้าที่จะทำเพียงเล็กๆเท่านั้น ขนาดขยันถึงเพียงนี้กลับมีคนผู้หนึ่งที่เอาแต่ขู่ว่าจะทำให้ร้านนางเจ๊งไปซะ เนื่องด้วยไม่มีเวลาให้เขา แต่ขณะที่หญิงสาวกำลังขายของอยู่นั้นก็มีขบวนทหารอีกทั้งขุนนางจำนวนหนึ่งตั้งแถวเดินมาที่ร้านนาง"แม่นางลู่อยู่หรือไม่"เสียงขันทีเอ่ยเรียกหญิงสาวที่หน้าร้าน ลู่เข่อซินรีบเดินเข้าไป
"ฝ่าบาท ฝ่าบาทช่วยคืนความยุติธรรมให้กระหม่อมด้วย"ขณะที่ถูกทหารคุมตัวไปนั้นก็ร้องออกมาขอความเป็นธรรมด้วย หลันหลงเหยฟุบไปที่พื้นด้วยความจนปัญญา ครานี้นางพลาดแล้ว นางคิดว่าบุตรชายที่เกิดนางจะเข้าข้างนางเสียอีก กลับไปเห็นด้วยกับคนผู้นี้ น้ำตาของนางไหลออกมาจนดูน่าสงสารเผื่อมันจะช่วยเรียกคะแนนสงสารได้บ้าง"หานเออร์ฟังแม่ก่อนนะ""เสด็จแม่รู้หรือไม่ ทำเช่นนี้โทษหนักถึงขั้นประหารเก้าชั่วโคตรเลยนะพะยะค่ะ ท่านจะให้ข้าทำเช่นไร ให้ข้าเป็นฮ้องเต้ที่สั่งประหารมารดาตนเองอย่างนั้นหรือ"หลันเฟิงเย่วเอ่ยด้วยสีหน้าไม่ดีนัก เขาทั้งผิดหวังและแตกสลาย แต่เขาจะยอมแลกมารดาเพียงคนเดียว กับราษฎรและทหารที่ปกป้องอยู่ชายแดนกว่าแสนนายอย่างไร "ท่านกำลังทำให้ข้าต้องเลือก ว่าจะทำหน้าที่บุตรชายที่ดีแต่ละทิ้งราษฎร หรือกำลังเป็นบุตรที่อกตัญญูละทิ้งมารดาเพื่ออยู่ข้างราษฎร ท่านจะให้ข้าต้องจมอยู่กับความเจ็บปวดไปตลอดชีวิตหรือ""หานเออร์แม่......"คำพูดของบุตรชายทำให้นางพูดอะไรไม่ออก นางเพียงกลัวว่าจะมีคนมาแย่งตำแหน่งนี้ไป และกลัวว่าอำนาจที่นางมีในมือจะถูกเปลี่ยนคน ที่นางทำทุกอย่างมิใช่เพื่อตัวนางเองคนเดียวทั้งหมด นางเองก็ถู
"รับอะไรดีเจ้าคะ"ลู่เข่อซินเอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังหันหลังอยู่ แต่สัมผัสได้จากเสียงเดินว่ามีลูกค้ามา หญิงสาวถามไปสักพักกลับไม่มีเสียงตอบกลับมา นางจึงหันหลังไปดู พบว่าเป็นคนผู้หนึ่งคนที่นางคุ้นเคยดี ใบหน้าที่ยิ้มกว้างก่อนหน้าหุบลงทันที เท้าเรียวสองข้างก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ"เจียวมิ่ง"เหตุการณ์คราก่อนหญิงสาวยังจำไม่เคยลืม เรื่องเลวร้ายที่ชายหนุ่มทำกับตน หากว่าท่านอ๋องไม่ได้ช่วยไว้ทันป่านนี้นางอาจจะกลายเป็นอนุในเรือนเขาแล้วก็ได้ หญิงสาวรักและเชื่อใจเขามาตลอดหลายปี แต่ชายหนุ่มกลับทำร้ายและทำลายนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงแม้ในใจนางจะรังเกียจชายผู้นี้ไปแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นก็ผ่านไปแล้ว ความโกรธถูกลืมเลือนเหลือเพียงความเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันบนแผ่นดิน ไม่ขอข้องเกี่ยวกันอีก ใบหน้าของเจียวมิ่งเต็มไปด้วยคำขอโทษ เขาได้รับผลของการกระทำนั้นแล้ว และรู้ดีว่าที่วันนี้เขาได้เป็นถึงรองแม่ทัพมิได้มาจากความสามารถเขาเพียงอย่างเดียว แต่นางยังมีส่วนช่วยอีกด้วย เขาก็ยังทิ้งนางไปแต่งงานกับสตรีอื่น"ข้าอยากมาขอโทษเจ้าสำหรับทุกเรื่อง หากแล้วไม่ ชีวิตนี้ของข้าคงไม่มีความสุขและไม่สามารถปล่อยวางได้"ชายหนุ่มเอ่ยออกมา
สามสัปดาห์เข้าอาทิตย์ที่สามแล้วหลังหญิงสาวถูกโบย ยาที่นางกินและใช้ทาดีมาก ไม่คิดว่ามันจะหายเร็วถึงเพียงนี้ อีกทั้งยังดูเหมือนว่าจะไม่ทิ้งร่องรอยไว้อีกด้วย ต่างกับคุณหนูใหญ่เข้าอาทิตย์ที่สามแล้วยังลุกเดินไม่ได้ หรือจริงๆแล้วเพราะนางเป็นสาวใช้ร่างกายจึงปรับสภาพได้ไวกันหญิงสาวจำเหตุการณ์วันที่ถูกโบย
"ท่านอ๋องจะไปดูแม่นางลู่หน่อยหรือไม่ขอรับ"หวังเหล่ยเอ่ยถามผู้เป็นนายหลังเดินออกมาจากห้องโถง โจวหนิงเฉินชั่งใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางเดินไปยังเรือนที่หญิงสาวกำลังให้ท่านหมอรักษา แต่เพียงเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เห็นคนผู้หนึ่งเดินตัดหน้าตนไป เจียวมิ่งเดินกึ่งวิ่งไปด้วยความร้อนรน เขาเป็นห่วงหญิงส
บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่บรรยากาศเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน ทุกคนมาพร้อมหน้าตากันที่นี่ หลี่จื่อหานไม่รู้ว่าจะเริ่มเอ่ยบทสนทนาเช่นไร โจวหนิงเฉินเองก็อยู่ไม่เป็นสุขเนื่องด้วยตอนนี้ที่ห้องพักบ่าวรับใช้ท่านหมอกำลังรักษาลู่เข่อซินอยู่ เขาอยากไปดูนางใจแทบขาดแต่ไม่สามารถไปได้ ดวงตาคมหันมองไปยังทิศที่หญิง
เช้าวันถัดมาเพล้ง!เสียงถ้วยชาแตกที่พื้นเสียงดังเนื่องด้วยแรงปาจากคนผู้หนึ่ง หลี่ซูฮวาดูเหมือนจะมีน้ำโหไม่น้อยที่ถูกลู่เข่อซินบอกว่าพู่กันนั้นเป็นของตนเอง นางเป็นถึงคุณหนูใหญ่อีกทั้งบิดายังเป็นถึงเสนาบดีกรมคลังไหนเลยจะเอาของของบ่าวรับใช้มาเป็นของตน หญิงสาวมาทวงเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้นางเสียหน้า พลางหั







