LOGIN“หยุดดิ้นเดี๋ยวนี้!”
คราวนี้เขาชะงักก้าว หันขวับกลับมาตวาดใส่เสียงเข้ม ทว่าอรณิชาก็ยังไม่ฟังอยู่ดี จนชายหนุ่มทนไม่ไหวต้องรวบร่างบางแบกขึ้นใส่บ่า ก่อนจะฟาดมือหนาลงบนสะโพกกลมงอนของเธอเต็มแรงดังเพียะ!
“โอ๊ย! ไอ้คนบ้า!” หญิงสาวร้องโวยวายด้วยความเจ็บปนตกใจ ร่างบางยิ่งดิ้นขลุกขลักมากกว่าเดิม
“ยังไม่หยุดดิ้นอีกใช่ไหม”
ชายหนุ่มเลื่อนมือไปเกาะกุมบั้นท้ายกลมกลึง แล้วบีบขยี้คลึงเป็นจังหวะ ยังผลให้อรณิชาเบิกตาโพลงหวีดร้องหนักกว่าเดิม
“ไอ้บ้า! ไอ้ลามก! ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ”
“ไม่ปล่อย”
ชลพฤกษ์สะใจที่สามารถแก้เผ็ดยัยทอมแสบจอมอวดดีได้
ด้านฐิตาภาที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ใกล้ๆ เห็นท่าทางไม่ค่อยจะดี จึงรีบวิ่งเข้ามาห้ามปรามชายหนุ่ม
“คุณคะ ปล่อยเพื่อนฉันลงเถอะนะคะ”
เสียงหวานอ้อนวอนบุรุษผู้เป็นคู่กรณีของอรณิชาเพื่อให้เขาหยุดการคุกคามนั่นเสีย
ชลพฤกษ์ตวัดหางตาไปมองแววตาไหวระริกของฐิตาภาที่กำลังอยู่ในอาการตกใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวเหยียด
“ดูเพื่อนเธอสิ มันน่าไหมล่ะ!” เสียงทุ้มคำรามติดตะคอก ทำเอาฐิตาภาสะดุ้งโหยง
“ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!” อรณิชายังคงโวยวายเสียงดังและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
“ฉันขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะคะ”
ฐิตาภายกมือขึ้นไหว้ เมื่อเห็นว่าเพื่อนของตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบเอามากๆ
ชลพฤกษ์ยังนึกโมโหยัยทอมซ่าปากเปราะอยู่ไม่หาย แต่เขาก็ไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ เมื่อคิดได้เช่นนั้นชายหนุ่มจึงวางร่างแสนพยศนั่นลงจากบ่าอย่างไม่นุ่มนวลนัก
“เอ้า...ลงไปซะ!”
ทันทีที่เท้าแตะพื้น อรณิชาก็ถลาตัวเข้าไปหาร่างสูงใหญ่ แล้วใช้เข่าแหลมเล็กกระแทกเข้าไปที่จุดยุทธศาสตร์สุดรักสุดหวงของชายหนุ่มเต็มแรงดังตุ๊บ!
“โอ๊ย!!!”
ชลพฤกษ์หน้าเขียว ดวงตาถลึงเหลือกจนแทบจะทะลุออกมาจากเบ้า ก่อนจะทรุดตัวลงไปนอนดิ้นพล่านอยู่ที่พื้นถนนราวกับต้นไม้ถูกโค่น
“ยัยบ้า...”
เสียงห้าวทุ้มเปล่งออกมาอย่างยากลำบาก มือหนาเลื่อนไปกอบกุมกล่องดวงใจเอาไว้ด้วยความเจ็บปวดพร้อมกับจ้องมองหน้าอรณิชาเป็นเชิงคาดโทษ
“จำไว้นะ!” หญิงสาวชี้หน้า แววตาดุดัน “คราวหลังอย่าคิดจะทำอะไรสั่วๆ กับฉันอีก ไม่เช่นนั้น...ไอ้หนอนน้อยตัวจิ๋วของนายได้สูญพันธุ์แน่ เข้าใจเอาไว้ด้วย”
อรณิชายิ้มเหยียดและยักคิ้วยุกยิกขึ้นลงแบบยียวน ก่อนจะหันไปคว้าข้อมือของฐิตาภาแล้วเดินเชิดหน้าหนีจากร่างสูงใหญ่ที่ยังคงลุกไม่ขึ้นราวกับผู้ชนะ
“ฝากไว้ก่อนเถอะ ยัยหมาบ้า...”
ชลพฤกษ์สบถออกมาเสียงขรมด้วยความโกรธจัด ที่แน่นอยู่ในอกปานภูเขาไฟกำลังจะระเบิด แล้วจึงค่อยๆ ประคองตัวลุกขึ้นเดินโขยกเขยกไปที่รถสปอร์ตคันหรูอย่างทุลักทุเล
ร่างบอบบางของสองสาวเดินไปตามทางเดินแคบๆ ของสลัมอย่างคล่องแคล่ว เป็นเวลาร่วมยี่สิบปีแล้วที่อรณิชาและฐิตาภาใช้เส้นทางนี้เป็นเส้นทางเข้าออกไปยังบ้านหลังเล็กๆ ของพวกเธอ
“เจ็บมากไหมฝ้าย” ฐิตาภาหยุดถามเมื่อเดินมาถึงปากทางที่จะเข้าบ้านของตัวเอง
“ไม่มากหรอกภา แต่หมอนั่นสงสัยจะเจ็บหนัก”
อรณิชาพูดอย่างสะใจเมื่อนึกถึงภาพที่ชลพฤกษ์ทรุดตัวลงไปนอนชักดิ้นชักงออยู่บนพื้นถนนเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา
“แล้วคืนนี้ฝ้ายจะไปทำงานไหวหรือเปล่า?”
“ไหวสิ แค่นี้สบายมาก” อรณิชายิ้มให้เพื่อนอย่างมั่นใจ แล้วแยกทางกับฐิตาภาในตอนนั้น
“ยายจ๋า...ฝ้ายกลับมาแล้ว”
ทันทีที่ย่างกรายเข้ามาถึงบ้านหลังกะทัดรัด เสียงใสๆ ก็ตะโกนเรียกหาผู้เป็นยายเจื้อยแจ้วอย่างที่เคยทำเป็นประจำ
“กลับมาแล้วเหรอลูก...”
ยายแจ่มหญิงชราวัยเจ็ดสิบปีละมือจากการนวดแป้งที่จะใช้ทำขนม เมื่อได้ยินเสียงเรียกของหลานสาวคนเดียว
อรณิชาเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุเพียงเจ็ดขวบ เธออาศัยอยู่กับยายสองคนมาโดยตลอด ความเป็นอยู่ของทั้งคู่ในชุมชนแออัดแห่งนี้ค่อนข้างลำบากแร้นแค้น แต่อรณิชาก็ไม่เคยย่อท้อ เธอตั้งใจทำงานและส่งเสียตัวเอง จนตอนนี้หญิงสาวเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยในชั้นปีที่สองแล้ว
“วันนี้เป็นไงบ้างลูกขายขนมหมดไหม” ยายแจ่มถามเมื่ออรณิชาเข้ามากอดเอวอย่างประจบ
“ไม่หมดจ้ะยาย”
“แล้วขนมที่เหลือล่ะ อยู่ไหนลูก”
“โดนผู้ชายบ้าที่ไหนก็ไม่รู้ขับรถเหยียบเละหมดแล้ว...” อรณิชาตอบอย่างนึกโกรธๆ
“ตายแล้ว! เป็นอะไรมากหรือเปล่าลูก?” หญิงชรากระวีกระวาดสำรวจหลานสาวของตัวเองอย่างละเอียดยิบ
“ฝ้ายไม่เป็นอะไรจ้ะยาย”
ยกเว้นสะโพกที่เขียวช้ำไปหมด เพราะโดนคนบ้านั่นฟาดซะเต็มแรง หญิงสาวคิดต่อในใจอย่างหงุดหงิดปนฉุนเฉียว
“วันหลังต้องระวังไว้นะลูก ถ้าหนูเป็นอะไรไปยายจะอยู่ยังไง” ยายแจ่มลูบศีรษะเล็กๆ ของหลานสาวด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ต้องห่วงฝ้ายนะจ๊ะยายจ๋า” อรณิชาคลี่ยิ้มละไม “หลานยายคนนี้ไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอกจ้ะ”
“แล้วงานที่ทำตอนกลางคืนล่ะ ไม่ทำได้ไหม มันเสี่ยงนะลูก”
“โอ๋ๆ ยายจ๋า นี่อรณิชาที่เคยได้ยูโดสายดำมาแล้วนะจ๊ะ ยายอย่าห่วงเลย ถ้าใครหน้าไหนกล้ามาแหยม ฝ้ายจะเอาให้นอนหยอดน้ำข้าวต้มไปหลายวันเลยล่ะคอยดู”
อรณิชาพูดเพื่อให้ผู้เป็นยายคลายความกังวล หญิงสาวก็ไม่ได้พูดเกินจริงสักนิดเพราะเธอเป็นสมาชิกชมรมยูโดที่มหาวิทยาลัย ฝีมือเรื่องการต่อสู้ของเธอดีเยี่ยมอยู่ในระดับสายดำทีเดียว กิตติศัพท์ความแก่นแก้วและเก่งกาจของอรณิชาเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งสลัม ทำให้ไม่มีผู้ชายคนไหนในย่านนี้กล้าตอแย มิหนำซ้ำยังมีเด็กผู้ชายหลายคนมาขอเป็นลูกศิษย์ เธอจึงดูเหมือนเป็นหัวหน้าแก๊งกรายๆ
“แต่ถึงยังไงฝ้ายก็เป็นผู้หญิง ควรต้องระวังตัวเอาไว้บ้างก็ดี”
สีหน้าของคนเป็นยายยังเต็มไปด้วยความกังวลเพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของหลานสาว
“ถ้าฝ้ายไม่ไปทำงานที่นั่น ฝ้ายก็ไม่มีเงินค่าเทอมสิจ๊ะยาย”
อรณิชาให้เหตุผลเกี่ยวกับความจำเป็นของตัวเอง
“ยายขอโทษนะ ที่ส่งเสียฝ้ายไม่ได้เลย ถ้าพ่อแม่ของฝ้ายยังอยู่ หนูก็คงไม่ลำบากแบบนี้...”
น้ำตาของหญิงชราซึมออกจากขอบตาด้วยความเวทนาหลานสาว อรณิชาโอบที่เอวของผู้เป็นยาย พร้อมกับซบใบหน้าลงแนบบนอกที่ตอนนี้มีรอยเหี่ยวย่นตามวัย
“อย่าพูดอย่างนั้นสิจ๊ะยาย แค่ฝ้ายมียายคอยห่วงใย ฝ้ายก็ดีใจแล้ว ยายไม่ต้องห่วงฝ้ายหรอกนะจ๊ะ ฝ้ายสัญญาว่าถ้าเรียนจบแล้ว ฝ้ายจะเลิกทำงานแบบนั้นทันที”
อรณิชาให้คำมั่นกับยายแจ่ม หญิงชราทอดถอนหายใจออกมา ก่อนจะพยักหน้าให้หลานสาวเพื่อให้คลายความกังวลใจ
จากนั้นอรณิชาก็เดินเลี่ยงเข้าห้องอาบน้ำแต่งตัวใหม่ เพื่อเตรียมไปทำงานในช่วงหัวค่ำ เธอและฐิตาภาทำงานพิเศษในช่วงกลางคืนโดยทำหน้าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟที่ผับแห่งหนึ่ง หญิงสาวเลือกวันที่ไม่ตรงกับตารางเรียนในตอนเช้าของอีกวัน โดยเจ้าของผับก็เข้าใจและยอมให้เลือกวันทำงานได้ เพราะเห็นว่าเธอเป็นคนที่ขยันอดทนและไม่เคยเอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน
วิถีชีวิตของอรณิชาเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เริ่มเรียนมัธยมปลายจนมาถึงระดับมหาวิทยาลัย เธอเองไม่ได้รู้เลยว่าอีกไม่นานการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นกับชีวิตของเธอ...
“ขอโทษครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ”ผู้จัดการผับพูดด้วยน้ำเสียงประนีประนอมเพราะถึงอย่างไรก็ไม่อยากให้มีเรื่องเกิดขึ้นในผับที่เขาดูแลอยู่“ผู้จัดการคะ” อรณิชาชิงพูดขึ้นก่อน “หมอนี่มันลวนลามฝ้าย”“นี่เธอพูดจาให้มันดีๆ นะ!” ชายหนุ่มหันมาตวาดเสียงเข้ม“ก็หรือว่าไม่จริง นายกำลังลวนลามฉันอยู่”“แค่จับมือเนี่ยนะ?” ชลพฤกษ์แสยะยิ้มมุมปาก กึ่งขำกึ่งโมโหกับคำพูดของยัยทอมที่เหมือนใส่ร้ายเขา“ก็ใช่น่ะสิ!” คางเล็กๆ เชิดขึ้นอย่างถือดี“อย่างนี้ต่างหากที่เขาเรียกว่า...ลวนลาม!”สิ้นคำพูด ชายหนุ่มก็กระชากร่างบอบบางของคนอวดดีเข้าไปกอดไว้แน่น วงแขนแกร่งโอบรัดเอวคอดกิ่ว พร้อมๆ กับที่มือใหญ่วางลงบนสะโพกผายกลมกลึงแล้วขยำเคล้นคลึงอย่างมันเขี้ยว“ว้าย! ไอ้คนบ้า!”อรณิชาแผดเสียงใส่ด้วยความโกรธจัด ร่างบางรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดเท่าที่มี รีบผลักร่างหนาให้ออกห่าง ก่อนจะซัดกำปั้นน้อยๆ ลงบนใบหน้าหล่อคมเต็มแรงผัวะ!!!เสียงกำปั้นกระทบกับโหนกแก้มดังให้ได้ยินพอสมควร จนร่างสูงของเขาเซถลานิดๆ ใบหน้าหล่อเหลาสะบัดไปตามแรงเหวี่ยงของกำปั้น เลือดสีแดงฉานซึมออกมาตรงมุมปากและเมื่อชลพฤกษ์ได้ลิ้มรสเลือดของตนเอง ก็โมโหจนเลือดขึ้นหน้า
ณ คฤหาสน์มหธาดา“อะไรนะครับคุณแม่!” ‘ชลพฤกษ์’ ชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดปี โวยวายขึ้นทันทีหลังจากมารดาพูดบางอย่างจบ“ใจเย็นๆ สิชล แม่มีเหตุผลจริงๆ นะ แม่จำเป็นต้องรักษาสัญญาที่ผู้ใหญ่เคยให้กันไว้”เสียงของคุณหญิงดวงแขพยายามเกลี้ยกล่อมบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของตนเอง“แม่จะสนใจทำไมครับ คุณพ่อท่านเสียไปนานแล้ว”“แต่มันมีผลต่อเกียรติวงศ์ตระกูล ‘มหธาดา’ ของเรานะลูก ถ้าทางโน้นทวงสัญญาขึ้นมาแล้วป่าวประกาศว่าเราตระบัดสัตย์ล่ะ”ได้ยินแบบนั้น ใบหน้าคมสันก็กระด้างขึ้นฉับพลัน พร้อมกับแววตาแข็งกร้าวที่สาดลำแสงร้อนแรงออกมาอย่างเปิดเผย“เป็นตายยังไง ผมก็ไม่มีทางยอมหมั้นกับคนที่ผมยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาหรอกครับคุณแม่ มิหนำซ้ำหัวนอนปลายเท้าของเขาเราก็ยังไม่รู้อีก” ชลพฤกษ์เถียงด้วยน้ำเสียงดื้อดึงและรู้สึกหัวเสียเป็นอย่างมาก ทั้งที่เขาอุตส่าห์รีบบึ่งรถกลับมาคฤหาสน์หลังจากได้รับโทรศัพท์ของคุณหญิงดวงแขที่บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย ที่แท้เรื่องสำคัญของผู้เป็นมารดานั้นก็คือ...เรื่องการหมั้นอันไร้สาระนี่เอง!“แต่แม่รู้ว่าคนที่ชลกำลังกล่าวหาว่าไม่มีหัวนอนปลายเท้านั้นคือใคร?”คำพูดดังกล่าวทำเอาชลพฤกษ์รีบขมวดคิ้วแน่น
“หยุดดิ้นเดี๋ยวนี้!”คราวนี้เขาชะงักก้าว หันขวับกลับมาตวาดใส่เสียงเข้ม ทว่าอรณิชาก็ยังไม่ฟังอยู่ดี จนชายหนุ่มทนไม่ไหวต้องรวบร่างบางแบกขึ้นใส่บ่า ก่อนจะฟาดมือหนาลงบนสะโพกกลมงอนของเธอเต็มแรงดังเพียะ!“โอ๊ย! ไอ้คนบ้า!” หญิงสาวร้องโวยวายด้วยความเจ็บปนตกใจ ร่างบางยิ่งดิ้นขลุกขลักมากกว่าเดิม“ยังไม่หยุดดิ้นอีกใช่ไหม”ชายหนุ่มเลื่อนมือไปเกาะกุมบั้นท้ายกลมกลึง แล้วบีบขยี้คลึงเป็นจังหวะ ยังผลให้อรณิชาเบิกตาโพลงหวีดร้องหนักกว่าเดิม“ไอ้บ้า! ไอ้ลามก! ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ”“ไม่ปล่อย”ชลพฤกษ์สะใจที่สามารถแก้เผ็ดยัยทอมแสบจอมอวดดีได้ด้านฐิตาภาที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ใกล้ๆ เห็นท่าทางไม่ค่อยจะดี จึงรีบวิ่งเข้ามาห้ามปรามชายหนุ่ม“คุณคะ ปล่อยเพื่อนฉันลงเถอะนะคะ”เสียงหวานอ้อนวอนบุรุษผู้เป็นคู่กรณีของอรณิชาเพื่อให้เขาหยุดการคุกคามนั่นเสียชลพฤกษ์ตวัดหางตาไปมองแววตาไหวระริกของฐิตาภาที่กำลังอยู่ในอาการตกใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวเหยียด“ดูเพื่อนเธอสิ มันน่าไหมล่ะ!” เสียงทุ้มคำรามติดตะคอก ทำเอาฐิตาภาสะดุ้งโหยง“ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!” อรณิชายังคงโวยวายเสียงดังและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด“ฉันขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะคะ”
รถสปอร์ตยี่ห้อดังซึ่งนำเข้าจากยุโรปคันหนึ่งกำลังแล่นไปตามท้องถนนปานพญาเหยี่ยวที่กำลังโฉบเฉี่ยวอยู่บนเวหาด้วยความเร็วค่อนข้างสูงตามสมรรถนะของเครื่องยนต์บุรุษที่กำลังบังคับพวงมาลัยและแตะคันเร่งอย่างคล่องแคล่วอยู่นั้นเป็นชายหนุ่มรูปร่างสง่างาม แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์ดังหรูหรา ใบหน้าหล่อคมคายราวกับนายแบบตามหน้านิตยสารดัง มีเพียงคนที่สนิทสนมเท่านั้น ที่รู้ว่าภายใต้ใบหน้านี้ เจ้าตัวกลับเป็นคนอารมณ์ร้อน โมโหร้าย และเอาแต่ใจเป็นที่สุดสายตาคู่คมจดจ้องมองไปเบื้องหน้าพร้อมกับแตะคันเร่งเมื่อเห็นสัญญาณไฟจราจรกำลังจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง กระทั่งขับผ่านไปได้อย่างหวุดหวิด ขณะที่รถคันอื่นๆ ซึ่งตามหลังมาต่างก็เบรกกันเป็นแถว“ฟู่ววว์...เกือบไม่ทันแล้วเรา”ทว่าความสบายใจนั้นก็ต้องแปรเปลี่ยนเป็นสะดุ้งวาบในวินาทีต่อมา! ชายหนุ่มรีบใช้เท้าเหยียบเบรกเต็มแรง จนเสียงลากล้อรถดังเอี๊ยด พร้อมๆ กับที่หญิงสาวคนหนึ่งซึ่งแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าค่อนข้างมอมแมม ผงะล้มหงายลงไปกองอยู่กับพื้นถนนก้นจ้ำเบ้า“บ้าชะมัด!” ชลพฤกษ์เจ้าของรถสปอร์ตคันหรู สบถออกมาอย่างหงุดหงิดปนฉุนเฉียว ก่อนจะรีบเปิดประตูรถลงไปดูซึ่งในจังหวะเดี







