เข้าสู่ระบบ“ขอโทษครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ”
ผู้จัดการผับพูดด้วยน้ำเสียงประนีประนอมเพราะถึงอย่างไรก็ไม่อยากให้มีเรื่องเกิดขึ้นในผับที่เขาดูแลอยู่
“ผู้จัดการคะ” อรณิชาชิงพูดขึ้นก่อน “หมอนี่มันลวนลามฝ้าย”
“นี่เธอพูดจาให้มันดีๆ นะ!” ชายหนุ่มหันมาตวาดเสียงเข้ม
“ก็หรือว่าไม่จริง นายกำลังลวนลามฉันอยู่”
“แค่จับมือเนี่ยนะ?” ชลพฤกษ์แสยะยิ้มมุมปาก กึ่งขำกึ่งโมโหกับคำพูดของยัยทอมที่เหมือนใส่ร้ายเขา
“ก็ใช่น่ะสิ!” คางเล็กๆ เชิดขึ้นอย่างถือดี
“อย่างนี้ต่างหากที่เขาเรียกว่า...ลวนลาม!”
สิ้นคำพูด ชายหนุ่มก็กระชากร่างบอบบางของคนอวดดีเข้าไปกอดไว้แน่น วงแขนแกร่งโอบรัดเอวคอดกิ่ว พร้อมๆ กับที่มือใหญ่วางลงบนสะโพกผายกลมกลึงแล้วขยำเคล้นคลึงอย่างมันเขี้ยว
“ว้าย! ไอ้คนบ้า!”
อรณิชาแผดเสียงใส่ด้วยความโกรธจัด ร่างบางรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดเท่าที่มี รีบผลักร่างหนาให้ออกห่าง ก่อนจะซัดกำปั้นน้อยๆ ลงบนใบหน้าหล่อคมเต็มแรง
ผัวะ!!!
เสียงกำปั้นกระทบกับโหนกแก้มดังให้ได้ยินพอสมควร จนร่างสูงของเขาเซถลานิดๆ ใบหน้าหล่อเหลาสะบัดไปตามแรงเหวี่ยงของกำปั้น เลือดสีแดงฉานซึมออกมาตรงมุมปาก
และเมื่อชลพฤกษ์ได้ลิ้มรสเลือดของตนเอง ก็โมโหจนเลือดขึ้นหน้า ร่างสูงใหญ่รีบถลาตัวเข้าไปหาร่างเล็กและจับกระชากเข้ามาพร้อมกับระดมจุมพิตดิบเถื่อนลงบนริมฝีปากแสนรั้นนั้นทันทีปานอสรพิษฉกเหยื่อ!
เหตุการณ์ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ทำเอาเพื่อนๆ ของชลพฤกษ์และผู้จัดการผับถึงกับมองตาค้าง
ริมฝีปากหยักสวยทาบเข้ากับกลีบปากกระจับของเธออย่างช่ำชอง พร้อมทั้งลากมือหนาลูบไล้ลงมาตามแนวโค้งของแผ่นหลังนุ่มนิ่ม ทำเอาหญิงสาวเบิกตากว้าง ตัวสั่นระริกด้วยความโกรธระคนตกใจ นึกไม่ถึงว่าจะถูกเขารุกรานอย่างอุกอาจเช่นนี้ วิชายูโดสายดำที่ร่ำเรียนมาเหมือนหายไปจากสมองชั่วขณะ ยังผลให้อรณิชาตัวแข็งทื่อ สติเลื่อนลอย
ชลพฤกษ์เองก็เหมือนตกอยู่ในภวังค์ เขารู้สึกติดใจความหอมหวานที่ได้ลิ้มรสเป็นครั้งแรกจากริมฝีปากอิ่มเต็ม รสชาติของมันหวานจนเหมือนจะมึนเมา ยิ่งจูบก็ยิ่งคล้ายกับยาเสพติดจนไม่อาจอิ่มเอมความละมุนละไมตรงหน้าได้ง่ายๆ
“อืม...” ชายหนุ่มครางเสียงลึกออกมาเบาๆ อย่างพึงพอใจ
หญิงสาวจวนเจียนจะขาดใจ ริมฝีปากหนาจึงค่อยๆ ถ่ายถอนออกเพียงนิดเดียวเพื่อให้เธอได้หายใจสะดวกยิ่งขึ้น
ในวินาทีนั้นอรณิชาจึงได้สติ แต่ก็ยืนโงนเงนเพราะยังคงมึนงงหรือมึนเมาในรสจุมพิตครั้งแรกของชีวิตสาว
เพียะ!!!
ถึงจะงงแค่ไหน ทว่าอรณิชาก็ไม่ลืมที่จะสะบัดฝ่ามือลงบนโหนกแก้มของเขาเต็มแรง
และก่อนที่เหตุการณ์จะลุกลามใหญ่โตไปมากกว่านั้น ผู้จัดการร้านและอธิชาติก็รีบเข้าไปหย่าศึก
“ไอ้บ้า! ไอ้เลว! นายมัน...” อรณิชาสรรหาคำด่ามาสารพัดเพื่อให้สาสมกับความโกรธและอับอายของเธอ
“ผมต้องการให้ไล่เด็กคนนี้ออก” เสียงทรงอำนาจเอ่ยขึ้นหลังจากนั้น อรณิชามองหน้าเขาแทบจะกินเลือดกินเนื้อ เกิดมาเธอยังไม่เคยโกรธเกลียดใครเท่านี้มาก่อน
“เอ่อ...ผมต้องขอโทษแทนเด็กของผมด้วยนะครับ” ผู้จัดการร้านพูดได้แค่นั้น เพราะถึงอย่างไรอรณิชาก็มีความผิดโทษฐานที่เธอทำร้ายร่างกายแขก และแขกที่ว่าก็เป็นถึงลูกชายของมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล
“ถ้าไม่ไล่เด็กคนนี้ออก พรุ่งนี้เตรียมปิดผับได้เลย!”
น้ำเสียงเข้มข่มขู่อย่างเอาจริง นัยน์ตาสีดำสนิทของเขาสาดลำแสงวาวโรจน์ออกมา ทำเอาคนฟังถึงกับผงะไปชั่วขณะ
“นายมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย!”
อรณิชาตวัดสายตามองพร้อมกับชี้หน้า เธออยากจะกระโจนเข้าไปข่วนหน้าหล่อๆ หรือหาปืนเอ็มสิบหกสักกระบอกมารัวยิงให้หายเจ็บแสบในตอนนี้นัก
“ยัยตัวดี...” ชลพฤกษ์สบถอย่างฉุนๆ แล้วอรณิชาก็ถูกพนักงานด้วยกันดึงออกไปด้านหลังร้าน เธอถูกเรียกเข้าห้องผู้จัดการทันที
หญิงสาวเตรียมใจไว้แล้วสำหรับการตกงานในครั้งนี้ เพราะถึงแม้ผู้จัดการจะไม่ไล่เธอออก แต่เธอก็ตั้งใจไว้ว่าจะไม่กลับมาทำงานที่นี่อีกต่อไป เนื่องจากอับอายเกินกว่าจะกล้าสู้หน้าใครต่อใครได้
ขณะที่อรณิชาเดินถึงหน้าปากซอยอย่างเงียบๆ เพื่อกลับเข้าบ้านหลังถูกไล่ออกจากงาน ฐิตาภาก็เอื้อมมือไปตบไหล่อรณิชาเบาๆ เพื่อให้กำลังใจเมื่อเห็นท่าทางหงอยๆ ของเพื่อนรัก
“อย่าคิดมากนะฝ้าย”
“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวฝ้ายหางานที่ใหม่ทำก็ได้” หญิงสาวยิ้มหน้าเจื่อนๆ
“แล้วฝ้ายเป็นไรมากไหม?” ฐิตาภาเอ่ยถามพลางหน้าแดง ทำให้อรณิชาหรี่ตามองอย่างสงสัยในอาการของเพื่อนสาว
“เป็นอะไรตอนไหน”
“ก็ตอนที่ เอ่อ...” เพื่อนสาวอึกอักเขินอายจนไม่กล้าถามต่อ
“เอ่อ...อะไร?” อรณิชาขมวดคิ้วมุ่น
“ก็ตอนที่ฝ้ายโดนเขาจูบน่ะ รู้สึกยังไงบ้าง” ฐิตาภาถามออกมาในที่สุดพร้อมกับยิ้มทะเล้น
“บ้า!” อรณิชาแหวออกมาสุดเสียง จุดสีแดงกระจายไปทั่วใบหน้านวล
“ท่าทางเขาจูบเก่งไม่เบานะ” ฐิตาภาหัวเราะคิกๆ
“นี่หยุดเลยนะยัยภา!” อรณิชาหันมาขู่เพื่อนเสียงเขียว “ไม่งั้นเธอโดนดีแน่”
ฐิตาภาต้องเงียบเสียงลงทันที แต่ก็ยังไม่วายยักคิ้วเป็นเชิงล้อเลียน
อรณิชาเดินดุ่มๆ เข้าบ้านโดยไม่ได้หันมามองฐิตาภาอีก เธอไม่ลืมที่จะแวะเข้าไปหายายซึ่งนอนอยู่อีกห้อง ก่อนจะกลับมาห้องของตัวเองแล้วผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำ แต่งตัวใหม่ในชุดสบายๆ และเข้านอนในเวลาห้าทุ่มซึ่งเร็วกว่าปกติในวันที่เธอออกไปทำงานในช่วงกลางคืน
“ตกงาน...”
หญิงสาวบ่นปอดแปดกับตัวเอง พร้อมกับยกมือเรียวบางขึ้นก่ายหน้าผาก แล้วภาพที่เธอถูกเขากระชากเข้าไปจูบต่อหน้าคนทั้งผับก็ฉายซ้ำขึ้นอีกครั้ง อรณิชานึกเจ็บใจจนต้องระบายด้วยการทุบหมอนข้าง
“ไอ้บ้า! ฉันอยากจะฆ่านายนัก!”
เสียงใสพึมพำคนเดียวด้วยความขุ่นแค้น มือบางยกขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองอย่างลืมตัว ความร้อนผ่าวแผ่ซ่านไปทั่วร่างเมื่อนึกถึงสัมผัสอันป่าเถื่อน ทว่าแฝงไว้ด้วยความอ่อนนุ่มที่เธอได้สัมผัสเป็นครั้งแรกในชีวิตสาว
ฝ่ายชลพฤกษ์หลังจากที่สามารถจัดการกับอรณิชาได้สำเร็จ เขาก็กลับมานั่งที่โต๊ะกับเพื่อนเช่นเดิม และลืมเรื่องเซอร์ไพรส์จากเพื่อนๆ ของตัวเองไปในทันที ชายหนุ่มถอนหายใจยาวก่อนจะเดินไปหาสาวสวยที่หมายตาไว้ และไม่กี่นาทีต่อมาทั้งคู่ก็หายออกจากผับไปพร้อมกัน
“ขอโทษครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ”ผู้จัดการผับพูดด้วยน้ำเสียงประนีประนอมเพราะถึงอย่างไรก็ไม่อยากให้มีเรื่องเกิดขึ้นในผับที่เขาดูแลอยู่“ผู้จัดการคะ” อรณิชาชิงพูดขึ้นก่อน “หมอนี่มันลวนลามฝ้าย”“นี่เธอพูดจาให้มันดีๆ นะ!” ชายหนุ่มหันมาตวาดเสียงเข้ม“ก็หรือว่าไม่จริง นายกำลังลวนลามฉันอยู่”“แค่จับมือเนี่ยนะ?” ชลพฤกษ์แสยะยิ้มมุมปาก กึ่งขำกึ่งโมโหกับคำพูดของยัยทอมที่เหมือนใส่ร้ายเขา“ก็ใช่น่ะสิ!” คางเล็กๆ เชิดขึ้นอย่างถือดี“อย่างนี้ต่างหากที่เขาเรียกว่า...ลวนลาม!”สิ้นคำพูด ชายหนุ่มก็กระชากร่างบอบบางของคนอวดดีเข้าไปกอดไว้แน่น วงแขนแกร่งโอบรัดเอวคอดกิ่ว พร้อมๆ กับที่มือใหญ่วางลงบนสะโพกผายกลมกลึงแล้วขยำเคล้นคลึงอย่างมันเขี้ยว“ว้าย! ไอ้คนบ้า!”อรณิชาแผดเสียงใส่ด้วยความโกรธจัด ร่างบางรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดเท่าที่มี รีบผลักร่างหนาให้ออกห่าง ก่อนจะซัดกำปั้นน้อยๆ ลงบนใบหน้าหล่อคมเต็มแรงผัวะ!!!เสียงกำปั้นกระทบกับโหนกแก้มดังให้ได้ยินพอสมควร จนร่างสูงของเขาเซถลานิดๆ ใบหน้าหล่อเหลาสะบัดไปตามแรงเหวี่ยงของกำปั้น เลือดสีแดงฉานซึมออกมาตรงมุมปากและเมื่อชลพฤกษ์ได้ลิ้มรสเลือดของตนเอง ก็โมโหจนเลือดขึ้นหน้า
ณ คฤหาสน์มหธาดา“อะไรนะครับคุณแม่!” ‘ชลพฤกษ์’ ชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดปี โวยวายขึ้นทันทีหลังจากมารดาพูดบางอย่างจบ“ใจเย็นๆ สิชล แม่มีเหตุผลจริงๆ นะ แม่จำเป็นต้องรักษาสัญญาที่ผู้ใหญ่เคยให้กันไว้”เสียงของคุณหญิงดวงแขพยายามเกลี้ยกล่อมบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของตนเอง“แม่จะสนใจทำไมครับ คุณพ่อท่านเสียไปนานแล้ว”“แต่มันมีผลต่อเกียรติวงศ์ตระกูล ‘มหธาดา’ ของเรานะลูก ถ้าทางโน้นทวงสัญญาขึ้นมาแล้วป่าวประกาศว่าเราตระบัดสัตย์ล่ะ”ได้ยินแบบนั้น ใบหน้าคมสันก็กระด้างขึ้นฉับพลัน พร้อมกับแววตาแข็งกร้าวที่สาดลำแสงร้อนแรงออกมาอย่างเปิดเผย“เป็นตายยังไง ผมก็ไม่มีทางยอมหมั้นกับคนที่ผมยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาหรอกครับคุณแม่ มิหนำซ้ำหัวนอนปลายเท้าของเขาเราก็ยังไม่รู้อีก” ชลพฤกษ์เถียงด้วยน้ำเสียงดื้อดึงและรู้สึกหัวเสียเป็นอย่างมาก ทั้งที่เขาอุตส่าห์รีบบึ่งรถกลับมาคฤหาสน์หลังจากได้รับโทรศัพท์ของคุณหญิงดวงแขที่บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย ที่แท้เรื่องสำคัญของผู้เป็นมารดานั้นก็คือ...เรื่องการหมั้นอันไร้สาระนี่เอง!“แต่แม่รู้ว่าคนที่ชลกำลังกล่าวหาว่าไม่มีหัวนอนปลายเท้านั้นคือใคร?”คำพูดดังกล่าวทำเอาชลพฤกษ์รีบขมวดคิ้วแน่น
“หยุดดิ้นเดี๋ยวนี้!”คราวนี้เขาชะงักก้าว หันขวับกลับมาตวาดใส่เสียงเข้ม ทว่าอรณิชาก็ยังไม่ฟังอยู่ดี จนชายหนุ่มทนไม่ไหวต้องรวบร่างบางแบกขึ้นใส่บ่า ก่อนจะฟาดมือหนาลงบนสะโพกกลมงอนของเธอเต็มแรงดังเพียะ!“โอ๊ย! ไอ้คนบ้า!” หญิงสาวร้องโวยวายด้วยความเจ็บปนตกใจ ร่างบางยิ่งดิ้นขลุกขลักมากกว่าเดิม“ยังไม่หยุดดิ้นอีกใช่ไหม”ชายหนุ่มเลื่อนมือไปเกาะกุมบั้นท้ายกลมกลึง แล้วบีบขยี้คลึงเป็นจังหวะ ยังผลให้อรณิชาเบิกตาโพลงหวีดร้องหนักกว่าเดิม“ไอ้บ้า! ไอ้ลามก! ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ”“ไม่ปล่อย”ชลพฤกษ์สะใจที่สามารถแก้เผ็ดยัยทอมแสบจอมอวดดีได้ด้านฐิตาภาที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ใกล้ๆ เห็นท่าทางไม่ค่อยจะดี จึงรีบวิ่งเข้ามาห้ามปรามชายหนุ่ม“คุณคะ ปล่อยเพื่อนฉันลงเถอะนะคะ”เสียงหวานอ้อนวอนบุรุษผู้เป็นคู่กรณีของอรณิชาเพื่อให้เขาหยุดการคุกคามนั่นเสียชลพฤกษ์ตวัดหางตาไปมองแววตาไหวระริกของฐิตาภาที่กำลังอยู่ในอาการตกใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวเหยียด“ดูเพื่อนเธอสิ มันน่าไหมล่ะ!” เสียงทุ้มคำรามติดตะคอก ทำเอาฐิตาภาสะดุ้งโหยง“ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!” อรณิชายังคงโวยวายเสียงดังและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด“ฉันขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะคะ”
รถสปอร์ตยี่ห้อดังซึ่งนำเข้าจากยุโรปคันหนึ่งกำลังแล่นไปตามท้องถนนปานพญาเหยี่ยวที่กำลังโฉบเฉี่ยวอยู่บนเวหาด้วยความเร็วค่อนข้างสูงตามสมรรถนะของเครื่องยนต์บุรุษที่กำลังบังคับพวงมาลัยและแตะคันเร่งอย่างคล่องแคล่วอยู่นั้นเป็นชายหนุ่มรูปร่างสง่างาม แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์ดังหรูหรา ใบหน้าหล่อคมคายราวกับนายแบบตามหน้านิตยสารดัง มีเพียงคนที่สนิทสนมเท่านั้น ที่รู้ว่าภายใต้ใบหน้านี้ เจ้าตัวกลับเป็นคนอารมณ์ร้อน โมโหร้าย และเอาแต่ใจเป็นที่สุดสายตาคู่คมจดจ้องมองไปเบื้องหน้าพร้อมกับแตะคันเร่งเมื่อเห็นสัญญาณไฟจราจรกำลังจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง กระทั่งขับผ่านไปได้อย่างหวุดหวิด ขณะที่รถคันอื่นๆ ซึ่งตามหลังมาต่างก็เบรกกันเป็นแถว“ฟู่ววว์...เกือบไม่ทันแล้วเรา”ทว่าความสบายใจนั้นก็ต้องแปรเปลี่ยนเป็นสะดุ้งวาบในวินาทีต่อมา! ชายหนุ่มรีบใช้เท้าเหยียบเบรกเต็มแรง จนเสียงลากล้อรถดังเอี๊ยด พร้อมๆ กับที่หญิงสาวคนหนึ่งซึ่งแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าค่อนข้างมอมแมม ผงะล้มหงายลงไปกองอยู่กับพื้นถนนก้นจ้ำเบ้า“บ้าชะมัด!” ชลพฤกษ์เจ้าของรถสปอร์ตคันหรู สบถออกมาอย่างหงุดหงิดปนฉุนเฉียว ก่อนจะรีบเปิดประตูรถลงไปดูซึ่งในจังหวะเดี







