เข้าสู่ระบบณ คฤหาสน์มหธาดา
“อะไรนะครับคุณแม่!” ‘ชลพฤกษ์’ ชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดปี โวยวายขึ้นทันทีหลังจากมารดาพูดบางอย่างจบ
“ใจเย็นๆ สิชล แม่มีเหตุผลจริงๆ นะ แม่จำเป็นต้องรักษาสัญญาที่ผู้ใหญ่เคยให้กันไว้”
เสียงของคุณหญิงดวงแขพยายามเกลี้ยกล่อมบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของตนเอง
“แม่จะสนใจทำไมครับ คุณพ่อท่านเสียไปนานแล้ว”
“แต่มันมีผลต่อเกียรติวงศ์ตระกูล ‘มหธาดา’ ของเรานะลูก ถ้าทางโน้นทวงสัญญาขึ้นมาแล้วป่าวประกาศว่าเราตระบัดสัตย์ล่ะ”
ได้ยินแบบนั้น ใบหน้าคมสันก็กระด้างขึ้นฉับพลัน พร้อมกับแววตาแข็งกร้าวที่สาดลำแสงร้อนแรงออกมาอย่างเปิดเผย
“เป็นตายยังไง ผมก็ไม่มีทางยอมหมั้นกับคนที่ผมยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาหรอกครับคุณแม่ มิหนำซ้ำหัวนอนปลายเท้าของเขาเราก็ยังไม่รู้อีก” ชลพฤกษ์เถียงด้วยน้ำเสียงดื้อดึงและรู้สึกหัวเสียเป็นอย่างมาก ทั้งที่เขาอุตส่าห์รีบบึ่งรถกลับมาคฤหาสน์หลังจากได้รับโทรศัพท์ของคุณหญิงดวงแขที่บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย ที่แท้เรื่องสำคัญของผู้เป็นมารดานั้นก็คือ...เรื่องการหมั้นอันไร้สาระนี่เอง!
“แต่แม่รู้ว่าคนที่ชลกำลังกล่าวหาว่าไม่มีหัวนอนปลายเท้านั้นคือใคร?”
คำพูดดังกล่าวทำเอาชลพฤกษ์รีบขมวดคิ้วแน่นราวกับปมของโลหะทันที
“ใครกันหรือครับคุณแม่”
“อีกไม่นานชลก็จะได้เจอเอง แม่บอกได้เท่านี้”
คุณหญิงดวงแขทิ้งประโยคนั้นเป็นประโยคสุดท้าย ก่อนจะเดินเลี่ยงออกจากห้องนั้นไปด้วยความหนักใจ
ชลพฤกษ์ถูกเลี้ยงอย่างตามใจมาตั้งแต่เด็ก โตมาจึงดำเนินชีวิตไปในทางที่เสเพล แถมยังเป็นเพลย์บอยตัวยงอีกต่างหาก เที่ยวสำราญกับเพื่อนๆ ใช้ผู้หญิงเปลืองยิ่งกว่าเสื้อผ้า โดยไม่คิดจะช่วยงานในบริษัท ทั้งที่เรียนจบมาจากเมืองนอกก็นานหลายปีแล้ว แล้วมีหรือที่ลูกชายคนนี้จะยอมถูกบังคับให้หมั้นง่ายๆ
ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นถี่ๆ ก่อนที่จะถูกเปิดออก
“มีโทรศัพท์ถึงคุณชลค่ะ” นวลซึ่งเป็นคนรับใช้ในคฤหาสน์รีบมารายงานผู้เป็นเจ้านาย
“จากใคร?” ชลพฤกษ์เอ่ยถามเสียงเข้ม ดวงตาหรี่ลงเพียงนิด
“จากคุณปรายค่ะ”
ได้ยินเช่นนั้นแล้ว ชายหนุ่มก็รีบเดินลิ่วๆ ไปรับโทรศัพท์ทันที
“ว่าไงเพื่อน มีอะไรเหรอ” เสียงห้าวทุ้มกรอกผ่านไปยังปลายสาย
“ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากจะชวนไปดริงก์กันสักหน่อย วันนี้ได้ข่าวว่าไอ้เอกมันมีอะไรจะเซอร์ไพรส์แกว่ะ”
“เซอร์ไพรส์เรื่องอะไร?” ชลพฤกษ์เลียบเคียงถาม ยกมือขึ้นลูบคางไปมา
“ถ้าบอกจะเรียกว่าเซอร์ไพรส์เหรอ”
“โอเค งั้นข้าจะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ”
วางสายเสร็จ...ชลพฤกษ์ก็รีบเดินตรงดิ่งไปยังรถสปอร์ตคันหรูของเขา ก่อนจะสตาร์ตเครื่องแล้วขับทะยานออกไปจากคฤหาสน์ด้วยความเร็วแทบจะเป็นเหาะ
เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ชายหนุ่มก็มาถึงยังสถานที่นัดหมาย ร่างสูงสง่าผึ่งผายก้าวเข้าไปในผับหรูอย่างมาดมั่น สายตาหลายคู่ของเหล่าบรรดาสาวๆ ทั้งหลายต่างพากันมองมาที่เขาอย่างชื่นชมในความหล่อเหลาและมาดเท่ราวกับเทพบุตรเดินดิน บ้างก็แอบลอบกลืนน้ำลายในความหล่อล่ำ บ้างก็ขบเม้มริมฝีปากตัวเองอย่างใคร่รู้ว่าชายหนุ่มคนนี้คือใคร
ชลพฤกษ์กวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ เพื่อมองหาเพื่อนๆ ที่ได้นัดกันเอาไว้ อธิชาติยกมือขึ้นเป็นเชิงส่งสัญญาณเมื่อเห็นชลพฤกษ์ปรากฏตัว ลำขายาวๆ แข็งแรงดั่งม้าพันธุ์ชั้นดีของผู้มาใหม่ก้าวไปที่โต๊ะอย่างไม่รอช้า และในขณะที่เดินอยู่นั้น เขาก็สะดุดตาเข้ากับสาวสวยคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่เพียงลำพัง ความสนใจพุ่งทะยานตรงไปที่โต๊ะนั้นทันที ทายาทแห่งตระกูล ‘มหธาดา’ โปรยยิ้มให้ ก็อย่างเคย... ไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่สนใจเขา เพียงแค่เขาทิ้งสายตาให้เท่านั้น อิสตรีทุกคนก็พร้อมจะขึ้นเตียงกับเขาในทันที นั่นทำให้เขาทะนงว่าตนเองเป็นบุรุษที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อย่างหาตัวจับยาก ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่จะกล้าปฏิเสธเขาได้สักคน
ชลพฤกษ์เดินไปนั่งที่โต๊ะร่วมกับเพื่อนๆ ที่นั่งอยู่ก่อนหน้านี้แล้วสามคน
“มาช้าจังวะไอ้ชล” อธิชาติเอ่ยขึ้นเหมือนบ่น
“ช้าอะไรกัน นี่ข้าแทบจะเหาะมาแล้วนะเว้ย”
ชลพฤกษ์พึมพำเบาๆ อย่างไม่จริงจังนัก แต่สายตาคู่คมยังคงส่งประสานกันเป็นระยะกับสาวสวยโต๊ะข้างๆ ที่คืนนี้เขาตั้งใจไว้ว่าจะต้องพาเธอไปเยี่ยมวิมานฉิมพลีด้วยกัน
“เสน่ห์แรงจริงนะไอ้เพื่อน”
อธิชาติมองตามแล้วหันกลับมาแซวชลพฤกษ์อย่างอดไม่ได้
“มันก็แน่นอนอยู่แล้ว” ชลพฤกษ์ยักคิ้วให้พร้อมกับกล่าวยอมรับโดยไม่คิดจะถ่อมตัว “แล้วไหนล่ะเซอร์ไพรส์ของพวกแก”
ยังไม่ทันที่อธิชาติจะตอบ พนักงานของผับก็เดินมาที่โต๊ะเสียก่อน โดยในมือมีกระดาษและปากกาพร้อมจดออเดอร์
“ไม่ทราบว่าจะรับอะไรดีคะ”
เสียงใสๆ ของอรณิชาเอ่ยขึ้น ทำให้สายตาทุกคู่ของชายหนุ่มโต๊ะนั้นจดจ้องมองมาที่เธออย่างสนใจ
ชลพฤกษ์จำคู่อริของตัวเองได้ทันที ซึ่งไม่ต่างจากอรณิชาที่เบิกตาขึ้นด้วยความตกใจในครั้งแรกที่เห็นเขาเช่นกัน
“ยัยหมาบ้า!” เสียงห้าวทุ้มขู่คำรามดังกึกก้อง
“นาย!” อรณิชาหลุดเสียงอุทานออกมา พลางกะพริบตาถี่ๆ
“เฮ้ย! นี่มันอะไรกัน นายรู้จักเด็กเสิร์ฟคนนี้ด้วยเหรอ” อธิชาติรีบเอ่ยถามอย่างแปลกใจและตกใจระคนกัน
“ไอ้ปราย แกอย่าเพิ่งยุ่ง!” ชลพฤกษ์ตวัดหางเสียง “ฉันขอจัดการกับยัยทอมแสบนี่ก่อน”
ว่าแล้วร่างสูงก็เดินอาดๆ เข้าหาอรณิชาอย่างรวดเร็ว มือหนาฉวยหมับจับที่ข้อมือเล็กๆ เอาไว้แน่น อรณิชารีบสะบัดออกทันที
“นายจะทำอะไรน่ะ!”
“เธอทำฉันแสบมากนะเมื่อตอนกลางวัน ฉันยังไม่คิดบัญชีกับเธอเลย”
“คนสั่วๆ อย่างนายมันก็สมควรแล้วล่ะที่จะโดนแบบนั้น” อรณิชาลอยหน้าลอยตาเถียงอย่างไม่ลดละ
ใบหน้าหล่อคมเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจกับคำโต้ตอบแกมผรุสวาทที่ได้ยิน “เห็นทีฉันต้องจัดการยัยทอมจอมอวดดีอย่างเธอให้รู้จักสำนึกเสียบ้าง”
“ก็ลองดูสิ ถ้านายไม่อยากอับอายต่อหน้าคนทั้งผับ”
หญิงสาวไม่คิดจะกลัวคำข่มขู่ของเขาเลยสักนิด ปากกระจับจิ้มลิ้มเบ้บิดคล้ายกับเยาะ ขณะเชิดคางขึ้นด้วยท่าทางพยศผยองตามแบบฉบับของตัวเอง
“มานี่!” เขากึ่งลากกึ่งดึงอรณิชาออกจากผับ
“ปล่อยฉันนะไอ้คนบ้า!”
อรณิชาโวยวายเสียงดังลั่น ทำให้เป็นจุดสนใจของสายตาหลายคู่ รวมทั้งผู้จัดการผับที่เห็นเหตุการณ์จึงรีบมาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ทันที
“ขอโทษครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ”ผู้จัดการผับพูดด้วยน้ำเสียงประนีประนอมเพราะถึงอย่างไรก็ไม่อยากให้มีเรื่องเกิดขึ้นในผับที่เขาดูแลอยู่“ผู้จัดการคะ” อรณิชาชิงพูดขึ้นก่อน “หมอนี่มันลวนลามฝ้าย”“นี่เธอพูดจาให้มันดีๆ นะ!” ชายหนุ่มหันมาตวาดเสียงเข้ม“ก็หรือว่าไม่จริง นายกำลังลวนลามฉันอยู่”“แค่จับมือเนี่ยนะ?” ชลพฤกษ์แสยะยิ้มมุมปาก กึ่งขำกึ่งโมโหกับคำพูดของยัยทอมที่เหมือนใส่ร้ายเขา“ก็ใช่น่ะสิ!” คางเล็กๆ เชิดขึ้นอย่างถือดี“อย่างนี้ต่างหากที่เขาเรียกว่า...ลวนลาม!”สิ้นคำพูด ชายหนุ่มก็กระชากร่างบอบบางของคนอวดดีเข้าไปกอดไว้แน่น วงแขนแกร่งโอบรัดเอวคอดกิ่ว พร้อมๆ กับที่มือใหญ่วางลงบนสะโพกผายกลมกลึงแล้วขยำเคล้นคลึงอย่างมันเขี้ยว“ว้าย! ไอ้คนบ้า!”อรณิชาแผดเสียงใส่ด้วยความโกรธจัด ร่างบางรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดเท่าที่มี รีบผลักร่างหนาให้ออกห่าง ก่อนจะซัดกำปั้นน้อยๆ ลงบนใบหน้าหล่อคมเต็มแรงผัวะ!!!เสียงกำปั้นกระทบกับโหนกแก้มดังให้ได้ยินพอสมควร จนร่างสูงของเขาเซถลานิดๆ ใบหน้าหล่อเหลาสะบัดไปตามแรงเหวี่ยงของกำปั้น เลือดสีแดงฉานซึมออกมาตรงมุมปากและเมื่อชลพฤกษ์ได้ลิ้มรสเลือดของตนเอง ก็โมโหจนเลือดขึ้นหน้า
ณ คฤหาสน์มหธาดา“อะไรนะครับคุณแม่!” ‘ชลพฤกษ์’ ชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดปี โวยวายขึ้นทันทีหลังจากมารดาพูดบางอย่างจบ“ใจเย็นๆ สิชล แม่มีเหตุผลจริงๆ นะ แม่จำเป็นต้องรักษาสัญญาที่ผู้ใหญ่เคยให้กันไว้”เสียงของคุณหญิงดวงแขพยายามเกลี้ยกล่อมบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของตนเอง“แม่จะสนใจทำไมครับ คุณพ่อท่านเสียไปนานแล้ว”“แต่มันมีผลต่อเกียรติวงศ์ตระกูล ‘มหธาดา’ ของเรานะลูก ถ้าทางโน้นทวงสัญญาขึ้นมาแล้วป่าวประกาศว่าเราตระบัดสัตย์ล่ะ”ได้ยินแบบนั้น ใบหน้าคมสันก็กระด้างขึ้นฉับพลัน พร้อมกับแววตาแข็งกร้าวที่สาดลำแสงร้อนแรงออกมาอย่างเปิดเผย“เป็นตายยังไง ผมก็ไม่มีทางยอมหมั้นกับคนที่ผมยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาหรอกครับคุณแม่ มิหนำซ้ำหัวนอนปลายเท้าของเขาเราก็ยังไม่รู้อีก” ชลพฤกษ์เถียงด้วยน้ำเสียงดื้อดึงและรู้สึกหัวเสียเป็นอย่างมาก ทั้งที่เขาอุตส่าห์รีบบึ่งรถกลับมาคฤหาสน์หลังจากได้รับโทรศัพท์ของคุณหญิงดวงแขที่บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย ที่แท้เรื่องสำคัญของผู้เป็นมารดานั้นก็คือ...เรื่องการหมั้นอันไร้สาระนี่เอง!“แต่แม่รู้ว่าคนที่ชลกำลังกล่าวหาว่าไม่มีหัวนอนปลายเท้านั้นคือใคร?”คำพูดดังกล่าวทำเอาชลพฤกษ์รีบขมวดคิ้วแน่น
“หยุดดิ้นเดี๋ยวนี้!”คราวนี้เขาชะงักก้าว หันขวับกลับมาตวาดใส่เสียงเข้ม ทว่าอรณิชาก็ยังไม่ฟังอยู่ดี จนชายหนุ่มทนไม่ไหวต้องรวบร่างบางแบกขึ้นใส่บ่า ก่อนจะฟาดมือหนาลงบนสะโพกกลมงอนของเธอเต็มแรงดังเพียะ!“โอ๊ย! ไอ้คนบ้า!” หญิงสาวร้องโวยวายด้วยความเจ็บปนตกใจ ร่างบางยิ่งดิ้นขลุกขลักมากกว่าเดิม“ยังไม่หยุดดิ้นอีกใช่ไหม”ชายหนุ่มเลื่อนมือไปเกาะกุมบั้นท้ายกลมกลึง แล้วบีบขยี้คลึงเป็นจังหวะ ยังผลให้อรณิชาเบิกตาโพลงหวีดร้องหนักกว่าเดิม“ไอ้บ้า! ไอ้ลามก! ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ”“ไม่ปล่อย”ชลพฤกษ์สะใจที่สามารถแก้เผ็ดยัยทอมแสบจอมอวดดีได้ด้านฐิตาภาที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ใกล้ๆ เห็นท่าทางไม่ค่อยจะดี จึงรีบวิ่งเข้ามาห้ามปรามชายหนุ่ม“คุณคะ ปล่อยเพื่อนฉันลงเถอะนะคะ”เสียงหวานอ้อนวอนบุรุษผู้เป็นคู่กรณีของอรณิชาเพื่อให้เขาหยุดการคุกคามนั่นเสียชลพฤกษ์ตวัดหางตาไปมองแววตาไหวระริกของฐิตาภาที่กำลังอยู่ในอาการตกใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวเหยียด“ดูเพื่อนเธอสิ มันน่าไหมล่ะ!” เสียงทุ้มคำรามติดตะคอก ทำเอาฐิตาภาสะดุ้งโหยง“ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!” อรณิชายังคงโวยวายเสียงดังและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด“ฉันขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะคะ”
รถสปอร์ตยี่ห้อดังซึ่งนำเข้าจากยุโรปคันหนึ่งกำลังแล่นไปตามท้องถนนปานพญาเหยี่ยวที่กำลังโฉบเฉี่ยวอยู่บนเวหาด้วยความเร็วค่อนข้างสูงตามสมรรถนะของเครื่องยนต์บุรุษที่กำลังบังคับพวงมาลัยและแตะคันเร่งอย่างคล่องแคล่วอยู่นั้นเป็นชายหนุ่มรูปร่างสง่างาม แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์ดังหรูหรา ใบหน้าหล่อคมคายราวกับนายแบบตามหน้านิตยสารดัง มีเพียงคนที่สนิทสนมเท่านั้น ที่รู้ว่าภายใต้ใบหน้านี้ เจ้าตัวกลับเป็นคนอารมณ์ร้อน โมโหร้าย และเอาแต่ใจเป็นที่สุดสายตาคู่คมจดจ้องมองไปเบื้องหน้าพร้อมกับแตะคันเร่งเมื่อเห็นสัญญาณไฟจราจรกำลังจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง กระทั่งขับผ่านไปได้อย่างหวุดหวิด ขณะที่รถคันอื่นๆ ซึ่งตามหลังมาต่างก็เบรกกันเป็นแถว“ฟู่ววว์...เกือบไม่ทันแล้วเรา”ทว่าความสบายใจนั้นก็ต้องแปรเปลี่ยนเป็นสะดุ้งวาบในวินาทีต่อมา! ชายหนุ่มรีบใช้เท้าเหยียบเบรกเต็มแรง จนเสียงลากล้อรถดังเอี๊ยด พร้อมๆ กับที่หญิงสาวคนหนึ่งซึ่งแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าค่อนข้างมอมแมม ผงะล้มหงายลงไปกองอยู่กับพื้นถนนก้นจ้ำเบ้า“บ้าชะมัด!” ชลพฤกษ์เจ้าของรถสปอร์ตคันหรู สบถออกมาอย่างหงุดหงิดปนฉุนเฉียว ก่อนจะรีบเปิดประตูรถลงไปดูซึ่งในจังหวะเดี







