Masuk“แค่คุณป้าให้เด็ก ๆ มาอยู่ด้วยน้ำผึ้งก็เกรงใจจะแย่แล้วค่ะคุณเควิน ของพวกนี้น้ำผึ้งก็ซื้อตุนไว้อยู่แล้ว ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย”
“ครอบครัวผมไม่ได้ลำบากอะไรเลยครับ ดังนั้นไม่ต้องเกรงใจหรอก”
คนฟังได้แต่ยิ้ม เพราะไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี
“หนูน้ำผึ้ง อาทิตย์ก่อนคุณสมิธเขาเอาการ์ดงานแต่งของสินีมาให้ป้า เขาจะแต่งเมื่อไหร่ ที่ไหนนะ ป้าจำไม่ได้แล้ว”
“แต่งวันที่ 15 นี้แล้วค่ะคุณป้า” เธอบอกสถานที่จัดงานทั้งเช้าและเย็นแก่อีกฝ่าย จำได้ขึ้นใจเพราะเป็นคนไปดูสถานที่ด้วยกันกับเพื่อนรัก เนื่องจากว่าที่เจ้าบ่าวไม่ค่อยมีเวลา
“ถ้าเป็นวันนั้นป้ากับคุณสมิธคงไม่ได้ไป เพราะติดงานสำคัญอีกงานหนึ่ง ต้องให้เควี่เขาไปแทน ว่าแต่เควี่จะไปถูกหรือเปล่า ลูกคงไปไม่ถูกแน่เพราะห่างจากเมืองไทยไปนาน ถนนหนทางก็ตัดใหม่จนงง เอางี้แล้วกันนะ ป้าวานหนูพาพี่เขาไปด้วยกันได้มั้ยจ๊ะ” ท่านสรุปให้เรียบร้อยและรอฟังคำตอบจากหญิงสาว
เควินแอบกระหยิ่มกับแผนของมารดา ที่กำลังทำหน้าที่เป็นกามเทพให้ลูกชาย ความจริงแล้วเขารู้จักโรงเรียนนั้นเป็นอย่างดี เพราะเป็นเส้นทางหลักระหว่างบ้านกับบริษัท ที่ใช้สัญจรมาตั้งแต่เล็ก ต่อให้ไปอยู่เมืองนอกเป็นสิบ ๆ ปีก็ยังคุ้นเคยอยู่ดี
“ก็ได้ค่ะคุณป้า เพราะหนูต้องมารับคิมกับวาไปร่วมงานอยู่แล้ว”
“ดีจ้ะ แล้วพาเด็ก ๆ ไปด้วยจะสะดวกหรอ ให้อยู่บ้านกับวรรณดีมั้ย”
“สินีกับหนูเป็นเพื่อนสนิทกันค่ะ คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมอปลาย ก็โรงเรียนที่จัดงานนี้แหละค่ะ งานนี้เป็นงานรวมพลเพื่อนเก่าเลยค่ะคุณป้า พวกเรานัดกันไว้แล้วว่าใครมีลูกมีหลานก็ให้พาไปรู้จักกันไว้” เธอเล่าตามประสาคนชอบคุย แต่ไม่ค่อยอยากหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้วย เพราะเห็นว่าเขานั่งมองเธอตลอดเวลาจนรู้สึกเขิน ๆ
“แล้วเมื่อไหร่น้ำผึ้งจะแต่งบ้างล่ะครับ”
คำถามที่ไม่ทันได้ตั้งตัวทำให้เธอรู้สึกเหมือนโดนหมัดน็อก จุกจนพูดไม่ออกเลยทีเดียว
“ทำไมไม่ตอบพี่เขาล่ะหนูน้ำผึ้ง”
“เอ่อ..ยังไม่มีคนมาจีบนี่คะ ถ้ามีก็คงแต่งไปแล้ว”
“ไม่มี หรือว่าไม่เอากันแน่ครับ” เขาไม่เชื่อหรอกว่าไม่มีคนมาจีบเธอ
“ถ้ามีเอาแน่ค่ะ แต่ส่วนใหญ่เจอปากน้ำผึ้งเข้าไป เขาก็หายกันไปหมดเลยค่ะ” เธอตอบติดตลก
“แล้วถ้ามีใครมาจีบอีก หน้าตาไม่หล่อมาก ประมาณผมนี่แหละ น้ำผึ้งจะว่ายังไง”
“หือ! ถ้าแบบคุณเควินไม่หล่อแล้วแบบไหนหล่อคะ” เธอหยุดพูดเมื่อรู้ตัวว่าเผยความในใจมากเกินไป ใบหน้าร้อนวูบวาบด้วยความอาย
ตอนนี้ทั้งแม่และลูกต่างมองไปที่เธอตาเป็นประกาย พร้อมรอยยิ้มแปลก ๆ ก่อนที่คุณกานดาจะขอตัวออกไปหาเด็ก ๆ ตั้งใจเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวอยู่ด้วยกันตามลำพัง
“ถ้าอย่างนั้น ผมก็พอจะมีสิทธิ์ใช่มั้ยครับ” เขาถามเมื่ออยู่กันแค่สองคน
“น้ำผึ้งขอไปดูเด็ก ๆ ก่อนนะคะ” แล้วรีบลุกขึ้น
เขาลุกขึ้นบ้าง “จะให้ผมตามไปเอาคำตอบต่อหน้าพยานเหรอครับ”
เธอนั่งแหมะลงที่เดิม “ไม่เป็นไรค่ะ คุยที่นี่ก็ได้” แค่นี้ก็อายจนอยากจะมุดลงดินอยู่แล้ว อยากตอบใจจะขาดอยู่แล้วว่าไม่ต้องขอสิทธิ์หรอก เพราะเผลอให้ไปตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันแล้ว เธอก็เพิ่งจะรู้ว่าเวลาชอบใครสักคนมันเป็นแบบนี้นี่เอง
“น้ำผึ้งครับ ผมรอคำตอบอยู่นะ” เขาถามเมื่อเธอเอาแต่นิ่ง
“..น้ำผึ้งยังไม่พร้อมค่ะ”
“เพราะอะไรถึงไม่พร้อมครับ”
“น้ำผึ้งมีพี่ชายต้องคอยดูแล มีลูกติดอีกสองคน มี”
“พอครับ” เขายกมือทำท่าห้ามเพราะไม่อยากฟังเธอพูดต่อ
“น้ำผึ้งไม่พร้อมแต่ผมพร้อม ผมพร้อมทุกอย่างสำหรับคุณ แล้วเรื่องลูกที่คุณบอก ผมรู้ว่าพวกเขาเป็นลูกพี่ชายคุณ แต่ผมก็ยินดีมากถ้าเด็ก ๆ จะเรียกผมว่าพ่อ คุณไม่สงสารเด็ก ๆ เหรอที่ต้องไปอยู่รอคุณเลิกงานทุกวัน แทนที่จะได้อยู่กับบ้านหลังเลิกเรียน มีพี่เลี้ยงคอยดูแล คุณว่าแบบไหนมันดีกว่ากัน ผมรู้ว่าคุณห่วงเด็ก ๆ มากจนไม่กล้าปล่อยให้ใครดูแล แต่กับคนในครอบครัวผม ตลอดสามปีมานี้น่าจะเป็นข้อพิสูจน์ได้ดีนะครับ ผมจะให้เวลาคุณคิดแล้วคืนนี้ผมจะโทรไปขอคำตอบ” เขาพูดสรุปรวบรัดเอาแต่ใจ ในขณะที่เธอตั้งตัวไม่ติด
............................
ณัฐวรานั่งอยู่บนเตียงนอนของตัวเอง ในมือถือโทรศัพท์เครื่องจิ๋ว ชั่งใจอยู่ชั่วครู่แล้วจึงกดโทรออก
“สินีนอนหรือยัง”
(เพิ่งสามทุ่มเนี่ยนะ จะให้รีบนอนไปไหนแก)
“ฉันมีอะไรจะปรึกษาแกหน่อย สะดวกคุยมั้ยล่ะ”
(ว่ามา รอฟังอยู่)
“เรื่องหัวใจ”
(อะไรนะ! แกเนี่ยนะมีปัญหาหัวใจ ใครวะ อย่าบอกนะว่าชายในฝันคนนั้นของแก)
“เผอิญมันใช่น่ะ ยิ่งกว่านั้น เขาเป็นว่าที่ท่านประธานคนใหม่ของเราด้วย”
(จริงดิ!! แล้วไหนแกบอกไม่เคยเห็นลูกชายท่านประธาน)
หญิงสาวส่งยิ้มให้แล้วพยักหน้ารับ มองตามจนชายหนุ่มนั่งลงจึงถอนสายตากลับมาหาเพื่อน ๆ เห็นทุกคนมองเธอเป็นจุดเดียวก็เลิกคิ้วเป็นคำถาม“ทำไมไม่ไปนั่งกับเขาล่ะน้ำผึ้ง คิดว่าไปนั่งกับสินีก็ได้” ทิวารียกเพื่อนอีกคนมาอ้าง เพราะอยากให้เธอไปนั่งกับเขาเพื่อเป็นการเปิดตัวกลาย ๆ“สินีมันเป็นเลขา แต่ฉันเป็นสถาปนิก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้านายอยู่แล้ว”“แต่แกเป็นแฟนเจ้านายเว้ย เหนือกว่าเลขาอีก” ดารณีช่วยทิวารีอีกแรง และคิดต่อในใจว่าอีกเดี๋ยวก็จะกลายเป็นคู่หมั้นอย่างเป็นทางการด้วยหญิงสาวทำเป็นหูทวนลม หันไปให้ความสนใจกับบนเวทีแทน เพราะไม่รู้จะตอบเพื่อนว่าไงดี มันเหมือนคนที่มีชนักติดหลัง เพราะตอนนี้เธอเป็นมากกว่าแฟนเขาเสียอีก..........................ลิปยิ้มด้วยความยินดีเมื่อมองหาเควินเจอแล้ว เธอกำลังจะเดินไปหาเขาที่กำลังเดินไปนั่งที่โต๊ะด้านหน้าเวที แต่แล้วก็เปลี่ยนใจหยุดยืนอยู่กับที่ เพราะเธออยากเซอร์ไพรส์เขา ไว้รอเขาลงจากเวทีแล้วเข้าไปหาดีกว่า คิดได้ดังนั้นจึงหันไปสนใจกับ
เควินและทุกคนในครอบครัวนั่งรอณัฐวราอยู่ที่โถงรับแขก เพราะมีเธอคนเดียวที่ยังแต่งตัวไม่เสร็จ แต่ก็ไม่มีใครหงุดหงิดอารมณ์เสีย ต่างก็นั่งคุยหยอกล้อกันอย่างมีความสุข คนที่มีความสุขที่สุดก็คงไม่พ้นเด็กหญิงวลาลีที่อยู่ในชุดกระโปรงสีชมพูฟูฟ่อง ที่มีพลังงานเหลือเฟือ เดินเพ่นพ่านไปทั่วห้องรับแขก ชวนคุยไปทั่ว“แม่น้ำผึ้งสวยจังเลยค่ะ” เสียงทักของเด็กหญิงทำให้ทุกคนหันไปมองทางบันไดในทันทีทุกคนมองเธอและต่างก็ร้องว้าวด้วยความถูกใจ โดยเฉพาะเควิน เขามองเธออย่างชื่นชม วันนี้เธออยู่ในชุดราตรียาวสีฟ้าผ่าข้างสูงถึงสะโพก คอถ่วงเผยให้เห็นทรวงอกรำไรยามก้าวเดิน โชว์แผ่นหลังเนียนถึงช่วงเอว อวดส่วนเว้าส่วนโค้งให้น่าหลงใหล แต่งหน้าและเกล้าผมต่ำ ดูสวยเป็นธรรมชาติเข้ากันกับชุดที่ใส่เหลือเกิน“คุณสวยจังเลยฮันนี่” เขารีบเดินไปรับเธอแล้วชมเสียงดัง ทำให้ทุกคนที่นั่นอมยิ้มกันถ้วนหน้า“ขอบคุณค่ะ” เธอตอบรับอย่างเขินอาย“เรียบร้อยก็ไปกันได้แล้วลูก เราน่าจะถึงงานก่อนเวลาสักชั่วโมง” แล้วเดินนำออกไปก่อน“วรรณ ไ
“แต่ถ้าแด๊ดรู้ว่าลูกไปสร้างปัญหาให้กับเควิน เราได้เห็นดีกันแน่” เขาพูดจริงและทำจริง เขาไม่อยากให้ความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่มีร่วมกับแม็คแคนเลย์มาเป็นสิบปี ต้องมาพังเพราะลูกสาวตัวเอง ถึงแม้ลึก ๆ ในใจอยากจะได้เควินมาเป็นลูกเขย แต่ในเมื่อฝ่ายชายเคยบอกกับเขาว่าไม่ได้คิดกับลิปถึงขั้นคนรัก เขาก็ไม่คิดจะยัดเยียด เพราะมันไม่ใช่นิสัยของเขา“หนูสัญญาค่ะแด๊ด” สัญญาไว้ก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากันอีกทีเธอคิด“แล้วจะเดินทางเมื่อไหร่”“พรุ่งนี้เย็นค่ะแด๊ด” เพราะวันเสาร์เธอจะไปเซอร์ไพรส์เขาที่งานรับตำแหน่งของเขา เดวิดบอกว่าได้จดหมายเชิญจากแม็คแคนเลย์ และเธอจะไปงานนี้กับเดวิดด้วย“นี่ลูกวางแผนไว้ก่อนมาขอแด๊ดแล้วใช่มั้ย”“หนูขอโทษค่ะแด๊ด แด๊ดอย่าโกรธหนูเลยนะคะ” เมื่อทุกอย่างสมหวังได้ดั่งใจแล้ว อารมณ์ของเธอก็ดีจนพูดจาออดอ้อนบิดาได้ระรื่นหู ............................ 
“น้ำผึ้งกลับคนเดียวก็ได้ คุณนอนที่บ้านนี่แหละค่ะ” เธอบอกกับเขาเมื่อถึงเวลากลับบ้าน “ขอกุญแจรถหนึ่งคัน ถ้าเป็นคันเดิมก็จะดีมาก” เธอหมายถึงรถตัวเอง“คุณนอนที่ไหนผมก็จะนอนที่นั่น” เขาส่งสายตากรุ้มกริ่มกลับไป “คุณเป็นของผมแล้วนะ อย่าทำตัวเหมือนคนโสดสิครับ”“คุณเควินอย่าพูดให้น้ำผึ้งอายแบบนี้สิคะ” เธออายจนร้อนวาบ ๆ ทั่วใบหน้าเขาหัวเราะเบา ๆ ด้วยความเอ็นดูในความขี้อายของเธอ “เลิกเรียกผมว่าคุณเควินได้แล้วฮันนี่”“แล้วจะให้เรียกอะไรคะ.. บอสงั้นเหรอ”“เควี่ เรียกเควี่ก็พอ ถ้าไม่เรียกจะคิดค่าปรับเป็น..” แล้วก้มลงกระซิบที่หูเธอเบา ๆ ตามด้วยเสียงหัวเราะเมื่อถูกเธอฟาดใส่ต้นแขน ถูกเธอถลึงตาใส่แล้วทำปากขมุบขมิบต่อว่าเขาว่าหน้าไม่อาย “กลับบ้านกันเถอะ ผมคิดถึงที่นอนแล้ว” แล้วจูงมือเธอออกจากบ้านไปด้วยกัน ..............................&
คำพูดใสซื่อของหลานสาวตัวน้อย ทำเอาน้ำตาของคนเป็นอาถึงกับคลอเบ้า เมื่อก่อนนี้เวลาที่โรงเรียนมีกิจกรรมที่เกี่ยวกับพ่อ เด็ก ๆ ในห้องต้องผลัดกันพาพ่อไปตามคำเชิญของครูประจำชั้น เธอต้องเอาเรื่องพ่อป่วยมาบอกหลานทุกครั้ง ซึ่งหลานสาวก็เข้าใจและไม่เคยงอแง จนเธอมารู้ความจริงวันนี้เองว่าที่ผ่านมาหลานรู้สึกยังไง เธอรีบเอามือป้ายน้ำในตาทิ้งอย่างเร็ว ก่อนที่มันจะไหลออกมา“ไว้โรงเรียนใกล้เปิดเทอมแล้วแม่ย้ายมาอยู่กับพ่อเควี่ดีมั้ยคะ” เธอไม่สนอะไรอีกแล้ว คนที่สำคัญกับเธอที่สุดคือลูกทั้งสองคนนี้ต่างหาก คนอื่นจะนินทาว่าร้ายอะไรก็ช่างพวกเขาแล้วเควินเอื้อมมือข้างที่ว่างจากอุ้มวาคิมไปกอดคนรักที่อุ้มวลาลี “ยินดีต้อนรับ จำไว้ว่าผมจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอฮันนี่” กระซิบที่ข้างหูเธอแล้วแตะปากลงที่ขมับของเธอแผ่วเบา แต่สร้างความรู้สึกอบอุ่นไปถึงหัวใจของหญิงสาว............................ภาพของพ่อแม่ลูกกำมะลอกำลังกอดกันอยู่นั้น สร้างความประทับใจให้กับประมุขทั้งสองของบ้านแม็คแคนเลย์มาก พวกท่านที่กำลังจะเดินเข้าไปทักทายหยุดยืน ปล่อยให้ทั้งสี่ได้สัมผัสถึงความอบอุ่นใจซึ่งกันและกัน ให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสถึงคำว่าครอบครัว
เขาทิ้งตัวแนบหน้าลงกับแผ่นหลังเปล่าเปลือยของเธอ พลิกตัวลงไปนอนตะแคงข้างแล้วโอบกอดเธอไว้ หอมที่ต้นคอระหงแล้วพรมจูบที่ลาดไหล่นวลเนียน“น้ำผึ้งจะนอนจริง ๆ แล้วนะคะคุณเควิน”“นอนได้แล้วครับฮันนี่ รับรองด้วยเกียรติว่าจะไม่กวนอีกทั้งคืน” เขาผงกหัวขึ้นไปจุมพิตที่แก้มนวลแล้วทิ้งตัวลงนอนตามเดิม “ฝันดีค่ะ” เธอบอกเขาแล้วหลับไปแทบจะทันทีด้วยความอ่อนเพลียณัฐวราหลับยาวจนถึงเช้า สะดุ้งตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ เธอขยับศีรษะออกจากอกอุ่นที่ซุกซบตลอดคืน รีบเอื้อมไปกดปิดเสียงนาฬิกาเพราะกลัวจะทำให้เขาตื่น แล้วแอบมองใบหน้าหล่อเหลาที่ยังหลับสนิท ก่อนจะขยับไปจุมพิตที่ริมฝีปากหนาเบา ๆ เป็นการทักทาย แล้วค่อย ๆ ลุกจากที่นอน“จะรีบลุกไปไหนครับ” เขาคว้าร่างบางเอาไว้ “จุ๊บเมื่อกี้เบาไปนิด ผมยังไม่รู้สึกเลย” แล้วทำปากยื่นรอให้เธอสัมผัส หญิงสาวค้อนใส่ก่อนจะทำตามที่เขาเรียกร้อง ก้มลงไปจูบปากเขาหนัก ๆ และรีบลงจากเตียง“นอนต่ออีกหน่อยก็ได้ค่ะ อาบน้ำเสร็จแล้วน้ำผึ้งจะเรียกเอง”“ผมขออาบพร้อมคุณได้มั้ย”“ไม่ได้ค่ะ!” เธอปฏิเสธเสียงแข็งแล้วรีบสะบัดหน้าเดินเข้าห้องน้ำไปทันทีหญิงสาวออกมาจากห้องน้ำแล้วบอกให้เขาเข







