Masukเช้าวันใหม่
ตื่นมาก็ไม่เห็นคนข้าง ๆ แล้ว ก้มมองสำรวจตัวเองฉันยังคงใส่ชุดชั้นในอยู่เหมือนเดิมแต่ว่าบริเวณเนินอกกลับมีรอยคริสมาร์กถึงสองรอย จำได้ว่าก่อนหน้านี้มันไม่มีนี่
“เฮ้อ... ช่างมันเถอะ!” สะบัดหัวไล่ความคิดก่อนจะหยิบผ้าเช็ดตัวพาตัวเองเข้ามาอาบน้ำ
ใช้เวลาทำธุระส่วนตัวแค่ไม่นานก็เสร็จแล้วค่ะ
แกรก!
เปิดประตูออกไปเป็นจังหวะเดียวกันกับที่พี่เลย์ออกจากห้องของเขาพอดี แต่ว่าข้างหลังเขามีผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาด้วย
“ใครเหรอคะพี่เลย์” น้ำเสียงใสเอ่ยถามก่อนจะช้อนสายตามองฉันพร้อมรอยยิ้ม
“ลูกหนี้”
“เหรอคะ ลูกหนี้แบบไหนถึงได้ขึ้นมาอยู่บนนี้ได้”
“เชื่อใจพี่เถอะ” พี่เลย์ตอบกลับพลางยื่นมือไปลูบศีรษะของเธออย่างแผ่วเบาพร้อมรอยยิ้ม เขาดูอ่อนโยนมากแตกต่างกับพี่เลย์ที่ฉันรู้จักโดยสิ้นเชิง
ฉันเลือกที่จะไม่พูดอะไรแล้วเดินนำเขาสองคนลงมายังด้านล่างแทน แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นสายตานับสิบคู่ที่กำลังจ้องมองฉันอยู่
“ชื่ออะไรครับพี่ชื่อบอลนะ” หนึ่งในนั้นเอ่ยทักทายเมื่อเห็นฉันเงียบทำตัวไม่ถูก
“เอ่อ…”
“ไม่ต้องเสือก” เป็นพี่เลย์ค่ะที่เดินตามมา
“อะไรของมึงวะกูแค่ถามชื่อเอง”
“ไม่ต้องอยากรู้จักหรอก” พี่เลย์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจก่อนจะหันมาพูดกับฉัน “มีอะไรก็ไปทำจะยืนอีกนานไหม”
“พี่ก็หลีกไปสิ”
“ฉันไม่อยู่สามวัน หวังว่าเธอจะไม่เกเรอีกนะ”
“ค่ะ!” พูดอย่างกับฉันเป็นเด็กไม่รู้ความไปได้ แล้วอีกอย่างนะฉันยังไม่ได้เกเรเลยมีแต่เขาที่โวยวายไม่มีเหตุผลอยู่ฝ่ายเดียว
“ไม่ชวนไปด้วยกันวะ” พี่บอลยังคงพยายามชวนคุยต่อ
“ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น” ได้ยินแบบนั้นฉันจึงเดินเลี่ยงออกมาที่ศาลาริมน้ำทันที ไม่อยากได้ยินประโยคแย่ ๆ จากปากผู้ชายคนนี้อีกแล้ว เขาจะไปไหน จะทำอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับฉันสักนิด
ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงก็ได้ยินเสียงรถขับเคลื่อนออกไปจากบริเวณตัวบ้าน พวกเขาคงไปกันหมดแล้ว คิดได้แบบนั้นฉันจึงกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้งตั้งใจว่าจะมาเอาหนังสือมาอ่านเผื่อว่าจะขอพี่เลย์เรียนต่อได้
หมับ!
“กรี๊ด!” ถึงกับตกใจเมื่ออยู่ ๆ ก็ถูกใครบางคนรั้งแขนโดยไม่ทันตั้งตัวทำให้ฉันเซถลาและล้มขมำไม่เป็นท่า
“ขวัญอ่อนเหลือเกินนะ เป็นอะไรมากไหมเนี่ย”
พี่เลย์ยืนเท้าสะเอวมองหน้าฉันอย่างเอือมระอา ใครจะไปรู้ล่ะว่าเขายังอยู่ฉันก็คิดว่าไม่มีใครแล้วซะอีก
“ลุกขึ้น” ออกคำสั่งก่อนจะมองหน้าฉันนิ่ง ๆ แล้วรั้งฉันให้ลุกจากพื้น แต่ทว่าความรู้สึกบางอย่างมันกลับทำให้ฉันเจ็บขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
เหลือบมองที่ฝ่ามือตัวเองพบเศษแก้วบาดคาอยู่เป็นแนวยาว สงสัยคงจะบาดตอนที่ฉันล้มลงไปเมื่อครู่แน่เลย
“ไหนขอดูหน่อย”
“เจ็บ” ฉันร้องบอกก่อนจะพยายามชักมือตัวเองกลับ
ตอนแรกมันไม่ค่อยรู้สึกเจ็บเท่าไหร่ แต่ผ่านไปไม่กี่นาทีความเจ็บปวดก็เล่นงานซะแล้ว
พี่เลย์ก้มดูบาดแผลฉันก่อนจะทำสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“ไปหาหมอ” พูดจบก็พาฉันขึ้นรถทันที
“ไม่ไปโรงพยาบาลไม่ได้เหรอคะ หนูไม่เป็นไรแผลมันแค่…”
“แหกตาดูก่อนจะพูดน่ะ” ถึงกับเงียบปากแทบไม่ทัน ตอนนี้มันปวดจนอธิบายไม่ถูกเชียวล่ะ แถมเลือดยังออกเยอะมากจนมันเลอะเสื้อฉันไปแล้ว เห็นแบบนั้นพี่เลย์จึงเอื้อมไปหยิบเสื้อยืดของเขาที่มีอยู่ในรถมาพันบาดแผลฉันไว้ก่อน
มาถึงโรงพยาบาลฉันก็ถูกพามาที่ห้องฉุกเฉินทันที กลิ่นยาที่คละคลุ้งมันทำให้ฉันรู้สึกกลัวและอยากร้องไห้ขึ้นมา ฉันไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย ไม่ชอบกลิ่นนี้ด้วย
“ขอโทษนะคะรบกวนช่วยตามพี่ชายให้หนูหน่อยได้ไหม” ฉันบอกพี่พยาบาลที่กำลังจะทำแผลให้
“กลัวเหรอ”
“ค่ะ”
แค่เห็นอุปกรณ์ทำแผลน้ำตาก็จะร่วงแล้วค่ะ ฉันแพ้ยาชาไม่สามารถใช้มันได้ ซึ่งก็หมายความว่าต้องเย็บสดและมันต้องเจ็บมากแน่ สิ่งเดียวที่คิดได้ในตอนนี้คือฉันอยากให้พี่เลย์อยู่ข้าง ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม
“เชิญทางนี้ค่ะ” แค่เพียงไม่นานร่างสูงที่คุ้นเคยก็หยุดยืนอยู่ข้างฉัน
ตอนแรกคิดว่าพี่เลย์ต้องดุแน่นอนแต่เปล่าเลยเขาไม่ได้ว่าอะไร แถมสายตาที่มองมายังแตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด
“แผลไม่ใหญ่มาก น่าจะประมาณห้าเข็ม ทนไม่ไหวบอกนะคะ ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ต้องใช้นะคะคนไข้” ห้าเข็มเลยเหรอ ฉันจะทนไหวไหมนะ
“ไม่ใช้ยาชาเหรอครับ” พี่เลย์ถามขึ้นเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่เตรียมจะทำแผลให้ฉัน
“คนไข้แพ้ยาชานะคุณเป็นพี่ชายไม่ทราบเหรอ”
มองหน้าสบตากับพี่เลย์นิ่ง ๆ ถ้าบอกผ่านสายตาว่ากลัวเจ็บ คนอย่างเขาจะเข้าใจหรือเปล่า
“อื้อ! เจ็บ... ฮึก!” แหกปากร้องไห้เสียงดังไม่อายใคร กว่าจะผ่านไปแต่ละเข็มมันไม่ง่ายเลย
“ใกล้เสร็จแล้ว” พี่เลย์จับใบหน้าฉันเข้าหาตัวเขาเพื่อไม่ให้ฉันมองมัน มือหนาลูบศีรษะฉันแผ่วเบาเพื่อเป็นการปลอบประโลมจนกระทั่งทำแผลเสร็จ
“จ่ายเงินรอรับยาแล้วกลับบ้านได้เลยนะคะ”
“ครับ”
หลังจากจ่ายเงินและรับยาเสร็จก็กลับบ้านทันที ฉันยังคงสะอึกสะอื้นอยู่แบบนั้นเนื่องจากความเจ็บปวดมันไม่คลายทุเลาลงบ้างเลย
ครืด...ครืด...
“เมื่อคืนกูบอกมึงว่าไง!”
(...)
“เป็นเรื่องจนได้ โตเป็นควายละยังกัดกันอีก”
(...)
“แม่ง!”
พี่เลย์สบทออกมาอย่างหัวเสียก่อนจะวางสายไป ไม่รู้ว่าปลายสายเป็นใครแต่มันทำให้เขาอารมณ์เสียพอสมควร สีหน้าท่าทางของเขาตอนนี้มันบ่งบอกให้รู้ว่าฉันควรหยุดคร่ำครวญได้แล้ว
กลับมาถึงบ้านก็เห็นป้าสายใจกำลังเก็บกวาดบริเวณที่ฉันล้มอยู่ เพิ่งสังเกตว่ามันมีแต่เศษแก้วแตกทั้งนั้นเลย
“เพื่อนคุณเมาทีไรเป็นแบบนี้ทุกทีเลยนะคะ” เป็นครั้งแรกที่เห็นป้าสายใจดุพี่เลย์ก็ว่าได้ ฟังจากลักษณะการพูดแล้วแปลว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกสินะ
“ขอโทษครับ ผมจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก”
“ไม่เห็นเลือดคิดไม่ได้สินะ คุณควรจะตักเตือนเพื่อนให้มากกว่านี้”
“ครับ”
ฉันเห็นท่าไม่ดีจึงแยกตัวกลับขึ้นไปบนห้องก่อน กินยาแก้ปวดที่คุณหมอให้มาแล้วผล็อยหลับไปในที่สุด
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่สะดุ้งตื่นมาอีกทีก็เกือบเย็นแล้วค่ะ แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นใครบางคนอยู่ในห้องด้วย
“พี่เข้ามาทำไมคะ”
“นี่มันบ้านฉัน
“ใช่ค่ะบ้านพี่แต่นี่ห้องหนู”
“ยังปวดแผลอยู่หรือเปล่า”
“ปวดค่ะ แต่ไม่ค่อยเจ็บแล้ว”
“ร้องไห้เหมือนเด็ก แค่นี้ทนเจ็บไม่ได้หรือไง”
“ไม่ได้ค่ะ เจ็บก็คือเจ็บ ใครเขาโกหกความรู้สึกตัวเองกัน”
“ปากเก่งเหมือนกันนี่” พี่เลย์มองฉันอย่างคาดโทษก่อนจะพูดต่อ “ไปอาบน้ำ เสียเวลามามากแล้วคืนนี้ต้องเดินทางต่อ”
“ไปไหนเหรอคะ”
“ไปเที่ยว”
ฉันมองเขาด้วยความแปลกใจ วันนี้มาอารมณ์ไหนอีกนะ
“หนูต้องไปด้วยเหรอ”
“ไม่กลัวผีก็อยู่บ้านคนเดียวไป” เห็นไหมคะ คนอย่างเขาพูดดีได้ไม่กี่คำหรอก
วันแรกของการเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยฉันตื่นเต้นมากค่ะ แต่ไม่ได้มีแค่ฉันหรอกนะที่มาตัวคนเดียว“เขียนฟ้า!”“แซน!”“แกจริง ๆ ด้วย” น้ำเสียงดีใจเอ่ยก่อนจะโผเข้ากอดฉัน “เป็นยังไงบ้างสบายดีไหมทำไมถึงขาดการติดต่อไปเลย”“โทษทีฉันทำเบอร์แกหายน่ะ”“ช่างเถอะ ๆ ว่าแต่แกสบายดีใช่ไหม เขาทำอะไรแกหรือเปล่า”“ฉันสบายดี”“ฮือ... ฉันดีใจมากที่เจอแกตรงนี้”“ฉันก็เหมือนกันคิดว่าจะไม่มีเพื่อนแล้วซะอีก” ค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยค่ะ “แต่เดี๋ยวนะไหนแกว่าจะเรียนพยาบาลไง”“สอบไม่ติด แต่บริหารก็ไม่ได้แย่ฉันเลยเลือกทางนี้แทน แล้วแกล่ะ”“ถูกบังคับน่ะสิ”“หืม...”“ฉันต้องเรียนบริหารถ้าไม่งั้นก็ไม่ต้องเรียน”“เอาน่ะ! อย่างน้อยก็ได้เรียน”“ฉันก็คิดแบบนั้นแหละ”ถามไถ่กันตามประสาจนเข้าชั่วโมงกิจกรรม ก็มีการทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมคณะกันไปหลังจากนั้นก็ได้รับคำชี้แจงต่าง ๆ และเพิ่งรู้ว่าปีหนึ่งที่นี่ต้องอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยค่ะเพื่อให้นักศึกษาใหม่ได้เรียนรู้พื้นฐานการปรับตัวด้านการเรียนและการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นซึ่งฉันก็โอเค มาถึงตอนนี้มันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วมีแต่เรื่องท้าทายด้วยซ้ำ“วันแรกก็เหนื่อยแล้วอะ” แซนเอ่ย“
“หลับแล้วเหรอวะ”“เออ”“กูว่าเราสองคนพลาดแล้วแหละ”“มึงคิดว่าเขียนฟ้าโง่เหรอ กูจะบอกให้นะไอ้โรมต่อให้เราไม่ยอมรับเขียนฟ้าก็รู้อยู่ดี รู้ตั้งแต่เห็นรูปนั่นแล้ว”“ไม่คิดว่าจะเร็วแบบนี้”“เรื่องแม่มึงเอายังไง”“กูไม่สน!”“กูก็ไม่สนเหมือนกัน”รูปที่กล่าวถึงอยู่ตอนนี้คือรูปถ่ายของเราสามคน เป็นรูปที่เขียนฟ้าขอเก็บไว้เอง ย้อนกลับไปตอนนั้นจำได้ว่าพ่อชอบพาผมกับไอ้โรมไปเล่นที่บ้านหลังหนึ่ง เราทั้งคู่ได้เจอกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งน้องน่ารักมากครับแต่ไม่ค่อยยิ้มเท่าไหร่ เป็นเวลากว่าสองปีที่พวกเราทำความรู้จักกันจนคุ้นเคยและสนิทกันในที่สุด แต่คำว่าตลอดไปมันไม่มีอยู่จริง อยู่ ๆ น้องก็หายไปรู้ข่าวอีกทีคือแม่เขาแต่งงานมีครอบครัวใหม่ หลังจากนั้นก็ไม่เจอกันอีกเลยทุก ๆ วันผมกับไอ้โรมจะแอบเข้าไปเล่นในบ้านหลังนั้นเสมอ มันไม่ได้ถูกรื้อถอนครับแถมยังมีของใช้บางส่วนหลงเหลืออยู่รวมไปถึงภาพนี้ก็ด้วย ถึงตอนนี้ก็ยังอยากรู้ว่าทำไมเขียนฟ้าถึงเลือกที่จะทิ้งมันไว้“ติดต่อพ่อได้ไหมวะ”“ไม่... ยังบินไม่ทั่วน่านฟ้ามั้งเลยไม่อยากกลับ” พูดประชดไปอย่างนั้นแหละครับ พ่อผมแค่ไปเที่ยวเฉย ๆ เอง“เอาไงต่อดีวะ”“อยู่ไปแบบนี้แหละ ถึ
ภายในห้องถูกปกคลุมไปด้วยความมืด ไม่รู้ว่าตอนนี้มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ฉันยังคงพยายามข่มตาอยู่แบบนั้นแต่มันก็ไม่หลับสักที“ทำไมยังไม่นอนอีก” น่าจะเป็นพี่โรมเพราะเสียงมันมาจากฝั่งเขา“นอนไม่หลับค่ะ”“ไม่ใช่ว่ามีเรื่องอะไรอยู่ในหัวหรอกเหรอ” แสงไฟสว่างพร้อมกับใบหน้าเรียบเฉยของผู้ชายทั้งสองที่กำลังมองฉัน “ให้สองคำถาม” พี่เลย์เอ่ย ปากเขาพูดกับฉันก็จริงแต่เสมอสายตาไปทางพี่โรม พวกเขาสื่อสารกันทางสายตาอีกแล้ว“แน่ใจเหรอว่าพวกพี่จะตอบ”“ถามมาสิ”“ช่างมันเถอะค่ะ” จบประโยคฉันก็หลับตาลง ถ้าเมื่อไหร่ที่พวกเขาอยากให้รู้ถึงเวลานั้นก็คงจะบอกเองนั่นแหละ“เอาไง”“ไว้ก่อนแล้วกัน” เขาไม่ได้พูดกับฉันหรอกแต่คุยกันเองต่างหาก จากนั้นแสงไฟก็มืดลงพร้อมกับอ้อมแขนพาดลงบนร่างกายฉันเช้าวันใหม่ตื่นขึ้นมาไม่เจอพวกเขาแล้ว อาบน้ำแต่งตัวเสร็จออกมาด้านนอกได้ยินเสียงดังจากในครัวสงสัยเขาจะทำอาหารเช้ามั้งนะ แอบกระซิบหน่อยว่าทั้งพี่เลย์และพี่โรมเขาทำกับข้าวอร่อยมากฉันนี่ชิดซ้ายไปเลย“ตื่นแล้วเหรอคะน้องเขียนฟ้า” พี่ผู้หญิงเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้ม ถ้าจำไม่ผิดเขาชื่อแวนนะคะ ได้ยินพี่โรมเรียกอยู่ “เราสามคนทำมื้อเช้าเสร็จแล้ว น้องเ
หลังจากพี่เลย์ผล็อยหลับไปฉันก็ออกมาด้านนอกและเดินสำรวจภายในบ้านนี้อย่างถือวิสาสะ พยายามนึกนะคะแต่มันนึกไม่ออกสักที มันเหมือนกับว่าเหตุการณ์นี้ฉันเคยผ่านมาแล้ว เคยได้อยู่กับเขาในแบบเดียวกัน เหมือนว่ามันเคยเกิดขึ้นมานานมาก ๆ แล้วระหว่างวันฉันคอยดูแลพี่เลย์อยู่ตลอดถ้าให้เดาฉันคิดว่าพี่โรมคงออกไปทำงานแทนพี่เลย์แน่นอน“จะสำรวจอีกนานไหม” เสียงทุ้มเอ่ยก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าฉัน“ดีขึ้นแล้วเหรอคะ”“อืม”“รูปนี้หายไปไหนส่วนหนึ่งเหรอคะ” ฉันว่าพลางชี้มือไปยังกรอบรูปขนาดเล็กที่แขวนอยู่บนผนัง ในภาพนั้นเหมือนจะมีอีกหนึ่งคนค่ะแต่ว่ามันขาดหายไปเหลือเพียงเขาสองคนเท่านั้นเอง แถมภาพมันก็เก่าพอสมควร“มันถูกลืม พวกเราเก็บมาได้เท่านี้ ความจริงเจ้าของภาพไม่น่าจะทิ้งมันด้วยซ้ำ” เขาเงียบไปหลายวินาทีก่อนจะพูดต่อ “เพราะรูปถ่ายเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าครั้งหนึ่งมันเคยเกิดขึ้นจริง”“ตอนเด็ก ๆ ...”“ตอนเด็ก ๆ ทำไมเหรอ”“หนูน่าจะมีพี่ชายด้วยนะ” พูดไปตามความรู้สึกตัวเองเหมือนว่ามันจะเลือนรางมากแล้ว“ใช้คำว่าน่าจะ?”“จำไม่ค่อยได้ค่ะรู้แค่ว่ามี”แปลกมากที่ฉันเห็นภาพนี้แล้วนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก มันนานมากพอที่จะลืมไปแล
วันนี้ฉันถูกพี่โรมลากออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดเลยค่ะ ใช้เวลาเดินทางเกือบสามชั่วโมงจนตอนนี้รถหยุดนิ่งสนิทแล้ว“รออยู่ในรถนะ” พูดจบเขาก็ลงจากรถหายเข้าไปในแคมป์คนงานก่อนจะออกมาพร้อมกับพี่เลย์“พามาด้วยทำไม จุ้นจ้าน” นั่นแหละค่ะปากเขาน่ะร้ายที่สุดแล้ว“หนูก็ไม่ได้อยากมาสักหน่อย” แน่นอนว่าฉันก็ปากดีกลับไปบ้าง ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงเงียบไม่กล้าต่อปากต่อคำกับเขาแต่ตอนนี้ชินแล้วไงพี่เลย์มองหน้าฉันแวบหนึ่งก่อนจะหันไปขับรถ ดูท่าทางเขาจะเหนื่อยมากสีหน้าไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แค่เพียงไม่นานรถก็จอดอีกครั้งที่บ้านหลังหนึ่ง“มึงอยู่คนเดียวเหรอ” พี่โรมถามขึ้นเมื่อเห็นว่ามันเงียบผิดปกติ“เออ จะให้กูอยู่กับใครล่ะ” สองพี่น้องเขาคุยกันตามประสาค่ะ ฉันมีหน้าที่เดินตามอย่างเดียวจนเข้ามาในตัวบ้านกวาดสายตาไปรอบบริเวรก่อนจะหยุดอยู่ที่ฉากรูปขนาดใหญ่พลางรู้สึกอะไรบางอย่าง...“เขียนฟ้า”“...”“เขียนฟ้า!”“คะ?”“เหม่ออะไรอยู่”“รูปนี้...”“เอาของไปเก็บได้แล้ว” ยังไม่ทันที่จะพูดจบพี่เลย์ก็ค้านขึ้นเสียก่อน แต่ช่างเถอะ! ก็แค่รู้สึกคุ้น ๆ บางทีฉันอาจจะเคยเห็นที่อื่นก็ได้แกรก!“เธอนอนบนเตียงแล้วกัน ฉันนอนพื้นกับไอ้โรมเอง
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฉันแทบไม่ได้นับเลยว่านี่มันผ่านมากี่เดือนแล้วหลังจากวันนั้นพวกเราสงบศึกกันมากขึ้น ไม่ใช่ว่าคุยกันเข้าใจหรืออะไรหรอกนะแต่ฉันเลิกตามหาคำตอบแล้วต่างหาก เป็นการใช้ชีวิตแบบล่องลอยมากชนิดที่ว่าหายใจทิ้งไปวัน ๆ ถึงจะถูก ที่สำคัญฉันแยกออกแล้วนะว่าคนไหนคือพี่เลย์ คนไหนคือพี่โรม แม้กระทั่งเขาใส่ชุดเหมือนกันฉันก็แยกออกค่ะ อาศัยความเคยชินจำเอาเพราะเขาสองคนแทบจะไม่มีอะไรต่างกันเลยยกเว้นนิสัย พี่เลย์จะดุและเผด็จการมากกว่า ส่วนพี่โรมเขาจะนิ่ง ๆ ค่ะ ติดไปทางเย็นชาด้วยซ้ำแต่ว่าเขาตามใจฉันบ่อยนะปึก!เอกสารหลายฉบับถูกวางลงตรงหน้าฉัน มันคือเอกสารสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั่นเอง เห็นแบบนี้แล้วดีใจมากอย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ใจร้ายใจดำขนาดนั้น“เธอต้องเรียนบริหาร” พี่เลย์พูดขึ้นก่อนจะนั่งลงตรงข้ามฉัน“เรียนอย่างอื่นไม่ได้เหรอคะ ยิ่งโง่ ๆ อยู่ด้วยยังให้เรียนบริหารอีก”“ด่าตัวเองก็เป็นนี่”“ก็หนูอยากเป็นแอร์โฮสเตส” บ่นอุบอิบแต่คนตรงหน้าก็ได้ยินอยู่ดี“ไม่ได้! เธอต้องเรียนบริหาร จบแล้วก็ทำงานใช้หนี้พวกเราด้วย”เหลือบมองพี่โรมเล็กน้อยเผื่อว่าเขาจะช่วยพูดให้ได้แต่เปล่าเลยดันส่งสายตาพิฆาตมาให้เหม







