Masukเช้าวันใหม่
ตื่นมาก็ไม่เห็นคนข้าง ๆ แล้ว ก้มมองสำรวจตัวเองฉันยังคงใส่ชุดชั้นในอยู่เหมือนเดิมแต่ว่าบริเวณเนินอกกลับมีรอยคริสมาร์กถึงสองรอย จำได้ว่าก่อนหน้านี้มันไม่มีนี่
“เฮ้อ... ช่างมันเถอะ!” สะบัดหัวไล่ความคิดก่อนจะหยิบผ้าเช็ดตัวพาตัวเองเข้ามาอาบน้ำ
ใช้เวลาทำธุระส่วนตัวแค่ไม่นานก็เสร็จแล้วค่ะ
แกรก!
เปิดประตูออกไปเป็นจังหวะเดียวกันกับที่พี่เลย์ออกจากห้องของเขาพอดี แต่ว่าข้างหลังเขามีผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาด้วย
“ใครเหรอคะพี่เลย์” น้ำเสียงใสเอ่ยถามก่อนจะช้อนสายตามองฉันพร้อมรอยยิ้ม
“ลูกหนี้”
“เหรอคะ ลูกหนี้แบบไหนถึงได้ขึ้นมาอยู่บนนี้ได้”
“เชื่อใจพี่เถอะ” พี่เลย์ตอบกลับพลางยื่นมือไปลูบศีรษะของเธออย่างแผ่วเบาพร้อมรอยยิ้ม เขาดูอ่อนโยนมากแตกต่างกับพี่เลย์ที่ฉันรู้จักโดยสิ้นเชิง
ฉันเลือกที่จะไม่พูดอะไรแล้วเดินนำเขาสองคนลงมายังด้านล่างแทน แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นสายตานับสิบคู่ที่กำลังจ้องมองฉันอยู่
“ชื่ออะไรครับพี่ชื่อบอลนะ” หนึ่งในนั้นเอ่ยทักทายเมื่อเห็นฉันเงียบทำตัวไม่ถูก
“เอ่อ…”
“ไม่ต้องเสือก” เป็นพี่เลย์ค่ะที่เดินตามมา
“อะไรของมึงวะกูแค่ถามชื่อเอง”
“ไม่ต้องอยากรู้จักหรอก” พี่เลย์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจก่อนจะหันมาพูดกับฉัน “มีอะไรก็ไปทำจะยืนอีกนานไหม”
“พี่ก็หลีกไปสิ”
“ฉันไม่อยู่สามวัน หวังว่าเธอจะไม่เกเรอีกนะ”
“ค่ะ!” พูดอย่างกับฉันเป็นเด็กไม่รู้ความไปได้ แล้วอีกอย่างนะฉันยังไม่ได้เกเรเลยมีแต่เขาที่โวยวายไม่มีเหตุผลอยู่ฝ่ายเดียว
“ไม่ชวนไปด้วยกันวะ” พี่บอลยังคงพยายามชวนคุยต่อ
“ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น” ได้ยินแบบนั้นฉันจึงเดินเลี่ยงออกมาที่ศาลาริมน้ำทันที ไม่อยากได้ยินประโยคแย่ ๆ จากปากผู้ชายคนนี้อีกแล้ว เขาจะไปไหน จะทำอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับฉันสักนิด
ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงก็ได้ยินเสียงรถขับเคลื่อนออกไปจากบริเวณตัวบ้าน พวกเขาคงไปกันหมดแล้ว คิดได้แบบนั้นฉันจึงกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้งตั้งใจว่าจะมาเอาหนังสือมาอ่านเผื่อว่าจะขอพี่เลย์เรียนต่อได้
หมับ!
“กรี๊ด!” ถึงกับตกใจเมื่ออยู่ ๆ ก็ถูกใครบางคนรั้งแขนโดยไม่ทันตั้งตัวทำให้ฉันเซถลาและล้มขมำไม่เป็นท่า
“ขวัญอ่อนเหลือเกินนะ เป็นอะไรมากไหมเนี่ย”
พี่เลย์ยืนเท้าสะเอวมองหน้าฉันอย่างเอือมระอา ใครจะไปรู้ล่ะว่าเขายังอยู่ฉันก็คิดว่าไม่มีใครแล้วซะอีก
“ลุกขึ้น” ออกคำสั่งก่อนจะมองหน้าฉันนิ่ง ๆ แล้วรั้งฉันให้ลุกจากพื้น แต่ทว่าความรู้สึกบางอย่างมันกลับทำให้ฉันเจ็บขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
เหลือบมองที่ฝ่ามือตัวเองพบเศษแก้วบาดคาอยู่เป็นแนวยาว สงสัยคงจะบาดตอนที่ฉันล้มลงไปเมื่อครู่แน่เลย
“ไหนขอดูหน่อย”
“เจ็บ” ฉันร้องบอกก่อนจะพยายามชักมือตัวเองกลับ
ตอนแรกมันไม่ค่อยรู้สึกเจ็บเท่าไหร่ แต่ผ่านไปไม่กี่นาทีความเจ็บปวดก็เล่นงานซะแล้ว
พี่เลย์ก้มดูบาดแผลฉันก่อนจะทำสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“ไปหาหมอ” พูดจบก็พาฉันขึ้นรถทันที
“ไม่ไปโรงพยาบาลไม่ได้เหรอคะ หนูไม่เป็นไรแผลมันแค่…”
“แหกตาดูก่อนจะพูดน่ะ” ถึงกับเงียบปากแทบไม่ทัน ตอนนี้มันปวดจนอธิบายไม่ถูกเชียวล่ะ แถมเลือดยังออกเยอะมากจนมันเลอะเสื้อฉันไปแล้ว เห็นแบบนั้นพี่เลย์จึงเอื้อมไปหยิบเสื้อยืดของเขาที่มีอยู่ในรถมาพันบาดแผลฉันไว้ก่อน
มาถึงโรงพยาบาลฉันก็ถูกพามาที่ห้องฉุกเฉินทันที กลิ่นยาที่คละคลุ้งมันทำให้ฉันรู้สึกกลัวและอยากร้องไห้ขึ้นมา ฉันไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย ไม่ชอบกลิ่นนี้ด้วย
“ขอโทษนะคะรบกวนช่วยตามพี่ชายให้หนูหน่อยได้ไหม” ฉันบอกพี่พยาบาลที่กำลังจะทำแผลให้
“กลัวเหรอ”
“ค่ะ”
แค่เห็นอุปกรณ์ทำแผลน้ำตาก็จะร่วงแล้วค่ะ ฉันแพ้ยาชาไม่สามารถใช้มันได้ ซึ่งก็หมายความว่าต้องเย็บสดและมันต้องเจ็บมากแน่ สิ่งเดียวที่คิดได้ในตอนนี้คือฉันอยากให้พี่เลย์อยู่ข้าง ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม
“เชิญทางนี้ค่ะ” แค่เพียงไม่นานร่างสูงที่คุ้นเคยก็หยุดยืนอยู่ข้างฉัน
ตอนแรกคิดว่าพี่เลย์ต้องดุแน่นอนแต่เปล่าเลยเขาไม่ได้ว่าอะไร แถมสายตาที่มองมายังแตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด
“แผลไม่ใหญ่มาก น่าจะประมาณห้าเข็ม ทนไม่ไหวบอกนะคะ ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ต้องใช้นะคะคนไข้” ห้าเข็มเลยเหรอ ฉันจะทนไหวไหมนะ
“ไม่ใช้ยาชาเหรอครับ” พี่เลย์ถามขึ้นเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่เตรียมจะทำแผลให้ฉัน
“คนไข้แพ้ยาชานะคุณเป็นพี่ชายไม่ทราบเหรอ”
มองหน้าสบตากับพี่เลย์นิ่ง ๆ ถ้าบอกผ่านสายตาว่ากลัวเจ็บ คนอย่างเขาจะเข้าใจหรือเปล่า
“อื้อ! เจ็บ... ฮึก!” แหกปากร้องไห้เสียงดังไม่อายใคร กว่าจะผ่านไปแต่ละเข็มมันไม่ง่ายเลย
“ใกล้เสร็จแล้ว” พี่เลย์จับใบหน้าฉันเข้าหาตัวเขาเพื่อไม่ให้ฉันมองมัน มือหนาลูบศีรษะฉันแผ่วเบาเพื่อเป็นการปลอบประโลมจนกระทั่งทำแผลเสร็จ
“จ่ายเงินรอรับยาแล้วกลับบ้านได้เลยนะคะ”
“ครับ”
หลังจากจ่ายเงินและรับยาเสร็จก็กลับบ้านทันที ฉันยังคงสะอึกสะอื้นอยู่แบบนั้นเนื่องจากความเจ็บปวดมันไม่คลายทุเลาลงบ้างเลย
ครืด...ครืด...
“เมื่อคืนกูบอกมึงว่าไง!”
(...)
“เป็นเรื่องจนได้ โตเป็นควายละยังกัดกันอีก”
(...)
“แม่ง!”
พี่เลย์สบทออกมาอย่างหัวเสียก่อนจะวางสายไป ไม่รู้ว่าปลายสายเป็นใครแต่มันทำให้เขาอารมณ์เสียพอสมควร สีหน้าท่าทางของเขาตอนนี้มันบ่งบอกให้รู้ว่าฉันควรหยุดคร่ำครวญได้แล้ว
กลับมาถึงบ้านก็เห็นป้าสายใจกำลังเก็บกวาดบริเวณที่ฉันล้มอยู่ เพิ่งสังเกตว่ามันมีแต่เศษแก้วแตกทั้งนั้นเลย
“เพื่อนคุณเมาทีไรเป็นแบบนี้ทุกทีเลยนะคะ” เป็นครั้งแรกที่เห็นป้าสายใจดุพี่เลย์ก็ว่าได้ ฟังจากลักษณะการพูดแล้วแปลว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกสินะ
“ขอโทษครับ ผมจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก”
“ไม่เห็นเลือดคิดไม่ได้สินะ คุณควรจะตักเตือนเพื่อนให้มากกว่านี้”
“ครับ”
ฉันเห็นท่าไม่ดีจึงแยกตัวกลับขึ้นไปบนห้องก่อน กินยาแก้ปวดที่คุณหมอให้มาแล้วผล็อยหลับไปในที่สุด
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่สะดุ้งตื่นมาอีกทีก็เกือบเย็นแล้วค่ะ แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นใครบางคนอยู่ในห้องด้วย
“พี่เข้ามาทำไมคะ”
“นี่มันบ้านฉัน
“ใช่ค่ะบ้านพี่แต่นี่ห้องหนู”
“ยังปวดแผลอยู่หรือเปล่า”
“ปวดค่ะ แต่ไม่ค่อยเจ็บแล้ว”
“ร้องไห้เหมือนเด็ก แค่นี้ทนเจ็บไม่ได้หรือไง”
“ไม่ได้ค่ะ เจ็บก็คือเจ็บ ใครเขาโกหกความรู้สึกตัวเองกัน”
“ปากเก่งเหมือนกันนี่” พี่เลย์มองฉันอย่างคาดโทษก่อนจะพูดต่อ “ไปอาบน้ำ เสียเวลามามากแล้วคืนนี้ต้องเดินทางต่อ”
“ไปไหนเหรอคะ”
“ไปเที่ยว”
ฉันมองเขาด้วยความแปลกใจ วันนี้มาอารมณ์ไหนอีกนะ
“หนูต้องไปด้วยเหรอ”
“ไม่กลัวผีก็อยู่บ้านคนเดียวไป” เห็นไหมคะ คนอย่างเขาพูดดีได้ไม่กี่คำหรอก
หลังจากที่ปรับความเข้าใจกันแล้วฉันก็แยกตัวออกมาอ่านหนังสือมุมหนึ่ง พี่โรมอยู่มุมหนึ่ง ส่วนพี่เลย์นอนหลับอยู่ข้างฉันนี่แหละ“แม่ดุหรือเปล่า” พี่โรมถามเมื่อเห็นฉันละสายตาจากตัวหนังสือแล้ว“ไม่ดุค่ะ”“ไม่ได้ว่าอะไรใช่ไหม”“ไม่ค่ะ เขาชวนหนูให้ไปกินข้าวที่บ้านด้วยนะ”“ไว้วันหยุดนี้นะเราค่อยไปกัน”“แล้วพ่อพี่ล่ะคะเป็นยังไงบ้าง”“เขามีความสุขดี จะว่าไปก็ต่างคนต่างมีความสุขนั่นแหละ”“ก็จริง”หลายวันผ่านไปเป็นครั้งแรกที่ฉันมาบ้านแม่ของพี่แฝด จะบอกว่าใหญ่โตไม่ต่างไปจากบ้านพ่อเขาสักนิด มีการ์ดเฝ้าระวังและยังมีแม่บ้านที่เดินสวนกันไปมาจนวุ่นวายไปหมด“พี่เลย์สวัสดีค่ะ” ใครคนหนึ่งทักทายและยกมือไหว้อย่างมีมารยาท แต่ว่าคนที่เธอทักเป็นพี่โรมค่ะไม่ใช่พี่เลย์“พี่ชื่อโรมครับ”“อ๊ะ! ขอโทษค่ะครีมแยกไม่ออก” เธอว่ายิ้ม ๆ แล้วมองฉันเล็กน้อย “เอ่อ...แฟนพี่เหรอคะ น่ารักดีนะ”“ครับ” พี่โรมตอบพร้อมกับจูงมือพาฉันเข้าไปด้านใน ส่วนพี่เลย์เขาคุยโทรศัพท์กับลูกค้าอยู่ในรถค่ะ อีกเดี๋ยวคงเดินตามมาภายในบ้านไม่ได้มีแค่คุณแม่ ยังมีแขกคนอื่นด้วยดูท่าทางคุณหญิงคุณนายทุกคนเลยค่ะ ผู้ดีมากทั้งบุคลิกและการแต่งตัว ฉันเดาว่าคงเป็
ห้าปีผ่านไป“มองอะไร” พี่โรมถามเมื่อเห็นฉันเอาแต่มองเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายอย่างพิจารณา และใช่ค่ะห้าปีผ่านไปฉันกลายเป็นคุณแม่ลูกสองแล้ว“หนูกำลังคิดว่าทับทิมเหมือนใคร”“เหมือนพี่สิ”“ไม่น่าใช่นะ ถ้าวินเทอร์หนูจะไม่เถียงเลย” บอกไปตามความรู้สึกวินเทอร์กำลังจะห้าขวบแล้วค่ะ ส่วนทับทิมเพิ่งสามขวบเมื่อไม่กี่วันนี้เอง แม้ว่าพ่อของเขาจะหน้าตาเหมือนกันแต่เขาสองคนกลับต่างกันสิ้นเชิง ยิ่งนิสัยต่างกันราวฟ้ากับเหว“หนูไม่คิดว่าทับทิมจะเฉยชาขนาดนี้” ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เต็มไปด้วยความรู้สึกว่างเปล่ามันทำให้คนเป็นแม่อย่างฉันแปลกใจไม่น้อยเลย “ต่างกับวินเทอร์ที่ยิ้มเผื่อคนทั้งโลกแทบจะทั้งวัน”“ดูพูดเข้าสิ” พี่เลย์ค้านขึ้นมาบ้าง“หนูพูดจริงนะพี่เลย์ ลูกพี่เจ้าชู้เหมือนพี่นั่นแหละ”“พี่ไม่เคยเจ้าชู้เหอะ”“หึ!”“ไม่ต้องมาหึอะไรทั้งนั้น”“เสน่ห์แรงไม่เบา”“หึงก็บอกมาเถอะ”“หนูไม่หึงหรอกเพราะทุกบาททุกสตางค์ของพี่เป็นของหนูคนเดียวอยู่แล้ว”“หึงหน่อยสิ อยากให้หึง”“กินไหมทับทิม อันนี้อร่อย” วินเทอร์ยื่นขนมให้น้องสาวด้วยความเต็มใจแม้ว่าขนมชิ้นนั้นจะเป็นของโปรดของตัวเองก็เถอะ“กินค่ะ” เสียงเล็กตอบกลับก่อนจะรับขน
หลังจากที่แม่ของเขากลับไปแล้ว ฉันยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมกระทั่งได้ยินเสียงรถขับเคลื่อนเข้ามากลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยบวกกับความเงียบทำให้ฉันมั่นใจว่าคนที่กำลังเดินเข้ามาหาฉันคือพี่เลย์แน่นอน“...” ฉันไม่ได้พูดอะไรนอกจากปรายตามองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า พี่เลย์ก็เช่นกัน เขาเงียบเหมือนไม่รู้จะเริ่มพูดอะไรกับฉันเป็นประโยคแรกความเงียบเข้าปกคลุมจนรู้สึกอึดอัด พี่เลย์เดินผ่านหน้าฉันขึ้นชั้นบนไป ไม่กี่นาทีต่อมาพี่โรมก็มาค่ะ“วันนี้ไม่มีเรียนเหรอ” เขาถามอย่างไม่รู้จะถามอะไร เขารู้ตารางเรียนของฉันทุกชั่วโมง รู้มานานแล้วด้วย“ค่ะ พี่มาเหนื่อย ๆ ขึ้นไปอาบน้ำพักผ่อนเถอะ”พี่โรมไม่ได้พูดอะไร เขาเดินมากอดฉันแล้วหอมแก้มอย่างที่ชอบทำ จากนั้นเดินขึ้นชั้นบนไปนานนับชั่วโมงที่ฉันนั่งอยู่ที่เดิม ในหัวมีอะไรให้คิดอยู่ตลอด“ไม่นอนพักเหรอคะ” ฉันถามพี่เลย์ที่เพิ่งลงมาจากชั้นบน“ไปนอนด้วยกันนะอยากกอด” ไม่พูดเปล่าเขายังออกแรงดึงให้ฉันเดินตามไปอีกด้วยเข้ามาในห้องเสื้อผ้ากระจัดกระจายจากการถูกเทออกจากกระเป๋าทั้งของเขาและของพี่โรม เห็นแบบนั้นฉันจึงเอาตะกร้ามาใส่“นอนก่อนเดี๋ยวค่อยทำ” มือหนารั้งเอวฉันให้นอนราบไปกับที่
สามวันเต็ม ๆ ที่พี่เลย์หายหน้าไป กับฉันเขาขาดการติดต่อไปเลย แต่แอบได้ยินพี่โรมคุยโทรศัพท์อยู่บ่อย ๆ คิดว่าคงจะเป็นพี่เลย์นั่นแหละ“วันนี้น่าจะไม่ได้กลับบ้านนะคะ ทำโครงงานที่บ้านแซน” พี่โรมมองฉันด้วยสีหน้าแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ค้านอะไร “พี่ไปต่างจังหวัดพรุ่งนี้ใช่ไหม”“วันนี้แหละพอดีงานมีปัญหานิดหน่อย” เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยื่นข้อเสนอให้ฉัน “ย้ายจากบ้านแซนมาทำที่บ้านเราได้ไหม ให้ค่าจ้างเฝ้าบ้านสองหมื่น”“ข้อเสนอดีนะเนี่ย” ฉันว่ายิ้ม ๆ พร้อมกับทำท่าคิดไปด้วย “อาร์ทต้องมาด้วยนะคะ พี่โอเคหรือเปล่า”“อืม”เขานี่แหละที่กระชากฉันออกจากอาร์ทครั้งนั้น ช่วงแรกก็มีหัวร้อนกันบ้างที่รู้ว่าอาร์ทเรียนที่เดียวกับฉัน แต่นานวันไปเขาคงตกตะกอนแล้วมั้งคะ“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ว่าแต่พี่จะเดินทางตอนไหน”“ค่ำ ๆ แหละ เช้านี้ต้องไปที่ร้านก่อน”“ขับรถกลางคืนอีกแล้ว”“แค่สองชั่วโมงเอง”“มีคำพูดมาแก้ต่างตลอดแหละ” ฉันว่าพลางเบะปากใส่เขาหลังจากมาส่งฉันที่มหาวิทยาลัยแล้วพี่โรมเขาก็เข้าร้านต่อค่ะ ได้ยินพี่กรณ์โทรมาบอกว่าร้านถูกงัด ไม่แน่ใจว่าอะไรเสียหายบ้าง“เธอมาก็ดี” แซนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง“อะไรของเธอสีหน้าไม่ค่อย
หลายวันผ่านไป“พี่เลย์ไปไหนเหรอคะ” ฉันถามพี่โรมเมื่อกลับมาบ้านแล้วไม่เห็นใครอีกคนหนึ่ง “แล้วไหนว่าวันนี้พี่ไปต่างจังหวัดไง”“ไอ้เลย์ไปแทนแล้ว”“แล้วงานของพี่เลย์ล่ะ”“พี่ไปทำแทนไง”“เยี่ยมไปเลย นี่ถ้าลูกค้าแยกไม่ออกคงไม่คิดอะไร ส่วนคนที่แยกพี่สองคนออกเขาคงคิดว่าพี่เก่งมากแน่ ๆ สามารถทำแทนกันได้ทุกอย่าง”“แน่นอน” นอกจากจะไม่ปฏิเสธแล้วยังขานรับอย่างเต็มใจอีกด้วย “ไปตลาดนัดกันดีกว่า”“วันนี้มาแปลกแฮะ” ฉันว่าพลางมองคนตรงหน้านิ่ง ๆ รู้สึกว่าวันนี้เขามีพิรุธ“แค่ไปตลาดเองแปลกตรงไหนครับ”“แปลกตรงนี้แหละ แอบไปทำอะไรผิดมาหรือเปล่าคะ”“เปล่าสักหน่อย”“แน่?”“แน่สิ” เขาว่ายิ้ม ๆ แล้วหอมแก้มฉันฟอดใหญ่ “ไปกันเถอะ”เลิกสนใจเขาแล้วกดโทรออกไปหาพี่เลย์ แต่ว่าเขาไม่รับสายฉันค่ะ ปกติฉันจะไม่เซ้าซี้ใคร ไม่รับฉันก็เลิกโทรแค่นั้น แต่วันนี้มันรู้สึกแปลก ๆ อยากให้เขารับสาย แต่ไม่ว่าฉันจะโทรเท่าไหร่เขาก็ไม่รับอยู่ดี“มันอาจจะกำลังยุ่งอยู่ก็ได้”“ไม่ใช่หรอก”“...”“พี่ก็แปลก พี่เลย์ก็แปลก มีอะไรหรือเปล่าคะ” ฉันถามไปตามความรู้สึก และปฏิกิริยาของคนตรงหน้ามันทำให้ฉันมั่นใจว่าเซนส์ฉันไม่ผิดแน่นอน “ถือว่าหนูถามแล้ว
“พูดอะไรของมึง”“อะไร?”“ใจเย็น ๆ ก่อนอย่าเพิ่งต้อนให้จนมุม”“กูกับมึงต่างหากที่จนมุม รู้ทันไปหมด”เรื่องลูกผมพูดจริงนะว่าอยากมี ในส่วนที่เขียนฟ้าแพ้ยาชาผมคิดว่าคุณหมอเขาต้องมีวิธีทำคลอดแน่นอน สมัยนี้เทคโนโลยีมันพัฒนาไปไกลแล้วครับ ตรงนี้คงต้องปรึกษาคุณหมออย่างละเอียดอีกทีหนึ่ง“รีสอร์ตไปถึงไหนแล้ว” ถามไอ้โรมเพราะเมื่อไม่นานมานี้มันเข้าไปดูมา“เรียบร้อยดี”“อืม ... มึงได้ข่าวแม่บ้างไหม” ผมถามต่อ ช่วงหลังมานี้แม่หายเงียบไปเลย ปกติจะโทรหาเราสองคนอยู่บ่อย ๆ“ไปเที่ยวญี่ปุ่น”“ไปกับใคร”“แก๊งเพื่อนเขานั่นแหละ อาทิตย์หน้าคงกลับแล้ว”สามปีมานี้มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นกับพวกเรา เถียงกันบ้าง ความคิดไม่ตรงกันบ้างเป็นเรื่องปกติครับ ที่ยังเหมือนเดิมและดีขึ้นกว่าเดิมคือเขียนฟ้า เรียนเก่งปรับตัวเก่ง กล้าคิดกล้าตัดสินใจอีกด้วย แต่ก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมกับไอ้โรมยังไม่ค่อยสบายใจสักเท่าไหร่ นั่นก็คือแม่ที่ยังไม่ยอมรับเขียนฟ้า“พี่เลย์”“ครับ”“ถ้าพี่มีลูกชายพี่จะตั้งชื่อเขาว่าอะไร” เป็นคำถามที่ไม่คิดว่าเธอจะถามเลยด้วยซ้ำ“วินเทอร์”“ขอเหตุผลค่ะ”“พี่ชอบฤดูหนาว”“อืม ... แล้วพี่ล่ะคะ ถ้ามีลูกสาวพี่







![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)