ログインณรัฐเองก็อึ้งเมื่อได้เห็นว่าแม่ตัวเองกำลังนั่งข้างๆ ลูกสาวของเขา โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่เคยรู้สถานะที่แท้จริงของกันและกัน
“ครับแม่” ชายหนุ่มพูดได้เพียงแค่นั้น เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ นีนนาราซึ่งแม่ของเขาก็ไม่ได้สงสัยอะไร เพราะเหลือที่ว่างเพียงแค่ตรงนั้น
โต๊ะรับประทานอาหารว่างเป็นโต๊ะกลม มัทรีนั่งฝั่งหนึ่งตามด้วยวันวิสาข์และนีนนารา ส่วนอีกด้านของนางคือนาเนียร์และคุณหญิงเรไร เท่ากับเด็กหญิงถูกขนาบข้างด้วยผู้ใหญ่ทั้งสองท่าน
“คุณลุง” นาเนียร์ทักทำให้ชายหนุ่มยิ้มตอบ
“ครับนาเนียร์ ชอบวุ้นเหรออร่อยไหมครับ”
เด็กหญิงพยักหน้าเร็วๆ พลางใช้ส้อมของเด็กจิ้มวุ้นในจานส่งให้เขา ณรัฐน้ำตาคลอเมื่อลูกมีน้ำใจแบ่งให้ทันที ส่วนเขาไม่เคยให้อะไรลูกเลยตั้งแต่แกเกิดมา นอกจากไม่เคยให้แถมยังไม่เคยรู้อีกต่างหาก
“หนูกินเถอะครับ” เขาตอบได้แค่นั้น คุณหญิงเรไรก็แทรกขึ้น
“หนูกินเถอะลูก แม่คุณตัวเล็กตัวน้อยก็รู้จักแบ่งปัน” ท่านมายิ้มให้นีนนารา “หนูเลี้ยงลูกมาดีมากเลยนะ ป้าชื่นชมจ้ะ”
นีนนารายกมือไหว้รับคำชม “ขอบคุณคุณป้ามากค่ะ”
“ว่าแต่... น้องหน้าตาน่ารักมาก แม่ก็สวยคุณพ่อน้องก็คงหล่อมากใช่ไหมจ้ะ แล้ววันนี้คุณพ่อน้องมาด้วยไหมลูก” ท่านชวนคุย
“เอ่อ... ไม่ได้มาค่ะ” นีนนาราตอบเพียงแค่นั้น วันวิสาข์ที่รู้ดีว่าสาวรุ่นน้องเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวจึงเปลี่ยนเรื่อง
“ว่าแต่วันก่อนเห็นข่าวคุณป้าในโทรทัศน์ด้วยค่ะ เปิดตัวธุรกิจใช่ไหมคะ”
“จ้ะ” นางหันมาตอบวันวิสาข์และยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ “เป็นร้านเพชรน่ะจ้ะวันใหม่ ร้านของยายณดาเขาจะได้มีงานมีการทำเสียที” ท่านพูดถึงลูกสาวคนเล็กที่ท่านรักหนักหนาและเพิ่งลงทุนเงินหลายสิบล้านเปิดร้านจิวเวลลี่ให้ มีพิธีเปิดใหญ่โตและเป็นข่าวในทุกสำนักข่าวและเพจข่าวต่างๆ
“น่าสนใจจังค่ะ ลงทุนเยอะไหมคะ หนูเห็นข่าวผ่านๆ ร้านสวยมากเหมือนปราสาทยุคกลางเลยค่ะ ถึงเก้าหลักไหมคะ” วันวิสาข์ถามทำให้คุณหญิงหัวเราะชอบใจ
“อุ๊ย... หนูวันใหม่ตาถึงมากลูก ก็ประมาณนั้นล่ะจ้ะ”
นีนนาราฟังแล้วสะท้อนใจ ชีวิตคนรวยกับคนจนที่ต้องปากกัดตีนถีบต่างกันเหลือเกิน เธอฟังแล้วจึงเข้าใจว่าทำไมอนาคตของณรัฐจึงไม่เคยมีเธออยู่ตรงนั้นเลย
เพราะเราต่างกันเกินไป
วันต่อมานีนนาราพาลูกมาที่สโมสรเพราะเธอนัดกับลลินาไว้ เธอฟังเรื่องที่เพื่อนเล่าว่าณรัฐมาถามเรื่องเธอเมื่อวันก่อนอย่างสงบ
“เขาบอกว่าเขาคิดว่านาเนียร์เป็นลูกเขา” ลลินาพูดแล้วหยุดมองสีหน้าเพื่อนและพูดต่อ “แต่ลิลไม่ได้บอกอะไรเขามากหรอกนะหนิง”
นีนนาราสบตาเพื่อน “ขอบใจมากนะลิล” เธอนิ่งคิดไปพักหนึ่ง “เมื่อวานหนิงพานาเนียร์ไปถ่ายแบบที่รพ. ก็เจอเขาน่ะ”
เธอทอดสายตามองลูกสาวที่หัวเราะกับพนักงานสโมสรที่อาสาดูแลให้ ภาพเด็กหญิงที่กำลังหัวเราะอย่างร่าเริงนั้นทำให้เธอถอนใจยาว
“ส่วนเรื่องที่เขาสงสัย... มันก็ใช่” เธอพูดอย่างขมขื่น “แต่คนจะเป็นพ่อ มันไม่ใช่แค่ทำให้เกิดหรอกนะลิล”
ลลินาบีบมือเพื่อนอย่างให้กำลังใจ ขณะที่ฟังเงียบๆ
“หนิงรู้จักเขาตั้งแต่ตอนเรียนปีสาม ตอนนั้นเราเป็นพริตตี้ เป็นเอ็มซี เป็นพนักงานเชียร์เบียร์ อะไรที่ทำแล้วได้เงินเราก็ทำหมด เราส่งตัวเองเรียนน่ะ” เธอเล่าแล้วทำท่าเหมือนกำลังคิดเรื่องเก่าๆ
สุดท้ายหลังดูห้องอยู่พักใหญ่ ณรัฐก็มาหยุดอยู่ที่ห้อง Duplex Premium สองห้องนอน ตึก 5 ห้องนี้เพดานสูง โปร่ง กระจกบานใหญ่ มองเห็นวิวมหาวิทยาลัยชั้นล่างมี living room ขนาดใหญ่ ครัวเล็ก โต๊ะอาหาร และห้องนอนอีกหนึ่งห้องชั้นบนเป็น master bedroom พร้อมมุมทำงานและระเบียงเล็ก ๆนาเนียร์เดินดูอยู่ครู่หนึ่งก่อนหันมามองพ่อ “มันใหญ่ไปไหมคะ”“ไม่หรอก” ณรัฐตอบทันที “เผื่อน้องมาค้าง”“ใช่ หนูจะมาแน่ๆ” นีซรีบยกมือ“ผมด้วย” เนโอพูดบ้าง “ถ้าผมสอบเข้าสาธิตเจพีได้ จะมาอยู่เป็นเพื่อนพี่” เนโอพูดถึงการสอบในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่เขาก็ค่อนข้างมั่นใจว่าผ่านแน่นาเนียร์หัวเราะ“ยังไม่ทันย้ายเลย จะมากันแล้วเหรอ”“ก็หนูกลัวพี่นาอยู่คนเดียวแล้วจะเหงานี่” นีซพูดเสียงอ้อนนีนนารามองห้องอย่างชอบใจ “พี่หมอ ห้องนี้ดูโอเคดีนะคะ”ณรัฐพยักหน้าจริง ๆ เขาตัดสินใจตั้งแต่เห็นระบบรักษาความปลอดภัยแล้ว ที่สำคัญไม่ใช่ penthouse ที่อยู่ชั้นเดียวกับกลุ่มบ้านโชติภิวรรธ และเย็นวันนั้นทุกอย่างก็ถูกจัดการอย่างรวดเร็วเมื่อท่านนายพลวัฒนารู้เรื่อง ก็สั่งให้คนช่วยจัดการเรื่องเอกสารทันที ส่วนคุณหญิงเรไรกำชับคนดูแลเรื่องเฟอร์นิเจอร
“หนูว่าไม่เห็นต้องดูหลายห้องขนาดนี้เลยค่ะพ่อ”เสียงของณราภัทรหรือ “นาเนียร์” ดังขึ้น หลังจากที่เธอเดินตามพ่อกับแม่ขึ้นลงคอนโดของมหาวิทยาลัยเจพีมาเป็นชั่วโมงแล้ววันนี้เป็นวันดูห้องพักก่อนเปิดภาคเรียนของนักศึกษาชั้นปีหนึ่ง คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเจพีอินเตอร์ฯณรัฐในฐานะพ่อผู้ปกติเป็นคนใจเย็นอย่างมาก หากวันนี้กลับอยู่ในโหมดจริงจังอย่างประหลาดในความรู้สึกของทุกคน“ห้องที่จะให้ลูกอยู่ พ่อเขาก็ต้องเลือกดี ๆ สิลูก” นีนนาราพูดพลางยิ้มไปด้วยแต่สายตาก็มองสามีอย่างรู้ทัน ในฐานะแม่และภรรยาเธอเข้าใจทั้งนาเนียร์และสามีตัวเองตั้งแต่มาถึงเธอเห็นเขาถามทุกอย่าง จนเจ้าหน้าที่โครงการแทบตอบไม่ทัน ตั้งแต่ระบบคีย์การ์ด กล้องวงจรปิด ระเบียบการเข้าออกของบุคคลภายนอก ระยะทางจากคอนโดถึงคณะจุดรับส่ง ระบบการจัดการยามฉุกเฉินหรือโรงพยาบาลใกล้เคียงจนสุดท้ายเจ้าหน้าที่เผลอถามอย่างเกรงใจ “คุณหมอทำงานด้านความปลอดภัยด้วยเหรอครับ”ณรัฐนิ่งไปครู่หนึ่ง “เปล่าครับ แต่ผมเป็นพ่อ”ทำเอาทุกคนหลุดหัวเราะทันที“พ่อคะ หนูมาเรียนมหาลัยนะคะ ไม่ได้ไปอยู่ต่างประเทศคนเดียว” นาเนียร์อดบ่นไม่ได้“ก็เหมือนกันนั่นล่ะ” ณรัฐ
เนโอที่นั่งกินข้าวเงียบ ๆ มาตลอดพูดขึ้นบ้าง “จริง ๆ ผมว่าเด็กทำงานก็ไม่ดีนะ มันกระทบพัฒนาการ”ทุกคนหันไปมองด้วยสีหน้าเหมือนถูกช็อตฟิลด์“ลูกอ่านอะไรมาน่ะ” ณรัฐถามขำ ๆ“paper ครับ” เนโอยังคงท่าทางจริงจัง“กินข้าวให้หมดก่อนนักวิจัย” นีซรีบแซวพี่ชาย “แล้วอย่าลืมว่าวันนี้เวรพี่ล้างจานแล้วค่อยไปอ่านเปเปอร์ต่อ” จากนั้นเสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วโต๊ะอาหารเมื่อถึงโรงพยาบาลโชติภิวรรธ โดยรอบมีบรรยากาศคึกคักกว่าปกติ เจ้าหน้าที่หลายคนที่ทำงานมาตั้งแต่สมัยนาเนียร์ยังเป็นพรีเซนเตอร์และ Brand Ambassador พวกเขาต่างเข้ามาทักทายครอบครัวณรัติกุลอย่างอบอุ่น“นาเนียร์โตเป็นสาวแล้วนะ”“สวยเหมือนคุณแม่เลย”“สูงมากลูก”เด็กสาวยกมือไหว้ยิ้มหวานอย่างมีมารยาท ณรัฐยืนมองอยู่ไม่ไกลแล้วรู้สึกแปลก ๆ อย่างบอกไม่ถูก เมื่อก่อนลูกยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็กวิ่งกอดขาเขาอยู่เลยแต่วันนี้… ลูกสาวเขาเริ่มแต่งหน้าอ่อนๆ เริ่มมีคนมอง เริ่มมีคนชมว่าสวย และสิ่งเหล่านี้มันทำให้เขาไม่สบายใจอย่างประหลาด“คุณพ่อ”เสียงเรียกทำให้เขาหันกลับมา นาเนียร์ยืนอยู่ตรงหน้าในชุดเดรสสีขาวเรียบหรูสำหรับออกงาน “วันนี้หนูโอเคไหมคะ”ณรัฐนิ่
“แม่… วันนี้หนูไปด้วยได้ไหม”เสียงของนีนนลินหรือ “นีซ” ดังขึ้นตั้งแต่ยังไม่ทันนั่งกินข้าวเช้า เด็กหญิงวัยสิบสองยืนกอดแขนแม่อยู่ข้างโต๊ะอาหารพลางทำตาเป็นประกาย“จะไปไหนคะลูก” นีนนาราถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว“งานโรงพยาบาลไงคะ งานที่พี่นาเนียร์ไปเป็นพรีเซนเตอร์”วันนี้โรงพยาบาลโชติภิวรรธจัดกิจกรรมครบรอบปีขององค์กร และในฐานะพรีเซนเตอร์รุ่นแรกของโรงพยาบาล นาเนียร์ หรือ ณราภัทร ได้รับเชิญกลับไปร่วมงานอีกครั้งเด็กสาววัยสิบห้าปี ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเด็กตัวเล็กในชุดคนไข้โฆษณาโรงพยาบาล วันนี้กลายเป็นวัยรุ่นหน้าตาสะสวย สูงโปร่งและมีความมั่นใจในตัวเองจนเริ่มเป็นที่จับตามอง“ไปได้ค่ะ” นีนนาราพยักหน้า “แต่ห้ามดื้อ ห้ามซน ห้ามเดินไปไหนๆ เองนะคะ”“เย้...” นีซหันไปกอดพี่สาวทันที “พี่นาเนียร์ วันนี้หนูจะไปดูคอนโดพี่ด้วยนะ”นาเนียร์เงยหน้าจากโทรศัพท์สีหน้ายังงงๆ “คอนโดอะไรนีซ”“คอนโดที่แม่เล่าไง ว่าพี่ได้มาตั้งแต่เด็ก”ณรัฐที่กำลังอ่านเอกสารคนไข้อยู่เงยหน้าขึ้นทันที“อ๋อ…” นีนนาราหัวเราะ “ห้องของพี่น่ะเหรอ” นาเนียร์พอจำได้ราง ๆ เพราะสมัยเด็กเธอเคยอยู่ที่นั่นอยู่พักหนึ่ง ในความทรงจำจึงยังมีภาพ
นีนนารามองภาพตรงหน้าอย่างเผลอยิ้ม เด็กสามคนโตขึ้นเร็วมากจริง ๆ จากวันที่นาเนียร์ยังตัวเล็กวิ่งกอดขาเธอ วันนี้ลูกสาวคนโตกำลังเข้าเรียนมัธยมปีที่หนึ่ง ส่วนลูกแฝดก็เริ่มมีโลกของตัวเองชัดเจนขึ้นทุกวันเนโอเป็นเด็กช่างสงสัย ชอบถาม ชอบทดลอง และมักใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่กับหนังสือสารานุกรมหรือคลิปวิทยาศาสตร์ส่วนนีซตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เด็กหญิงชอบร้องเพลง ชอบเต้น ชอบเล่าเรื่อง และมักเป็นคนพาพี่ชายออกจากโลกส่วนตัวเสมอ“แล้วถ้ามันกลายเป็นผีเสื้อแล้วล่ะ” นีซถามทั้งที่ยังยืนห่าง ๆ“ผมจะปล่อยมันครับ” เนโอตอบทันที “สัตว์มันต้องอยู่ในธรรมชาติ”คำตอบนั้นทำให้ณรัฐเลิกคิ้วนิดหนึ่งก่อนมองลูกชาย “ใจดีเหมือนแม่นะเรา”“ผมว่าผมเหมือนพ่อมากกว่า” เด็กชายตอบทันที“ตรงไหนครับ” คนเป็นพ่อถามต่อ“ชอบวิทยาศาสตร์”ณรัฐหัวเราะออกมาเต็มเสียง “อันนี้จริง”นีนนาราหันมามองพ่อลูกแล้วยิ้ม “งั้นวันนี้คุณนักวิทยาศาสตร์ช่วยแม่รดน้ำผักด้วยนะคะ”“ได้ครับ”“แล้วหนูล่ะ” นีซถาม“นีซช่วยแม่เก็บพริกไหม”“ได้ค่ะ” เด็กหญิงยิ้มกว้างทันที “แต่หนูไม่จับหนอนนะ”“ไม่มีใครบังคับเธอหรอกจ้ะ”นาเนียร์พูดขำๆ ก่อนเดินไปเปิดสายยางเพื่อ
“เนโอ ตัวทำอะไรน่ะ” เสียงของเด็กหญิงนีนนลินหรือ “นีซ” ถามคู่แฝดของตัวเอง เด็กชายณพรรธน์ หรือ “เนโอ” หันมามองคู่แฝดตัวเองแล้วทำสัญญาณให้อีกฝ่ายเงียบ “อย่าเสียงดังสินีซ เราต้องการสมาธิ” ว่าแล้วเด็กชายวัยเก้าขวบก็หันไปก้มหน้าก้มตาสนใจสิ่งตรงหน้าต่อ ในขณะที่นีซเดินมาใกล้ๆ แล้วก็ร้องเสียงดัง“อี๋... ตัวอะไรอะ”บนโต๊ะไม้เล็ก ๆ ริมสวนผัก มีกล่องพลาสติกใสถูกเจาะรูไว้เรียบร้อย ด้านในเต็มไปด้วยใบแก้วสด และหนอนสีเขียวอ้วนป้อมหลายตัวกำลังกินใบไม้อย่างเอร็ดอร่อย“หนอนผีเสื้อ” เนโอตอบเรียบ ๆ ราวกับเป็นเรื่องปกติ “อีกไม่กี่วันมันก็จะเข้าดักแด้แล้ว”“แล้วทำไมต้องเอามาไว้ในบ้าน”“เราไม่ได้เอาเข้าบ้าน” เด็กชายเถียงทันที “นี่ห้องวิจัย”“มันคือระเบียงแม่ต่างหาก” “แม่อนุญาตแล้ว” เนโอยืนยันเริ่มโมโหนิดๆ“แม่” นีซหันไปตะโกนลั่นบ้านทันที“พ่อ... เนโอจับหนอนเข้าบ้านค่ะ”นีนนาราที่เพิ่งเดินออกจากครัว ได้ยินเสียงลูกสาวคนเล็กโวยวายเวลาเดียวกับที่ณรัฐและนาเนียร์กลับเข้ามาพอดี“อะไรกันลูก นีซตะโกนทำไม” หญิงสาวถาม“เนโอจับหนอนเข้าบ้านค่ะแม่ ตัวเบ่อเริ่มเลย” นีซฟ้องณรัฐก้าวเข้ามามือก
เธอยิ้มมุมปากเล็กน้อย “การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมันไม่ใช่ตราบาปนะหนิง แต่มันคือการที่เราถอยจากความสัมพันธ์ของคนรักและยังคงสถานะแม่ไว้ได้ คำว่าแม่มันหมายถึงชีวิตที่เราให้ใครสักคน ด้วยความรักไม่ใช่เหรอ”นีนนาราถอนหายใจเบา ๆ เหมือนกำลังชั่งใจระหว่างความกลัว…กับสิ่งที่ตัวเองอยากเป็น“หนิง” ลลินาเรียก
ณรัฐตัดสินใจที่จะเลิกรับบทคนช่วยเหลือนีนนารา และเป็นคนที่ยืนข้างเธอแทน เขาเลิกพูดเรื่องจะให้อะไรเธอแต่เปลี่ยนเป็นการช่วยดูแล ช่วยเลี้ยงลูก ช่วยเล่นเป็นเพื่อนลูกในตอนที่เขาเลิกงานเพื่อให้หญิงสาวมีเวลาส่วนตัวบ้าง“ผมช่วยไหม หนิงจะตัดมาทำอะไร” เขาถามเมื่อเห็นเธอหยิบกรรไกรมาตัดใบเคลจากหลายกระถางที
นีนนาราไม่ได้พูดเรื่องนี้กับณรัฐอีก แต่เขารู้สึกว่าความสัมพันธ์ที่น่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นกลับแย่ลง และเธอก็ยิ่งกันตัวเองออกห่างไปมากกว่าเดิม ในเวลาที่เขามาหาลูก หญิงสาวจะปลีกตัวไปทำงานหรือทำอะไรของเธอตามลำพัง โดยที่มันทำลายภาพบรรยากาศครอบครัวที่เขาเคยหวังไว้พังจนแทบไม่กล้าคิดต่อ
ในห้องกิจกรรมของเด็กวัย 2-4 ขวบ เสียงเด็กเล็กคุยกันจ้อกแจ้กดังอยู่ในห้องกิจกรรมของสโมสร โต๊ะเตี้ย ๆ ถูกจัดเรียงเป็นแถว แต่ละโต๊ะมีถาดพลาสติกใส่หญ้าแห้ง ดอกไม้เล็ก ๆ และเศษใบไม้สีเขียวอ่อนวางอยู่ กลิ่นหอมจาง ๆ ของธรรมชาติลอยปะปนกับกลิ่นกาว“วันนี้เราจะทำงานศิลปะติดปะนะคะเด็ก ๆ วาดหน้าคนที่เรารัก แ




![[NC30+] โบตั๋นผลิบานกลางใจคุณชายหยวน (ยุค 80s) [PWP]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


