LOGIN“เรารู้จักกันในงานมินิคอนเสิร์ตในรพ. ตอนนั้นหมอรัฐเป็นเรสสิเด้นท์ที่นั่น ส่วนเราไปเป็นพาร์ตไทม์ของอีเว้นท์ ก็รู้สึกว่าเขาให้เกียรติเราดี สุภาพ หน้าตาดี ก็หมออะเนอะใครๆ ก็อยากมีแฟนเป็นหมอ พอเขาขอคบเราก็เลยตกลง
ต่อมาเขาบอกว่าไม่อยากให้เราทำงานหนัก จะขอดูแลเรา ดูแลค่าใช้จ่าย ค่าเทอม เงินใช้ส่วนตัว แต่ขอให้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน ดูแลบ้านให้เขา ทำกับข้าว เราจะได้มีเวลาไปเรียนมากขึ้น เราก็โลกสวยมากตอนนั้นมีแฟน ได้อยู่ด้วยกัน เหมือนเป็นสามีภรรยา โลกนี้เป็นสีชมพู” นีนนาราหัวเราะแต่แววตาเจ็บช้ำกับอดีต
“พอเราเรียนจบ เขาก็บอกว่าต่อโทก็ดีจะได้หางานง่าย เขาจะส่งเอง แต่พออยู่ด้วยกันได้สี่ปีเราเรียนโทปีสุดท้ายเราก็เครียด ตัวเขาเองก็คงเครียดเพราะเป็นปีสุดท้ายของหมอศัลย์เหมือนกัน เราเริ่มทะเลาะกัน เขาเองก็หงุดหงิด ไม่กลับห้องบ่อยๆ ตอนนั้นเราก็วีนรู้สึกว่าทำไมเอาฉันมาทิ้งไว้ให้อยู่คนเดียวนานๆ บางทีสองอาทิตย์เราไม่เจอกันเลยนะลิล แล้วเขาก็ไม่โทรหา พอเราโทรไปก็ไม่รับสายบอกว่ายุ่ง”
นีนนาราหยุดเช็ดน้ำตาที่ไหลไม่รู้ตัว “ตอนนั้นเราอาจจะท้องด้วย หรืออาจจะนิสัยไม่ดีจริงๆ สุดท้ายเขาก็บอกเลิกบอกว่าถ้าอยู่ด้วยกันแล้วไม่มีความสุข เขาก็ไม่อยากรั้งฉันไว้ และตัวเขาเองก็ต้องไปเรียนต่อที่อังกฤษ”
“แล้วเขาไม่รู้จริงๆ เหรอว่าหนิงท้องนาเนียร์” ลลินาจำได้ว่าเพื่อนเคยบอกว่าไม่ได้พ่อของนาเนียร์เรื่องเธอท้อง แต่เธอก็อยากถามอีกครั้งให้แน่ใจ นีนนาราส่ายหน้า
“ไม่รู้จะบอกยังไง จริงๆ ไม่ใช่เพราะว่าเขาจะไปเรียนต่อหรอกที่เราไม่ได้บอก แต่มันเป็นเพราะว่าเขาพูดออกมาเองว่าอยู่กับฉันแล้วไม่มีความสุข เราจะรั้งเขาได้ยังไง” นีนนาราน้ำตาไหล ยิ่งเช็ดก็ยิ่งเหมือนจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
ลลินาก็พลอยร้องไห้ไปด้วย ความที่กำลังท้องแก่เต็มที่ก็ยิ่งอ่อนไหวกว่าปกติ สองสาวใช้เวลาหลายนาทีในการปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
“มีอะไรมากกว่านี้ไหมหนิง ลิลเห็นท่าทางของหมอที่เขามาถามลิลเหมือนเขาเสียใจมากๆ เลยนะ”
นีนนารานิ่งคิด “ก็ไม่มีนะ หลังจากนั้นหนิงก็ไม่ได้ติดต่อเขาอีก จนเจอกันที่หาดใหญ่นี่ล่ะ” สักพักเธอทำท่านึกออก
“แต่จะว่าไป ก็อาจจะมี”
เธอเช็ดน้ำตาที่ทำท่าจะไหลแล้วเริ่มพูดต่อ “วันที่เขาบอกเลิก เขาก็เก็บของออกไปจากคอนโดที่เราอยู่ด้วยกัน บอกว่าเขาจะยกที่นั่นให้หนิงจะให้ทนายทำเอกสารให้ ตอนนั้นเราตัดสินใจเก็บลูกไว้เลยคิดว่ามีบ้านอยู่ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก”
ลลินารู้สึกลุ้นตามจนแทบลืมหายใจ
“แต่พอเราคลอดนาเนียร์ได้เดือนเดียว เราได้โนติสจากทนายว่าขอให้เราย้ายออกเพราะเขาจะขายห้องนี้”
ลลินาตะลึง เธอแทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน “แล้วหนิงทำยังไง” เธอถามแทบไม่มีเสียง รู้สึกสะเทือนใจมาก
นีนนาราหัวเราะแต่ไม่มีความรู้สึกขำขันเลย “จะทำยังไง เจ้าของห้องให้ออกก็ต้องออก เราก็หาห้องใหม่กัดฟันเอาเงินที่มีมาซื้อ เพราะไม่อยากถูกไล่อีกแล้ว พอดีมีเพื่อนแนะนำว่าพี่สาวเขาจะแต่งงานไปอยู่เมืองนอก อยากขายคอนโดเราเลยถามไปห้องที่ติดกับห้องลิลที่โน่นนั่นล่ะ เขาเห็นว่าเราเป็นแม่ลูกอ่อน เลยขายให้ราคาเท่ากับตอนที่เขาซื้อ ค่ารีโนเวท ค่าเฟอร์ฯ ไม่เอาอะไรเลย ตอนนี้หนิงก็ยังคิดขอบคุณพี่เขาอยู่เลยนะ”
“เรารู้จักกันในงานมินิคอนเสิร์ตในรพ. ตอนนั้นหมอรัฐเป็นเรสสิเด้นท์ที่นั่น ส่วนเราไปเป็นพาร์ตไทม์ของอีเว้นท์ ก็รู้สึกว่าเขาให้เกียรติเราดี สุภาพ หน้าตาดี ก็หมออะเนอะใครๆ ก็อยากมีแฟนเป็นหมอ พอเขาขอคบเราก็เลยตกลงต่อมาเขาบอกว่าไม่อยากให้เราทำงานหนัก จะขอดูแลเรา ดูแลค่าใช้จ่าย ค่าเทอม เงินใช้ส่วนตัว แต่ขอให้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน ดูแลบ้านให้เขา ทำกับข้าว เราจะได้มีเวลาไปเรียนมากขึ้น เราก็โลกสวยมากตอนนั้นมีแฟน ได้อยู่ด้วยกัน เหมือนเป็นสามีภรรยา โลกนี้เป็นสีชมพู” นีนนาราหัวเราะแต่แววตาเจ็บช้ำกับอดีต“พอเราเรียนจบ เขาก็บอกว่าต่อโทก็ดีจะได้หางานง่าย เขาจะส่งเอง แต่พออยู่ด้วยกันได้สี่ปีเราเรียนโทปีสุดท้ายเราก็เครียด ตัวเขาเองก็คงเครียดเพราะเป็นปีสุดท้ายของหมอศัลย์เหมือนกัน เราเริ่มทะเลาะกัน เขาเองก็หงุดหงิด ไม่กลับห้องบ่อยๆ ตอนนั้นเราก็วีนรู้สึกว่าทำไมเอาฉันมาทิ้งไว้ให้อยู่คนเดียวนานๆ บางทีสองอาทิตย์เราไม่เจอกันเลยนะลิล แล้วเขาก็ไม่โทรหา พอเราโทรไปก็ไม่รับสายบอกว่ายุ่ง”นีนนาราหยุดเช็ดน้ำตาที่ไหลไม่รู้ตัว “ตอนนั้นเราอาจจะท้องด้วย หรืออาจจะนิสัยไม่ดีจริงๆ สุดท้ายเขาก็บอกเลิกบอกว่าถ้าอ
ณรัฐเองก็อึ้งเมื่อได้เห็นว่าแม่ตัวเองกำลังนั่งข้างๆ ลูกสาวของเขา โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่เคยรู้สถานะที่แท้จริงของกันและกัน “ครับแม่” ชายหนุ่มพูดได้เพียงแค่นั้น เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ นีนนาราซึ่งแม่ของเขาก็ไม่ได้สงสัยอะไร เพราะเหลือที่ว่างเพียงแค่ตรงนั้นโต๊ะรับประทานอาหารว่างเป็นโต๊ะกลม มัทรีนั่งฝั่งหนึ่งตามด้วยวันวิสาข์และนีนนารา ส่วนอีกด้านของนางคือนาเนียร์และคุณหญิงเรไร เท่ากับเด็กหญิงถูกขนาบข้างด้วยผู้ใหญ่ทั้งสองท่าน“คุณลุง” นาเนียร์ทักทำให้ชายหนุ่มยิ้มตอบ“ครับนาเนียร์ ชอบวุ้นเหรออร่อยไหมครับ” เด็กหญิงพยักหน้าเร็วๆ พลางใช้ส้อมของเด็กจิ้มวุ้นในจานส่งให้เขา ณรัฐน้ำตาคลอเมื่อลูกมีน้ำใจแบ่งให้ทันที ส่วนเขาไม่เคยให้อะไรลูกเลยตั้งแต่แกเกิดมา นอกจากไม่เคยให้แถมยังไม่เคยรู้อีกต่างหาก“หนูกินเถอะครับ” เขาตอบได้แค่นั้น คุณหญิงเรไรก็แทรกขึ้น “หนูกินเถอะลูก แม่คุณตัวเล็กตัวน้อยก็รู้จักแบ่งปัน” ท่านมายิ้มให้นีนนารา “หนูเลี้ยงลูกมาดีมากเลยนะ ป้าชื่นชมจ้ะ” นีนนารายกมือไหว้รับคำชม “ขอบคุณคุณป้ามากค่ะ” “ว่าแต่... น้องหน้าตาน่ารักมาก แม่ก็สวยคุณพ่อน้องก็คงหล่อมากใช่ไห
เธออุ้มนาเนียร์ออกจากลิฟต์ เลขานุการของวันวิสาข์ลุกทันทีที่เห็นเธอ “คุณหนิงมาแล้วเหรอคะ คุณวันใหม่รออยู่เลยค่ะ” “มาแล้วค่ะ” เธอตอบอย่างอัธยาศัยดี การได้พบกันหลายครั้งทำให้เกิดความคุ้นเคยมากพอที่จะคุยกันอย่างสบายๆ บานประตูห้องทำงานของวันวิสาข์เปิดออกพอดี หญิงสาวหน้าตาสะสวยดูคล่องตัวในชุดผู้บริหารหญิงที่ทะมัดทะแมงก้าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม"มาแล้ว นาเนียร์คนสวยของป้า” วันวิสาข์เอื้อมมือไปรับร่างเด็กหญิงที่โผจากอกแม่มาหาเธอ “ไปห้องรับรองกันเถอะหนิง วันนี้พี่มีเมนูใหม่อยากให้ช่วยชิม ว่าจะเอาลงร้านรัญจวนด้วย”ร้านรัญจวนที่ว่า คือร้านอาหารไทยแบบพรีเมี่ยมที่เปิดให้บริการให้คอนโดที่นีนนาราพักอยู่ และถือเป็นอีกกิจการหนึ่งของตระกูลโชติภิวรรธ“ได้เลยค่ะพี่วันใหม่” สองสาวกับเด็กหญิงหนึ่งคนเดินกันไปคุยกันไปจนถึงห้องรับรอง เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบหญิงวัยกลางคนสองคนนั่งในนั้นอยู่ก่อนแล้ว“อ้าวคุณแม่ คุณป้าเรไรสวัสดีค่ะ” วันวิสาข์ทักทาย คุณหญิงเรไร ณรัติกุล เธอแนะนำนีนนาราและนาเนียร์ให้ผู้ใหญ่รู้จักตามมารยาท“คุณป้าคะ น้องนาเนียร์พรีเซนเตอร์ของรพ.เราปีนี้ค่ะ กับคุณหนิงเป็นคุณแม่ของน้อ
โค้ชสาวใจดีส่งตุ๊กตากระต่ายหูยาวที่เป็นอุปกรณ์ประกอบฉากชิ้นสำคัญให้นาเนียร์ เด็กหญิงตัวน้อยรับมาโอบกอดไว้แน่น แววตาเป็นประกายสดใสจนนีนนาราต้องรีบยกมือไหว้ขอบคุณทีมงาน"ขอบคุณมากนะคะ จริงๆ ไม่ต้องลำบากก็ได้ค่ะ" นีนนาราบอกอย่างเกรงใจ"ไม่ลำบากเลยค่ะคุณแม่ น้องนาเนียร์ทำงานเก่งมาก ครั้งหน้าเรายังต้องใช้ของเล่นล่อทิศทางกล้องอีกเยอะ ถ้าให้แกไปเลย แกจะจำได้ว่าการมาหาพี่ๆ คือเรื่องสนุก ครั้งหน้าจะได้ไม่กลัวกล้องไงคะ" นีนนารายิ้มบางๆ เธอเข้าใจในเหตุผลนั้นดี เพราะเธอเลี้ยงลูกมาด้วยความจริงใจเสมอ... แต่คนที่ยืนฟังอยู่ไม่ไกลอย่างณรัฐกลับรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเบาๆเขามองดูตุ๊กตาราคาไม่กี่ร้อยบาทในอ้อมกอดลูกสาว... ของเล่นที่คนแปลกหน้าหยิบยื่นให้ด้วยความเอ็นดูและหวังผลในงาน แต่มันกลับเป็นของชิ้นแรกที่เขาเห็นว่ามันทำให้ลูกสาวเขามีความสุขได้ขนาดนั้น ในขณะที่เขามีเงินในบัญชีมหาศาล แต่กลับไม่เคยมีโอกาสแม้แต่จะเลือกซื้อตุ๊กตาสักตัวให้ลูกด้วยตัวเอง“หนูเก่งจังค่ะ เหนื่อยไหมคะ” ณรัฐก้าวเข้ามาท่ามกลางสายตาตกใจของนีนนารา ส่วนทีมงานคนอื่นดูไม่ได้แปลกใจที่หมอศัลย์เด็กแบบเขาจะมาดูการทำงานในวันนี้“คุณลุง
หากการได้รู้ว่าตัวเองมีลูกแบบไม่ทันตั้งตัวนั่นเหมือนเขาถูกชกจนเห็นดาว แต่วันนี้เขาเพิ่งรู้ว่าเรื่องมันหนักหนากว่านั้นมาก นีนนาราต้องหอบลูกน้อยที่อายุได้เดือนเดียวย้ายออกไป หลังจากถูกไล่ออกจากห้องที่เขาสัญญาว่าจะยกมันให้เธอ ความรู้สึกใจสลายเป็นอย่างไร เขาก็ได้รู้จักมันวันนี้เองวันรุ่งขึ้นเขาตัดสินใจไปทำงาน และได้รู้ว่าตอนนี้ลลินาแอดมิทอยู่ที่โรงพยาบาลด้วย จึงตัดสินใจไปเยี่ยมเธอและตั้งใจจะถามเรื่องนีนนารากับเธอ เพราะจำได้ว่ามาวัชร์เคยบอกว่าภรรยาเป็นเพื่อนบ้านกับนีนนาราลลินาถามตรงๆ ว่าเหตุใดเขาจึงถามถึงเรื่องของนีนนารา เขาจึงต้องบอกตรงๆ ว่า เขาคิดว่านาเนียร์เป็นลูกของเขา และนั่นก็ทำให้หญิงสาวตวัดสายตามองราวจะโกรธเคืองแทนเพื่อน แต่ในที่สุดเธอก็ยอมให้ข้อมูลมาบ้าง“ลิลคงบอกอะไรมากไม่ได้ค่ะ ถ้าเรื่องส่วนตัวของหนิงยังไงลิลก็ต้องถามเธอก่อนว่าสะดวกให้คุณหมอทราบไหม” เธอพูดตรงไปตรงมา “แต่รวมๆ ลิลบอกได้ว่าปกติหนิงอยู่กับนาเนียร์สองคนค่ะ” ณรัฐหน้าเผือดลง ลลินาพูดต่อ “ตอนลิลแพ้ท้องหนักๆ เขาก็เข้ามาช่วยหลายอย่าง ช่วยพาไปโรงพยาบาล ช่วยเตรียมของกินให้ บางทีก็ทำอาหารแล้วแบ่งกันหรือมาก
“ครับ จะว่าไปเวลาผ่านไปเร็วมากนะครับ เหมือนเพิ่งดูข่าวว่าน้ำท่วมไม่กี่วันก่อน” ณรัฐเปรยอีกฝ่ายหัวเราะแบบคนอารมณ์ดี “ทำงานแข่งกับเวลาก็แบบนี้ครับหมอ แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าคนไทยยังมีน้ำใจกันเยอะมาก” อัศวินมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา “ผมดีใจนะที่ได้เจออาสาดีๆ แบบหมอ เอาไว้วันไหนผมได้ขึ้นไปกรุงเทพฯ ผมขอนัดหมอไปเลี้ยงขอบคุณนะครับ” เขารู้ดีว่าณรัฐช่วยงานเขาได้มาก แม้ว่าชายหนุ่มจะมีงานตัวเองในรพ. แต่เมื่อมีเวลาว่าง เขาก็ช่วยลงพื้นที่ไปประเมินคนป่วยเท่าที่จะทำได้ ณรัฐหัวเราะ “ไม่ต้องเลี้ยงขอบคุณอะไรหรอกครับ เราต่างก็ทำหน้าที่ของเรา แต่ผมยินดีมากนะถ้าได้เจอคุณกับทีมที่กรุงเทพฯ” “หรือไม่ก็ที่ภัยพิบัติครั้งหน้า” อัศวินพูดต่อปนหัวเราะ “แต่ไม่มีจะดีกว่านะครับ”สามชั่วโมงต่อมาณรัฐเดินทางไปถึงสนามบินหาดใหญ่ เที่ยวบินของเขาคือหาดใหญ่-กรุงเทพ เวลาหกนาฬิกาสิบห้านาที ชายหนุ่มมองตั๋วในมือหลังจากผ่านด่านเอ็กซเรย์มาแล้วและได้เข้ามานั่งรอที่หน้าเกทหากเครื่องไม่ดีเลย์ เขาคงไปถึงกทม.สักเจ็ดโมงเช้าไม่เกินแปดโมง ชายหนุ่มมีกำหนดกลับไปทำงานในอีกสองวันข้างหน้า เท่ากับเขามีเวลาส่วนตัวเก







