LOGIN“ครับ จะว่าไปเวลาผ่านไปเร็วมากนะครับ เหมือนเพิ่งดูข่าวว่าน้ำท่วมไม่กี่วันก่อน” ณรัฐเปรย
อีกฝ่ายหัวเราะแบบคนอารมณ์ดี “ทำงานแข่งกับเวลาก็แบบนี้ครับหมอ แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าคนไทยยังมีน้ำใจกันเยอะมาก” อัศวินมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา
“ผมดีใจนะที่ได้เจออาสาดีๆ แบบหมอ เอาไว้วันไหนผมได้ขึ้นไปกรุงเทพฯ ผมขอนัดหมอไปเลี้ยงขอบคุณนะครับ”
เขารู้ดีว่าณรัฐช่วยงานเขาได้มาก แม้ว่าชายหนุ่มจะมีงานตัวเองในรพ. แต่เมื่อมีเวลาว่าง เขาก็ช่วยลงพื้นที่ไปประเมินคนป่วยเท่าที่จะทำได้
ณรัฐหัวเราะ “ไม่ต้องเลี้ยงขอบคุณอะไรหรอกครับ เราต่างก็ทำหน้าที่ของเรา แต่ผมยินดีมากนะถ้าได้เจอคุณกับทีมที่กรุงเทพฯ”
“หรือไม่ก็ที่ภัยพิบัติครั้งหน้า” อัศวินพูดต่อปนหัวเราะ
“แต่ไม่มีจะดีกว่านะครับ”
สามชั่วโมงต่อมาณรัฐเดินทางไปถึงสนามบินหาดใหญ่ เที่ยวบินของเขาคือหาดใหญ่-กรุงเทพ เวลาหกนาฬิกาสิบห้านาที ชายหนุ่มมองตั๋วในมือหลังจากผ่านด่านเอ็กซเรย์มาแล้วและได้เข้ามานั่งรอที่หน้าเกท
หากเครื่องไม่ดีเลย์ เขาคงไปถึงกทม.สักเจ็ดโมงเช้าไม่เกินแปดโมง ชายหนุ่มมีกำหนดกลับไปทำงานในอีกสองวันข้างหน้า เท่ากับเขามีเวลาส่วนตัวเกือบสองวันที่จะได้ทำธุระส่วนตัว
ตอนนั้นเองที่ใบหน้าเล็กๆ ของเด็กหญิงก็ผุดขึ้นมาความคิด ตามด้วยแม่ของเธอ นีนนารา อดีตหญิงสาวที่เขาเคยใช้ชีวิตด้วยนานสี่ปีก่อนจะไปเรียนต่อเมื่อสองปีที่แล้ว
ณรัฐลุกจากเก้าอี้เมื่อได้ยินเสียงประกาศเรียกขึ้นเครื่อง เขาตัดสินใจแล้วว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาจะเดินหน้าค้นหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ลูกสาวและแม่ของลูก เขาจะไม่หนีปัญหาอีกแล้ว
เที่ยงวันเดียวกัน เขาไปถึงคอนโดที่เขาเคยอยู่กับนีนนาราและยกให้เธอในวันที่เขาขอแยกทาง ตั้งแต่วันที่เขาเดินออกจากที่นี่เขาไม่เคยย้อนกลับมาอีกเลย
ไม่ใช่ว่าเขาหมดเยื่อใยกับเธอ แต่เขากลัวตัวเองว่าหากกลับมาที่นี่ หรือได้เจอนีนนาราอีกสักครั้ง เขาจะไม่สามารถไปทำในสิ่งที่ตั้งใจได้เลย ภายใต้ท่าทางเย็นชา บอกเลิกเธอเหมือนคนไม่รู้สึกอะไร ไม่มีใครรู้ดีเท่าตัวเขาอีกแล้วว่าเขาคิดอย่างไร
“ขอพบคุณนีนนารา ห้อง 1509 ครับ” แพทย์หนุ่มแจ้งความประสงค์กับพนักงานที่ส่วนต้อนรับ ซึ่งพวกเธอก็จำเขาได้ทันที
“คุณหมอณรัฐใช่ไหมคะ ไม่มานานเลยนะคะ”
ชายหนุ่มเพียงแต่ยิ้มให้ แต่ไม่ได้อธิบายอะไรแต่ก็ต้องสะดุดหูเมื่อพนักงานถามซ้ำ
“คุณหมอแจ้งว่าขอพบคุณหนิง ห้อง 1509 เหรอคะ”
“ครับ” เขาตอบเสียงสูงเป็นเชิงแปลกใจ ทำไมพวกเธอต้องงงในเมื่อเขาแน่ใจว่าพนักงานรู้จักทั้งเขาและนีนนาราดี
พนักงานหลายคนมองหน้ากันด้วยท่าทางงงๆ
“คือว่าห้อง 1509 ไม่ใช่ห้องของคุณหมอแล้วนี่คะ” พนักงานคนหนึ่งเหมือนจะทวนความจำให้เขา
ณรัฐพยักหน้า เรื่องนี้เขารู้ดีเพราะเขายกกรรมสิทธิ์ห้องนี้ให้นีนนาราไปแล้ว
“ใช่ครับ ผมยกห้องนี้ให้หนิงแล้ว ผมก็เลยมาหาเธอไง”
คราวนี้พนักงานสีหน้าเปลี่ยนเป็นความลำบากใจ “ไม่ใช่ค่ะคุณหมอคือว่าไม่ใช่ของคุณหนิงด้วย ก็คุณหมอเป็นคนสั่งให้นิติติดประกาศขายเมื่อสองปีก่อนนะคะ”
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “พูดอะไรของพวกคุณ เหลวไหลมากผมไม่เคยประกาศขาย”
“จริงๆ นะคะ ทางเราได้รับเอกสารจากตัวแทนของคุณหมอ มีการมอบอำนาจลงลายมือชื่อชัดเจนว่าคุณหมอเป็นคนสั่งให้ขาย รอสักครู่ค่ะ” พวกเธอรีบเปิดคอมค้นหาเอกสารครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกสำเนาเอกสารชุดนี้ขึ้นมาดูอีกครั้ง
ณรัฐดูผ่านหน้าจอด้วยความงุนงง มันจะเป็นไปได้อย่างไร “ขายวันที่........” เขาพึมพำ วันเดือนปีที่ปรากฎในเอกสารเป็นเวลาหลังจากที่เขาเดินทางไปได้ประมาณแปดเดือน
“แล้วหนิงย้ายออกไปเมื่อไหร่ครับ พวกคุณจำได้ไหม” เขาถามด้วยใบหน้าซีดเผือด
คราวนี้พนักงานมองหน้ากันและคนหนึ่งที่ท่าทางเป็นผู้ใหญ่สุด ตัดสินใจกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“คุณหนิงขนของย้ายออกไป หลังจากที่เธอคลอดลูกได้หนึ่งเดือนค่ะและได้รับโนติสให้ย้ายออกค่ะ”
“เรารู้จักกันในงานมินิคอนเสิร์ตในรพ. ตอนนั้นหมอรัฐเป็นเรสสิเด้นท์ที่นั่น ส่วนเราไปเป็นพาร์ตไทม์ของอีเว้นท์ ก็รู้สึกว่าเขาให้เกียรติเราดี สุภาพ หน้าตาดี ก็หมออะเนอะใครๆ ก็อยากมีแฟนเป็นหมอ พอเขาขอคบเราก็เลยตกลงต่อมาเขาบอกว่าไม่อยากให้เราทำงานหนัก จะขอดูแลเรา ดูแลค่าใช้จ่าย ค่าเทอม เงินใช้ส่วนตัว แต่ขอให้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน ดูแลบ้านให้เขา ทำกับข้าว เราจะได้มีเวลาไปเรียนมากขึ้น เราก็โลกสวยมากตอนนั้นมีแฟน ได้อยู่ด้วยกัน เหมือนเป็นสามีภรรยา โลกนี้เป็นสีชมพู” นีนนาราหัวเราะแต่แววตาเจ็บช้ำกับอดีต“พอเราเรียนจบ เขาก็บอกว่าต่อโทก็ดีจะได้หางานง่าย เขาจะส่งเอง แต่พออยู่ด้วยกันได้สี่ปีเราเรียนโทปีสุดท้ายเราก็เครียด ตัวเขาเองก็คงเครียดเพราะเป็นปีสุดท้ายของหมอศัลย์เหมือนกัน เราเริ่มทะเลาะกัน เขาเองก็หงุดหงิด ไม่กลับห้องบ่อยๆ ตอนนั้นเราก็วีนรู้สึกว่าทำไมเอาฉันมาทิ้งไว้ให้อยู่คนเดียวนานๆ บางทีสองอาทิตย์เราไม่เจอกันเลยนะลิล แล้วเขาก็ไม่โทรหา พอเราโทรไปก็ไม่รับสายบอกว่ายุ่ง”นีนนาราหยุดเช็ดน้ำตาที่ไหลไม่รู้ตัว “ตอนนั้นเราอาจจะท้องด้วย หรืออาจจะนิสัยไม่ดีจริงๆ สุดท้ายเขาก็บอกเลิกบอกว่าถ้าอ
ณรัฐเองก็อึ้งเมื่อได้เห็นว่าแม่ตัวเองกำลังนั่งข้างๆ ลูกสาวของเขา โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่เคยรู้สถานะที่แท้จริงของกันและกัน “ครับแม่” ชายหนุ่มพูดได้เพียงแค่นั้น เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ นีนนาราซึ่งแม่ของเขาก็ไม่ได้สงสัยอะไร เพราะเหลือที่ว่างเพียงแค่ตรงนั้นโต๊ะรับประทานอาหารว่างเป็นโต๊ะกลม มัทรีนั่งฝั่งหนึ่งตามด้วยวันวิสาข์และนีนนารา ส่วนอีกด้านของนางคือนาเนียร์และคุณหญิงเรไร เท่ากับเด็กหญิงถูกขนาบข้างด้วยผู้ใหญ่ทั้งสองท่าน“คุณลุง” นาเนียร์ทักทำให้ชายหนุ่มยิ้มตอบ“ครับนาเนียร์ ชอบวุ้นเหรออร่อยไหมครับ” เด็กหญิงพยักหน้าเร็วๆ พลางใช้ส้อมของเด็กจิ้มวุ้นในจานส่งให้เขา ณรัฐน้ำตาคลอเมื่อลูกมีน้ำใจแบ่งให้ทันที ส่วนเขาไม่เคยให้อะไรลูกเลยตั้งแต่แกเกิดมา นอกจากไม่เคยให้แถมยังไม่เคยรู้อีกต่างหาก“หนูกินเถอะครับ” เขาตอบได้แค่นั้น คุณหญิงเรไรก็แทรกขึ้น “หนูกินเถอะลูก แม่คุณตัวเล็กตัวน้อยก็รู้จักแบ่งปัน” ท่านมายิ้มให้นีนนารา “หนูเลี้ยงลูกมาดีมากเลยนะ ป้าชื่นชมจ้ะ” นีนนารายกมือไหว้รับคำชม “ขอบคุณคุณป้ามากค่ะ” “ว่าแต่... น้องหน้าตาน่ารักมาก แม่ก็สวยคุณพ่อน้องก็คงหล่อมากใช่ไห
เธออุ้มนาเนียร์ออกจากลิฟต์ เลขานุการของวันวิสาข์ลุกทันทีที่เห็นเธอ “คุณหนิงมาแล้วเหรอคะ คุณวันใหม่รออยู่เลยค่ะ” “มาแล้วค่ะ” เธอตอบอย่างอัธยาศัยดี การได้พบกันหลายครั้งทำให้เกิดความคุ้นเคยมากพอที่จะคุยกันอย่างสบายๆ บานประตูห้องทำงานของวันวิสาข์เปิดออกพอดี หญิงสาวหน้าตาสะสวยดูคล่องตัวในชุดผู้บริหารหญิงที่ทะมัดทะแมงก้าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม"มาแล้ว นาเนียร์คนสวยของป้า” วันวิสาข์เอื้อมมือไปรับร่างเด็กหญิงที่โผจากอกแม่มาหาเธอ “ไปห้องรับรองกันเถอะหนิง วันนี้พี่มีเมนูใหม่อยากให้ช่วยชิม ว่าจะเอาลงร้านรัญจวนด้วย”ร้านรัญจวนที่ว่า คือร้านอาหารไทยแบบพรีเมี่ยมที่เปิดให้บริการให้คอนโดที่นีนนาราพักอยู่ และถือเป็นอีกกิจการหนึ่งของตระกูลโชติภิวรรธ“ได้เลยค่ะพี่วันใหม่” สองสาวกับเด็กหญิงหนึ่งคนเดินกันไปคุยกันไปจนถึงห้องรับรอง เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบหญิงวัยกลางคนสองคนนั่งในนั้นอยู่ก่อนแล้ว“อ้าวคุณแม่ คุณป้าเรไรสวัสดีค่ะ” วันวิสาข์ทักทาย คุณหญิงเรไร ณรัติกุล เธอแนะนำนีนนาราและนาเนียร์ให้ผู้ใหญ่รู้จักตามมารยาท“คุณป้าคะ น้องนาเนียร์พรีเซนเตอร์ของรพ.เราปีนี้ค่ะ กับคุณหนิงเป็นคุณแม่ของน้อ
โค้ชสาวใจดีส่งตุ๊กตากระต่ายหูยาวที่เป็นอุปกรณ์ประกอบฉากชิ้นสำคัญให้นาเนียร์ เด็กหญิงตัวน้อยรับมาโอบกอดไว้แน่น แววตาเป็นประกายสดใสจนนีนนาราต้องรีบยกมือไหว้ขอบคุณทีมงาน"ขอบคุณมากนะคะ จริงๆ ไม่ต้องลำบากก็ได้ค่ะ" นีนนาราบอกอย่างเกรงใจ"ไม่ลำบากเลยค่ะคุณแม่ น้องนาเนียร์ทำงานเก่งมาก ครั้งหน้าเรายังต้องใช้ของเล่นล่อทิศทางกล้องอีกเยอะ ถ้าให้แกไปเลย แกจะจำได้ว่าการมาหาพี่ๆ คือเรื่องสนุก ครั้งหน้าจะได้ไม่กลัวกล้องไงคะ" นีนนารายิ้มบางๆ เธอเข้าใจในเหตุผลนั้นดี เพราะเธอเลี้ยงลูกมาด้วยความจริงใจเสมอ... แต่คนที่ยืนฟังอยู่ไม่ไกลอย่างณรัฐกลับรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเบาๆเขามองดูตุ๊กตาราคาไม่กี่ร้อยบาทในอ้อมกอดลูกสาว... ของเล่นที่คนแปลกหน้าหยิบยื่นให้ด้วยความเอ็นดูและหวังผลในงาน แต่มันกลับเป็นของชิ้นแรกที่เขาเห็นว่ามันทำให้ลูกสาวเขามีความสุขได้ขนาดนั้น ในขณะที่เขามีเงินในบัญชีมหาศาล แต่กลับไม่เคยมีโอกาสแม้แต่จะเลือกซื้อตุ๊กตาสักตัวให้ลูกด้วยตัวเอง“หนูเก่งจังค่ะ เหนื่อยไหมคะ” ณรัฐก้าวเข้ามาท่ามกลางสายตาตกใจของนีนนารา ส่วนทีมงานคนอื่นดูไม่ได้แปลกใจที่หมอศัลย์เด็กแบบเขาจะมาดูการทำงานในวันนี้“คุณลุง
หากการได้รู้ว่าตัวเองมีลูกแบบไม่ทันตั้งตัวนั่นเหมือนเขาถูกชกจนเห็นดาว แต่วันนี้เขาเพิ่งรู้ว่าเรื่องมันหนักหนากว่านั้นมาก นีนนาราต้องหอบลูกน้อยที่อายุได้เดือนเดียวย้ายออกไป หลังจากถูกไล่ออกจากห้องที่เขาสัญญาว่าจะยกมันให้เธอ ความรู้สึกใจสลายเป็นอย่างไร เขาก็ได้รู้จักมันวันนี้เองวันรุ่งขึ้นเขาตัดสินใจไปทำงาน และได้รู้ว่าตอนนี้ลลินาแอดมิทอยู่ที่โรงพยาบาลด้วย จึงตัดสินใจไปเยี่ยมเธอและตั้งใจจะถามเรื่องนีนนารากับเธอ เพราะจำได้ว่ามาวัชร์เคยบอกว่าภรรยาเป็นเพื่อนบ้านกับนีนนาราลลินาถามตรงๆ ว่าเหตุใดเขาจึงถามถึงเรื่องของนีนนารา เขาจึงต้องบอกตรงๆ ว่า เขาคิดว่านาเนียร์เป็นลูกของเขา และนั่นก็ทำให้หญิงสาวตวัดสายตามองราวจะโกรธเคืองแทนเพื่อน แต่ในที่สุดเธอก็ยอมให้ข้อมูลมาบ้าง“ลิลคงบอกอะไรมากไม่ได้ค่ะ ถ้าเรื่องส่วนตัวของหนิงยังไงลิลก็ต้องถามเธอก่อนว่าสะดวกให้คุณหมอทราบไหม” เธอพูดตรงไปตรงมา “แต่รวมๆ ลิลบอกได้ว่าปกติหนิงอยู่กับนาเนียร์สองคนค่ะ” ณรัฐหน้าเผือดลง ลลินาพูดต่อ “ตอนลิลแพ้ท้องหนักๆ เขาก็เข้ามาช่วยหลายอย่าง ช่วยพาไปโรงพยาบาล ช่วยเตรียมของกินให้ บางทีก็ทำอาหารแล้วแบ่งกันหรือมาก
“ครับ จะว่าไปเวลาผ่านไปเร็วมากนะครับ เหมือนเพิ่งดูข่าวว่าน้ำท่วมไม่กี่วันก่อน” ณรัฐเปรยอีกฝ่ายหัวเราะแบบคนอารมณ์ดี “ทำงานแข่งกับเวลาก็แบบนี้ครับหมอ แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าคนไทยยังมีน้ำใจกันเยอะมาก” อัศวินมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา “ผมดีใจนะที่ได้เจออาสาดีๆ แบบหมอ เอาไว้วันไหนผมได้ขึ้นไปกรุงเทพฯ ผมขอนัดหมอไปเลี้ยงขอบคุณนะครับ” เขารู้ดีว่าณรัฐช่วยงานเขาได้มาก แม้ว่าชายหนุ่มจะมีงานตัวเองในรพ. แต่เมื่อมีเวลาว่าง เขาก็ช่วยลงพื้นที่ไปประเมินคนป่วยเท่าที่จะทำได้ ณรัฐหัวเราะ “ไม่ต้องเลี้ยงขอบคุณอะไรหรอกครับ เราต่างก็ทำหน้าที่ของเรา แต่ผมยินดีมากนะถ้าได้เจอคุณกับทีมที่กรุงเทพฯ” “หรือไม่ก็ที่ภัยพิบัติครั้งหน้า” อัศวินพูดต่อปนหัวเราะ “แต่ไม่มีจะดีกว่านะครับ”สามชั่วโมงต่อมาณรัฐเดินทางไปถึงสนามบินหาดใหญ่ เที่ยวบินของเขาคือหาดใหญ่-กรุงเทพ เวลาหกนาฬิกาสิบห้านาที ชายหนุ่มมองตั๋วในมือหลังจากผ่านด่านเอ็กซเรย์มาแล้วและได้เข้ามานั่งรอที่หน้าเกทหากเครื่องไม่ดีเลย์ เขาคงไปถึงกทม.สักเจ็ดโมงเช้าไม่เกินแปดโมง ชายหนุ่มมีกำหนดกลับไปทำงานในอีกสองวันข้างหน้า เท่ากับเขามีเวลาส่วนตัวเก







