Masukที่ผ่านมาชีวิตของทรรศิกาไม่เคยต้องพบกับความลำบากเลยสักครั้ง นับเป็นครั้งแรกที่เธอต้องเผชิญกับความยุ่งยากในชีวิต และยังไม่รู้ว่าจะจัดการกับความยุ่งยากเหล่านั้นได้อย่างไร แต่ก็บอกตัวเองว่าจะต้องพยายามผ่านวิกฤติในครั้งนี้ไปให้ได้ ไม่ว่ามันจะยากแค่ไหนก็ตาม
“เหตุผลแค่นั้นแน่นะ”
คำพูดของนับดาวดึงสติเธอจากภวังค์ “แน่สิ”
“ดาวขออวยพรให้เทย่าได้งานนี้ตามที่ตั้งใจไว้ แต่อยากจะขอเตือนอะไรสักอย่าง ห้ามมิให้เทย่าใจร้อนวู่วามหรือทำอะไรเสี่ยง ๆ โดยไม่จำเป็นเด็ดขาด ที่สำคัญต้องใช้สติมากกว่าใช้อารมณ์”
ที่นับดาวต้องเอ่ยเตือนเพื่อนรักเช่นนี้ เพราะรู้จักนิสัยของทรรศิกาเป็นอย่างดีว่าอีกฝ่ายชอบใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล และบางครั้งก็ใจกล้าบ้าบิ่นเกินจำเป็น
ทรรศิกาพยักหน้าก่อนจะรับปากแบบแบ่งรับแบ่งสู้ “เทย่าจะพยายาม แต่ไม่รู้ว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหนนะดาว เพราะอีตาหมอรุจก็กวนโอ๊ยไม่น้อยอยู่เหมือนกัน”
“แล้วจะเริ่มต้นจากตรงจุดไหน”
“ก่อนอื่นเทย่าคงต้องตามสืบดูพฤติกรรมของเขาก่อนว่าวัน ๆ หนึ่งเขาไปทำอะไร ที่ไหนบ้าง แล้วค่อยกลับมาวางแผนอีกที”
“ดาวเป็นกำลังใจให้ และดาวก็มั่นใจว่าเมื่อใดก็ตามที่เทย่าตั้งใจที่จะทำอะไรแล้วละก็ มันมักจะประสบความสำเร็จเสมอ”
สองสาวยิ้มให้กันและกันอย่างอบอุ่น นับดาวเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่จริงใจกับทรรศิกาจริง ๆ และเป็นเพื่อนที่ทรรศิกาไว้วางใจมากที่สุด
ทรรศิกาลงมือสืบค้นจนรู้ชื่อที่อยู่ของโรงพยาบาลที่เขาประจำอยู่ เธอเฝ้าติดตามดูพฤติกรรมของอติรุจอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลในการวางแผนขั้นต่อไป และทำเช่นนั้นอยู่สองวัน จากนั้นก็ตัดสินใจที่จะไปเฝ้าวนเวียนก่อกวนเขาไม่หยุดหย่อนทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เรียกว่าปั่นป่วนได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะถือคติตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก ทั้งที่ไม่เคยทำเช่นนี้กับใครมาก่อน
ตอนแรกหญิงสาวกะจะปลอมตัวเพื่อไปก่อกวนเขา แต่มาคิดอีกทีวิธีนี้น่าจะใช้ไม่ได้ผล เธอก็เลยปรับเปลี่ยนมาใช้วิธีเปิดหน้าชก โดยการหันมาใช้มารยาหญิงไปก่อกวนเขาแทน และวันนี้คือวันดีเดย์ที่เธอจะลงมือทำตามแผน
ทรรศิกาบรรจงแต่งตัวแต่งหน้าชนิดจัดเต็มเพื่องานนี้โดยเฉพาะ จากนั้นก็เดินทางไปโรงพยาบาลที่เขาประจำอยู่ และรอจังหวะช่วงเวลาที่เขาและเพื่อนหมอพักทานมื้อกลางวัน เธอจะไปปรากฏตัวในช่วงนั้น
“เทย่า”
ทรรศิกาหันไปตามเสียงเรียก “นึกว่าใคร! ที่แท้ก็กรนี่เอง มาทำอะไรที่นี่” เธอพูดด้วยอาการหมางเมินจนเห็นได้ชัด
“ผมพาคุณแม่มาตรวจร่างกายประจำปีกับคุณหมอประจำตัวของแม่ แล้วคุณล่ะมาทำอะไรหรือว่าไม่สบาย”ปกรณ์ย้อนถาม
หลายวันที่ผ่านมาเขารู้สึกร้อนใจเพราะติดต่อเธอไม่ได้เลย โทร.ไปเธอก็ไม่ยอมรับสาย
“ฉันมาทำธุระ” ปากตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา
สายตาของเธอบอกให้เขารู้ว่ามันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขา สรรพนามใช้แทนตัวที่เปลี่ยนไปบอกให้ปกรณ์รู้ว่าทรรศิกายังคงโกรธเขาอยู่
คำตอบของหญิงสาวมิได้ให้ความกระจ่างแต่อย่างใด และปกรณ์ก็เลือกที่จะไม่ถาม
“หลายวันที่ผ่านมาผมติดต่อคุณไม่ได้เลย รู้ไหมว่าผมเป็นห่วง โทรไปคุณก็ไม่รับ”
“เราไม่มีเรื่องที่จะต้องคุยกัน”
“มีสิ ผมรู้ว่าคุณโกรธผมตั้งแต่คืนที่เราดินเนอร์ด้วยกัน ผมอยากจะขอโทษ”
“ไม่จำเป็น ช่วงนี้ฉันยุ่งมาก คงไม่มีเวลามาสนใจเรื่องของคุณ”
ทันใดนั้นสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นอติรุจเดินมาพร้อมกับกลุ่มเพื่อนของเขา ช่วงเวลาที่เธอรอคอยมาถึงแล้ว และจะปล่อยให้พลาดโอกาสดี ๆ แบบนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด
“ฉันต้องไปละ”
แต่เมื่อหญิงสาวก้าวเท้าเดินจากไป ปกรณ์ก็ฉุดแขนของเธอเอาไว้
“เดี๋ยวก่อนสิเทย่า อย่าเพิ่งไป เรายังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย”
“ก็บอกแล้วไงว่าเราไม่มีอะไรที่จะต้องคุยกัน เรื่องของเรามันจบแล้ว”
“ให้โอกาสผมแก้ตัวสักครั้งนะเทย่า”
“ปล่อย!” ทรรศิกาออกคำสั่ง
แต่เมื่ออีกฝ่ายยังคงเกาะกุมเธอไว้แน่น ทำให้เธอต้องปลดมือเขา จากนั้นก็รีบเดินตรงไปตามทางที่เป้าหมายของเธอเพิ่งจะเดินผ่านไป เมื่อเดินตามทันก็ลงมือทำตามแผนที่วางไว้ทันที ทรรศิกาเดินเข้าไปควงแขนอติรุจพร้อมกับพูดจาทักทายเขาอย่างสนิทสนมแบบถึงเนื้อถึงตัว ท่ามกลางสายตาที่แสดงถึงความงุนงงปนสงสัยจากกลุ่มเพื่อนของเขา
“เทย่าเดินตามหารุจตั้งนานที่แท้ก็มาอยู่นี่เอง” ทรรศิกาพูดกับอติรุจพร้อมกับยิ้มหวานหว่านเสน่ห์ให้เขา โดยไม่ลืมที่จะเผื่อแผ่รอยยิ้มนั้นไปให้เพื่อนของเขาด้วย
แม้ว่าใจไม่อยากที่จะทำเช่นนั้นแต่ก็ต้องฝืนทำ เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ เพราะรู้สึกเสียหน้าไม่น้อยที่อติรุจปฏิเสธที่จะรับเธอเข้าทำงานที่คลินิกของเขาอย่างไม่มีเยื่อใย ทั้งที่ไม่เคยมีใครกล้าปฏิเสธความต้องการของเธอมาก่อน และนั่นคือเหตุผลหลักที่ทำให้ทรรศิกาต้องการที่จะเอาชนะเขา
“คุณมีธุระอะไร!?” อติรุจเค้นเสียงถาม
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน และพยายามดึงแขนให้หลุดจากการเกาะกุม แต่ทรรศิกาไม่ยอมให้เขาทำเช่นนั้นได้ง่ายๆ เธอยังคงเกาะเกี่ยวแขนของเขาไว้อย่างเหนียวแน่น
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







